คำขอประลองชี้แนะจากนิกายกระบี่ฟ้า
ความหมายและความสำคัญของป้ายคำสั่งสวรรค์นั้นไป๋หวู่เชินรู้ซึ้งยิ่งกว่าใคร
มีศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดเพียงหกคนเท่านั้นจากทั่วทั้งนิกายพันธมิตรสวรรค์ที่ได้รับความไว้วางใจและมีคุณงามความดีพอที่จะได้ครอบครองป้ายคำสั่งสวรรค์ของประมุข
ตอนนี้ป้ายคำสั่งสวรรค์ป้ายที่เจ็ดปรากฏขึ้นแล้วและมันก็อยู่ในมือของจี้เทียนซิงที่เป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอก
ไป๋หวู่เชินไม่อยากเชื่อ
ถึงเชื่อก็ไม่เข้าใจ !
ในมุมมองของมัน
จี้เทียนซิงเป็นเพียงศิษย์ตัวเล็กๆที่ไม่มีค่าให้เอ่ยถึง
มันมีพลังฝีมือในขอบเขตปราณแท้เท่านั้น อีกทั้งยังเพิ่งเข้านิกาย
ความภักดีและส่วนร่วมในภารกิจทำคุณประโยชน์ของนิกายก็นับว่าน้อยนิด
เช่นนี้ท่านประมุขมอบป้ายคำสั่งสวรรค์ให้มันได้อย่างไร
?
จี้เทียนซิงยิ้มเหมือนไม่ยิ้มในขณะมองไปที่ไป๋หวู่เชิน
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “ไม่ต้องทำหน้าเซ่อหรอกศิษย์พี่ไป๋
ป้ายนี้เป็นของจริง ท่านประมุขเพิ่งมอบให้ข้าไม่นาน
ส่วนเหตุผลที่ท่านอยากรู้ก็จงไปถามท่านประมุขเอาเอง”
ไป๋หวู่เชินขมวดคิ้วและหนังตากระตุกด้วยความหงุดหงิด
ให้ข้าไปถามท่านประมุขงั้นหรือ
?
ไม่ต้องพูดถึงว่ามันกล้าหาญพอจะไปถามประมุขหรือไม่
ต่อให้มันกล้าจริง
แน่นอนว่าท่านประมุขย่อมไม่อธิบายเหตุผลให้ศิษย์อย่างมันฟังอยู่แล้ว !
บรรยากาศค่อนข้างอึดอัดและใบหน้าของไป๋หวู่เชินก็ดูไม่เป็นธรรมชาติมากนัก
ในเวลานี้เอง
หยุนเหยาก็ถอนหายใจและเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่น่าอึดอัดให้ไป๋หวู่เชิน
นางมองไปที่จี้เทียนซิงและถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ศิษย์น้องเทียนซิง การประลองหลงซานที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า
ผู้อาวุโสฮั่นเฉียวเซิงได้ตัดสินใจเลือกศิษย์เข้าร่วมประลองแล้วหรือยัง ?”
จี้เทียนซิงส่ายหัวพลางกล่าวว่า
“ยังเลย
ครูฝึกฮั่นบอกแค่เพียงว่าเขาจะเลือกศิษย์ห้าคนแรกขึ้นมาก่อน
หลังจากนั้นก็จะคัดจนเหลือสามคนที่เป็นตัวแทน”
หลังจากผ่านสถานการณ์น่าอึดอัดไปได้ ไป๋หวู่เชินก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในความคิดของข้า
มีไม่กี่คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะเป็นตัวแทนของศิษย์ฝ่ายนอก
ลู่หมิงหยางคือหนึ่งในนั้น”
(เพิ่งเดี้ยงไป....)
“มันเคยเป็นศิษย์ฝ่ายใน
ถึงแม้ว่าภายหลังจะถูกลงโทษให้กลับเป็นศิษย์ฝ่ายนอก
แต่พลังยุทธ์ของมันก็มิได้ถดถอยลง มันมีพลังในขอบเขตปราณจิตเลยทีเดียว”
“ความแข็งแกร่งของมันนับได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งของหอยุทธ์ฟงอวิ๋น
มันย่อมติดหนึ่งในสามตัวแทนประลองหลงซานของฝ่ายนอกแน่นอน”
ในขณะที่ร่ายยาว
หางตาของไป๋หวู่เชินก็มิวายเหลือบมองจี้เทียนซิง
จากนั้นก็กล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันว่า “ส่วนเจ้า
หากต้องการเป็นตัวแทนของนิกายไปวัดกับนิกายกระบี่ฟ้า เกรงว่ายังอีกห่างไกล”
จี้เทียนซิงไม่โกรธต่อการยั่วยุของไป๋หวู่เชิน
เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มและกล่าวว่า “ลู่หมิงหยางมิใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของหอยุทธ์ฟงอวิ๋นเรา
เกรงว่าศิษย์พี่ไป๋จะเข้าใจผิด ส่วนเรื่องที่ว่าข้าจะมีสิทธิ์เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประลองหลงซานได้หรือไม่นั้น
ไว้ดูกันตอนสุดท้ายเถอะ ด่วนสรุปตอนนี้ยังเร็วเกินไป”
“เฮอะ !”
