ตอนที่ 110

เจ้ามานี่ได้ไง

?

หน้าอกของทั้งซื่อจิงเฉิงและอี้โม่ต่างก็เป่งพองจนแทบจะระเบิด

ใบหน้าเหยเกบิดเบี้ยวด้วยคำพูดของจี้เทียนซิง

“ระยำ ! จี้เทียนซิง

เจ้ากล้าด่าข้า ?”

“สารเลวเอ้ย !  นายน้อยผู้นี้จะทุบตีเจ้าให้หลาบจำ !”

ชายหนุ่มทั้งสองร่ำร้องด้วยความโกรธและเจตนาฆ่าฟัน

พวกเขากำหมัดพุ่งปรี่เข้าไปเตรียมจะสั่งสอนจี้เทียนซิง

จี้เทียนซิงรู้สึกราวกับได้ปลดปล่อยพลางแสยะยิ้มออกมา

“เหอๆ หมาบ้าก็เป็นหมาบ้าวันยังค่ำ  ก็เอาสิ ข้ายั่วโมโหพวกเจ้าแล้วจะยังไง

?”

ซื่อจิงเฉิงและอี้โม่อดไม่ได้ที่จะข่มโทสะที่คุกรุ่นอีกต่อไป

พวกเขาเหวี่ยงหมัดเข้าหาจี้เทียนซิงอย่างเหี้ยมโหด

“จี้เทียนซิง เจ้าตายแน่ !”

“ปากโสมม

คุกเข่าให้ข้าซะ !”

ชายหนุ่มสองคน

หนึ่งซ้ายหนึ่งขวา ปิดล้อมจี้เทียนซิงจากสองทิศทางและเหวี่ยงหมัดแฝงไว้ด้วยพลังลมปราณที่กรีดร้องในบรรยากาศอย่างรุ่นแรง

ฟุ่บ

!

จี้เทียนซิงเอี้ยวตัวหลบจากการโจมตีของซื่อจิงเฉิงและกำลังจะตบฝ่ามือเข้ารับกำปั้นของอี้โม่

ในขณะนั้นเองเนี่ยห่าวก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆชายหนุ่มและเหวี่ยงหมัดเข้าปะทะกับอี้โม่แทน  หมัดของชายทั้งสองกระแทกใส่กันจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดที่ระเบิดความโกรธกริ้วอันรุนแรงออกมา

เนี่ยห่าวยืนหยัดที่จุดเดิมและไม่ขยับแม้แต่น้อย

ส่วนอี้โม่กลับตกตะลึงและถอยรูดไปถึงสามก้าว

“ชายชาติบุรุษประเภทไหนกันที่รุมรังแกผู้คน ?  มาเจอกับข้านี่ !”

เนี่ยห่าวเผยสีหน้าเรียบเฉยและไม่แยแสต่ออี้โม่  ทั่วร่างแผ่เจตนาต่อสู้ที่รุนแรงออกมา

อี้โม่ขมวดคิ้ว

ดวงตาส่องประกายริษยาและตะโกนด้วยเสียงต่ำว่า “เนี่ยห่าว

มันไม่ใช่ธุระกงการอันใดของเจ้า  หลีกไป !”

ซื่อจิงเฉิงก็จ้องมองไปที่เนี่ยห่าวเช่นกันและกล่าวว่า

“เนี่ยห่าว

เจ้าต้องการวางตัวเป็นศัตรูกับพวกข้างั้นหรือ ?”

เนี่ยห่าวไม่สนใจต่อการข่มขู่คุกคามของคนทั้งสอง

เขาหัวเราะเยาะและโบกมือพลางกล่าวว่า “จี้เทียนซิงเป็นสหายที่ดีของข้า

หากพวกเจ้าคิดรังแกมันก็ลองถามหมัดข้าดูก่อนไหม ?”

"เจ้า !"

“เนี่ยห่าว !

เจ้ามันแกว่งเท้าหาเสี้ยน ! ”

ซื่อจิงเฉิงและอี้โมกลายเป็นโกรธกริ้วต่อเนี่ยห่าวที่เข้ามาขัดขวาง

พวกเขาสะบัดหน้าเดินออกจากห้องโถงใหญ่อย่างไม่เต็มใจ

จี้เทียนซิงเหลือบมองไปที่ด้านหลังของชายทั้งสองคนด้วยดวงตาที่ทอประกายเย็นเฉียบ

เขาหันไปมองเนี่ยห่าวและพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

“เนี่ยห่าว ขอบใจเจ้ามากที่ออกหน้าช่วยเหลือ”

เนี่ยห่าวยิ้มตอบและโบกไม้โบกมือ

“พี่จี้ ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก

ที่จริงแล้วด้วยพลังฝีมือของท่านต่อให้พวกมันกรุ้มรุมก็ทำอะไรท่านไม่ได้อยู่ดี ข้าเพียงแค่ทนดูเฉยๆต่อไม่ไหวก็เท่านั้น”

จี้เทียนซิงยิ้มเล็กน้อยและพูดคุยกับเนี่ยห่าวอยู่หลายคำก่อนจะเดินออกจากห้องโถง

และแยกย้ายกันเข้าห้อง

หลังกลับมาที่ห้อง

จี้เทียนซิงก็เข้าไปในห้องลับและหยิบเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันออกมาอย่างระมัดระวัง

เม็ดยาสีแดงเข้มนี้บรรจุไว้ด้วยพลังงานอันรุนแรงและส่องแสงสีแดงเข้มออกมา นี่เป็นเม็ดยาที่หลอมกลั่นจากปรมาจารย์โอสถของนิกายพันธมิตรสวรรค์

เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาซื้อเม็ดยานี้จากอาณาจักรภายนอก  มันสามารถเพิ่มพื้นฐานการบ่มเพาะได้ถึงหนึ่งปี !

แน่นอนว่าครั้งแรกที่กินเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันเข้าไปมันจะแสดงผลให้เห็นอย่างมาก  แต่ยิ่งกินมากเข้า

ผลที่ได้ก็จะลดลงจนกระทั่งเป็นศูนย์

จี้เทียนซิงกำเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันไว้ในมือและคิดอย่างเงียบงัน

“ที่จริงแล้ว

ข้าก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าครูฝึกฮั่นจะทดสอบสมุนไพรนอกตำรา”

“โชคดีที่ข้าถูกตาแก่เหม็นนั่นใช้งานเยี่ยงทาสจนมีโอกาสได้เห็นสมุนไพรมากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในตำราพันโอสถ  มิฉะนั้นข้าก็คงตอบคำถามของครูฝึกฮั่นไม่ถูกและคงไม่ได้เม็ดยานี้มาครอง"

“ถึงแม้ข้าจะต้องไปทำงานหนักในตำหนักไท่อัน

แต่ก็ยังสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมากมาย…”

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้

จี้เทียนซิงก็เริ่มรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะต้องทนทุกข์ทรมานในตำหนักไท่อัน

หลังจากที่รวบรวมความคิด

เขาก็หยิบเม็ดยาขึ้นมาโยนเข้าปากและเตรียมดูดซับ

เม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันตกลงไปในช่องท้อง มันเกิดปฏิกิริยาด้วยพลังลมปราณอันรุนแรง

คลื่นความร้อนวิ่งไปตามแขนขาของเขา

จี้เทียนซิงชักนำกลุ่มก้อนพลังเหล่านั้นเข้าสู่เส้นชีพจรลมปราณและไหลรวมไปที่ตัวอ่อนกระบี่

เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน

ทักษะความสามารถของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนึ่งวันผ่านไปผ่านไป

ในที่สุดจี้เทียนซิงก็ได้ดูดซับเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันอย่างสมบูรณ์

ความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นประมาณสี่เท่าและตัวอ่อนกระบี่ก็เติบโตขึ้นเป็นสองเท่า

!

ด้วยพลังของเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันทำให้จี้เทียนซิงตัดผ่านไปถึงเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงขั้นที่

6 !

หลังจากจี้เทียนซิงบ่มเพาะเสร็จก็เดินออกจากห้องลับ

เขาพบว่ามันเป็นเวลารุ่งเช้าของอีกวันไปแล้ว

พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นโผล่พ้นขึ้นจากขอบฟ้า

แสงจางๆยามเช้ากระจายอยู่ทั่วในหอยุทธ์ฟงอวิ๋นซึ่งสะท้อนแสงของดอกไม้และใบไม้

เผยให้เห็นถึงความงดงามอันวิจิตรบรรจงของธรรมชาติ

“ข้าบ่มเพาะอยู่ในห้องลับหนึ่งวันเต็มๆและยังไม่ได้โผล่หน้าไปตำหนักไท่อันเลย  ตาแก่เหม็นนั่นคงเป็นห่วงแล้ว....”

จี้เทียนซิงขมวดคิ้วและรีบเดินออกจากหอยุทธ์ฟงอวิ๋นอย่างรวดเร็ว

เขานำตำรับพันโอสถติดตัวไปด้วย

หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมงที่ต้องเดินทางกว่า

20 ไมล์ ในที่สุดเขาก็มาถึงตำหนักไท่อันอีกครั้ง

ยามใบ้ผู้เฝ้าหน้าประตูตำหนักได้เห็นหน้าคร่าตาของชายหนุ่มมาตลอดสัปดาห์แล้ว  หลังจากได้เห็นเขาอีกครั้ง ยามผู้นั้นก็พยักหน้าให้และพยายามบีบเค้นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งออกมา......

อย่างไรก็ตาม

ใบหน้าของเจ้าใบ้นั้นเต็มไปด้วยรอยแผลจากคมกระบี่แถมยังมีแววตาที่โหดเหี้ยมดุร้าย

จึงทำให้รอยยิ้มของมันนั้นแข็งกระด้างราวกับมือสังหารโรคจิต...

จี้เทียนซิงยิ้มตอบและประสานมือคารวะ

จากนั้นก็ข้ามประตูเข้าไปในตำหนัก

หลังจากเข้ามาแล้วเขาก็หยิบไม้กวาดและเริ่มทำความสะอาดตามปกติ ในระหว่างทำงานเขาก็ยังไม่ลืมที่จะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการศึกษาตำรับพันโอสถเพื่อเรียนรู้เนื้อหาภายในตำราเล่มนี้

โชคดีที่ถึงแม้จะผ่านไปถึงช่วงบ่ายแล้ว

แต่เซี่ยงหวู่จี้ก็ยังไม่ปรากฏตัว

แสงแดดจ้าของดวงอาทิตย์ทำให้อากาศร้อนระอุ

จี้เทียนซิงจึงวางไม้กวาดและเดินไปนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ในชายคาและจดจ่อกับการอ่านตำรา

จากนั้นไม่นานเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงร้องเรียกอันอ่อนหวานของดรุณีนางหนึ่ง

“อาจารย์ปู่คะ ! ข้ามาเยี่ยมแล้วค่ะ”

น้ำเสียงของดรุณีนางนี้ฟังดูไพเราะเสนาะหู

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือจี้เทียนซิงกลับรู้สึกคุ้นเคยต่อเสียงนี้

เขาวางตำราลงอย่างรวดเร็วและเงยหน้ามองไปที่ประตูทางเข้า

ในที่สุดเขาก็ได้เห็นหน้าผู้มาเยือน

นั่นคือดรุณีน้อยนางหนึ่งในชุดสีเขียวอายุราวๆ 16-17

ปีที่กำลังเดินเข้ามาในลานกว้างพร้อมกับกล่องอาหาร

เรือนร่างของเด็กสาวดูสมส่วนแน่นกระชับและยังมีใบหน้าที่งดงามบริสุทธิ์ ผมหน้าม้าที่ดูเรียบร้อยพร้อมกับดวงตากลมโตที่นุ่มนวลราวกับสายน้ำ ทั้งหมดนี้ทำให้นางดูน่าหลงใหลและน่าประทับใจยิ่ง

นางเดินเข้ามาในตำหนักพร้อมกล่องอาหาร

เพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของนางก็หอบเอาบรรยากาศอันอบอุ่นและเงียบสงบมาให้ผู้คนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว

เมื่อจี้เทียนซิงได้เห็นรูปลักษณ์ของนาง

เขาก็ตกตะลึงพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องซวนซวน ? เจ้า......

เจ้ามานี่ได้ไง ?”

เห็นได้ชัดว่าดรุณีในชุดสีเขียวก็คือซวนซวนนั่นเอง

นางหันหน้าไปมองยังต้นเสียงก็ได้เห็นจี้เทียนซิงที่นั่งอยู่ใต้ชายคา

นางเผยสีหน้างุนงงสงสัยขึ้นมาเช่นกันและอุทานว่า “เทียนซิง

?  ข้ามาเยี่ยมอาจารย์ปู่

แล้วท่านเล่า ? มาที่นี่ทำไมกัน ?”

ในขณะที่นางจะกล่าวต่อก็บังเอิญเหลือบไปเห็นไม้กวาดที่อยู่ข้างๆชายหนุ่มและเศษใบไม้กับวัชพืชบนพื้น

นางเข้าใจเรื่องราวในทันทีและเอ่ยด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น “เทียนซิง ท่านมาช่วยอาจารย์ปู่ทำความสะอาดใช่ไหม ? ท่านช่างเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามโดยแท้”

จี้เทียนซิงยิ้มเล็กน้อยและกำลังจะเอ่ยปากพูด  แต่ทันใดนั้นเองเสียงของเซี่ยงหวู่จี้ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

“ซวนซวนน้อย

เจ้าคิดหรือว่าไอ้หนูนี่จะเต็มใจช่วยตาแก่อย่างข้ากวาดพื้น ? เหอะ ! มันทำผิดกฎของนิกายจนโดนลงโทษให้มากวาดพื้นต่างหาก

!”