ตอนที่ 295

USB:บทที่ 295 เค้นคำตอบ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหวังเอ้อได้สัมผัสถึงความรู้สึกที่เหมือนอยู่บนสวรรค์แต่ไม่นานก็เหมือนต้องกลับสู่นรกอีกครั้ง เนื่องจากหวังเอ้อเคยติดตามโอวหยางซิงเหวินมาก่อน เขาจึงเป็นคนที่โอวหยางซิงเหวินไว้ใจมากที่สุดในบรรดาคนรับใช้ทั้งหมดของตระกูลโอวหยางและเขายังดูเป็นที่มีสง่าราศีมากที่สุดอีกด้วย ในเวลานั้นที่เขาอยู่ในฐานะผู้ติดตามของโอวหยางซิงเหวินเขาจึงรู้สึกราวกับได้ขึ้นสวรรค์

แต่ภายหลังโอวหยางซิงเหวินสงสัยว่าเขาขโมยแหวนมิติไป เขาจึงเหมือนถูกถีบลงจากสวรรค์และร่วงลงสู่นรกแทน

หลังจากนั้น เขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากอันจื้อชิงซึ่งเขาได้สั่งให้คนไปรักษาอาการป่วยและอาการบาดเจ็บของเขา แม้กระทั้งเรื่องอาหารการกินเขาก็ดูแลเขาเป็นอย่างดีโดยอาหารทุกมื้อที่นำมาเสิร์ฟนั้นเป็นอาหารเลิศรสทั้งสิ้นและนั้นมันทำให้เขาถึงกับซาบซึ้งจนน้ำตาไหลและเหมือนได้กลับขึ้นสู่สวรรค์อีกครั้ง

หลังจากที่เขาเพลิดเพลินไปกับความสุขที่ได้รับนี้ในสองสามวันมานี้ อันจื้อชิงก็มาหาเขาเพื่อมาสนทนาด้วย ในระหว่างการสนทนานั้นเขามักจะถามเขาเรื่องเกี่ยวกับแหวนมิติ ในตอนแรกหวังเอ้อยังไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อนักแต่ไม่นานเข้าก็ตระหนักได้ในทันทีว่าเขาคงรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหนสักแห่งว่าเขาเป็นคนขโมยแหวนมิติของโอวหยางซิงเหวินมาและตอนนี้เขาก็กำลังสนใจแหวนนี่อยู่ด้วย

เช่นนั้น หวังเอ้อจึงได้อธิบายต่อไปว่าเขาไม่ได้เป็นคนขโมยแหวนมิติไปและเขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้แหวนนั่นอยู่ที่ใด

คนที่เอาแหวนมิติไปน่าจะเป็นหวังเอ้อ ดังนั้น ไม่ว่าหวังเอ้อจะพยายามอธิบายอย่างไรเขากลับไม่เชื่อเขาเลย เขาเอาแต่ถามคำถามเดิมที่เกี่ยวกับแหวนที่ถามไปในตอนแรก เมื่อเขารู้แล้วว่าหวังเอ้อไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูลของแหวนมิตินัก สุดท้ายเขาก็ต้องถอดหน้ากากที่เขาสวมอยู่ตลอดลงและเผยธาตุที่แท้จริงออกมาและการเผชิญชะตาอันน่าเศร้าของหวังเอ้อก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

หวังเอ้อเหมือนตกจากสวรรค์แล้วร่วงลงสู่นรก ชีวิตที่แสนสุขสบายของเขากลังจากมลายหายไปอีกครั้ง เขาไม่เพียงแต่จะไม่ได้กินอาหารเลิศรสอีกต่อไปแต่ยังโดนทรมานอีกด้วย

"หวังเอ้อ ข้าแนะนำให้เจ้ารีบพูดมาจะดีกว่าเพราะข้าไม่ได้มีความอดทนเหมือเจ้าโง่โอวหยางซิงเหวินนั้น" อันจื้อชิงกล่าวพร้อมมองไปที่บาดแผลของหวังเอ้อ

"คุณชายอัน ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าแหวนมิตินั่นอยู่ที่ไหน ข้าไม่ได้ขโมยมันมาจริง ๆ" หวังเอ้อกล่าวด้วยสีหน้าทุกข์ระทม เขาดูเหมือนโจรมากขนาดนั้นเลยเหรือ? ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเขาเป็นคนขโมยแหวนมิติไป?

ถ้าให้กล่าวตามความจริง หวังเอ้อมีประสบการณ์เช่นนี้มามากพอแล้ว หากเขารู้จริง ๆ ๆว่าแหวนมิติอยู่ที่ไหนเขาคงจะบอกไปแล้ว แต่ปัญหาก็คือ เขาไม่รู้อะไรเลย แต่น่าเสียดายที่ทั้งโอวหยางซิงเหวินและอันจื้อชิงกลับไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด

“ ยังจะไม่ยอมบอกอีกหรอ?” อันจื้อชิงกล่าวพลางขมวดคิ้ว เขารู้จักหวังเอ้อมาเป็นเวลานาน แต่เขาไม่เคยคิดว่าหวังเอ้อจะเป็นคนดื้อดึงถึงเพียงนี้

“ ข้าไม่รู้ คุณชายอันถ้าข้ารู้ ข้าต้องบอกท่านไปอยู่แล้ว” หวังเอ้อกล่าวขณะร้องไห้

น่าเสียดายที่อันจื้อชิงไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดอีกทั้งยังหันไปกล่าวกับคนรับใช้อีกว่า: "เค้นเขาต่อไป ตราบใดที่เขายังไม่ยอมพูดอะไรออกมาก็ไม่ต้องปรานีอีกต่อไป"

“ ครับคุณชาย” คนรับใช้กล่าวตอบ

"คุณชายอันได้โปรดอย่าทำอะไรข้าเลย สิ่งที่ข้าพูดไปคือความจริง" หวังเอ้อตะโกนไล่หลังร่างที่กำลังเดินจากไปของอันจื้อชิง แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้หยุดฝีเท้าลง

เมื่อหวังเอ๋อถูกทำร้ายและทรมาน โอวหยางเทียนจึงพาโอวหยางซิงเหวินไปดูคนจากฝั่งกอมหารรับจ้างโลหิตสีชาดซึ่งทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าโอวหยางเทียนคาดการณ์ไว้ว่าคนของกองทหารรับจ้างโลหิตสีชาดนั้นคงไม่กล้าทำอะไรเขาที่นี่แต่ยังไงเขาก็ต้องรอบคอบไว้ก่อนจึงนำผู้คุมกันฝ่ายเขามาที่นี่ด้วย

“ผู้นำตระกูลโอวหยาง ยินดีที่ได้พบ!”

"ยินดีที่ได้พบเช่นกัน คุณกัปตันปาร์คเกอร์!"

ณ โรงเตี๊ยม ในที่สุดโอวหยางเทียนก็ได้พบกับกองทหารรับจ้างโลหิตสีชาด ทั้งสองต่างสอบถามเกี่ยวกับภูมิหลังของอีกฝ่ายก่อนจากนั้นพวกเขาจึงสามารถจำกันได้ในทันที

โอวหยางซิงเหวินที่เดินตามหลังพ่อของเขาสังเกตเห็นฮาโรลน์ ชายไว้เคราร่างยักษ์ที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนกำลังจ้องมาที่เขาด้วยความโกรธและสายตาที่จ้องมานั้นก็ดูไม่ค่อยจะเป็นมิตรสักเท่าใด ถ้าไม่ใช่เพราะผู้ชายคนนี้หนีเขาก็คงไม่ต้องถูกลากตัวมาแบบนี้หรอกและคงไม่ถูกพ่อตัวเองทุบตีด้วย

“ในเมื่อผู้นำตระกูลโอวหยางนำตัวโอวหยางซิงเหวินมาที่นี่เช่นนี้แสงดว่ายอมรับเงื่อนไขของฝ่ายเราแล้วใช่หรือไม่?” ตอนนี้ปาร์คเกอร์กำลังมองไปที่โอวหยางซิงเหวินพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มในขณะที่คนของฝั่งกองทหารรับจ้างโลหิตสีชาดและคนในตระกูลโอวหยางต่างแยกกันไปนนั่งคนละฝั่ง

“ กัปตันปาร์คเกอร์ คุณไม่คิดว่าคำขอของคุณมันมากไปหน่อยเหรือ?” โอวหยางเทียนกล่าวด้วยใบหน้าที่นิ่งขรึมในขณะที่มองไปที่อีกฝ่าย: "เหตุผลที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อมาหาหรือและแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้และหวังว่ากัปตันปาร์คเกอร์จะไม่ยกเรื่องนี้มาพูดอีก"

"เงื่อนไขของข้ามันมากเกินไปหรือ" ปาร์คเกอร์มองไปที่โอวหยางเทียนพร้อมกล่าวว่า "หนึ่งในกองทหารรับจ้างของข้าต้องสูญเสียทั้งรองกัปตันและคนในกองหลายคนไป ข้าต้องการแค่ชีวิตของคุณชายโอวหยางเท่านั้น ท่านไม่คิดว่าลูกชายคุณสมควรได้รับผลเช่นนั้นหรือ?"

“ข้ายอมรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ คุณควรเข้าใจตรงนี้ด้วย" โอวหยางเทียนส่ายหัวพร้อมพูด

แน่นอนว่าปาร์คเกอร์นั้นรู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่โอวหยางเทียนจะยอมรับข้อเสนอนี้ เนื่องจากเขาได้สืบประวัติโอวหยางเทียนมาก่อนหน้านั้นแล้วว่าเขามีลูกชายเพียงคนเดียวซึ่งเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลด้วย

เหตุผลที่เสนอเงื่อนไขไปแบบนั้นเพราะถ้าเขายื่นเงื่อนไขข้ออื่น ๆ ไปโอวหยางเทียนอาจคิดปฏิเสธมันและนั้นก็ไม่เป็นผลดีกับเขาเองด้วยและเนื่องจากโอวหยางเทียนเคยปฏิเสธไปแล้วครั้งหนึ่ง หากฝ่ายเขาเปลี่ยนเงื่อนไขให้แต่ฝ่ายโอวหยางเทียนยังคงปฏิเสธกลับมาอีก นั้นมันแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายทำเกินไปเช่นกันและยังเป็นการกระทำที่ไม่ไว้หน้ากันอีกด้วย

โอวหยางเทียนเองก็เข้าใจเหตุผลนี้เช่นกันและนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขากล้าพาโอวหยางซิงเหวินมาพบอีกฝ่ายด้วย

“ ท่านผู้นำตระกูลโอวหยาง คุณควรคืนสิ่งที่เป็นของพวกเรามาเสียก่อน จากนั้นค่อยคุยเรื่องอื่นกันดีไหม?” ปาร์คเกอร์พูดขณะที่เขามองไปที่อีกฝ่าย สุดท้ายไม่ว่าเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร แน่นอนว่าเขาก็ต้องคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเอามาจากป่าแห่งหมอกเสียก่อน

“แน่นอน!" โอวหยางเทียนผงกศีรษะพร้อมกล่าว

โอวหยางเทียนคิดเรื่องนี้ไว้อยู่แล้วว่าหากไม่คืนของที่ลูกชายตนขโมยมา อีกฝ่ายคงไม่ปล่อยพวกเขาไปง่าย ๆ และเนื่องจากฝ่ายเขาเป็นฝ่ายที่กระทำผิด พวกเขาจึงต้องแสดงความจริงใจก่อน ในเมื่อพวกเขาทำไม่ถูกพวกเขาจึงต้องคืนของให้อีกฝ่ายไปก่อน ถึงแม้ว่าในใจเขาเองนั้นก็ไม่อยากจะคืนของสิ่งนี้ให้เท่าใดนัก