ตอนที่ 665

USB:บทที่ 665 บาดเจ็บ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าฮวงเฟิงจะไม่ได้ต้องการฆ่าใครก็ตามในโลกแห่งความเป็นจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสามารถทนต่อทุกสิ่งได้ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่เขาจะมีให้แก่หัวหน้าใหญ่ฟาง ถ้าเขายังไม่สามารถที่จะจับตัวมันได้ก็อย่าว่าเขาไม่สุภาพก็แล้วกัน

หลังจากที่เขาออกมาจากเมืองชิงแล้ว เขาก็รู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก เขากลัวฮวงเฟิงจริงๆ เพราะฝีมือของฮวงเฟิงที่แสดงออกมานั้นน่ากลัวมาก และความจริงแล้วไพ่ใบสุดท้ายของเขาก็คือปืนนี่เอง แต่ก็ถูกฮวงเฟิงเอาไปเสียแล้ว เขาจึงเพียงแค่กังวลว่าถ้าเขาช้าไปกว่านี้อีกสักนิดเขาก็คงจะต้องถูกฮวงเฟิงหาตัวพบอีกครั้ง ส่วนเรื่องของการแก้แค้นนั้นเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงมัน เพราะด้วยจำนวนคนที่โดนฮวงเฟิงโค่นไปนั้นและหลังจากที่เขาได้ใช้ปืนของเขาก็แล้ว เขาก็ยังไม่สามารถที่เอาชนะฮวงเฟิงได้ แล้วเขาจะไปกล้าคิดที่จะต่อกรกับฮวงเฟิงในตอนนี้ได้อีกอย่างไรกัน?

สำหรับฉ่ายเถียนที่เขาทรยศนั้น เขาไม่ได้มีกะจิตกะใจจะไปคิดถึงเรื่องของคนอื่นแล้ว

“ไปเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว”

หลังจากที่ฮวงเฟิงจัดการกับหัวหน้าใหญ่ฟางเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับไปยังมุมที่เขาเคยยืนก่อนหน้านี้ ถังมู่เสวี่ยนั่นกำลังเดินวนไปรอบๆ ด้วยความกระวนกระวายใจ

“ฮวงเฟิงนายกลับมาแล้ว นายโอเคไหม?” เมื่อเห็นว่าในที่สุดฮวงเฟิงก็กลับมาแล้ว ความรู้สึกปิติยินดีก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของถังมู่เสวี่ย เธอเดินเข้าไปหาเขาในทันทีและสำรวจเขาอย่างละเอียดเพื่อดูว่าเขาได้รับบาดเจ็บอีกหรือไม่

“ก็ลองโดนยิงดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าโอเคไหม” ฮวงเฟิงกล่าว เพราะว่าเขาเพิ่งจะจัดการเรื่องอันตรายได้เรียบร้อยแล้ว ฮวงเฟิงจึงอารมณ์ดีและมีอารมณ์ที่จะพูดตลกกับถังมู่เสวี่ย

อย่างไรก็ตามถังมู่ซิวนั้นเห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้อารมณ์ดีขนาดนั้น เมื่อได้ยินคำพูดของฮวงเฟิงเธอก็มองไปที่ไหล่ของฮวงเฟิงแต่มันก็ไม่ได้ดูดีขึ้นสักเท่าไร ยังคงมีเลือดที่แห้งกรังติดที่เสื้อของเขาเป็นสีแดงฉาน

“เอ่อ รีบไปที่โรงพยาบาลกันเถอะ” ถังมู่เสวี่ยกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล

“ไม่จำเป็นหรอก ผมต้องขอตัวแล้วล่ะ ผมไม่ได้เป็นอะไร คุณเองก็กลับไปเถอะ” ฮวงเฟิงกล่าวเขาไม่ได้อยากที่จะไปที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาแผลที่โดนยิง ซึ่งมันจะทำให้เขาต้องเจอกับปัญหามากมาย และในตอนนี้ที่บ้านของเขานั้นก็มีคนที่สามารถที่จะช่วยเขาได้ซึ่งเป็นสมาชิกขององค์กรความมั่นคง นั่นก็คือไป่เสี่ยวโหรวนั่นเองที่จะสามารถดูแลอาการบาดเจ็บของเขาได้

ความจริงแล้วจากมุมมองเขาถังมู่เสวี่ยแล้ว สภาพของฮวงเฟิงตอนนี้ดูน่ากลัวมาแต่ฮวงเฟิงนั้นรู้ตัวเองดีว่าเขาไม่ได้บาดเจ็บจริงๆ เพราะหลังจากที่โดนยิงเขาก็ได้ใช้ศาสตร์เวทย์มนต์ในร่างกายของเขาเพื่อสมานแผล

ยิ่งไปกว่านั้นในตอนที่เขาโดนยิงนั้น กำลังภายในที่อยู่ในร่างกายของเขาก็ไหลเวียดด้วยตัวของมันเอง ช่วยปกป้องร่างกายของเขาและป้องกันไม่ให้กระสุนทะลุเข้าในร่างของเขาลึกจนเกินไป

ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงเพียงแค่ต้องนำกระสุนออกจากร่างกายของเขาและใช้กำลังภายในรักษาบาดแผล

“ไม่นะ ก็นายได้รับบาดเจ็บ แล้วจะไม่ไปโรงพยาบาลได้ยังไงกันล่ะ? ฮวงเฟิงนายหยุดสร้างปัญหาได้แล้วนะ ถ้านายยังรีรออยู่อย่างงี้ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ” นั่นก็เพราะว่าถังมู่เสวี่ยนั่นไม่รู้สภาพที่แท้จริงของฮวงเฟิง เมื่อเห็นว่าฮวงเฟิงได้รับบาดเจ็บใหญ่โตขนาดนี้แต่ก็ยังไม่ยอมไปโรงพยาบาล เธอจึงเป็นกังวลและเป็นกังวลเสียยิ่งกว่าฮวงเฟิงเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าเธอจำได้ว่าฮวงเฟิงนั้นได้รับบาดเจ็บขนาดไหน

“ผมไม่เป็นอะไรจริงๆ เดี๋ยวผมกลับไปดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” ฮวงเฟิงกล่าว

“แล้วคุณจะกลับไปรักษาตัวเองได้ยังไงล่ะ? นี่มันเป็นบาดแผลที่ถูกยิงนะ ไม่ใช่แค่มีดบาดมือนะที่จะเอาแค่พลาสเตอร์แปะแผลน่ะ” อย่างไรก็ตามถังมู่เสวี่ยก็ยังคงไม่เชื่อว่าฮวงเฟิงจะทำแผลเองได้ “ฮวงเฟิง เป็นคนดีน่ะก็ดีอยู่หรอกนะแต่อย่ากล้าบ้าบิ่นขนาดนั้นเลย”

เมื่อเห็นว่าถังมู่เสวี่ยปฏิบัติกับเขาราวกับว่าเป็นเด็กๆ ฮวงเฟิงก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ผมทราบดีว่านี่เป็นแผลที่ถูกยิง แต่ผมทำเองได้จริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ ถ้าผมไปที่โรงพยาบาลจะต้องมีปัญหาตามมาอีกมากมาย ตำรวจก็ต้องเข้ามาสอบสวนเรื่องนี้อย่างแน่นอนและก็มีขั้นตอนต่างๆ ตามมาอีกมากมาย”

“ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ตามเหอะ แต่การรักษาพวกเราจะรีรอไม่ได้นะ” ถังมู่เสวี่ยกล่าว

“ผมจะไม่ชักช้าหรอก แต่ถ้าคุณไม่ปล่อยให้ผมไปตอนนี้ผมก็คงจะช้าจริงๆ แล้วล่ะ” ฮวงเฟิงกล่าว

เมื่อเห็นว่าฮวงเฟิงยืนยันที่จะไป ถังมู่เสวี่ยจึงไม่มีทางเลือกเธอกลัวว่าถ้าเธอยังขืนรั้งเขาเอาไว้ก็จะยิ่งทำให้ฮวงเฟิงได้รับการรักษาช้ายิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นเธอจึงกล่าวว่า “งั้นนายก็กลับไปเถอะ ฉันขอตามนายไปด้วยนะแต่ถ้าฉันเห็นว่านายก็ไม่เป็นอะไรแล้วฉันก็จะได้สบายใจ แต่ถ้าไม่นายต้องตามฉันไปที่โรงพยาบาลนะ”

“ไม่นะ ผมกลับเองได้ เพราะงั้นไม่ต้องตามผมมาหรอก” ฮวงเฟิงกล่าว เขาไม่ต้องการให้ถังมู่เสวี่ยรู้ว่ามีผู้หญิงอีกคนหนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันกับเขา ถึงแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับเขาก็ตาม

“ทำไมล่ะ?” อีกนัยหนึ่ง ถังมู่เสวี่ยก็ยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของฮวงเฟิง เธอเหลือบตามองไหล่ที่มีเลือดออกของฮวงเฟิงและกล่าวด้วยความเป็นห่วงว่า “อย่าเสียเวลาอีกต่อไปเลย แล้วอีกอย่างนะนายก็ขับรถด้วยสภาพแบบนี้ไม่ได้หรอก”

เมื่อเห็นว่าฮวงเฟิงยังคงลังเลใจอยู่เล็กน้อย ถังมู่เสวี่ยจึงถือโอกาสวางไพ่ใบสุดท้ายและกล่าวว่า “ถ้านายไม่อยากให้ฉันตามไปด้วย งั้นฉันจะบอกพี่หยู่โม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราบ้าง!”

“นี่ ระหว่างเราสองคนมันไม่มีเรื่องอะไรนะ จริงไหม?” ฮวงเฟิงกล่าวแต่ถึงแม้ว่าเขาจะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็ยังเดินไปขึ้นรถอย่างเชื่อฟัง นั่นเพราะเขากลัวจริงๆ ว่าถังมู่เสวี่ยจะพูดอะไรออกมา และเมื่อถึงเวลานั้นเขาก็คงยากที่จะอธิบายเรื่องของตัวเองได้

ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นอันตรายจนถึงแก่ความตาย แต่มันก็เจ็บมากโขอยู่ อีกอย่างฮวงเฟิงก็ไม่อยากที่จะต่อปากต่อคำกับถังมู่เสวี่ยอีกต่อไปแล้ว แล้วเธอก็คงจะเห็นเองตราบใดที่ไม่ได้เป็นการเข้าใจผิด

เมื่อเห็นว่าฮวงเฟิงเดินไปขึ้นรถอย่างเชื่อฟัง ถังมู่เสวี่ยก็รู้สึกพอใจหลังจากนั้นเธอก็เดินไปขึ้นรถของฮวงเฟิงเช่นกัน และในเวลานั้นเธอก็ตระหนักได้ว่าภายในรถของฮวงเฟิงนั้นดูเหมือนจะแตกต่างไปจากรถทั่วไปนิดหน่อย ดูเหมือนว่าจะมีหลายๆ อย่างอยู่ในนั้น แต่ในเวลาเดียวกันเธอก็ไม่ได้มีอารมณ์ที่จะคิดถึงเรื่องนี้ เธอต้องไปส่งฮวงเฟิงให้ถึงบ้านโดยเร็วที่สุด

“นี่นายอยู่ที่นั่นงั้นเหรอ?” ถังมู่เสวี่ยถามขณะที่เขาขับรถไปยังบริเวณที่พักอาศัยของฮวงเฟิง

“ใช่แล้ว” ฮวงเฟิงกล่าวขณะที่สวมเสื้อแจ๊คเกต ในตำบลเล็กๆ แห่งนี้มีผู้คนผ่านไปผ่านมา ฮวงเฟิงกลัวว่าคนอื่นอาจจะเข้าใจผิดได้

“เร็วเข้าสิ เดี๋ยวฉันช่วยพยุงนายเอง” ถังมู่เสวี่ยเห็นว่าใบหน้าของฮวงเฟิงนั้นซีดลงเล็กน้อย จึงรีบก้าวเข้าไปช่วยพยุงเขาในทันที ในเวลานี้เธอไม่ได้สนใจเลยว่าฮวงเฟิงจะล่วงเกินเธอหรือเปล่า

จริงๆ แล้วฮวงเฟิงเองก็ต้องการที่จะปฏิเสธแต่ถังมู่เสวี่ยก็ยังคงยืนยันเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไรและทั้งสองคนก็เดินไปรอที่หน้าลิฟท์

อย่างไรก็ตามที่หน้าลิฟท์นั้นฮวงเฟิงก็ได้เห็นร่างหนึ่งที่ดูคุ้นตา