ไป๋หวู่เชินไม่ได้โต้แย้ง
มันเพียงแค่นเสียงเย็นออกมาด้วยแววตาเหยียดหยาม
จี้เทียนซิงไม่ต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย
เขาเบนสายตาไปมองหยุนเหยาพลางถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่
ไฉนจู่ๆท่านถึงได้สนใจเรื่องของศิษย์ฝ่ายนอกอย่างพวกข้าเล่า ?”
หยุนเหยาเงียบไปวูบหนึ่งและกล่าวว่า
“เมื่อวานนี้ข้าได้ไปพบท่านอาจารย์เพื่อรายงานสถานการณ์ของเผ่าพันธุ์ปีศาจที่พวกเราพบเจอ หลังจากนั้นท่านประมุขก็บอกกับข้าว่า
เมื่อวานประมุขนิกายกระบี่ฟ้าส่งสาสน์มา ใจความมีอยู่ว่าพวกเขาได้คัดเลือกศิษย์ฝ่ายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดและกำลังเดินทางมานิกายของเราเพื่อขอชี้แนะแลกเปลี่ยนประสบการณ์”
“การชี้แนะครั้งนี้ไม่เพียงแค่ช่วยยกระดับมิตรภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย
แต่มันยังช่วยทำให้ศิษย์รุ่นใหม่ของทั้งสองนิกายได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์กันอีกด้วย”
หลังจากฟังหยุนเหยาพูดจบ
จี้เทียนซิงก็ขมวดคิ้วและกล่าวด้วยความสงสัยว่า “มีเรื่องเช่นนี้
? ข้าไม่เห็นครูฝึกฮั่นจะพูดอะไรทำนองนี้มาก่อนเลย”
ในขณะที่เงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ถามว่า
“ศิษย์พี่ใหญ่
แล้วในการประลองหลงซานปีก่อนๆนี้นิกายกระบี่ฟ้าก็ส่งศิษย์มาหยั่งเชิงกันเช่นนี้ตลอดเลยหรือ
?”
หยุนเหยาส่ายศีรษะเล็กน้อยและตอบว่า
“ไม่เคย”
“มันอาจเป็นเพียงความคิดส่วนตัวของประมุขนิกายกระบี่ฟ้าก็เป็นได้
ซึ่งความคิดนี้ท่านอาจารย์ก็รู้สึกว่ามิใช่เรื่องใหญ่อันใดจึงได้ตอบตกลงไปแล้ว
บางทีศิษย์ฝ่ายนอกของนิกายกระบี่ฟ้าอาจจะมีเจตนาแฝง ส่วนพวกเขาจะมาถึงเมื่อไหร่นั้นข้าก็ไม่แน่ใจ บางทีอาจจะไม่กี่วันนี้”
“ในช่วงสั้นๆนี้เจ้าก็รอคอยการมาเยือนของเหล่าศิษย์นิกายกระบี่ฟ้าไปก่อน
ไม่แน่ว่าเมื่อพวกมันมาถึงอาวุโสฮั่นอาจจะเรียกเจ้าไปเป็นคู่ประลอง
ถึงเวลานั้นจงฉวยโอกาสเรียนรู้แนวทางวิทยายุทธ์และการบ่มเพาะของพวกมันเพื่อประโยชน์ในวันประลองจริง”
เห็นได้ชัดว่าหยุนเหยากระตุ้นเตือนจี้เทียนซิงให้ฉวยโอกาสเอาไว้
จี้เทียนซิงรับฟังอย่างตั้งใจ
เขาเข้าใจในความหวังดีของนางและพยักหน้ารับคำอย่างเงียบขรึมพลางกล่าวว่า
“ขอบคุณมากศิษย์พี่ใหญ่
ข้าจะระวังและใส่ใจให้มากขึ้นแน่นอน”
“อืม ก็ดี”
หยุนเหยาผงกศีรษะเล็กน้อย ดวงตาทอประกายแห่งความคาดหวังและพึงพอใจ
ไป๋หวู่เชินยืนกอดอกและเฝ้ามองทั้งคู่สนทนากันเรื่องการประลองหลงซาน
มันอดไม่ได้ที่จะลอบหัวเราะเยาะในใจ
“เฮอะ ! ด้วยความแข็งแกร่งและระดับพลังยุทธ์ของเจ้าหมอนี่
แน่นอนว่าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นตัวแทนของนิกายเราไปเข้าร่วมการประลองหลงซานได้หรอก
น้ำหน้าอย่างมันจะเอาอะไรไปสู้กับศิษย์อัจฉริยะของนิกายกระบี่ฟ้าเล่า ?”
