ตอนที่ 176

คำขอประลองชี้แนะจากนิกายกระบี่ฟ้า

ความหมายและความสำคัญของป้ายคำสั่งสวรรค์นั้นไป๋หวู่เชินรู้ซึ้งยิ่งกว่าใคร

มีศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดเพียงหกคนเท่านั้นจากทั่วทั้งนิกายพันธมิตรสวรรค์ที่ได้รับความไว้วางใจและมีคุณงามความดีพอที่จะได้ครอบครองป้ายคำสั่งสวรรค์ของประมุข

ตอนนี้ป้ายคำสั่งสวรรค์ป้ายที่เจ็ดปรากฏขึ้นแล้วและมันก็อยู่ในมือของจี้เทียนซิงที่เป็นเพียงศิษย์ฝ่ายนอก

ไป๋หวู่เชินไม่อยากเชื่อ

ถึงเชื่อก็ไม่เข้าใจ !

ในมุมมองของมัน

จี้เทียนซิงเป็นเพียงศิษย์ตัวเล็กๆที่ไม่มีค่าให้เอ่ยถึง

มันมีพลังฝีมือในขอบเขตปราณแท้เท่านั้น อีกทั้งยังเพิ่งเข้านิกาย

ความภักดีและส่วนร่วมในภารกิจทำคุณประโยชน์ของนิกายก็นับว่าน้อยนิด

เช่นนี้ท่านประมุขมอบป้ายคำสั่งสวรรค์ให้มันได้อย่างไร

?

จี้เทียนซิงยิ้มเหมือนไม่ยิ้มในขณะมองไปที่ไป๋หวู่เชิน

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “ไม่ต้องทำหน้าเซ่อหรอกศิษย์พี่ไป๋

ป้ายนี้เป็นของจริง ท่านประมุขเพิ่งมอบให้ข้าไม่นาน

ส่วนเหตุผลที่ท่านอยากรู้ก็จงไปถามท่านประมุขเอาเอง”

ไป๋หวู่เชินขมวดคิ้วและหนังตากระตุกด้วยความหงุดหงิด

ให้ข้าไปถามท่านประมุขงั้นหรือ

?

ไม่ต้องพูดถึงว่ามันกล้าหาญพอจะไปถามประมุขหรือไม่

ต่อให้มันกล้าจริง

แน่นอนว่าท่านประมุขย่อมไม่อธิบายเหตุผลให้ศิษย์อย่างมันฟังอยู่แล้ว !

บรรยากาศค่อนข้างอึดอัดและใบหน้าของไป๋หวู่เชินก็ดูไม่เป็นธรรมชาติมากนัก

ในเวลานี้เอง

หยุนเหยาก็ถอนหายใจและเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่น่าอึดอัดให้ไป๋หวู่เชิน

นางมองไปที่จี้เทียนซิงและถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ศิษย์น้องเทียนซิง การประลองหลงซานที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า

ผู้อาวุโสฮั่นเฉียวเซิงได้ตัดสินใจเลือกศิษย์เข้าร่วมประลองแล้วหรือยัง ?”

จี้เทียนซิงส่ายหัวพลางกล่าวว่า

“ยังเลย

ครูฝึกฮั่นบอกแค่เพียงว่าเขาจะเลือกศิษย์ห้าคนแรกขึ้นมาก่อน

หลังจากนั้นก็จะคัดจนเหลือสามคนที่เป็นตัวแทน”

หลังจากผ่านสถานการณ์น่าอึดอัดไปได้  ไป๋หวู่เชินก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในความคิดของข้า

มีไม่กี่คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอที่จะเป็นตัวแทนของศิษย์ฝ่ายนอก

ลู่หมิงหยางคือหนึ่งในนั้น”

(เพิ่งเดี้ยงไป....)

“มันเคยเป็นศิษย์ฝ่ายใน

ถึงแม้ว่าภายหลังจะถูกลงโทษให้กลับเป็นศิษย์ฝ่ายนอก

แต่พลังยุทธ์ของมันก็มิได้ถดถอยลง มันมีพลังในขอบเขตปราณจิตเลยทีเดียว”

“ความแข็งแกร่งของมันนับได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งของหอยุทธ์ฟงอวิ๋น

มันย่อมติดหนึ่งในสามตัวแทนประลองหลงซานของฝ่ายนอกแน่นอน”

ในขณะที่ร่ายยาว

หางตาของไป๋หวู่เชินก็มิวายเหลือบมองจี้เทียนซิง

จากนั้นก็กล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันว่า “ส่วนเจ้า

หากต้องการเป็นตัวแทนของนิกายไปวัดกับนิกายกระบี่ฟ้า เกรงว่ายังอีกห่างไกล”

จี้เทียนซิงไม่โกรธต่อการยั่วยุของไป๋หวู่เชิน

เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มและกล่าวว่า “ลู่หมิงหยางมิใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของหอยุทธ์ฟงอวิ๋นเรา

เกรงว่าศิษย์พี่ไป๋จะเข้าใจผิด  ส่วนเรื่องที่ว่าข้าจะมีสิทธิ์เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประลองหลงซานได้หรือไม่นั้น

ไว้ดูกันตอนสุดท้ายเถอะ ด่วนสรุปตอนนี้ยังเร็วเกินไป”

“เฮอะ !”

ไป๋หวู่เชินไม่ได้โต้แย้ง

มันเพียงแค่นเสียงเย็นออกมาด้วยแววตาเหยียดหยาม

จี้เทียนซิงไม่ต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย

เขาเบนสายตาไปมองหยุนเหยาพลางถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่

ไฉนจู่ๆท่านถึงได้สนใจเรื่องของศิษย์ฝ่ายนอกอย่างพวกข้าเล่า ?”

หยุนเหยาเงียบไปวูบหนึ่งและกล่าวว่า

“เมื่อวานนี้ข้าได้ไปพบท่านอาจารย์เพื่อรายงานสถานการณ์ของเผ่าพันธุ์ปีศาจที่พวกเราพบเจอ หลังจากนั้นท่านประมุขก็บอกกับข้าว่า

เมื่อวานประมุขนิกายกระบี่ฟ้าส่งสาสน์มา ใจความมีอยู่ว่าพวกเขาได้คัดเลือกศิษย์ฝ่ายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดและกำลังเดินทางมานิกายของเราเพื่อขอชี้แนะแลกเปลี่ยนประสบการณ์”

“การชี้แนะครั้งนี้ไม่เพียงแค่ช่วยยกระดับมิตรภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย

แต่มันยังช่วยทำให้ศิษย์รุ่นใหม่ของทั้งสองนิกายได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวิทยายุทธ์กันอีกด้วย”

หลังจากฟังหยุนเหยาพูดจบ

จี้เทียนซิงก็ขมวดคิ้วและกล่าวด้วยความสงสัยว่า “มีเรื่องเช่นนี้

? ข้าไม่เห็นครูฝึกฮั่นจะพูดอะไรทำนองนี้มาก่อนเลย”

ในขณะที่เงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ถามว่า

“ศิษย์พี่ใหญ่

แล้วในการประลองหลงซานปีก่อนๆนี้นิกายกระบี่ฟ้าก็ส่งศิษย์มาหยั่งเชิงกันเช่นนี้ตลอดเลยหรือ

?”

หยุนเหยาส่ายศีรษะเล็กน้อยและตอบว่า

“ไม่เคย”

“มันอาจเป็นเพียงความคิดส่วนตัวของประมุขนิกายกระบี่ฟ้าก็เป็นได้

ซึ่งความคิดนี้ท่านอาจารย์ก็รู้สึกว่ามิใช่เรื่องใหญ่อันใดจึงได้ตอบตกลงไปแล้ว

บางทีศิษย์ฝ่ายนอกของนิกายกระบี่ฟ้าอาจจะมีเจตนาแฝง  ส่วนพวกเขาจะมาถึงเมื่อไหร่นั้นข้าก็ไม่แน่ใจ บางทีอาจจะไม่กี่วันนี้”

“ในช่วงสั้นๆนี้เจ้าก็รอคอยการมาเยือนของเหล่าศิษย์นิกายกระบี่ฟ้าไปก่อน

ไม่แน่ว่าเมื่อพวกมันมาถึงอาวุโสฮั่นอาจจะเรียกเจ้าไปเป็นคู่ประลอง

ถึงเวลานั้นจงฉวยโอกาสเรียนรู้แนวทางวิทยายุทธ์และการบ่มเพาะของพวกมันเพื่อประโยชน์ในวันประลองจริง”

เห็นได้ชัดว่าหยุนเหยากระตุ้นเตือนจี้เทียนซิงให้ฉวยโอกาสเอาไว้

จี้เทียนซิงรับฟังอย่างตั้งใจ

เขาเข้าใจในความหวังดีของนางและพยักหน้ารับคำอย่างเงียบขรึมพลางกล่าวว่า

“ขอบคุณมากศิษย์พี่ใหญ่

ข้าจะระวังและใส่ใจให้มากขึ้นแน่นอน”

“อืม  ก็ดี”

หยุนเหยาผงกศีรษะเล็กน้อย ดวงตาทอประกายแห่งความคาดหวังและพึงพอใจ

ไป๋หวู่เชินยืนกอดอกและเฝ้ามองทั้งคู่สนทนากันเรื่องการประลองหลงซาน

มันอดไม่ได้ที่จะลอบหัวเราะเยาะในใจ

“เฮอะ ! ด้วยความแข็งแกร่งและระดับพลังยุทธ์ของเจ้าหมอนี่

แน่นอนว่าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นตัวแทนของนิกายเราไปเข้าร่วมการประลองหลงซานได้หรอก

น้ำหน้าอย่างมันจะเอาอะไรไปสู้กับศิษย์อัจฉริยะของนิกายกระบี่ฟ้าเล่า ?”

อย่างไรก็ตาม

เนื่องจากหยุนเหยาอยู่ข้างๆ

ความคิดนี้ของไป๋หวู่เชินจึงแล่นอยู่ในหัวโดยมิได้เอ่ยออกมาจากปาก

ต่อมาจี้เทียนซิงก็พูดคุยสัพเพเหระกับหยุนเหยาสักพักโดยมีไป๋หวู่เชินจับจ้องไม่วางตา

เมื่อเห็นว่าอาการบาดเจ็บของนางไม่หนักหนาอีกต่อไปและจะฟื้นฟูสมบูรณ์ได้ภายในหนึ่งเดือนเขาก็รู้สึกโล่งใจ

เขาโบกมือและกล่าวอำลาหยุนเหยา

จากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องไป

หลังจากที่จี้เทียนซิงเดินออกไปไกลแล้วไป๋หวู่เชินก็แสดงสีหน้าเหยียดหยามดูแคลนออกมา

และกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “หึ

นิกายกระบี่ฟ้าส่งศิษย์สายนอกชั้นยอดออกมาเพื่อลองเชิงนิกายเราถึงถิ่น

แน่นอนว่าพวกมันทั้งหมดต้องเป็นอัจฉริยะที่ถูกรวบรวมมาจากอาณาจักรหยงอัน ในบรรดาศิษย์เหล่านั้นเป็นไปได้สูงว่าจะมีผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตปราณจิตอยู่หลายคน

ด้วยพลังฝีมือของจี้เทียนซิงในตอนนี้จะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกมันได้หรือ ?”

“ถ้าหากหอยุทธ์ฟงอวิ๋นส่งจี้เทียนซิงลงไปเต้นแร้งเต้นกาจริงๆ

ข้ากลัวกว่านิกายเราจะพ่ายแพ้และขายหน้าอีกครา

สุดท้ายอำนาจครอบครองภูเขามังกรจะตกเป็นของนิกายกระบี่ฟ้าไปอีกสามปีอย่างน่าเสียดาย”

หยุนเหยาสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่ไป๋หวู่เชินมีต่อจี้เทียนซิง

นางไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่ชายสองคนนี้พบกันมักจะต้องทะเลาะถกเถียงกันให้นางปวดเศียรเวียนเกล้า

หลังจากพิจารณาเรื่องนี้

หยุนเหยาก็มองไปที่ไป๋หวู่เชินและกล่าวว่า “ศิษย์น้องไป๋

จี้เทียนซิงได้รับความไว้วางใจจากท่านอาจารย์จนได้รับป้ายคำสั่งสวรรค์มาครองเป็นคนที่เจ็ด

แน่นอนว่าเขาต้องมีความสามารถเป็นเลิศที่ไม่ธรรมดา เห็นได้ชัดว่าอีกไม่นานเขาจะได้รับการฝึกฝนและบ่มเพาะจากท่านอาจารย์อย่างหนัก  ถึงแม้ว่าเขาจะมีพลังเพียงระดับปราณแท้ แต่นั่นก็เป็นเพราะเขาเข้านิกายทีหลังและฝึกฝนอยู่ที่ฝ่ายนอก

อีกไม่นานเขาจะต้องเข้ามาเป็นศิษย์ฝ่ายใน

เมื่อถึงวันนั้นตำแหน่งและสถานะของเขาจะเสมอเหมือนกับพวกเราทุกประการ  พวกเราควรจะดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

“จากนี้ไปเจ้าอย่าได้หาเรื่องให้เขาต้องลำบากใจอีกเลย

รังแต่จะสร้างปัญหาไม่จำเป็นที่ทำให้ท่านอาจารย์ไม่สบายใจเสียเปล่าๆ”

ไป๋หวู่เชินก็เข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของป้ายคำสั่งสวรรค์เป็นอย่างดี

เมื่อหยุนเหยากล่าววาจายืดยาวขนาดนี้ถึงแม้มันจะไม่ค่อยพอใจแต่ก็ต้องยอมรับฟัง

“คำสั่งสอนของศิษย์พี่ใหญ่ข้าจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ”

แม้นปากจะพูดว่ารับฟังและจดจำ

ทว่าในใจของมันก็ยังคงชิงชังต่อจี้เทียนซิงอย่างไม่เสื่อมคลาย

............

จี้เทียนซิงเดินลงจากชั้นสองของตำหนักและกลับมาที่ห้องโถงชั้นหนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงผลไม้วิญญาณห้าขวดที่เพิ่งได้มาขึ้นมาได้

ตอนไปเยี่ยมจี้เค่อเขาคิดจะมอบมันให้เธอแต่กลับลืมเสียสนิท

ตอนนี้เขาจำได้แล้วจึงเดินย้อนกลับไปที่ห้องของจี้เค่อทันที  อย่างไรก็ตามเมื่อจี้เทียนซิงเดินไปถึงหน้าประตูห้องของจี้เค่อก็ได้ยินเสียงดังลอดออกมา

นอกจากจี้เค่อแล้วภายในห้องยังมีอีกคนหนึ่งที่กำลังพูดคุยกับนางด้วยเสียงต่ำ

คนผู้นั้นหันหลังให้ประตูทำให้จี้เทียนซิงไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของมันได้

มองจากด้านหลังและรูปร่างของคนผู้นั้น

จี้เทียนซิงจึงรับรู้ว่ามันคือบุรุษหนุ่มรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง