ตอนที่ 211

ความเชื่อมโยงกับสุสานเทพกระบี่

เมื่อมองไปที่สุสานพันปีที่อยู่เบื้องหลังมหาข่ายปราณระดับสวรรค์

จี้เทียนซิงและหยุนเหยาต่างก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

หลังจากอึ้งอยู่นานและได้เห็นรูปแบบอาคมอันซับซ้อนของสุสานโบราณแห่งนี้

พวกเขาก็กระซิบพูดคุยกัน

จี้เทียนซิงยกยิ้มมุมปากและกล่าวว่า

“มาถึงตอนนี้ข้าไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมคนของนิกายกระบี่ฟ้าถึงได้มุ่งมั่นเอาชนะเพื่อให้ได้ครอบครองภูเขามังกรต่อไป

เพื่อการนี้พวกมันใช้ทุกวิถีทางแม้กระทั่งการโกง”

“ก่อนหน้านี้ข้าก็สงสัยอยู่ตลอด

ในเมื่อพวกมันทำลายทรัพยากรบนภูเขามังกรจนพินาศหมดราคาขนาดนี้

เหตุใดถึงยังยืนกรานไม่ยอมแพ้ ที่แท้ก็เป็นเพราะพวกมันค้นพบสุสานโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน

ดังนั้นพวกมันจึงคิดจะครอบครองต่อไป”

หยุนเหยาพยักหน้าเห็นด้วยและกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“นิกายเราเคยครอบครองภูเขามังกรมานานหลายสิบปีและดูแลรักษาทำนุบำรุงมันจนราวกับเป็นสรวงสวรรค์

แต่ทว่าการที่พวกเรามิได้ขุดลึกลงไปในเส้นชีพจรใต้พิภพจึงทำให้ไม่เคยรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของสุสานแห่งนี้"

“มันเป็นนิกายกระบี่ฟ้าที่ครอบครองภูเขามังกรและขุดเส้นชีพจรวิญญาณอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งมาพบสุสานแห่งนี้  โชคดีที่สุสานโบราณได้รับการปกป้องโดยมหาข่ายปราณระดับสวรรค์

ซึ่งโดยปกติแล้วคนของนิกายกระบี่ฟ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านข่ายปราณ

ดังนั้นพวกมันจึงยังมิอาจเข้าไปข้างในได้"

สีหน้าของจี้เทียนซิงกลายเป็นเคร่งขรึมและกล่าวว่า

“ศิษย์พี่ใหญ่ สุสานโบราณแห่งนี้มีรูปแบบอันยิ่งใหญ่อีกทั้งยังงดงามตระการตา

ที่สำคัญคือมันกางไว้ด้วยมหาข่ายปราณพิทักษ์ระดับสวรรค์

ผู้ที่ถูกฝังอยู่ในหลุมฝังศพด้านในนั่นย่อมเป็นสุดยอดฝีมือแห่งยุคเป็นแน่”

“แม้กระทั่งยอดฝีมือของนิกายกระบี่ฟ้าก็ยังไม่อาจปลดผนึกข่ายปราณนี้ได้

เช่นนั้นแล้วท่านกับข้าก็ย่อมมิอาจทำลายมันได้เช่นกัน... ”

“หากเป็นเช่นนี้ข้าคิดว่าพวกเราควรออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุดและกลับไปรายงานท่านประมุข

!”

หยุนเหยาพยักหน้าและกล่าวว่า

“ข้าก็มีความตั้งใจเช่นนี้ มหาข่ายปราณระดับสวรรค์อันซับซ้อนเช่นนี้ย่อมมีเพียงยอดฝีมือในขอบเขตปราณฟ้าเท่านั้นที่จะพอทำอะไรได้”

“พวกเราควรรีบกลับนิกายทันทีเพื่อรายงานเรื่องทั้งหมด

ส่วนเรื่องสุสานโบราณแห่งนี้ก็ให้ท่านอาจารย์เป็นผู้ตัดสินก็แล้วกัน"

หลังจากที่ทั้งสองตัดสินใจแล้วพวกเขาก็ผละจากสุสานเดินข้ามจัตุรัสผ่านทางมืดแคบเพื่อออกไปสู่พื้นที่เปิดโล่งใต้หน้าผา

จากนั้นหยุนเหยาก็ดึงปิ่นปักผมออกมาแล้วอัดพลังลมปราณเข้าไปจนปรากฏเป็นปีกวายุเพลิงขึ้นอีกครั้ง

นางยังไม่ทันมีปฏิกิริยาใดๆ

แต่จี้เทียนซิงกลับทำตัวรู้งานเหยียดมือออกไปเกาะแขนนางทันทีและรอคอยให้นางบินขึ้น

มองผิวเผินแล้วหยุนเหยายังคงวางสีหน้าสงบราบเรียบและดูเหมือนไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆ

แต่ทว่า

ในขณะที่จี้เทียนซิงเหลือบมองใบหน้าของนางอย่างลับๆก็พบว่าติ่งหูที่ขาวกระจ่างใสหมดจดประดุจหยกชั้นเลิศของนางนั้นได้เกิดริ้วรอยสีแดงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

“หืม.... ?  นางฟ้าหยุนเหยาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ

ที่แท้ก็เขินอายเป็นด้วยหรือนี่ ?”

จี้เทียนซิงรู้สึกแปลกๆในใจ

ทว่า เขากลับมีความสุขอย่างลึกลับ

“อิตสรีทั่วไปเวลาเขินอายแก้มของพวกนางมักจะเป็นสีแดง  ส่วนศิษย์พี่ผู้เย็นชานางนี้สีหน้าดูเป็นปกติแต่ติ่งหูของนางกลับเป็นสีแดง.....

น่าสนใจ”

........

ท่ามกลางความจักกะจี้หัวใจของจี้เทียนซิง

หยุนเหยาก็กระพือปีกวายุเพลิงบินพาร่างชายหนุ่มขึ้นหน้าผา

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ

ทั้งสองก็บินขึ้นมาถึงหน้าผาและลงจอดในที่โล่งกว้าง

จี้เทียนซิงที่เพิ่งได้เข้าใจถึงสัมผัสอันนุ่มนวลจากเรือนร่างของหยุนเหยาก็ทำได้เพียงปล่อยมือจากแขนของนางอย่างเงียบงัน

และไม่ค่อยเต็มใจนัก

“ไปกันเถอะ” หยุนเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

จี้เทียนซิงพยักหน้าอย่างรวดเร็วและเดินตามหลังนางกลับไปที่เหมืองอันมืดมิด

หลังจากครึ่งชั่วยามผ่านไป

ทั้งสองก็เดินออกจากถนนเหมืองอันซับซ้อนและคดเคี้ยว เพื่อกลับสู่กลางภูเขาอีกครั้ง

ชูไฮว่ซานได้ตรวจสอบพื้นที่ทำเหมืองหลายจุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เขากำลังรอทั้งสองอยู่พอดี

หลังจากกลับมารวมกัน

ชูไฮว่ซานก็ถามว่า “หยุนเหยา จี้เทียนซิง

พวกเจ้าพบเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่ ?”

หยุนเหยาพยักหน้าพลางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า

“ผู้อาวุโสชู พวกเราพบความลับบางอย่างในส่วนที่ลึกสุดใต้พื้นดิน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่เหมาะที่จะพูดตรงนี้

พวกเรากลับนิกายกันก่อนเถอะ”

ชูไฮว่ซานเห็นว่าสีหน้าของหยุนเหยาดูเคร่งขรึมจริงจัง

และเข้าใจว่าความลับนี้สำคัญมากเพียงใด  นอกจากนี้เขายังรู้สึกตกใจไม่น้อยจึงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

“เอาล่ะ

ตอนนี้ก็ยังไม่สาย งั้นรีบกลับนิกายกันเดี๋ยวนี้เลย !”

จากนั้นทั้งสามก็กลับไปที่แท่นมังกรจันทร์ที่เชิงเขาเพื่อโดยสารสัตว์อสูรและเดินทางกลับนิกายพันธมิตรสวรรค์

เมื่อทั้งสามกลับมาถึงก็พบว่าเป็นเวลาค่ำแล้ว  ยอดเขาหลายแห่งในนิกายสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ

ชูไฮว่ซานและหยุนเหยาแยกตัวมุ่งหน้าไปยังตำหนักฉิงเทียนเพื่อรายงานเรื่องราวทั้งหมดต่อฉู่เทียนเซิง

ส่วนจี้เทียนซิงกลับไปที่หอยุทธ์ฟงอวิ๋น

ตั้งแต่ที่ได้เห็นสุสานโบราณใต้ภูเขามังกรเขาก็รู้สึกงุนงงสับสน

เขาขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งและอดไม่ได้ที่จะเข้าสู่สุสานเทพกระบี่เพื่อถามเรื่องนี้จากจิตกระบี่จางเทียน

“วูบ !”

เมื่อสติสัมปชัญญะของชายหนุ่มถูกรั้งรวมไปที่หลุมดำ

ณ จุดตันเถียน จิตสำนึกของเขาก็ล่องลอยผ่านหลุมดำเพื่อเข้าสู่สุสานเทพกระบี่

มันยังคงเป็นพื้นที่มืดมิดและเยือกเย็น

จิตวิญญาณของเขาควบแน่นเป็นกายมนุษย์โปร่งแสงที่บินล่องลอยอยู่ในพื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่า

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็บินไปหยุดอยู่ที่ด้านใต้ของอนุสาวรีย์

เขาเงยหน้าขึ้นพลางจ้องมองไปที่ตัวอักษรทั้งสี่บนอนุสาวรีย์และสัมผัสได้ถึงเจตน์กระบี่อันแหลมคมแก่กล้า

มันให้ความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับอักษรบนแผ่นศิลาในสุสานโบราณไม่ผิดเพี้ยน

สิ่งนี้เป็นการยืนยันการคาดคะเนของเขาและทำให้รู้สึกมั่นใจว่าสุสานพันปีแห่งนั้นมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับสุสานเทพกระบี่ในร่างของเขา

“ผู้อาวุโสจางเทียน ท่านได้ยินหรือไม่

ข้ามีเรื่องสำคัญบอกประการคิดถามไถ่เล็กน้อย !”

จี้เทียนซิงโค้งคารวะไปที่อนุสาวรีย์กระบี่ขนาดใหญ่และร้องเรียกเสียงดัง

ครู่ต่อมาเสียงของจิตกระบี่จางเทียนก็ดังออกมาจากอนุสาวรีย์กระบี่สีดำ

“ไอ้หนู

ที่เรียกข้าวันนี้เพราะมีปัญหาอะไรในการฝึกฝนหรือไง ?”

น้ำเสียงของจางเทียนยังคงฟังดูคร่ำครึโบราณเหมือนเคย

จี้เทียนซิงส่ายหัวและอธิบายว่า

“ผู้อาวุโสจางเทียน วันนี้ข้าไม่ได้คิดจะมาถามเรื่องการฝึกฝนใดๆ”

“คือว่าวันนี้ข้าพบสุสานพันปีในใต้ดินของภูเขามังกร

มันอยู่ห่างออกไปจากนิกายพันธมิตรสวรรค์ราวๆสามร้อยไมล์…”

จากนั้นเขาก็เริ่มอธิบายอย่างชัดเจนถึงสถานที่ตั้งและรูปแบบของสุสาน

รวมไปถึงลักษณะของแผ่นศิลาขนาดใหญ่

“ข้าได้สังเกตตัวอักษรบนนั้นอย่างละเอียดแล้ว ทั้งลายเส้นและเจตน์กระบี่ที่แผ่ซ่านออกมานั้นคล้ายคลึงกับตัวอักษรที่จารึกไว้ที่นี่อย่างไม่ผิดเพี้ยน”

“ผู้อาวุโสจางเทียน

เป็นไปได้หรือไม่ว่าสุสานพันปีแห่งนั้นมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกับสุสานเทพกระบี่

?”

หลังจากฟังเรื่องราวที่จี้เทียนซิงเล่ามา

จิตวิญญาณกระบี่จางเทียนก็จมดิ่งลงสู่ความคิดและตอบว่า “อาจมีบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันจริง

แต่มันก็เป็นเรื่องขี้ผงที่เกิดขึ้นเมื่อพันปีก่อน ข้าจำไม่ได้ทั้งหมดหรอกนะไอ้หนู”

จี้เทียนซิงขมวดคิ้วเล็กน้อยถามต่อไปว่า

“ผู้อาวุโสจางเทียน สุสานพันปีแห่งนั้นมีมหาข่ายปราณพิทักษ์ระดับสวรรค์ขวางกั้นไว้อยู่

จากที่ข้าสังเกตมา

ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอันสลับซับซ้อนหรือกลิ่นอายที่แข็งแกร่งที่แผ่ซ่าน  บุคลที่เป็นเจ้าของสุสานนั้นย่อมเป็นตัวตนระดับที่สูงส่งมาก

มันราวกับจะเหนือล้ำยิ่งกว่าขอบเขตปราณฟ้าเสียด้วยซ้ำ”

“ท่านจำอะไรไม่ได้เลยงั้นหรือ ?”

จิตวิญญาณกระบี่จางเทียนหัวเราะอย่างขบขันและกล่าวด้วยเสียงต่ำว่า

“ไอ้หนู

เมื่อพันปีก่อนในดินแดนดาราบรรพกาลก็มียอดฝีมือระดับปราณฟ้าตั้งหลายคน

ข้าจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นสุสานของไอ้บ้าตัวไหน ?”

“นอกจากนี้ยอดฝีมือในขอบเขตปราณฟ้าสำหรับพวกเจ้าในตอนนี้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นตัวตนในตำนานที่ไม่อาจก้าวไปถึงได้ใช่ไหม

?  เหอๆ

ข้าขอบอกให้เจ้ารู้ไว้เลยนะว่าสำหรับข้าและเซียนกระบี่นั้น ยอดยุทธ์ระดับปราณฟ้าไม่ต่างอะไรกับไก่ติดโรค”

หลังจากหยุดไปชั่วขณะ

จิตวิญญาณกระบี่จางเทียนก็พูดต่อไปว่า “เอาเถอะ

ไหนๆเจ้าก็อุตส่าห์เข้ามาถาม

อีกทั้งมหาข่ายปราณระดับสวรรค์ที่เจ้าพูดนั่นก็ทำให้ข้ารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเล็กน้อย”

“ไหนเจ้าลองลงลึกรายละเอียดให้มากกว่านี้ซิ

มหาข่ายปราณนั้นมีลักษณะและการวางรูปแบบอย่างไร”