ความเชื่อมโยงกับสุสานเทพกระบี่
เมื่อมองไปที่สุสานพันปีที่อยู่เบื้องหลังมหาข่ายปราณระดับสวรรค์
จี้เทียนซิงและหยุนเหยาต่างก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
หลังจากอึ้งอยู่นานและได้เห็นรูปแบบอาคมอันซับซ้อนของสุสานโบราณแห่งนี้
พวกเขาก็กระซิบพูดคุยกัน
จี้เทียนซิงยกยิ้มมุมปากและกล่าวว่า
“มาถึงตอนนี้ข้าไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมคนของนิกายกระบี่ฟ้าถึงได้มุ่งมั่นเอาชนะเพื่อให้ได้ครอบครองภูเขามังกรต่อไป
เพื่อการนี้พวกมันใช้ทุกวิถีทางแม้กระทั่งการโกง”
“ก่อนหน้านี้ข้าก็สงสัยอยู่ตลอด
ในเมื่อพวกมันทำลายทรัพยากรบนภูเขามังกรจนพินาศหมดราคาขนาดนี้
เหตุใดถึงยังยืนกรานไม่ยอมแพ้ ที่แท้ก็เป็นเพราะพวกมันค้นพบสุสานโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
ดังนั้นพวกมันจึงคิดจะครอบครองต่อไป”
หยุนเหยาพยักหน้าเห็นด้วยและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นิกายเราเคยครอบครองภูเขามังกรมานานหลายสิบปีและดูแลรักษาทำนุบำรุงมันจนราวกับเป็นสรวงสวรรค์
แต่ทว่าการที่พวกเรามิได้ขุดลึกลงไปในเส้นชีพจรใต้พิภพจึงทำให้ไม่เคยรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของสุสานแห่งนี้"
“มันเป็นนิกายกระบี่ฟ้าที่ครอบครองภูเขามังกรและขุดเส้นชีพจรวิญญาณอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งมาพบสุสานแห่งนี้ โชคดีที่สุสานโบราณได้รับการปกป้องโดยมหาข่ายปราณระดับสวรรค์
ซึ่งโดยปกติแล้วคนของนิกายกระบี่ฟ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านข่ายปราณ
ดังนั้นพวกมันจึงยังมิอาจเข้าไปข้างในได้"
สีหน้าของจี้เทียนซิงกลายเป็นเคร่งขรึมและกล่าวว่า
“ศิษย์พี่ใหญ่ สุสานโบราณแห่งนี้มีรูปแบบอันยิ่งใหญ่อีกทั้งยังงดงามตระการตา
ที่สำคัญคือมันกางไว้ด้วยมหาข่ายปราณพิทักษ์ระดับสวรรค์
ผู้ที่ถูกฝังอยู่ในหลุมฝังศพด้านในนั่นย่อมเป็นสุดยอดฝีมือแห่งยุคเป็นแน่”
“แม้กระทั่งยอดฝีมือของนิกายกระบี่ฟ้าก็ยังไม่อาจปลดผนึกข่ายปราณนี้ได้
เช่นนั้นแล้วท่านกับข้าก็ย่อมมิอาจทำลายมันได้เช่นกัน... ”
“หากเป็นเช่นนี้ข้าคิดว่าพวกเราควรออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุดและกลับไปรายงานท่านประมุข
!”
หยุนเหยาพยักหน้าและกล่าวว่า
“ข้าก็มีความตั้งใจเช่นนี้ มหาข่ายปราณระดับสวรรค์อันซับซ้อนเช่นนี้ย่อมมีเพียงยอดฝีมือในขอบเขตปราณฟ้าเท่านั้นที่จะพอทำอะไรได้”
“พวกเราควรรีบกลับนิกายทันทีเพื่อรายงานเรื่องทั้งหมด
ส่วนเรื่องสุสานโบราณแห่งนี้ก็ให้ท่านอาจารย์เป็นผู้ตัดสินก็แล้วกัน"
หลังจากที่ทั้งสองตัดสินใจแล้วพวกเขาก็ผละจากสุสานเดินข้ามจัตุรัสผ่านทางมืดแคบเพื่อออกไปสู่พื้นที่เปิดโล่งใต้หน้าผา
จากนั้นหยุนเหยาก็ดึงปิ่นปักผมออกมาแล้วอัดพลังลมปราณเข้าไปจนปรากฏเป็นปีกวายุเพลิงขึ้นอีกครั้ง
นางยังไม่ทันมีปฏิกิริยาใดๆ
แต่จี้เทียนซิงกลับทำตัวรู้งานเหยียดมือออกไปเกาะแขนนางทันทีและรอคอยให้นางบินขึ้น
มองผิวเผินแล้วหยุนเหยายังคงวางสีหน้าสงบราบเรียบและดูเหมือนไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆ
แต่ทว่า
ในขณะที่จี้เทียนซิงเหลือบมองใบหน้าของนางอย่างลับๆก็พบว่าติ่งหูที่ขาวกระจ่างใสหมดจดประดุจหยกชั้นเลิศของนางนั้นได้เกิดริ้วรอยสีแดงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
“หืม.... ? นางฟ้าหยุนเหยาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ
ที่แท้ก็เขินอายเป็นด้วยหรือนี่ ?”
จี้เทียนซิงรู้สึกแปลกๆในใจ
ทว่า เขากลับมีความสุขอย่างลึกลับ
“อิตสรีทั่วไปเวลาเขินอายแก้มของพวกนางมักจะเป็นสีแดง ส่วนศิษย์พี่ผู้เย็นชานางนี้สีหน้าดูเป็นปกติแต่ติ่งหูของนางกลับเป็นสีแดง.....
น่าสนใจ”
........
ท่ามกลางความจักกะจี้หัวใจของจี้เทียนซิง
หยุนเหยาก็กระพือปีกวายุเพลิงบินพาร่างชายหนุ่มขึ้นหน้าผา
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ
ทั้งสองก็บินขึ้นมาถึงหน้าผาและลงจอดในที่โล่งกว้าง
จี้เทียนซิงที่เพิ่งได้เข้าใจถึงสัมผัสอันนุ่มนวลจากเรือนร่างของหยุนเหยาก็ทำได้เพียงปล่อยมือจากแขนของนางอย่างเงียบงัน
และไม่ค่อยเต็มใจนัก
“ไปกันเถอะ” หยุนเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จี้เทียนซิงพยักหน้าอย่างรวดเร็วและเดินตามหลังนางกลับไปที่เหมืองอันมืดมิด
หลังจากครึ่งชั่วยามผ่านไป
ทั้งสองก็เดินออกจากถนนเหมืองอันซับซ้อนและคดเคี้ยว เพื่อกลับสู่กลางภูเขาอีกครั้ง
ชูไฮว่ซานได้ตรวจสอบพื้นที่ทำเหมืองหลายจุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เขากำลังรอทั้งสองอยู่พอดี
หลังจากกลับมารวมกัน
ชูไฮว่ซานก็ถามว่า “หยุนเหยา จี้เทียนซิง
พวกเจ้าพบเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่ ?”
หยุนเหยาพยักหน้าพลางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า
“ผู้อาวุโสชู พวกเราพบความลับบางอย่างในส่วนที่ลึกสุดใต้พื้นดิน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่เหมาะที่จะพูดตรงนี้
พวกเรากลับนิกายกันก่อนเถอะ”
ชูไฮว่ซานเห็นว่าสีหน้าของหยุนเหยาดูเคร่งขรึมจริงจัง
และเข้าใจว่าความลับนี้สำคัญมากเพียงใด นอกจากนี้เขายังรู้สึกตกใจไม่น้อยจึงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะ
ตอนนี้ก็ยังไม่สาย งั้นรีบกลับนิกายกันเดี๋ยวนี้เลย !”
จากนั้นทั้งสามก็กลับไปที่แท่นมังกรจันทร์ที่เชิงเขาเพื่อโดยสารสัตว์อสูรและเดินทางกลับนิกายพันธมิตรสวรรค์
เมื่อทั้งสามกลับมาถึงก็พบว่าเป็นเวลาค่ำแล้ว ยอดเขาหลายแห่งในนิกายสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ชูไฮว่ซานและหยุนเหยาแยกตัวมุ่งหน้าไปยังตำหนักฉิงเทียนเพื่อรายงานเรื่องราวทั้งหมดต่อฉู่เทียนเซิง
ส่วนจี้เทียนซิงกลับไปที่หอยุทธ์ฟงอวิ๋น
ตั้งแต่ที่ได้เห็นสุสานโบราณใต้ภูเขามังกรเขาก็รู้สึกงุนงงสับสน
เขาขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งและอดไม่ได้ที่จะเข้าสู่สุสานเทพกระบี่เพื่อถามเรื่องนี้จากจิตกระบี่จางเทียน
“วูบ !”
เมื่อสติสัมปชัญญะของชายหนุ่มถูกรั้งรวมไปที่หลุมดำ
ณ จุดตันเถียน จิตสำนึกของเขาก็ล่องลอยผ่านหลุมดำเพื่อเข้าสู่สุสานเทพกระบี่
มันยังคงเป็นพื้นที่มืดมิดและเยือกเย็น
จิตวิญญาณของเขาควบแน่นเป็นกายมนุษย์โปร่งแสงที่บินล่องลอยอยู่ในพื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่า
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็บินไปหยุดอยู่ที่ด้านใต้ของอนุสาวรีย์
เขาเงยหน้าขึ้นพลางจ้องมองไปที่ตัวอักษรทั้งสี่บนอนุสาวรีย์และสัมผัสได้ถึงเจตน์กระบี่อันแหลมคมแก่กล้า
มันให้ความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับอักษรบนแผ่นศิลาในสุสานโบราณไม่ผิดเพี้ยน
สิ่งนี้เป็นการยืนยันการคาดคะเนของเขาและทำให้รู้สึกมั่นใจว่าสุสานพันปีแห่งนั้นมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับสุสานเทพกระบี่ในร่างของเขา
“ผู้อาวุโสจางเทียน ท่านได้ยินหรือไม่
ข้ามีเรื่องสำคัญบอกประการคิดถามไถ่เล็กน้อย !”
จี้เทียนซิงโค้งคารวะไปที่อนุสาวรีย์กระบี่ขนาดใหญ่และร้องเรียกเสียงดัง
ครู่ต่อมาเสียงของจิตกระบี่จางเทียนก็ดังออกมาจากอนุสาวรีย์กระบี่สีดำ
“ไอ้หนู
ที่เรียกข้าวันนี้เพราะมีปัญหาอะไรในการฝึกฝนหรือไง ?”
น้ำเสียงของจางเทียนยังคงฟังดูคร่ำครึโบราณเหมือนเคย
จี้เทียนซิงส่ายหัวและอธิบายว่า
“ผู้อาวุโสจางเทียน วันนี้ข้าไม่ได้คิดจะมาถามเรื่องการฝึกฝนใดๆ”
“คือว่าวันนี้ข้าพบสุสานพันปีในใต้ดินของภูเขามังกร
มันอยู่ห่างออกไปจากนิกายพันธมิตรสวรรค์ราวๆสามร้อยไมล์…”
จากนั้นเขาก็เริ่มอธิบายอย่างชัดเจนถึงสถานที่ตั้งและรูปแบบของสุสาน
รวมไปถึงลักษณะของแผ่นศิลาขนาดใหญ่
“ข้าได้สังเกตตัวอักษรบนนั้นอย่างละเอียดแล้ว ทั้งลายเส้นและเจตน์กระบี่ที่แผ่ซ่านออกมานั้นคล้ายคลึงกับตัวอักษรที่จารึกไว้ที่นี่อย่างไม่ผิดเพี้ยน”
“ผู้อาวุโสจางเทียน
เป็นไปได้หรือไม่ว่าสุสานพันปีแห่งนั้นมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกับสุสานเทพกระบี่
?”
หลังจากฟังเรื่องราวที่จี้เทียนซิงเล่ามา
จิตวิญญาณกระบี่จางเทียนก็จมดิ่งลงสู่ความคิดและตอบว่า “อาจมีบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันจริง
แต่มันก็เป็นเรื่องขี้ผงที่เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อน ข้าจำไม่ได้ทั้งหมดหรอกนะไอ้หนู”
จี้เทียนซิงขมวดคิ้วเล็กน้อยถามต่อไปว่า
“ผู้อาวุโสจางเทียน สุสานพันปีแห่งนั้นมีมหาข่ายปราณพิทักษ์ระดับสวรรค์ขวางกั้นไว้อยู่
จากที่ข้าสังเกตมา
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอันสลับซับซ้อนหรือกลิ่นอายที่แข็งแกร่งที่แผ่ซ่าน บุคลที่เป็นเจ้าของสุสานนั้นย่อมเป็นตัวตนระดับที่สูงส่งมาก
มันราวกับจะเหนือล้ำยิ่งกว่าขอบเขตปราณฟ้าเสียด้วยซ้ำ”
“ท่านจำอะไรไม่ได้เลยงั้นหรือ ?”
จิตวิญญาณกระบี่จางเทียนหัวเราะอย่างขบขันและกล่าวด้วยเสียงต่ำว่า
“ไอ้หนู
เมื่อพันปีก่อนในดินแดนดาราบรรพกาลก็มียอดฝีมือระดับปราณฟ้าตั้งหลายคน
ข้าจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นสุสานของไอ้บ้าตัวไหน ?”
“นอกจากนี้ยอดฝีมือในขอบเขตปราณฟ้าสำหรับพวกเจ้าในตอนนี้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นตัวตนในตำนานที่ไม่อาจก้าวไปถึงได้ใช่ไหม
? เหอๆ
ข้าขอบอกให้เจ้ารู้ไว้เลยนะว่าสำหรับข้าและเซียนกระบี่นั้น ยอดยุทธ์ระดับปราณฟ้าไม่ต่างอะไรกับไก่ติดโรค”
หลังจากหยุดไปชั่วขณะ
จิตวิญญาณกระบี่จางเทียนก็พูดต่อไปว่า “เอาเถอะ
ไหนๆเจ้าก็อุตส่าห์เข้ามาถาม
อีกทั้งมหาข่ายปราณระดับสวรรค์ที่เจ้าพูดนั่นก็ทำให้ข้ารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเล็กน้อย”
“ไหนเจ้าลองลงลึกรายละเอียดให้มากกว่านี้ซิ
มหาข่ายปราณนั้นมีลักษณะและการวางรูปแบบอย่างไร”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved