ตอนที่ 198

ไพ่ตายของข้า

ไม่มีในตำรา !

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน

สถานการณ์บนเวทีก็เปลี่ยนไป

ในช่วงเวลานั้นฮั่งเชินไล่กวดและกระหน่ำโจมตีเข้าใส่จี้เทียนซิงอย่างบ้าคลั่ง

มันเกร็งพลังลมปราณในระดับปราณจิตขั้นห้าเต็มพิกัดและฟาดฟันเพลงกระบี่โลหิตคลั่งออกไปนับไม่ถ้วนเพื่อไล่ล่าจี้เทียนซิง

ระดับบ่มเพาะของจี้เทียนซิงไม่ได้สูงเท่าฮั่งเชินอีกทั้งยังสู้มือเปล่า

แน่นอนว่าย่อมรับมือไม่ได้ นอกจากนี้การปะทะตรงๆก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน

สองขาอันคล่องแคล้วของจี้เทียนซิงใช้ออกด้วยย่างก้าวไร้เงาเพื่อหลบหลีกอย่างว่องไว

ส่วนสองมือที่ปัดป่ายไปมาใช้ควบคุมปราณกระบี่เพื่อต้านรับและสวนกลับ

แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็มีพลังเพียงขอบเขตปราณจิตขั้นต้นเท่านั้น

ด้วยความต่างเช่นนี้ยังไม่คู่ต่อสู้ของฮั่งเชินที่กำลังบ้าคลั่งเกรี้ยวกราด

มันเป็นการยากที่จะหลีกหนีจากการโจมตีของอีกฝ่ายได้ทุกครั้ง

ฉัวะ  !!

หลังจากผ่านไปร้อยกระบวนท่า

จี้เทียนซิงก็ได้รับบาดเจ็บ บนร่างของเขาได้เกิดรอยแผลที่น่ากลัวขึ้น

โลหิตไหลชุ่มโชกอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามด้วยเกราะอ่อนจินหยางที่เป็นสมบัติป้องกันระดับล้ำลึก

เขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงนัก

ถึงตอนนี้ทั้งจี้เทียนซิงและฮั่งเชินต่างก็ได้เผาผลาญพลังลมปราณไปเป็นจำนวนมากแล้ว

ทั้งสองฝ่ายต่างเต็มไปด้วยคราบเลือดเปรอะเปื้อนทั่วร่างและมีสภาพอนาถาไม่ต่างกันนัก

เดิมทีฮั่งเชินคิดว่าการบดขยี้จี้เทียนซิงให้แหลกเหลวนั้นคงไม่ยากนัก

แต่ทว่าตอนนี้มันลงมืออย่างเกรี้ยวกราดดุดันร่วมกระบวนท่าก็ยังไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้โดยสมบูรณ์  ในใจของมันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ

มันเป็นถึงสุดยอดฝีมืออัจฉริยะที่ครอบครองสายโลหิตกระบี่ยุทธ์

หนำซ้ำยังมีพลังในระดับปราณจิตขั้นที่ห้า แต่ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนตอนนี้คือมันถูกบีบจนมีสภาพสูสีกับจี้เทียนซิงที่มีพลังขอบเขตปราณจิตขั้นแรก  นี่คือสุดยอดความของผู้ที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะ !

ฮั่งเชินเริ่มหมดความอดทน

ในหัวคิดแต่เพียงจะเอาชนะจี้เทียนซิงให้ได้โดยเร็วที่สุด

แต่ทว่า

การมุ่งเน้นที่จะเอาชนะด้วยพลังมหาศาลเพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่อาจคว้าชัยจากจี้เทียนซิงผู้เยือกเย็นได้ง่ายดายนัก  เมื่อมันโหมโจมตีก็ย่อมไม่สนใจการป้องกัน

สุดท้ายก็เปิดช่องโหว่มากมาย

ตอนนี้ล่ะ

...... !

ในที่สุดจี้เทียนซิงก็เห็นช่องโหว่

เขายึดครองโอกาสไว้ได้และถอยห่างออกไปสิบเมตรเพื่อเว้นระยะห่างจากฮั่งเชิน คว้าโอกาสนี้

คมมีดขนนกพันเล่ม  !

จี้เทียนซิงคำรามกึกก้องและร่ายรำเพลงกระบี่ดาราเหินกระบวนท่าแรกออกมาอย่างไร้ความลังเล

เขากระตุ้นพลังของตัวอ่อนกระบี่ปลดปล่อยปราณกระบี่สีทองเข้มออกมาเก้าสายก่อเกิดเป็นคลื่นพลังกระบี่เก้าทิศทาง

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว

.......  !!

คลื่นพลังกระบี่เก้าสายพุ่งกระจายออกไปปิดล้อมฮั่งเชินทุกทิศทางด้วยความเร็วดุจดาวตก

ฟั่บ ฟั่บ ฟั่บ .......  !

ในหนึ่งลมหายใจคลื่นพลังกระบี่จากทั้งเก้าทิศก็โจมตีออกไปรวมๆแล้วเกือบสองร้อยครั้ง

!

ฮั่งเชินถูกปกคลุมไปด้วยเงากระบี่เต็มท้องฟ้า

ใบหน้าของมันซีดเผือดเต็มไปด้วยความสยดสยองผองเกล้า

มันพยายามสุดแรงเกิดโบกสะบัดกระบี่หนักพิฆาตสุริยันออกไปอย่างหมดท่าเพื่อพยายามต้านรับการมุ่งสังหารในทุกทิศทางจากคลื่นกระบี่จำนวนมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่

เป้ง เป้ง

เป้ง เป้ง !

เสียงที่คมชัดของกระบี่ที่ปะทะกันดังขึ้น

ปราณกระบี่สีทองและกระบี่พิฆาตสุริยันพุ่งชนกันครั้งแล้วครั้งเล่าระเบิดเป็นพลังอันรุนแรงกระจายไปทั่วทิศทาง

“อึ่ก....... ว้ากกกกกก !”

ฮั่งเชินคำรามลั่น  ถึงแม้ว่ามันจะพยายามต้านรับสุดชีวิต แต่กระบี่หนักของมันก็เชื่องช้าเกินกว่าที่จะหยุดปราณกระบี่ที่รัวถี่ยิบเช่นนี้ได้ทั้งหมด

หลังจากผ่านไปเพียงแค่ห้าลมหายใจ

ปราณกระบี่จากเก้าทิศทางก็จู่โจมออกไปได้ถึงพันครั้งและสลายไปในที่สุด

และ...  ฮั่งเชินก็กลายเป็นมนุษย์เลือด บนร่างเกิดรอยบากไขว้ของบาดแผลกระบี่นับสิบๆจุด  โลหิตมากมายไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง

เสื้อคลุมสีฟ้าอันโอ่อ่าที่มันเคยสวมใส่ฉีกขาดโหว่แหวกเป็นริ้วๆกลายเป็นเศษผ้าขี้ริ้วกระจัดกระจายไปทั่วเวที

โชคดีที่มันใส่เกราะอ่อนสีแดงเอาไว้เพื่อปกป้องจุดสำคัญและทำให้ไม่โป๊เปลือยขายหน้าประชาชี

ถึงกระนั้นสารรูปราวกับถุงเลือดของมันก็น่าเกลียดน่ากลัวจนเหลือทน

แม้กระทั่งศิษย์ทั้งสองฝ่ายยังพร้อมกันใจร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ

ภายใต้อาการบาดเจ็บสาหัสครั้งนี้

พลังของมันถดถอยลงอีกครั้งจนเหลือพลังรบแค่สี่ส่วนเท่านั้น

ในขณะนี้ระดับพลังของมันเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปในขอบเขตปราณจิตขั้นสี่

!

“ว้ากกกกกกกกกกกกก !!!! “

ความเจ็บปวดจากบาดแผล

ความโกรธแค้นที่เอาชนะไม่ได้

ความอับอายที่เผยให้สาธารณะชนได้เห็น

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ฮั่งเชินกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่า

มันไม่หลงเหลือภาพลักษณ์อันสูงส่งของสุดยอดอัจฉริยะอีกแล้ว

“จี้...เทียนซิงงงงง !  เจ้าตัวระยำสารเลว !! ข้าจะทำให้เจ้าพิการ ข้าจะฉีกเจ้าเป็นหมื่นชิ้น  !”

ฮั่งเชินคำรามลั่น

มันกวัดแกว่งกระบี่พิฆาตสุริยันและพุ่งเข้าหาจี้เทียนซิงด้วยสารรูปราวกับคนป่า จากนั้นมันก็กระแทกคลื่นกระบี่สีแดงเลือดมากกว่าสิบสายออกไปในคราวเดียว

ทันใดนั้นเอง

ปราณโลหิตมหาศาลก็แผ่ซ่านออกมาปกคลุมจนทำให้ทั่วทั้งเวทีมังกรจันทร์กลายเป็นหมอกเลือด

เมื่อจี้เทียนซิงได้เห็นระดับพลังที่ถดถอยลงและการสูญเสียความเยือกเย็นของมือกระบี่ของฮั่งเชินไป

เขาก็แสยะยิ้มทันที ดวงตาทอประกายพิสดารวูบหนึ่ง

หลังจากผ่านพ้นการทำลายล้างของข่ายปราณกระบี่คลุมฟ้าและคมมีดขนนกพันเล่มไป

ฮั่งเชินก็หงุดหงิดรำคาญจนโทสะเข้าครอบงำเหนือความเยือกเย็นและทำให้พลังโจมตีกับพลังป้องกันอ่อนโทรมลงไปมาก

นี่คือผลลัพธ์ของการวางแผนที่พิถีพิถันของเขา เขาค่อยๆก้าวทีละขั้นเพื่อลดทอนพลังรบโดยรวมของฮั่งเชิน

จากนั้นก็ลงมือสังหารอีกฝ่ายได้อย่างหมดจดสมบูรณ์ !

“วายุ......  อสุนีบาต !!! ”

เมื่อฮั่งเชินโบกกระบี่พิฆาตสุริยันออกมา

จี้เทียนซิงก็โคจรพลังลมปราณร่ายเคล็ดวิชากระบี่ดาราเหินกระบวนท่าที่สองออกมาต้านรับทันที

เขากางฝ่ามือออกและปลดปล่อยปราณกระบี่ยักษ์จากฝ่ามือทั้งสองข้าง

หนึ่งซ้ายและหนึ่งขวาเพื่อโจมตีเข้าหาฮั่งเชินจากสองทิศทาง

ปราณกระบี่สีทองสองเล่มนี้ยาวเกินกว่าสองเมตร

มันเปล่งประกายสีทองที่พร่างพราวและนำมาซึ่งพลังของวาตะอันเกรี้ยวกราดรุนแรงที่ส่งเสียงคำรามเข้าหาฮั่งเชิน

เมื่อวาตะหมุนวนจนล้อมรอบทั่วร่างของอีกฝ่ายสำเร็จ

ปราณกระบี่ยักษ์สีทองทั้งสองเล่มก็ปะปนเข้าไปในวังวนพายุก่อเกิดเป็นเส้นสายอัสนีสีทองที่ผ่าฟาดเข้าหาร่างฮั่งเชินอย่างดุดัน

!

ครืน....

!  เปรี้ยง  !!!

เกิดเสียงดังราวกับการระเบิดของสายฟ้าขึ้น

ทันใดนั้นเวทีมังกรจันทร์ก็สั่นสะเทือนรุนแรงจนเขย่าพื้นเวทีทั้งหมด

อ้ากกกกกก

!!

ฮั่งเชินกรีดร้องและถูกกระแทกปลิวออกมาจากจุดปะทะ

ศรโลหิตทะลักจากปากและฉีดพุ่งขึ้นฟ้ายาวกว่าห้าเมตรราวกับรุ้งสีแดง

จากนั้นร่างของมันก็กลิ้งไปหลายตลบกว่าจะหยุดลงได้

ไม่ว่ามันจะกระเด็นไปทิศไหน

โลหิตของมันก็ฉีดพุ่งกระจายไปตามพื้นดินอย่างน่าตื่นตระหนก

ทุกคนที่เข้าร่วมในการประลองครั้งนี้ต่างก็ตกใจกับพลังทำลายอันน่าสะพรึงกลัวของกระบวนท่าวายุอัสนีบาต  พวกมันจ้องไปที่เวทีและเผยใบหน้าอันตกตะลึงออกมา

พื้นหินอ่อนที่แข็งแรงบนเวทีนั้นถูกพลังทำลายพัดปลิวไปจนเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้น  บริเวณรอบๆก็เกิดรอยปริแตกอันเนืองแน่น

ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์จากฝั่งไหนต่างก็อ้าปากกว้างและเผยสีหน้าเหลือเชื่อพลางระเบิดเสียงอุทานออกมา

“สวรรค์  !!  นี่เป็นพลังของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณจิตจริงหรือ

??”

“พระเจ้า

จี้เทียนซิงกระทั่งสามารถร่ายเพลงกระบี่ที่ทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้โดยไม่มีกระบี่งั้นหรือ

?!”

“ซู้ด.....

ต่อให้เป็นยอดฝีมือในขอบเขตปราณจิตขั้นที่เจ็ดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้กระบี่สำแดงอิทธิฤทธิ์ของเพลงกระบี่อันทรงพลังออกมาได้เช่นนี้

!”

“เหลือเชื่อนัก ! ฮั่งเชินถูกทุบตีจนพ่ายแพ้ยับเยินขนาดนี้เชียว

หากไม่ได้เห็นกับตาข้าไม่มีวันยอมเชื่อแน่ !”

ท่ามกลางเสียงสนทนาของทุกคน

จี้เทียนซิงก็ยังทำเป็นไม่ได้ยิน เขายังคงสงบนิ่งในขณะที่จ้องมองไปยังฮั่งเชินที่อยู่ห่างไปสิบเมตร

ทั่วร่างของมันถูกปกคลุมไปด้วยเลือด

มันเดินโซเซบนพื้นราวกับผีดิบแต่ยังคงเกาะกุมกระบี่พิฆาตสุริยันไว้แน่น

หมายจะโจมตีจี้เทียนซิง

จี้เทียนซิงขมวดคิ้วและกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า

“ฮั่งเชิน เจ้าแพ้แล้ว ยอมรับความพ่ายแพ้ซะ !”

น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่แยแสต่อสรรพสิ่ง

มันทั้งมั่นคงและสงบเสงี่ยมโดยไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง

ฮั่งเชินรู้สึกอับอายและละอายใจ

มันจ้องมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแทบปริแตกพลางคำรามกึกก้องอย่างโกรธแค้นว่า

“ไม่มีทาง !  ข้ายังไม่แพ้ ข้าจะล้มเจ้าให้ได้

ข้าไม่มีวันยอมแพ้เจ้าเด็ดขาด !!”

มันได้รับการยอมรับว่าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายกระบี่ฟ้า

อีกทั้งยังเป็นจอมยุทธ์อัจฉริยะที่มีทั้งพรสวรรค์ในเชิงกระบี่และสายเลือดกระบี่ยุทธ์ที่หาได้ยากยิ่ง

หนำซ้ำด้วยวัยเพียงเท่านี้มันก็มีพลังในระดับปราณจิตขั้นที่ห้าแล้วด้วย

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้

จะให้มันยอมรับความพ่ายแพ้ต่อเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่มีพลังเพียงปราณจิตขั้นแรกงั้นหรือ

?

นี่ทำให้มันดูน่าขายหน้ามากยิ่งขึ้นต่างหาก

!

“อา... ! จี้เทียนซิง

! ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้  !!!

ด้วยโทสะอันรุนแรงของฮั่งเชิน

พลังขุมสุดท้ายของสายเลือดกระบี่ยุทธ์พลันปะทุซ่าน

คนตกอยู่ในภวังค์ของความบ้าคลั่งโดยสมบูรณ์ในขณะที่กระโจนเข้าหาจี้เทียนซิง

เมื่อได้เห็นพลังขุมนี้

หน้าผากของจี้เทียนซิงก็ย่นเป็นริ้วๆ เขาจ้องมองฮั่งเชินและกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมแพ้ เช่นนั้นข้าก็จะทุบตีเจ้าให้เละ !”

“ที่ผ่านมาทั้งหมดที่เจ้าได้เห็นล้วนแต่เป็นวิชาของนิกาย  แต่ไพ่ตายที่แท้จริงของข้านั้นไม่มีอยู่ในตำรา !”