ตอนที่ 210 สุสานพันปี

ในตอนเย็น

ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าและผืนป่าเริ่มมีแสงสว่างน้อยลง

ในเทือกเขาแห่งหนึ่งห่างไปสองร้อยไมล์จากภูเขามังกร

กลุ่มหมอกสีดำกลุ่มหนึ่งกำลังพุ่งอยู่บนภูเขาและมุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำปีศาจด้วยความเร็วที่รวดเร็วยิ่ง

หมอกสีดำเป็นเหมือนแผ่นจานทรงกลม

มันเหมือนพื้นผิวของร่มที่หมุนวนด้วยความเร็วสูงในอากาศและทุกครั้งที่มันบิน

มันจะสามารถบินออกไปได้ไกลหลายร้อยเมตร

หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม

หมอกสีดำที่พุ่งทะยานทอดยาวหลายร้อยไมล์จากภูเขาก็มาหยุดอยู่ที่ป่าแห่งหนึ่งที่เชิงเขา

“วูบ !”

เมื่อหมอกสีดำจางหาย

มันกลับกลายเป็นร่มกระดาษสีดำคันหนึ่ง  องค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยและผู้พิทักษ์เผ่าปีศาจทั้งสี่คนปรากฏตัวขึ้นในป่าท่ามกลางอากาศที่เบาบาง

สารรูปของผู้พิทักษ์ทั้งสี่นั้นล้วนชุ่มโชกไปด้วยคราบโลหิต

ส่วนองค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยมิได้รับอันตรายใดๆ นางเอื้อมมือออกไปคว้าร่มกระดาษสีดำออกมา

ร่มกระดาษสีดำหดตัวลงทันที จากที่มีขนาดใหญ่ก็หดลงเหลือเท่าเข็มและหายไปในฝ่ามือของนางในที่สุด

จากนั้นนางก็เดินไปที่กิ่งหนามพุ่มใหญ่และโบกมือออกมาเป็นกลุ่มหมอกสีดำหลายกลุ่ม

ต่อมาไม่นานข่ายปราณที่ซ่อนอยู่ก็ปริแตกออก

ทันใดนั้นก็มีหลุมดำที่เป็นทางเข้าปรากฏขึ้นในต้นหนาม

องค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยเดินนำเข้ามาในถ้ำตามมาด้วยผู้พิทักษ์ทั้งสี่ที่ด้านหลังอย่างใกล้ชิด

ไม่นานนัก พวกมันก็กลับมาถึงถ้ำปีศาจอันมืดมิด

องค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยเดินผ่านถ้ำที่ว่างเปล่าและเปิดประตูหินเข้าไปในห้องลับห้องหนึ่ง

ภายในห้องลับมีสระเลือดสีแดงเข้มที่มีรูปปั้นของจักรพรรดิปีศาจตั้งตะหง่านอยู่กลางสระ

มหาปุโรหิตที่ยืนอยู่ข้างสระเลือดเห็นองค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยกลับมาถึงก็รีบเข้ามาหา

มันจึงถามด้วยความกังวลว่า “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ? ไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่

?”

องค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของมหาปุโรหิตและปล่อยเข็มเล็กๆสีดำเล่มหนึ่งออกมาจากนิ้วชี้  เข็มเล่มนั้นก็คือร่มหมอกปีศาจนั่นเอง

นางส่งคืนมันให้กับมหาปุโรหิตและยิ้มพลางกล่าวว่า “แผนการเป็นไปอย่างราบรื่น

ข้ามีร่มหมอกปีศาจอยู่ในมือ หยุนเหยาจะทำร้ายข้าได้อย่างไรเล่า ?”

มหาปุโรหิตโบกฝ่ามือรับร่มหมอกปีศาจกลับมาและเผยรอยยิ้มที่น่ายินดีพลางกล่าวว่า “ท่านจงใจทิ้งร่องรอยไว้ในเหมืองของภูเขามังกรเพื่อชักนำหยุนเหยาไปยังหน้าผาแห่งนั้น

ในเมื่อแผนการราบรื่น ตอนนี้พวกมันน่าจะได้พบกับทางเข้าหลุมฝังศพแล้วกระมัง

?”

“หึๆ หลังจากพวกมันค้นพบหลุมฝังศพ

พวกมันจะต้องไปรายงานผู้มีอำนาจภายในนิกายพันธมิตรสวรรค์ก่อนอย่างแน่นอน

เมื่อถึงตอนนั้นนิกายพันธมิตรสวรรค์ก็จะเข้าใจเหตุผลว่าทำไมนิกายกระบี่ฟ้าถึงไม่อยากวางมือจากภูเขามังกรแห่งนี้

แล้วพวกมันก็จะต้องส่งยอดฝีมือจำนวนมากไปสำรวจหลุมฝังศพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อหาวิธีที่จะปลดผนึกมหาข่ายปราณพิทักษ์”

องค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยเผยรอยยิ้มอย่างเย่อหยิ่งและแค่นเสียงเย้ยหยันว่า “มหาปุโรหิต

สมแล้วที่เป็นท่าน หมากตานี้ช่างสมบูรณ์แบบยิ่งนัก !"

“มหาข่ายปราณพิทักษ์ในหลุมฝังศพแห่งนั้นคือมหาข่ายปราณระดับสวรรค์

ไม่ว่าจะเป็นประมุขนิกายกระบี่ฟ้าหรือพวกเราก็ยังมิอาจปลดมันออกได้

มีเพียงนิกายพันธมิตรสวรรค์เท่านั้นที่มีผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งพอที่จะทำได้”

“เมื่อถึงเวลานั้น

ยอดฝีมือแทบทั้งหมดของนิกายพันธมิตรสวรรค์ก็จะแห่กันไปที่หลุมฝังศพโบราณ

ภายในนิกายก็เหมือนถูกทิ้งร้างและมีการป้องกันที่อ่อนแอ

พวกเราสามารถใช้โอกาสนี้ลอบเข้าไปในนั้นเพื่อช่วยท่านจักรพรรดิปีศาจออกมา

!”

“และหลังจากที่ผู้คนของนิกายพันธมิตรสวรรค์ปลดผนึกทางเข้าหลุมฝังศพได้สำเร็จ

พวกเราก็ตลบหลังพวกมันและยึดครองสมบัติภายในนั้น”

“หึๆ  เหอๆๆ…นี่เป็นแผนการสองชั้นอันยอดเยี่ยมจริงๆ

พวกเราเพียงรอคอยฉวยโอกาสจากชาวประมงอีกที ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งจับปลาเอง

!”

มหาปุโรหิตแสยะยิ้มและกล่าวว่า “แผนของข้ายอดเยี่ยมก็จริง

แต่ความดีความชอบก็ต้องยกให้ท่านด้วย หากไม่ใช่เพราะท่านลอบเข้าไปยังนิกายกระบี่ฟ้าและจับตัวเจ้าเด็กหยานตงไหลจนล้วงความลับในภูเขามังกรมาได้

พวกเราจะทราบถึงการดำรงอยู่หลุมฝังศพพันปีนั่นได้หรือ ?”

องค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยพยักหน้าและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “หากเป็นไปตามแผน

หลังจากพวกเราช่วยท่านจักรพรรดิปีศาจออกมาได้

พวกเราก็จะเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเผ่าพันธุ์ปีศาจ…ฮ่าๆๆ !”

มหาปุโรหิตมองนางด้วยรอยยิ้มพลางพยักหน้า  แผนการของพวกมันใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะแล้ว

............

ณ ภูเขามังกร ลึกลงไปใต้ดิน

จี้เทียนซิงและหยุนเหยาเดินผ่านทางเดินที่มืดมิดและหยุดยืนอยู่ที่จัตุรัสที่ทำด้วยหินชนวนสีดำ

จัตุรัสนี้มีขนาด 100 เมตร

มันทั้งเก่าแก่และเสื่อมโทรม พื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยรอยปริแตก

แต่ทั้งสองมิได้ใส่ใจ

สายตาของพวกเขาจับจ้องอยู่ที่สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า แววตาเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ

ลานกว้างที่ทรุดโทรมมีคลื่นแสงห้าสีที่เปล่งประกายออกมาจากบริเวณที่ห่างออกไปกว่าพันเมตร

คลื่นแสงห้าสีนั้นราวกับชามขนาดใหญ่ที่โก่งอยู่บนพื้น

มันเปล่งประกายด้วยสีสันอันสดใสและเอ่อล้นไปด้วยพลังปราณอันยิ่งใหญ่ที่ไหลทะลักออกมา

ซึ่งคลื่นแสงห้าสีเหล่านี้ก็คือตัวแทนของพลังปราณแห่งธาตุทั้งห้า

จี้เทียนซิงอดไม่ได้ที่จะร่ำร้องชื่นชมออกมา “นี่คือมหาข่ายปราณ,

มหาข่ายปราณระดับสวรรค์ !”

แม้แต่หยุนเหยาก็ยังเผยให้เห็นถึงสีหน้าที่ประหลาดใจ

นางพยักหน้าและกล่าวว่า “มันเหลือเชื่อนัก ภูเขามังกรถูกเปลี่ยนมือผลัดกันครอบครองปีแล้วปีเล่า

แต่กลับไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้เลยว่ายังมีมหาข่ายปราณซ่อนลึกอยู่ใต้พื้นดิน !”

“ศิษย์พี่ใหญ่

ไม่มีเหตุผลที่จู่ๆจะปรากฏมหาข่ายปราณระดับสวรรค์ขึ้นที่นี่ได้

พวกเราเข้าไปดูกันเถอะ”

ท้ายที่สุด จี้เทียนซิงก็คว้ามือหยุนเหยามุ่งหน้าเข้าหามหาข่ายปราณด้วยความตื่นเต้น

ทั้งสองเดินข้ามจัตุรัสโบราณและเดินไปยังมหาข่ายปราณจนหยุดอยู่ในระยะกระชั้นชิด

ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ไกลจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังของข่ายปราณสีสันสดใสเหล่านี้

แต่ตอนนี้พวกเขาได้เดินเข้ามาใกล้จนสามารถมองทะลุผ่านข่ายปราณโปร่งแสงนี้จนได้เห็นว่าด้านหลังข่ายปราณนั้นมีเรือนโบราณหลังหนึ่ง !

ก้อนหินสีดำทึบกว้างห้าเมตรหนักร่วม 10,000 ปอนด์ถูกใช้ปูเป็นพื้นทางเดิน

สุดปลายทางเดินเป็นกำแพงหินสีดำ

หากข้ามบันไดขั้นที่

18 ขึ้นไปจะเป็นแท่นบูชาสูงที่มีรัศมีเกือบ 100 เมตร

บนแท่นสูงนั้นมีแผ่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่มีความสูงนับกิโลเมตรและเหยียดชี้ขึ้นสู่ด้านบน ถึงแม้จะอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรและถูกขวางกั้นไว้ด้วยมหาข่ายปราณระดับสวรรค์

แต่พวกเขาทั้งสองก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความรกร้างและบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์ของอนุสาวรีย์แห่งนี้

แผ่นศิลาสีดำนั้นถูกจารึกไว้ด้วยอักขระจำนวนมากในแนวตั้ง

รูปแบบตัวอักษรดูเก่าแก่โบราณแต่แข็งแกร่งทรงพลัง

อีกทั้งยังเผยให้เห็นเจตน์กระบี่ที่พุ่งทะยาน

ดวงตาของจี้เทียนซิงจับจ้องไปที่แผ่นศิลาสีดำขนาดใหญ่อย่างไม่ละสายตา

ดวงตาของเขาเปล่งสีสันที่ดูแปลกๆ

เขาไม่ทราบว่าทำไม

แต่เมื่อแวบแรกที่ได้เห็นแผ่นศิลายักษ์สีดำนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงสุสานเทพกระบี่

มันเต็มไปด้วยกลิ่นไอกระบี่ที่ไม่เหมือนใคร

อีกทั้งตัวอักษรโบราณที่จารึกอยู่บนแผ่นศิลานี้ราวกับพวกมันกำลังส่งเสียงร่ำร้องขึ้นสู่ท้องนภา

มันทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างลึกลับ !

จิตใจของจี้เทียนซิงพุ่งทะยานขึ้นทันที

ความนึกคิดวาบผ่านอย่างรวดเร็ว

“หรือว่าแผ่นศิลาจารึกก้อนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสุสานเทพกระบี่

?”

ถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าแนวคิดนี้ช่างไร้สาระเกินไปหน่อย

เพราะแผ่นศิลาที่ปรากฏในหลุมฝังศพของเทพกระบี่กับก้นภูเขามังกรนั้นแทบจะไม่มีอะไรเชื่อมโยงถึงกันแม้แต่น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากความคิดนี้แล่นในหัว

จิตใจของเขาก็ล่องลอยและจมอยู่กับความเป็นไปได้นี้

ขณะนั้นเองหยุนเหยาก็กระซิบข้างหูว่า “ศิษย์น้องเทียนซิง

เรือนหลังนั้นที่อยู่หลังมหาข่ายปราณระดับสวรรค์ก็คือหลุมฝังศพโบราณ !”

จี้เทียนซิงรั้งสติกลับมาและทอดสายตามองไปที่จุดนั้น

เขาก็ได้เห็นว่าด้านหลังของแผ่นศิลาสูงนับร้อยเมตรยังมีหลุมฝังศพขนาดใหญ่ราวกับตำหนักหลังหนึ่ง !

หลุมฝังศพเป็นครึ่งวงกลมและทั้งหมดทำจากก้อนหินสีดำที่มีน้ำหนักร่วม 10,000 ปอนด์

จุดด่างดำบนพื้นผิวของก้อนหินสีดำนั้นปกคลุมไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาที่กัดเซาะมานานแสนนาน

พวกเขาสามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนว่าลักษณะอันโบราณคร่ำครึที่น่าประทับใจนี้ย่อมเป็นของหลุมฝังศพที่มีอายุอานามอย่างน้อยก็พันปี !

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือหลุมฝังศพที่มอายุนับพันปีที่ได้รับการปกป้องโดยมหาข่ายปราณระดับสวรรค์

!

บุคลที่ถูกฝังอยู่ในหลุมฝังศพโบราณนี้ย่อมมิใช่ผู้ไร้ชื่อเสียงอย่างแน่นอน !