ตอนที่ 433

USB:บทที่ 433 กลับมาแก้แค้น

เพราะว่าทั้งฮวงเฟิงและหลี่ปิงอวิ้นไม่ได้สนิทกับเธอมากนัก พวกเขาจึงไม่เข้าใจความรู้สึกในตอนนี้ของเธอ ฮวงเฟิงเองไม่คิดว่าผู้ชายที่เย่อหยิ่งคนนั้นจะมาที่นี่เพื่อมาตอแยถังมู่เสวี่ยและยิ่งไปกว่านั้นก็เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายต้องการที่จะเป็นคู่แข่งของเธอ ไม่เช่นนั้นแล้วเขาคงจะไม่เลือกธุรกิจประเภทเดียวกันกับถังมู่เสวี่ยในเมื่อมีอย่างอื่นให้ทำอีกตั้งมากมาย

อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ตาของฮวงเฟิงที่จะต้องมากังวลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เขาไม่ได้สนิทกับถังมู่เสวี่ยและเผิงเฉิงฟู่คนนั้น ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจในรายละเอียดทั้งหลาย และเมื่อเขาเห็นว่าบรรยากาศอึมครึมเขาจึงได้เปลี่ยนเรื่องคุย บรรยากาศภายในโต๊ะจึงได้ดีขึ้นนิดหน่อยแต่ความกังวลที่ปรากฎบนใบหน้าของถังมู่เสวี่ยนั้นก็ยังไม่ได้จางหายไปเลย

มันไม่ใช่ความผิดของถังมู่เสวี่ยที่เธอกังวลว่าจะเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะต้องใช้ความพยายามของตัวเองเพื่อที่จะแยกตัวออกจากการควบคุมของตระกูล อย่างไรก็ตามในขณะที่เธอเริ่มต้นก็มีคนที่จงใจพุ่งเป้ามาหาเธออยู่แล้วและทำไมพวกเขาถึงพุ่งเป้าไปที่เธอ ถังมู่เสวี่ยก็คิดได้เช่นกัน เธอทำได้เพียงพึ่งพาตัวเอง ในขณะที่อีกฝ่ายสามารถใช้เส้นสายของตระกูลของเขาได้

เธอรู้เรื่องนี้ดีตั้งแต่อีกฝ่ายมาหาเธอแล้ว แม้ว่าเธอจะหันไปทำอย่างอื่น แต่อีกฝ่ายก็ยังคงจะเลือกที่จะทำสิ่งเดียวกับที่เธอเพื่อเพิ่มความยากลำบากให้กับเธอเอง ด้วยการมีอยู่ของอีกฝ่ายคงเป็นเรื่องยากมากที่เธอจะประสบความสำเร็จ

ในขณะที่ฮวงเฟิงกำลังรับประทานอาหารกับสาวๆ อยู่นั้น ถงเฉียนก็กำลังทำเรื่องบ้าๆ บางอย่าง

"ตีฉันสิ ครั้งที่แล้วแกตีฉันแรงมากเลยไม่ใช่เหรอ? มาสิ มาสิ ไอ้หมาจรจัด!” ในมุมที่เงียบสงบถงเฉียนกำลังเตะและต่อยร่างที่กองอยู่บนพื้นอย่างโหดเหี้ยมพร้อมกับก่นด่าเขาในเวลาเดียวกัน ขาของเขานั้นไม่ได้ออมแรงเลยแม้แต่น้อย และถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีแรงมากนัก แต่เขาก็แค่เล็งไปที่ใบหน้าของคู่ต่อสู้ คนๆ นั้นจึงถูกเตะจนเขากรีดร้องอย่างน่าสังเวชครั้งแล้วครั้งเล่า

คนที่กองอยู่บนพื้นตอนนี้ทำได้เพียงกรีดร้องอย่างน่าสังเวช แต่ไม่สามารถตอบโต้ได้ ถ้าครั้งนี้มีเพียงแค่ถงเฉียนคนเดียวเขาจะไม่กลัวเลย แต่ตอนนี้ยังมีคนอีกสองสามคนยืนอยู่ข้างๆ ถงเฉียนและเห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนดี ตอนนี้พวกเขากำลังดู ถงเฉียนเตะต่อยเขาด้วยความสนใจ

"ลุกขึ้นมาสิ แกเก่งมากไม่ใช่เหรอ? นี่แกคงไม่ได้เพิ่งเปลี่ยนนายใหม่หรอกนะ?" มาสิ มาเลย พวกแกต่างก็มาหาฉันและไม่ใช่แค่แก แม้แต่นายคนใหม่คนนั้นของพวกแก ฉันไม่มีทางปล่อยแกไป!" ถงเฉียนพูดขณะที่เขาเตะคู่ต่อสู้ของเขา

“นายน้อยถง ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้วจริงๆ ถือซะว่าข้าเป็นแค่ลมตดและปล่อยผมไปเถอะนะ” คนที่อยู่บนพื้นร้องขอชีวิต ถึงแม้ว่าเขาจะเคยขอร้องครอบครัวของถงเฉียนอยู่เป็นประจำ แต่เขาก็รู้หลักการที่ว่าคนฉลาดจะเอาเปรียบจากสถานการณ์เมื่อมีการต่อรองเกิดขึ้น และการดื้อรั้นก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ กับเขาด้วย นอกจากนี้เขาก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ดังนั้นเขาจึงต้องยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี

“นี่แกตาบอดสินะ แกกล้าดียังไงถึงได้มาทำร้ายฉัน เหลาหยู ตั้งสติของแกหน่อยซิแล้วถามฉันมาสิว่าฉันเคยทำอะไรที่มันแย่ๆ กับแกบ้าง ฉันเคยทำอะไรให้แกผิดหวัง!” ถงเฉียนตะคอกถามเสียงดัง

ใช่แล้ว คนที่กำลังถูกทุบตีอยู่ต้องนี้ก็คือเหลาหยูนั่นเอง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นคนที่ไม่คาดคิดว่าจะถูกถงเฉียนแก้แค้น เขาคิดว่าถงเฉียนจุ้นนั้นเสียชีวิตแล้วและยังมีผู้คนอีกมากมายที่ต้องการที่จะหาเรื่องกับถงเฉียน ดังนั้นถงเฉียนจึงไม่มีทางที่จะมาสนใจเขา

เพียงแต่ว่าเขาไม่คาดคิดว่าเพียงแต่ถงเฉียนจะมาหาเรื่องเขาเท่านั้น แต่เขายังพาลูกน้องจำนวนมากเข้ามาด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางใดที่จะตอบโต้ได้เลย

“นี่เขาทำกับข้าอย่างกับหมาตัวหนึ่งและยังมีหน้ามาบอกว่าดูแลข้าเป็นอย่างดีงั้นเหรอ” หลังจากที่ได้ยินคำพูดของถงเฉียน เหลาหยูก็คิดอยู่ในใจแต่ในตอนนี้แน่นอนว่าเขาไม่กล้าที่จะพูดเช่นนี้ออกไปดังๆ ไม่เช่นนั้นแล้วคนที่จะเสียเปรียบก็ย่อมเป็นตัวเขานั่นเอง

“มันเป็นความผิดของผมเอง มันเป็นความผิดของผมเอง นายน้อยถง อย่าทำอะไรผมอีกเลย” เพียงสิ่งเดียวที่เหลาหยูทำได้ในตอนนี้ก็คือร้องขอการให้อภัย โดยไม่ตอบโต้หรือหนีไป เพราะเขาไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก

อย่างไรก็ตามถงเฉียนดูเหมือนว่าเขาจะคลั่งไปเสียแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อเร็วๆ นี้ช่างเลวร้ายกับเขานักเขารู้สึกเหมือนกับตกจากสวรรค์ไปสู่นรกเลยทีเดียว

ดังนั้นเขาจึงต้องการที่ระบาย แล้วเจ้าคนนี้เป็นคนที่เคยติดตามเขามาก่อนและได้ทรยศต่อเขาจึงเห็นได้ชัดว่าเป็นเป้าหมายที่ดีในการระบาย ดังนั้นไม่ว่าเหลาหยูจะร้องขอความเมตตาอย่างไร เขาก็เปลี่ยนใจของถงเฉียนไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นสักพัก ถงเฉียนก็หยุดและเขาก็แอบดีใจ เขาคิดว่าคำขอร้องของเขาเป็นผลแต่เพียงแค่ไม่นานถงเฉียนก็บอกกับคนของเขาว่า “พวกแกกระหน่ำตีมันไปเรื่อยๆ หักขามันซะ! เอาให้มันไม่กล้าหัวเราะเยาะใส่ข้าที่มันว่าข้าเป็นคนพิการ!”

“โอ้ย อย่านะ นายน้อยถง ปล่อยผมไปเถอะ ผมไม่เคยเรียกท่านแบบนั้นมาก่อนเลยนะ นั่นมันฉ่ายเถียนต่างหากล่ะ ฉ่ายเถียนมันเรียกท่านแบบนั้น ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”

อย่างมากที่สุดเขาก็คงจะรู้สึกเจ็บอยู่สักหน่อยและจากนั้นเขาก็จะไปนอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลสักสองสามวัน อย่างไรก็ตามถ้าเกิดว่าขาของเขาหักขึ้นมาล่ะก็ ชีวิตเขาก็คงจะจบเห่ แล้วเขาจะไม่กลัวได้อย่างไรกันเล่า?

แต่ในตอนนี้ถงเฉียนไม่ใช่คนที่จะฟังความคิดเห็นของใคร ดังนั้นผุ้คนที่ยืนอยู่ข้างกายเขาก่อนหน้านี้ต่างพากันเดินตรงเข้ามาหาเหลาหยูพร้อมกับยิ้มแสยะ เหลาหยูอยากจะกระโดดหลบแต่ก็พบว่าเขาไม่มีแรงที่จะทำเช่นนั้นได้เลย ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงมองคนเหล่านั้นเดินเข้ามาหาเขาด้วยความสยดสยอง

อ้ากก!

เสียงร้องอันโหยหวนดังออกมาจากปากของเหลาหยูแต่ที่มุมที่เงียบแห่งนี้ซึ่งปกติแล้วก็ไม่มีใครผ่านไปผ่านมา นั่นเป็นเหตุให้ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเหลาหยูเลย

“ไม่ต้องห่วงไปหรอกยังไงซะฉันก็ไม่มีทางปล่อยเจ้าฉ่ายเถียนไปเหมือนกัน ฉันจะไม่ปล่อยใครหน้าไหนก็ตามที่มันกล้าดูถูกฉัน!” ถงเฉียนมองไปที่เหลาหยูที่บาดเจ็บอยู่ในอาการโคม่าหลังจากที่ขาทั้งสองข้างของเขาหักและกล่าวอย่างเหี้ยมโหด อย่างไรก็ตามในตอนนี้นั้นเห็นได้ชัดว่าเหลาหยูนั้นไม่สามารถที่จะตอบกลับเขาได้อีกต่อไป

“ไปกันได้แล้ว!” เมื่อเห็นว่าเหลาหยูนั้นสลบเหมือดไปแล้ว ถงเฉียนก็โบกมือและพาเหล่าอันธพาลที่มากับเขาจากไป เพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวที่เขาจะสามารถโล่งใจได้