อย่างไรก็ตาม
เนื่องจากหยุนเหยาอยู่ข้างๆ
ความคิดนี้ของไป๋หวู่เชินจึงแล่นอยู่ในหัวโดยมิได้เอ่ยออกมาจากปาก
ต่อมาจี้เทียนซิงก็พูดคุยสัพเพเหระกับหยุนเหยาสักพักโดยมีไป๋หวู่เชินจับจ้องไม่วางตา
เมื่อเห็นว่าอาการบาดเจ็บของนางไม่หนักหนาอีกต่อไปและจะฟื้นฟูสมบูรณ์ได้ภายในหนึ่งเดือนเขาก็รู้สึกโล่งใจ
เขาโบกมือและกล่าวอำลาหยุนเหยา
จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องไป
หลังจากที่จี้เทียนซิงเดินออกไปไกลแล้วไป๋หวู่เชินก็แสดงสีหน้าเหยียดหยามดูแคลนออกมา
และกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “หึ
นิกายกระบี่ฟ้าส่งศิษย์สายนอกชั้นยอดออกมาเพื่อลองเชิงนิกายเราถึงถิ่น
แน่นอนว่าพวกมันทั้งหมดต้องเป็นอัจฉริยะที่ถูกรวบรวมมาจากอาณาจักรหยงอัน ในบรรดาศิษย์เหล่านั้นเป็นไปได้สูงว่าจะมีผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตปราณจิตอยู่หลายคน
ด้วยพลังฝีมือของจี้เทียนซิงในตอนนี้จะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกมันได้หรือ ?”
“ถ้าหากหอยุทธ์ฟงอวิ๋นส่งจี้เทียนซิงลงไปเต้นแร้งเต้นกาจริงๆ
ข้ากลัวกว่านิกายเราจะพ่ายแพ้และขายหน้าอีกครา
สุดท้ายอำนาจครอบครองภูเขามังกรจะตกเป็นของนิกายกระบี่ฟ้าไปอีกสามปีอย่างน่าเสียดาย”
หยุนเหยาสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่ไป๋หวู่เชินมีต่อจี้เทียนซิง
นางไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่ชายสองคนนี้พบกันมักจะต้องทะเลาะถกเถียงกันให้นางปวดเศียรเวียนเกล้า
หลังจากพิจารณาเรื่องนี้
หยุนเหยาก็มองไปที่ไป๋หวู่เชินและกล่าวว่า “ศิษย์น้องไป๋
จี้เทียนซิงได้รับความไว้วางใจจากท่านอาจารย์จนได้รับป้ายคำสั่งสวรรค์มาครองเป็นคนที่เจ็ด
แน่นอนว่าเขาต้องมีความสามารถเป็นเลิศที่ไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าอีกไม่นานเขาจะได้รับการฝึกฝนและบ่มเพาะจากท่านอาจารย์อย่างหนัก ถึงแม้ว่าเขาจะมีพลังเพียงระดับปราณแท้ แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาเข้านิกายทีหลังและฝึกฝนอยู่ที่ฝ่ายนอก
อีกไม่นานเขาจะต้องเข้ามาเป็นศิษย์ฝ่ายใน
เมื่อถึงวันนั้นตำแหน่งและสถานะของเขาจะเสมอเหมือนกับพวกเราทุกประการ พวกเราควรจะดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
“จากนี้ไปเจ้าอย่าได้หาเรื่องให้เขาต้องลำบากใจอีกเลย
รังแต่จะสร้างปัญหาไม่จำเป็นที่ทำให้ท่านอาจารย์ไม่สบายใจเสียเปล่าๆ”
ไป๋หวู่เชินก็เข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของป้ายคำสั่งสวรรค์เป็นอย่างดี
เมื่อหยุนเหยากล่าววาจายืดยาวขนาดนี้ถึงแม้มันจะไม่ค่อยพอใจแต่ก็ต้องยอมรับฟัง
“คำสั่งสอนของศิษย์พี่ใหญ่ข้าจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ”
แม้นปากจะพูดว่ารับฟังและจดจำ
ทว่าในใจของมันก็ยังคงชิงชังต่อจี้เทียนซิงอย่างไม่เสื่อมคลาย
............
จี้เทียนซิงเดินลงจากชั้นสองของตำหนักและกลับมาที่ห้องโถงชั้นหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงผลไม้วิญญาณห้าขวดที่เพิ่งได้มาขึ้นมาได้
ตอนไปเยี่ยมจี้เค่อเขาคิดจะมอบมันให้เธอแต่กลับลืมเสียสนิท
ตอนนี้เขาจำได้แล้วจึงเดินย้อนกลับไปที่ห้องของจี้เค่อทันที อย่างไรก็ตามเมื่อจี้เทียนซิงเดินไปถึงหน้าประตูห้องของจี้เค่อก็ได้ยินเสียงดังลอดออกมา
นอกจากจี้เค่อแล้วภายในห้องยังมีอีกคนหนึ่งที่กำลังพูดคุยกับนางด้วยเสียงต่ำ
คนผู้นั้นหันหลังให้ประตูทำให้จี้เทียนซิงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของมันได้
มองจากด้านหลังและรูปร่างของคนผู้นั้น
จี้เทียนซิงจึงรับรู้ว่ามันคือบุรุษหนุ่มรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved