เจ้ามานี่ได้ไง
?
หน้าอกของทั้งซื่อจิงเฉิงและอี้โม่ต่างก็เป่งพองจนแทบจะระเบิด
ใบหน้าเหยเกบิดเบี้ยวด้วยคำพูดของจี้เทียนซิง
“ระยำ ! จี้เทียนซิง
เจ้ากล้าด่าข้า ?”
“สารเลวเอ้ย ! นายน้อยผู้นี้จะทุบตีเจ้าให้หลาบจำ !”
ชายหนุ่มทั้งสองร่ำร้องด้วยความโกรธและเจตนาฆ่าฟัน
พวกเขากำหมัดพุ่งปรี่เข้าไปเตรียมจะสั่งสอนจี้เทียนซิง
จี้เทียนซิงรู้สึกราวกับได้ปลดปล่อยพลางแสยะยิ้มออกมา
“เหอๆ หมาบ้าก็เป็นหมาบ้าวันยังค่ำ ก็เอาสิ ข้ายั่วโมโหพวกเจ้าแล้วจะยังไง
?”
ซื่อจิงเฉิงและอี้โม่อดไม่ได้ที่จะข่มโทสะที่คุกรุ่นอีกต่อไป
พวกเขาเหวี่ยงหมัดเข้าหาจี้เทียนซิงอย่างเหี้ยมโหด
“จี้เทียนซิง เจ้าตายแน่ !”
“ปากโสมม
คุกเข่าให้ข้าซะ !”
ชายหนุ่มสองคน
หนึ่งซ้ายหนึ่งขวา ปิดล้อมจี้เทียนซิงจากสองทิศทางและเหวี่ยงหมัดแฝงไว้ด้วยพลังลมปราณที่กรีดร้องในบรรยากาศอย่างรุ่นแรง
ฟุ่บ
!
จี้เทียนซิงเอี้ยวตัวหลบจากการโจมตีของซื่อจิงเฉิงและกำลังจะตบฝ่ามือเข้ารับกำปั้นของอี้โม่
ในขณะนั้นเองเนี่ยห่าวก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆชายหนุ่มและเหวี่ยงหมัดเข้าปะทะกับอี้โม่แทน หมัดของชายทั้งสองกระแทกใส่กันจนเกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดที่ระเบิดความโกรธกริ้วอันรุนแรงออกมา
เนี่ยห่าวยืนหยัดที่จุดเดิมและไม่ขยับแม้แต่น้อย
ส่วนอี้โม่กลับตกตะลึงและถอยรูดไปถึงสามก้าว
“ชายชาติบุรุษประเภทไหนกันที่รุมรังแกผู้คน ? มาเจอกับข้านี่ !”
เนี่ยห่าวเผยสีหน้าเรียบเฉยและไม่แยแสต่ออี้โม่ ทั่วร่างแผ่เจตนาต่อสู้ที่รุนแรงออกมา
อี้โม่ขมวดคิ้ว
ดวงตาส่องประกายริษยาและตะโกนด้วยเสียงต่ำว่า “เนี่ยห่าว
มันไม่ใช่ธุระกงการอันใดของเจ้า หลีกไป !”
ซื่อจิงเฉิงก็จ้องมองไปที่เนี่ยห่าวเช่นกันและกล่าวว่า
“เนี่ยห่าว
เจ้าต้องการวางตัวเป็นศัตรูกับพวกข้างั้นหรือ ?”
เนี่ยห่าวไม่สนใจต่อการข่มขู่คุกคามของคนทั้งสอง
เขาหัวเราะเยาะและโบกมือพลางกล่าวว่า “จี้เทียนซิงเป็นสหายที่ดีของข้า
หากพวกเจ้าคิดรังแกมันก็ลองถามหมัดข้าดูก่อนไหม ?”
"เจ้า !"
“เนี่ยห่าว !
เจ้ามันแกว่งเท้าหาเสี้ยน ! ”
ซื่อจิงเฉิงและอี้โมกลายเป็นโกรธกริ้วต่อเนี่ยห่าวที่เข้ามาขัดขวาง
พวกเขาสะบัดหน้าเดินออกจากห้องโถงใหญ่อย่างไม่เต็มใจ
จี้เทียนซิงเหลือบมองไปที่ด้านหลังของชายทั้งสองคนด้วยดวงตาที่ทอประกายเย็นเฉียบ
เขาหันไปมองเนี่ยห่าวและพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เนี่ยห่าว ขอบใจเจ้ามากที่ออกหน้าช่วยเหลือ”
เนี่ยห่าวยิ้มตอบและโบกไม้โบกมือ
“พี่จี้ ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก
ที่จริงแล้วด้วยพลังฝีมือของท่านต่อให้พวกมันกรุ้มรุมก็ทำอะไรท่านไม่ได้อยู่ดี ข้าเพียงแค่ทนดูเฉยๆต่อไม่ไหวก็เท่านั้น”
จี้เทียนซิงยิ้มเล็กน้อยและพูดคุยกับเนี่ยห่าวอยู่หลายคำก่อนจะเดินออกจากห้องโถง
และแยกย้ายกันเข้าห้อง
หลังกลับมาที่ห้อง
จี้เทียนซิงก็เข้าไปในห้องลับและหยิบเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันออกมาอย่างระมัดระวัง
เม็ดยาสีแดงเข้มนี้บรรจุไว้ด้วยพลังงานอันรุนแรงและส่องแสงสีแดงเข้มออกมา นี่เป็นเม็ดยาที่หลอมกลั่นจากปรมาจารย์โอสถของนิกายพันธมิตรสวรรค์
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาซื้อเม็ดยานี้จากอาณาจักรภายนอก มันสามารถเพิ่มพื้นฐานการบ่มเพาะได้ถึงหนึ่งปี !
แน่นอนว่าครั้งแรกที่กินเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันเข้าไปมันจะแสดงผลให้เห็นอย่างมาก แต่ยิ่งกินมากเข้า
ผลที่ได้ก็จะลดลงจนกระทั่งเป็นศูนย์
จี้เทียนซิงกำเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันไว้ในมือและคิดอย่างเงียบงัน
“ที่จริงแล้ว
ข้าก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าครูฝึกฮั่นจะทดสอบสมุนไพรนอกตำรา”
“โชคดีที่ข้าถูกตาแก่เหม็นนั่นใช้งานเยี่ยงทาสจนมีโอกาสได้เห็นสมุนไพรมากมายที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในตำราพันโอสถ มิฉะนั้นข้าก็คงตอบคำถามของครูฝึกฮั่นไม่ถูกและคงไม่ได้เม็ดยานี้มาครอง"
“ถึงแม้ข้าจะต้องไปทำงานหนักในตำหนักไท่อัน
แต่ก็ยังสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมากมาย…”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้
จี้เทียนซิงก็เริ่มรู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะต้องทนทุกข์ทรมานในตำหนักไท่อัน
หลังจากที่รวบรวมความคิด
เขาก็หยิบเม็ดยาขึ้นมาโยนเข้าปากและเตรียมดูดซับ
เม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันตกลงไปในช่องท้อง มันเกิดปฏิกิริยาด้วยพลังลมปราณอันรุนแรง
คลื่นความร้อนวิ่งไปตามแขนขาของเขา
จี้เทียนซิงชักนำกลุ่มก้อนพลังเหล่านั้นเข้าสู่เส้นชีพจรลมปราณและไหลรวมไปที่ตัวอ่อนกระบี่
เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน
ทักษะความสามารถของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
หนึ่งวันผ่านไปผ่านไป
ในที่สุดจี้เทียนซิงก็ได้ดูดซับเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันอย่างสมบูรณ์
ความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นประมาณสี่เท่าและตัวอ่อนกระบี่ก็เติบโตขึ้นเป็นสองเท่า
!
ด้วยพลังของเม็ดยาต้นกำเนิดหยวนตันทำให้จี้เทียนซิงตัดผ่านไปถึงเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงขั้นที่
6 !
หลังจากจี้เทียนซิงบ่มเพาะเสร็จก็เดินออกจากห้องลับ
เขาพบว่ามันเป็นเวลารุ่งเช้าของอีกวันไปแล้ว
พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นโผล่พ้นขึ้นจากขอบฟ้า
แสงจางๆยามเช้ากระจายอยู่ทั่วในหอยุทธ์ฟงอวิ๋นซึ่งสะท้อนแสงของดอกไม้และใบไม้
เผยให้เห็นถึงความงดงามอันวิจิตรบรรจงของธรรมชาติ
“ข้าบ่มเพาะอยู่ในห้องลับหนึ่งวันเต็มๆและยังไม่ได้โผล่หน้าไปตำหนักไท่อันเลย ตาแก่เหม็นนั่นคงเป็นห่วงแล้ว....”
จี้เทียนซิงขมวดคิ้วและรีบเดินออกจากหอยุทธ์ฟงอวิ๋นอย่างรวดเร็ว
เขานำตำรับพันโอสถติดตัวไปด้วย
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมงที่ต้องเดินทางกว่า
20 ไมล์ ในที่สุดเขาก็มาถึงตำหนักไท่อันอีกครั้ง
ยามใบ้ผู้เฝ้าหน้าประตูตำหนักได้เห็นหน้าคร่าตาของชายหนุ่มมาตลอดสัปดาห์แล้ว หลังจากได้เห็นเขาอีกครั้ง ยามผู้นั้นก็พยักหน้าให้และพยายามบีบเค้นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งออกมา......
อย่างไรก็ตาม
ใบหน้าของเจ้าใบ้นั้นเต็มไปด้วยรอยแผลจากคมกระบี่แถมยังมีแววตาที่โหดเหี้ยมดุร้าย
จึงทำให้รอยยิ้มของมันนั้นแข็งกระด้างราวกับมือสังหารโรคจิต...
จี้เทียนซิงยิ้มตอบและประสานมือคารวะ
จากนั้นก็ข้ามประตูเข้าไปในตำหนัก
หลังจากเข้ามาแล้วเขาก็หยิบไม้กวาดและเริ่มทำความสะอาดตามปกติ ในระหว่างทำงานเขาก็ยังไม่ลืมที่จะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการศึกษาตำรับพันโอสถเพื่อเรียนรู้เนื้อหาภายในตำราเล่มนี้
โชคดีที่ถึงแม้จะผ่านไปถึงช่วงบ่ายแล้ว
แต่เซี่ยงหวู่จี้ก็ยังไม่ปรากฏตัว
แสงแดดจ้าของดวงอาทิตย์ทำให้อากาศร้อนระอุ
จี้เทียนซิงจึงวางไม้กวาดและเดินไปนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ในชายคาและจดจ่อกับการอ่านตำรา
จากนั้นไม่นานเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงร้องเรียกอันอ่อนหวานของดรุณีนางหนึ่ง
“อาจารย์ปู่คะ ! ข้ามาเยี่ยมแล้วค่ะ”
น้ำเสียงของดรุณีนางนี้ฟังดูไพเราะเสนาะหู
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือจี้เทียนซิงกลับรู้สึกคุ้นเคยต่อเสียงนี้
เขาวางตำราลงอย่างรวดเร็วและเงยหน้ามองไปที่ประตูทางเข้า
ในที่สุดเขาก็ได้เห็นหน้าผู้มาเยือน
นั่นคือดรุณีน้อยนางหนึ่งในชุดสีเขียวอายุราวๆ 16-17
ปีที่กำลังเดินเข้ามาในลานกว้างพร้อมกับกล่องอาหาร
เรือนร่างของเด็กสาวดูสมส่วนแน่นกระชับและยังมีใบหน้าที่งดงามบริสุทธิ์ ผมหน้าม้าที่ดูเรียบร้อยพร้อมกับดวงตากลมโตที่นุ่มนวลราวกับสายน้ำ ทั้งหมดนี้ทำให้นางดูน่าหลงใหลและน่าประทับใจยิ่ง
นางเดินเข้ามาในตำหนักพร้อมกล่องอาหาร
เพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของนางก็หอบเอาบรรยากาศอันอบอุ่นและเงียบสงบมาให้ผู้คนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
เมื่อจี้เทียนซิงได้เห็นรูปลักษณ์ของนาง
เขาก็ตกตะลึงพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องซวนซวน ? เจ้า......
เจ้ามานี่ได้ไง ?”
เห็นได้ชัดว่าดรุณีในชุดสีเขียวก็คือซวนซวนนั่นเอง
นางหันหน้าไปมองยังต้นเสียงก็ได้เห็นจี้เทียนซิงที่นั่งอยู่ใต้ชายคา
นางเผยสีหน้างุนงงสงสัยขึ้นมาเช่นกันและอุทานว่า “เทียนซิง
? ข้ามาเยี่ยมอาจารย์ปู่
แล้วท่านเล่า ? มาที่นี่ทำไมกัน ?”
ในขณะที่นางจะกล่าวต่อก็บังเอิญเหลือบไปเห็นไม้กวาดที่อยู่ข้างๆชายหนุ่มและเศษใบไม้กับวัชพืชบนพื้น
นางเข้าใจเรื่องราวในทันทีและเอ่ยด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น “เทียนซิง ท่านมาช่วยอาจารย์ปู่ทำความสะอาดใช่ไหม ? ท่านช่างเป็นผู้ที่มีจิตใจดีงามโดยแท้”
จี้เทียนซิงยิ้มเล็กน้อยและกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ทันใดนั้นเองเสียงของเซี่ยงหวู่จี้ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ซวนซวนน้อย
เจ้าคิดหรือว่าไอ้หนูนี่จะเต็มใจช่วยตาแก่อย่างข้ากวาดพื้น ? เหอะ ! มันทำผิดกฎของนิกายจนโดนลงโทษให้มากวาดพื้นต่างหาก
!”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved