ไพ่ตายของข้า
ไม่มีในตำรา !
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน
สถานการณ์บนเวทีก็เปลี่ยนไป
ในช่วงเวลานั้นฮั่งเชินไล่กวดและกระหน่ำโจมตีเข้าใส่จี้เทียนซิงอย่างบ้าคลั่ง
มันเกร็งพลังลมปราณในระดับปราณจิตขั้นห้าเต็มพิกัดและฟาดฟันเพลงกระบี่โลหิตคลั่งออกไปนับไม่ถ้วนเพื่อไล่ล่าจี้เทียนซิง
ระดับบ่มเพาะของจี้เทียนซิงไม่ได้สูงเท่าฮั่งเชินอีกทั้งยังสู้มือเปล่า
แน่นอนว่าย่อมรับมือไม่ได้ นอกจากนี้การปะทะตรงๆก็ทำไม่ได้อีกเช่นกัน
สองขาอันคล่องแคล้วของจี้เทียนซิงใช้ออกด้วยย่างก้าวไร้เงาเพื่อหลบหลีกอย่างว่องไว
ส่วนสองมือที่ปัดป่ายไปมาใช้ควบคุมปราณกระบี่เพื่อต้านรับและสวนกลับ
แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็มีพลังเพียงขอบเขตปราณจิตขั้นต้นเท่านั้น
ด้วยความต่างเช่นนี้ยังไม่คู่ต่อสู้ของฮั่งเชินที่กำลังบ้าคลั่งเกรี้ยวกราด
มันเป็นการยากที่จะหลีกหนีจากการโจมตีของอีกฝ่ายได้ทุกครั้ง
ฉัวะ !!
หลังจากผ่านไปร้อยกระบวนท่า
จี้เทียนซิงก็ได้รับบาดเจ็บ บนร่างของเขาได้เกิดรอยแผลที่น่ากลัวขึ้น
โลหิตไหลชุ่มโชกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามด้วยเกราะอ่อนจินหยางที่เป็นสมบัติป้องกันระดับล้ำลึก
เขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงนัก
ถึงตอนนี้ทั้งจี้เทียนซิงและฮั่งเชินต่างก็ได้เผาผลาญพลังลมปราณไปเป็นจำนวนมากแล้ว
ทั้งสองฝ่ายต่างเต็มไปด้วยคราบเลือดเปรอะเปื้อนทั่วร่างและมีสภาพอนาถาไม่ต่างกันนัก
เดิมทีฮั่งเชินคิดว่าการบดขยี้จี้เทียนซิงให้แหลกเหลวนั้นคงไม่ยากนัก
แต่ทว่าตอนนี้มันลงมืออย่างเกรี้ยวกราดดุดันร่วมกระบวนท่าก็ยังไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้โดยสมบูรณ์ ในใจของมันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ
มันเป็นถึงสุดยอดฝีมืออัจฉริยะที่ครอบครองสายโลหิตกระบี่ยุทธ์
หนำซ้ำยังมีพลังในระดับปราณจิตขั้นที่ห้า แต่ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนตอนนี้คือมันถูกบีบจนมีสภาพสูสีกับจี้เทียนซิงที่มีพลังขอบเขตปราณจิตขั้นแรก นี่คือสุดยอดความของผู้ที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะ !
ฮั่งเชินเริ่มหมดความอดทน
ในหัวคิดแต่เพียงจะเอาชนะจี้เทียนซิงให้ได้โดยเร็วที่สุด
แต่ทว่า
การมุ่งเน้นที่จะเอาชนะด้วยพลังมหาศาลเพียงอย่างเดียวนั้นย่อมไม่อาจคว้าชัยจากจี้เทียนซิงผู้เยือกเย็นได้ง่ายดายนัก เมื่อมันโหมโจมตีก็ย่อมไม่สนใจการป้องกัน
สุดท้ายก็เปิดช่องโหว่มากมาย
ตอนนี้ล่ะ
...... !
ในที่สุดจี้เทียนซิงก็เห็นช่องโหว่
เขายึดครองโอกาสไว้ได้และถอยห่างออกไปสิบเมตรเพื่อเว้นระยะห่างจากฮั่งเชิน คว้าโอกาสนี้
คมมีดขนนกพันเล่ม !
จี้เทียนซิงคำรามกึกก้องและร่ายรำเพลงกระบี่ดาราเหินกระบวนท่าแรกออกมาอย่างไร้ความลังเล
เขากระตุ้นพลังของตัวอ่อนกระบี่ปลดปล่อยปราณกระบี่สีทองเข้มออกมาเก้าสายก่อเกิดเป็นคลื่นพลังกระบี่เก้าทิศทาง
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว
....... !!
คลื่นพลังกระบี่เก้าสายพุ่งกระจายออกไปปิดล้อมฮั่งเชินทุกทิศทางด้วยความเร็วดุจดาวตก
ฟั่บ ฟั่บ ฟั่บ ....... !
ในหนึ่งลมหายใจคลื่นพลังกระบี่จากทั้งเก้าทิศก็โจมตีออกไปรวมๆแล้วเกือบสองร้อยครั้ง
!
ฮั่งเชินถูกปกคลุมไปด้วยเงากระบี่เต็มท้องฟ้า
ใบหน้าของมันซีดเผือดเต็มไปด้วยความสยดสยองผองเกล้า
มันพยายามสุดแรงเกิดโบกสะบัดกระบี่หนักพิฆาตสุริยันออกไปอย่างหมดท่าเพื่อพยายามต้านรับการมุ่งสังหารในทุกทิศทางจากคลื่นกระบี่จำนวนมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่
เป้ง เป้ง
เป้ง เป้ง !
เสียงที่คมชัดของกระบี่ที่ปะทะกันดังขึ้น
ปราณกระบี่สีทองและกระบี่พิฆาตสุริยันพุ่งชนกันครั้งแล้วครั้งเล่าระเบิดเป็นพลังอันรุนแรงกระจายไปทั่วทิศทาง
“อึ่ก....... ว้ากกกกกก !”
ฮั่งเชินคำรามลั่น ถึงแม้ว่ามันจะพยายามต้านรับสุดชีวิต แต่กระบี่หนักของมันก็เชื่องช้าเกินกว่าที่จะหยุดปราณกระบี่ที่รัวถี่ยิบเช่นนี้ได้ทั้งหมด
หลังจากผ่านไปเพียงแค่ห้าลมหายใจ
ปราณกระบี่จากเก้าทิศทางก็จู่โจมออกไปได้ถึงพันครั้งและสลายไปในที่สุด
และ... ฮั่งเชินก็กลายเป็นมนุษย์เลือด บนร่างเกิดรอยบากไขว้ของบาดแผลกระบี่นับสิบๆจุด โลหิตมากมายไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง
เสื้อคลุมสีฟ้าอันโอ่อ่าที่มันเคยสวมใส่ฉีกขาดโหว่แหวกเป็นริ้วๆกลายเป็นเศษผ้าขี้ริ้วกระจัดกระจายไปทั่วเวที
โชคดีที่มันใส่เกราะอ่อนสีแดงเอาไว้เพื่อปกป้องจุดสำคัญและทำให้ไม่โป๊เปลือยขายหน้าประชาชี
ถึงกระนั้นสารรูปราวกับถุงเลือดของมันก็น่าเกลียดน่ากลัวจนเหลือทน
แม้กระทั่งศิษย์ทั้งสองฝ่ายยังพร้อมกันใจร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ
ภายใต้อาการบาดเจ็บสาหัสครั้งนี้
พลังของมันถดถอยลงอีกครั้งจนเหลือพลังรบแค่สี่ส่วนเท่านั้น
ในขณะนี้ระดับพลังของมันเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปในขอบเขตปราณจิตขั้นสี่
!
“ว้ากกกกกกกกกกกกก !!!! “
ความเจ็บปวดจากบาดแผล
ความโกรธแค้นที่เอาชนะไม่ได้
ความอับอายที่เผยให้สาธารณะชนได้เห็น
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้ฮั่งเชินกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่า
มันไม่หลงเหลือภาพลักษณ์อันสูงส่งของสุดยอดอัจฉริยะอีกแล้ว
“จี้...เทียนซิงงงงง ! เจ้าตัวระยำสารเลว !! ข้าจะทำให้เจ้าพิการ ข้าจะฉีกเจ้าเป็นหมื่นชิ้น !”
ฮั่งเชินคำรามลั่น
มันกวัดแกว่งกระบี่พิฆาตสุริยันและพุ่งเข้าหาจี้เทียนซิงด้วยสารรูปราวกับคนป่า จากนั้นมันก็กระแทกคลื่นกระบี่สีแดงเลือดมากกว่าสิบสายออกไปในคราวเดียว
ทันใดนั้นเอง
ปราณโลหิตมหาศาลก็แผ่ซ่านออกมาปกคลุมจนทำให้ทั่วทั้งเวทีมังกรจันทร์กลายเป็นหมอกเลือด
เมื่อจี้เทียนซิงได้เห็นระดับพลังที่ถดถอยลงและการสูญเสียความเยือกเย็นของมือกระบี่ของฮั่งเชินไป
เขาก็แสยะยิ้มทันที ดวงตาทอประกายพิสดารวูบหนึ่ง
หลังจากผ่านพ้นการทำลายล้างของข่ายปราณกระบี่คลุมฟ้าและคมมีดขนนกพันเล่มไป
ฮั่งเชินก็หงุดหงิดรำคาญจนโทสะเข้าครอบงำเหนือความเยือกเย็นและทำให้พลังโจมตีกับพลังป้องกันอ่อนโทรมลงไปมาก
นี่คือผลลัพธ์ของการวางแผนที่พิถีพิถันของเขา เขาค่อยๆก้าวทีละขั้นเพื่อลดทอนพลังรบโดยรวมของฮั่งเชิน
จากนั้นก็ลงมือสังหารอีกฝ่ายได้อย่างหมดจดสมบูรณ์ !
“วายุ...... อสุนีบาต !!! ”
เมื่อฮั่งเชินโบกกระบี่พิฆาตสุริยันออกมา
จี้เทียนซิงก็โคจรพลังลมปราณร่ายเคล็ดวิชากระบี่ดาราเหินกระบวนท่าที่สองออกมาต้านรับทันที
เขากางฝ่ามือออกและปลดปล่อยปราณกระบี่ยักษ์จากฝ่ามือทั้งสองข้าง
หนึ่งซ้ายและหนึ่งขวาเพื่อโจมตีเข้าหาฮั่งเชินจากสองทิศทาง
ปราณกระบี่สีทองสองเล่มนี้ยาวเกินกว่าสองเมตร
มันเปล่งประกายสีทองที่พร่างพราวและนำมาซึ่งพลังของวาตะอันเกรี้ยวกราดรุนแรงที่ส่งเสียงคำรามเข้าหาฮั่งเชิน
เมื่อวาตะหมุนวนจนล้อมรอบทั่วร่างของอีกฝ่ายสำเร็จ
ปราณกระบี่ยักษ์สีทองทั้งสองเล่มก็ปะปนเข้าไปในวังวนพายุก่อเกิดเป็นเส้นสายอัสนีสีทองที่ผ่าฟาดเข้าหาร่างฮั่งเชินอย่างดุดัน
!
ครืน....
! เปรี้ยง !!!
เกิดเสียงดังราวกับการระเบิดของสายฟ้าขึ้น
ทันใดนั้นเวทีมังกรจันทร์ก็สั่นสะเทือนรุนแรงจนเขย่าพื้นเวทีทั้งหมด
อ้ากกกกกก
!!
ฮั่งเชินกรีดร้องและถูกกระแทกปลิวออกมาจากจุดปะทะ
ศรโลหิตทะลักจากปากและฉีดพุ่งขึ้นฟ้ายาวกว่าห้าเมตรราวกับรุ้งสีแดง
จากนั้นร่างของมันก็กลิ้งไปหลายตลบกว่าจะหยุดลงได้
ไม่ว่ามันจะกระเด็นไปทิศไหน
โลหิตของมันก็ฉีดพุ่งกระจายไปตามพื้นดินอย่างน่าตื่นตระหนก
ทุกคนที่เข้าร่วมในการประลองครั้งนี้ต่างก็ตกใจกับพลังทำลายอันน่าสะพรึงกลัวของกระบวนท่าวายุอัสนีบาต พวกมันจ้องไปที่เวทีและเผยใบหน้าอันตกตะลึงออกมา
พื้นหินอ่อนที่แข็งแรงบนเวทีนั้นถูกพลังทำลายพัดปลิวไปจนเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้น บริเวณรอบๆก็เกิดรอยปริแตกอันเนืองแน่น
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์จากฝั่งไหนต่างก็อ้าปากกว้างและเผยสีหน้าเหลือเชื่อพลางระเบิดเสียงอุทานออกมา
“สวรรค์ !! นี่เป็นพลังของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณจิตจริงหรือ
??”
“พระเจ้า
จี้เทียนซิงกระทั่งสามารถร่ายเพลงกระบี่ที่ทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้โดยไม่มีกระบี่งั้นหรือ
?!”
“ซู้ด.....
ต่อให้เป็นยอดฝีมือในขอบเขตปราณจิตขั้นที่เจ็ดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้กระบี่สำแดงอิทธิฤทธิ์ของเพลงกระบี่อันทรงพลังออกมาได้เช่นนี้
!”
“เหลือเชื่อนัก ! ฮั่งเชินถูกทุบตีจนพ่ายแพ้ยับเยินขนาดนี้เชียว
หากไม่ได้เห็นกับตาข้าไม่มีวันยอมเชื่อแน่ !”
ท่ามกลางเสียงสนทนาของทุกคน
จี้เทียนซิงก็ยังทำเป็นไม่ได้ยิน เขายังคงสงบนิ่งในขณะที่จ้องมองไปยังฮั่งเชินที่อยู่ห่างไปสิบเมตร
ทั่วร่างของมันถูกปกคลุมไปด้วยเลือด
มันเดินโซเซบนพื้นราวกับผีดิบแต่ยังคงเกาะกุมกระบี่พิฆาตสุริยันไว้แน่น
หมายจะโจมตีจี้เทียนซิง
จี้เทียนซิงขมวดคิ้วและกล่าวด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า
“ฮั่งเชิน เจ้าแพ้แล้ว ยอมรับความพ่ายแพ้ซะ !”
น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่แยแสต่อสรรพสิ่ง
มันทั้งมั่นคงและสงบเสงี่ยมโดยไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง
ฮั่งเชินรู้สึกอับอายและละอายใจ
มันจ้องมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแทบปริแตกพลางคำรามกึกก้องอย่างโกรธแค้นว่า
“ไม่มีทาง ! ข้ายังไม่แพ้ ข้าจะล้มเจ้าให้ได้
ข้าไม่มีวันยอมแพ้เจ้าเด็ดขาด !!”
มันได้รับการยอมรับว่าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายกระบี่ฟ้า
อีกทั้งยังเป็นจอมยุทธ์อัจฉริยะที่มีทั้งพรสวรรค์ในเชิงกระบี่และสายเลือดกระบี่ยุทธ์ที่หาได้ยากยิ่ง
หนำซ้ำด้วยวัยเพียงเท่านี้มันก็มีพลังในระดับปราณจิตขั้นที่ห้าแล้วด้วย
ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้
จะให้มันยอมรับความพ่ายแพ้ต่อเด็กหนุ่มรุ่นน้องที่มีพลังเพียงปราณจิตขั้นแรกงั้นหรือ
?
นี่ทำให้มันดูน่าขายหน้ามากยิ่งขึ้นต่างหาก
!
“อา... ! จี้เทียนซิง
! ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้ !!!
”
ด้วยโทสะอันรุนแรงของฮั่งเชิน
พลังขุมสุดท้ายของสายเลือดกระบี่ยุทธ์พลันปะทุซ่าน
คนตกอยู่ในภวังค์ของความบ้าคลั่งโดยสมบูรณ์ในขณะที่กระโจนเข้าหาจี้เทียนซิง
เมื่อได้เห็นพลังขุมนี้
หน้าผากของจี้เทียนซิงก็ย่นเป็นริ้วๆ เขาจ้องมองฮั่งเชินและกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมแพ้ เช่นนั้นข้าก็จะทุบตีเจ้าให้เละ !”
“ที่ผ่านมาทั้งหมดที่เจ้าได้เห็นล้วนแต่เป็นวิชาของนิกาย แต่ไพ่ตายที่แท้จริงของข้านั้นไม่มีอยู่ในตำรา !”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved