ตอนที่ 173

ต่ำกว่าปราณจิตขั้นสี่มิแพ้พ่าย

!

ผลการตัดสินของการประเมินวันนี้จะตัดสินด้วยโทเค็น

ต่อให้จี้เทียนซิงถอดรหัสค่ายกลและทำลายข่ายปราณมาแล้วนับไม่ถ้วนก็ตาม

แต่ถ้าเขากลับออกไปโดยไร้ซึ่งโทเค็นประจำตัว เขาจะถูกตัดสินว่าล้มเหลวในที่สุด

เขายืนอยู่บนแท่นสูงและมองไปรอบๆเพื่อค้นหาลู่หมิงหยาง

แน่นอน

ทันทีที่เขามองไปยังทะเลทรายสีทองที่อยู่ทางทิศตะวันออกก็เห็นเงาหลังหลัดๆของลู่หมิงหยาง

เขามีปฏิกิริยาและทะยานร่างลงจากแท่นสูงมุ่งหน้าไปยังโซนทะเลทรายสีทองอย่างรวดเร็ว

“ฟุ่บ !”

ในช่วงเวลาสั้นๆจี้เทียนซิงก็มาถึงพื้นที่ใกล้เคียงของทะเลทรายสีทองและรีบมุ่งหน้าไปหาอีกฝ่าย

ลู่หมิงหยางกำลังยืนอยู่บนขอบทะเลทรายสีทองและจ้องมองจี้เทียนซิงด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน

สีหน้าของมันแสดงออกชัดเจนว่ากำลังรอคอยการแสดงที่ดี

“ลู่หมิงหยาง !

เจ้ามันชั่วช้าต่ำทรามนัก มอบโทเค็นของข้าคืนมาซะ !”

จี้เทียนซิงยืนอยู่นอกเขตทะเลทรายห่างออกไปสิบก้าวและตะโกนด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ลู่หมิงหยางเริ่มคลี่ยิ้มและหัวเราะอย่างไม่แยแส

“ฮ่าๆๆ

จี้เทียนซิง

เจ้าก็นับว่ามีความสามารถทางด้านข่ายปราณไม่น้อยเลยทีเดียว  เจ้าตามหลังข้ามาติดๆตลอด น่าเสียดายที่ยังเทียบผู้เชี่ยวชาญชั้นสูงอย่างข้ามิได้  ข้าพบโทเค็นเป็นคนแรก !”

กล่าวจบลู่หมิงหยางก็ชี้ไปที่ม่านแสงสีทองด้านหลังและกล่าวเย้ยหยันว่า

“ถ้าเจ้าต้องการโทเค็นคืนก็เข้าไปเอาในข่ายปราณกระบี่ทางนั้นได้เลย

!”

จี้เทียนซิงเบนสายตาไปมองและพบว่าภายในม่านแสงสีทองที่อยู่กลางทะเลทรายมีโทเค็นสีดำอันหนึ่งวางอยู่

เขาขมวดคิ้ว

ดวงตาทอประกายเย็นชาพลางกล่าวว่า “ลู่หมิงหยาง

เจ้าวอนเจ็บตัวเสียแล้ว !”

ตูม !!

เมื่อสิ้นเสียง

ร่างสูงโปร่งของจี้เทียนซิงก็พุ่งทะยานเข้าหาลู่หมิงหยางพลางกำหมัดเหวี่ยงเข้าหาอีกฝ่าย

หมัดของเขาส่องประกายด้วยแสงสีทองและก่อรูปเป็นเงาหมัดอันพร่างพราวสีทองที่ฉาบเคลือบไว้ด้วยพลังปราณอันหนาแน่น

เมื่อเห็นภาพนี้

มุมปากของลู่หมิงหยางก็เชิดโค้งขึ้นด้วยสีหน้าเหยียดหยามพลางกล่าวอย่างดูแคลนว่า “จี้เทียนซิง เจ้าเลือดขึ้นหน้าจนสมองกลับไปแล้วหรือ ? ด้วยพลังในขอบเขตปราณแท้อย่างเจ้า กล้าโจมตีข้าด้วยพลังกา.......ย   เอ๋...... ?  อ้ากกกกก !!”

ปึงง  ! !

ในขณะที่พูดลู่หมิงหยางก็ยกกำปั้นขึ้นหมายจะต้านรับพลังหมัดที่จี้เทียนซิงเหวี่ยงเข้าหา

มันโคจรพลังปราณในขอบเขตปราณจิตหมายจะสยบอีกฝ่ายด้วยขอบเขตพลังที่เหนือกว่า

แต่ทว่า พูดยังไม่ทันจบประโยคดี

คำพูดครึ่งหลังกลับกลายเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

ลู่หมิงหยางถูกชกกระเด็นกระแทกลงไปในทะเลทราย

ไถรูดไปกับพื้นทรายไกลถึงห้าเมตรกว่าจะหยุดลงได้

มันกลิ้งโคโร่หลายตลบจนทั่วร่างปกคลุมไปด้วยเม็ดทราย

มันพยายามชันกายลุกขึ้นยืน แต่กลับพบว่าข้อมือหักสะบั้นจนไม่อาจขยับได้

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนี้

ลู่หมิงหยางไม่อาจยอมรับได้ !

มันไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้ว่าตนเองพ่ายแพ้ด้วยหมัดเดียวจากจี้เทียนซิง  มันไม่เพียงถูกชกกระเด็นเท่านั้น

แม้แต่ข้อมือก็ยังหักอีกด้วย

“เป็นไปไม่ได้ ! เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไร

? ข้าไม่เชื่อโว้ย !”

“จี้เทียนซิง ! เจ้ามีพลังยุทธ์ในขอบเขตปราณแท้นี่นา

ส่วนข้ามีพลังในขอบเขตปราณจิต

เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้าได้อย่างไร ?!”

ลู่หมิงหยางคำรามลั่น  ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสับสน

ความไม่เข้าใจและความโกรธแค้น

จี้เทียนซิงเดินเข้าหาอย่างสงบและยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น

“ลู่หมิงหยาง เจ้ามันทะนงตนเกินไป !”

“อย่าว่าแต่เจ้ามีพลังยุทธ์เพียงแค่ขอบเขตปราณจิตขั้นแรกเลย

ต่อให้เป็นยอดฝีมือในขอบเขตปราณจิตขั้นที่สี่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าในยามนี้ !”

เมื่อเสียงลดลง

ชายหนุ่มก็ยังคงเดินไปหาลู่หมิงหยางด้วยสีหน้าเย็นชา

ลู่หมิงหยางหน้าถอดสีและตัวสั่นเทาพลางตะโกนออกมาว่า

“จะ จี้เทียนซิง เจ้าต้องการอะไร ?”

“พวกเราอยู่ในข่ายปราณแม่ลูก

อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวายจะดีกว่า มิฉะนั้นครูฝึกฮั่นจะไม่ยกโทษให้เจ้าแน่ !”

การพูดจาข่มขู่ของลู่หมิงยางยิ่งทำให้จี้เทียนซิงเดือดมากขึ้นเท่านั้น

“เฮอะ !  สวะอย่างเจ้านี่มันน่าหัวเราะเสียจริง

สู้ไม่ได้ก็เอาครูฝึกมาบังหน้า ไร้สาระ !”

จี้เทียนซิงแสยะยิ้ม

จากนั้นก็ยกเท้าขวาขึ้นถีบกดเข้าที่ยอดอกของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

"ปัง !"

โลหิตสีแดงฉาดฉีดพุ่งออกจากปากของลู่หมิงหยางทันที

ร่างของมันจมลึกลงไปในกองทรายสีทอง

มันพยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างหนัก

แต่ทว่าหน้าอกของมันถูกเท้าขวาของจี้เทียนซิงเหยียบกดจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย

ปากของมันเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต

มันคำรามใส่อีกฝ่ายว่า "จี้เทียนซิง ! ไอ้ระยำเอ้ย

เจ้าฉีกหน้าข้า เจ้ากล้าทำให้ข้าอัปยศขายหน้า นี่มันฆ่ากันทั้งเป็นชัดๆ !”

จี้เทียนซิงนวดหว่างคิ้วด้วยความเอือมระอาและกล่าวว่า

“ข้าไม่เคยไปหาเรื่องเจ้าก่อน หากเจ้าไม่ยุแหย่ข้า

ข้าก็คงไม่ลงมือทำร้ายเจ้าในวันนี้ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งนะลู่หมิงหยาง  หากข้าคิดจะฆ่าเจ้าจริงๆ ข้าทำไปนานแล้ว"

“เจ้าหยิบฉวยโทเค็นของข้ามาและโยนเข้าไปในค่ายกลกระบี่งั้นหรือ

? ฉลาดน้อยเสียจริง !”

“ในเมื่อเจ้าเล่นข้าแบบนี้

ข้าก็จะทำให้เจ้าได้สำนึก ข้าจะทำให้เจ้าเสียหน้าจนไม่มีหน้าอยู่ในหอยุทธ์ฟงอวิ๋นได้อีกเลย

!”

ท้ายที่สุดแล้วจี้เทียนซิงก็ก้มลงไปกระชากคอเสื้อของลู่หมิงหยางและหยิบฉวยโทเค็นของมันมา

จากนั้นก็ลากอีกฝ่ายที่มีสภาพราวกับสุนัขตายเดินไปยังม่านแสงสีทองที่ค่ายกลกระบี่ทำงานอยู่

ลู่หมิงหยางรู้สึกเสียใจและอัปยศอดสูถึงขีดสุด มันได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่สามารถหนีรอดจากการลากจูงของจี้เทียนซิงได้เลย

จากนั้นจี้เทียนซิงก็ลากอีกฝ่ายโยนเข้าไปในม่านแสงสีทองค่ายกลกระบี่ทันที

“ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ !”

ค่ายกลทำงานอย่างรวดเร็ว

คลื่นกระบี่สีทองอันแข็งกร้าวดุดันมากกว่าสี่สิบสายเริ่มโอบล้อมคนทั้งสองอย่างมืดฟ้ามัวดิน

ศาสตร์ลับอวี้เจี้ยน !

จี้เทียนซิงกระตุ้นปราณกระบี่แปดเล่มยาวครึ่งเมตรออกมาและควบรวมพวกมันเป็นตาข่ายกระบี่ที่ปกป้องร่างกายทั่วทุกส่วน

“ฟิ่ว ฟิ่ว ฟิ่ว  !”

ตาข่ายกระบี่เกาะกลุ่มหนาแน่นดั่งลูกบอลแสงสีทองกว้างสามเมตรและปิดกั้นการโจมตีของคลื่นกระบี่จากค่ายกลในทุกทิศทาง

ถึงแม้ว่าค่ายกลนี้จะถูกลู่หมิงหยางปรับแต่งจนพลังทำลายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

แต่มันก็มิได้ทำให้จี้เทียนซิงต้องลำบากแต่อย่างใด

เขาเดินอย่างมั่นคงไปที่กลางค่ายกลและหยิบโทเค็นขึ้นมา

จากนั้นก็ทิ้งลู่หมิงหยางที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไว้ในค่ายกลกระบี่และเดินออกมาเพียงลำพัง

“จี้เทียนซิง.... นี่เจ้า... !”

ลู่หมิงหยางตกตะลึงอย่างโง่งมและหน้าถอดสี  ใบหน้าของมันจมลงสู่ความสิ้นหวังพลางเหม่อมองคลื่นกระบี่ที่กวัดแกว่งออกมาจากทุกทิศทางด้วยแววตาสั่นระริก

“อา  !  จี้เทียนซิง เจ้ามันชั่วช้าอำมหิต เจ้าต้องไม่ตายดีแน่ !”

ลู่หมิงหยางคำรามอย่างรุนแรงและกรีดร้องโหยหวนพลางโคจรพลังอย่างทุลักทุเลเพื่อต้านรับคลื่นกระบี่ที่โอบล้อมเข้ามาจากทุกทาง

แต่ทว่าพลังของค่ายกลกระบี่นั้นทรงพลังมากจนก่อเกิดเป็นคลื่นกระบี่มหาศาล

ลู่หมิงหยางที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสในตอนนี้ไม่อาจต้านรับพวกมันได้เลย

“ฉัวะ !  ฉัวะ ! ฉัวะ

!”

ผ่านไปสิบลมหายใจ

ลู่หมิงหยางก็ถูกคลื่นกระบี่สามเล่มแทงทะลุเป็นรูโหว่สามรู

จี้เทียนซิงยืนกอดอกอยู่ขอบพื้นที่ทะเลทรายสีทองและมองดูการดิ้นรนหลบหนีอันทุลักทุเลของลู่หมิงหยางพลางตะโกนออกมาว่า

“ลู่หมิงหยาง เห็นได้ชัดว่าเจ้าคิดร้ายต่อข้าอย่างน่ารังเกียจ

เจ้าปรับแต่งค่ายกลกระบี่พวกนี้หมายจะทำร้ายข้าสินะ  ตอนนี้หอกนั้นคืนสนองแล้ว

พึ่งพาตัวเองเอาตัวรอดให้ได้ก็แล้วกัน !”

ลู่หมิงหยางขบกรามกรอดด้วยโทสะ

มันเดินสะเปะสะปะไปมาอย่างบ้าคลั่ง มันโกรธแค้นจนแทบจะเสียสติ

มันก้นด่าสาปแช่งจี้เทียนซิงอย่างบ้าคลั่งในขณะที่พยายามหลบหนีจากค่ายกลกระบี่และคลื่นกระบี่สีทองจำนวนมากที่ตามพัวพัน

อย่างไรก็ตาม

หายนะที่เริ่มขึ้นแล้วย่อมมิอาจหยุดได้ง่ายๆ

ฉึก

! ฉึก ! ฉึก

! ฉึก !

มันถูกคลื่นกระบี่อีกสี่เล่มแทงทะลุร่างจนเกิดหลุมลึกที่มองทะลุไปอีกฝั่งได้

หลังจากถูกกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำอีก

ลู่หมิงหยางทั้งโกรธแค้นและมึนงง ในที่สุดมันก็มิอาจอดทนต่อไปได้

มันอาเจียนโลหิตกองโตออกมาและล้มลงกลางทะเลทราย

ในขณะเดียวกัน

คลื่นกระบี่จำนวนมากของค่ายกลก็โอบล้อมร่างของมันไปทุกส่วน

และเตรียมจะเฉือดเฉือนมันให้เป็นชิ้นๆ

ทันใดนั้นเองค่ายกลกระบี่กลางทะเลทรายก็หยุดทำงานและถูกปิดตัวลงในพริบตา  ม่านแสงสีทองหายวับไปทันทีราวกับไม่เคยมีอยู่

ทะเลทรายสีทองกลับมาสงบลง

มีเพียงลู่หมิงหยางที่จมกองเลือดนอนอยู่บนพื้นทรายด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส

จี้เทียนซิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นค่ายกลกระบี่ถูกระงับอย่างฉับพลัน

เขาเดาออกได้ในทันทีว่าฮั่นเฉียวเซิงดูอยู่

ทันทีที่เห็นเหล่าศิษย์มีอันตรายถึงชีวิตก็จะปิดการทำงานของค่ายกล

“เฮอะ ! ถือว่าวันนี้ให้บทเรียนแก่เจ้า

หากวันหน้ายังกล้ามาตอแยหาเรื่องข้าอีก ข้าจะเอาชีวิตสุนัขของเจ้าซะ !”

จี้เทียนซิงเหลือบมองลู่หมิงหยางที่สลบไปแล้ว

จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป

เขากลับไปที่แท่นสูงและเริ่มเคลื่อนอาคมที่โต๊ะหิน  ประตูแสงสีขาวสว่างจ้าปรากฏขึ้นในทันที

“วูบ !”

จี้เทียนซิงสาวเท้าก้าวผ่านประตูแสงสีขาวเพื่อออกจากข่ายปราณแม่ลูกและกลับมาถึงลานกว้างด้านหลังหอยุทธ์ฟงอวิ๋นในพริบตา