ตอนที่ 25

การชุมนุมในโรงเตี๊ยมไลฟ์

หลังออกจากเมืองจักรวรรดิ, จี้เทียนซิงก็ควบขี่อาชามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก

จากเมืองจักรวรรดิไปจนถึงเทือกเขาเย่ในหยุนโจวนั้น

จำเป็นต้องข้ามฉิงโจวซึ่งอยู่ห่างออกไปไปสองพันไมล์

ถึงแม้ว่าจี้เทียนซิงจะขี่ม้าวายุหิมะขาวที่เดินทางได้  800

ไมล์ต่อวัน

แต่ชายหนุ่มก็ต้องใช้เวลาถึงสองวันครึ่งกว่าจะไปถึงจุดหมาย

การออกนอกเมืองไปยังเทือกเขาเย่ครั้งนี้ก็เพื่อค้นหาดอกไม้ดาราแดง

เขาค่อนข้างระวังเรื่องนี้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

ไม่มีบุคคลที่สามล่วงรู้การเดินทางครั้งนี้นอกจากบิดาของมันเอง

เพื่อปิดบังอัตลักษณ์จากผู้คน

จี้เทียนซิงยังสวมหน้ากากเหล็กสีดำและเสื้อคลุมสีดำขนาดใหญ่ทับอีกชั้น

ชายหนุ่มเดินทางไปตามถนนหลักไปยังหยุนโจว

ตลอดเส้นทางมันได้พบกับนักเดินทางและพ่อค้าจำนวนมาก

ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะไร้ซึ่งเจตนาร้าย

แต่พวกพ่อค้าและนักเดินทางเหล่านั้นก็ยังคงระแวง

เนื่องจากในยุทธภพนั้น

มีจอมยุทธ์บางจำพวกที่มักสวมหน้ากากหรือผ้าคลุมหน้าเพื่อปกปิดตัวตน ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนดีเท่าใดนัก

ดังนั้นการที่บรรดานักเดินทางทั้งหลายไม่ค่อยญาติดีกับจี้เทียนซิงก็เป็นที่พอเข้าใจได้

ตกเย็นของวันต่อมา

ในที่สุดชายหนุ่มก็เข้ามาถึงอาณาเขตของหยุนโจวและหาโรงเตี๊ยมในเมืองพัก

ในเวลานี้เขาอยู่ห่างจากเทือกเขาเย่กว่า

400 ไมล์และมีเวลาเหลืออีก 4 วันก่อนที่ดอกไม้ดาราแดงจะเบ่งบาน

ในตอนเที่ยงของวันที่สาม

จี้เทียนซิงก็มาถึงเทือกเขาเย่และเข้าไปในเมืองเล็กๆก่อนจะถึงเทือกเขาเย่

การเดินทางครั้งนี้ราบลื่นปลอดภัยและไม่พบอุปสรรคใดๆตลอดเส้นทาง

เขาเร่งร้อนเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืนและมาถึงก่อนเวลาถึง

2 วัน ในที่สุดเขาก็รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าจนรู้สึกอยากพักผ่อน

หลังจากเข้าไปในเมืองเย่

ชายหนุ่มก็มองหาโรงเตี๊ยมเพื่อเข้าพักในตัวเมือง

แต่ที่ตั้งของเมืองนี้อยู่ห่างไกลความเจริญมาก

มันทั้งเป็นเมืองเล็กจ้อยอีกทั้งยังเก่าโทรม

ถนนภายในเมืองก็มีเพียงสองสายเท่านั้นแต่มีมากกว่า

200 หลังคาเรือนอาศัยอยู่

มันจึงกลายเป็นเมืองที่ทั้งเล็ก คับแคบและแออัด

จี้เทียนซิงเดินค้นหาทั่วทั้งเมืองและเห็นโรงเตี๊ยมเพียงแค่แห่งเดียว

มันเป็นโรงเตี๊ยมที่ก่อขึ้นด้วยอิฐสีแดงและกระเบื้องสีน้ำเงิน

มันชื่อว่าโรงเตี๊ยมไลฟุและเป็นหนึ่งในอาคารที่ใหญ่ที่สุดภายในเมือง

แต่ท้ายที่สุดแล้ว

โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็มีเพียงแค่ 3 ชั้นและลานกว้างขวางที่พอเหมาะพออาศัยอยู่ได้

โดยปกติแล้วเมืองนี้จะมีผู้คนไม่มากนัก

มีร้านรวงอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในระแวกโรงเตี๊ยมแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม

เมื่อจี้เทียนซิงเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมไลฟุ เขาก็ได้เห็นคนสาวคนนั่งอยู่บนชั้น 1 พวกมันดื่มกินด้วยอากัปกิริยาที่ป่าเถื่อนหยาบคาย

คนเหล่านี้ดูเย่อหยิ่งจองหองดั่งมารยาทที่แสดงออก

แต่ละคนพกมีดและกระบี่ เห็นได้ชัดว่าเป็นจอมยุทธ์ตามป่าเขาที่หยาบกร้าน

จี้เทียนซิงขบคิดว่าจอมยุทธ์เหล่านี้ล้วนมาเพื่อดอกไม้ดาราแดงบนเทือกเขาเย่เป็นแน่

ในเวลานี้เอง

เสี่ยวเอ้อหนุ่มในชุดสีดำที่มีผ้าขนหนูพาดไหล่ก็วิ่งออกมาจากห้องโถง

และทักทายด้วยรอยยิ้มพร้อมทั้งถามว่าต้องการเข้าพักหรือไม่

จี้เทียนซิงพยักหน้าขอห้องหนึ่งและเดินเข้าไปในห้องโถงโดยไม่แสดงอาการใดๆออกมา

เสี่ยวเอ้ออีกคนรีบวิ่งเข้ามาในห้องโถงและจูงม้าของจี้เทียนซิงไปไว้ในสวนด้านข้างโรงเตี๊ยมเพื่อป้อนอาหารป้อนน้ำแก่มัน

จากนั้น

ทันทีที่จี้เทียนซิงเดินเข้ามาในห้องโถง เหล่าจอมยุทธ์ที่ก้มหน้าก้มตากินดื่มก็หันมามองชายหนุ่มทันที

ด้วยการที่เขาสวมเสื้อคลุมสีดำและสวมหน้ากากจึงทำให้ทุกคนในห้องโถงไม่อาจจดจำได้ว่าเขาคือใครมาจากไหน

ดังนั้นพวกมันจึงได้แค่เพียงมองอย่างเฉื่อยชาอยู่ครู่เดียว

จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตากินดื่มต่อไป

ห้องโถงเงียบงัน

บรรยากาศดูมืดมนและหดหู่

จี้เทียนซิงหยิบ

22 เหรียญเงินออกมามอบให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมและขอให้อีกฝ่ายจัดเตรียมอาหารสัก

2-3 อย่าง  จากนั้นก็เดินขึ้นไปที่ชั้น 2

ชั้นสองและชั้นสามของโรงเตี๊ยมเป็นห้องพัก

ห้องที่จี้เทียนซิงขอไว้อยู่ชั้น

3 ใกล้กับผนังด้านซ้ายของสวนหลังบ้านและมีต้นไทรขนาดใหญ่สูงสองฟุตอยู่ริมหน้าต่าง

หลังจากเสี่ยวเอ้อส่งอาหารมาให้จี้เทียนซิงที่ห้อง

ชายหนุ่มก็ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาคมคาย

จากนั้นเขาก็เริ่มกินอาหาร

หลังจากกินอาหารเสร็จ

เขาก็อาบน้ำชำระล้างร่างกายและนั่งลงบนเตียงเพื่อวางแผนการต่อไปอย่างเงียบๆ

“ยังมีเวลาอีกสามวัน ก่อนที่ดอกไม้ดาราแดงจะปรากฏ

ข้าคิดว่ามันไม่เหมาะที่จะเดินทางไปเทือกเขาเย่วันนี้หรือพรุ่งนี้  ดอกไม้ดาราแดงยังไม่บานเต็มที่

ยังเร็วเกินไปที่จะขึ้นไปค้นหามัน อีกทั้งยังอันตรายไม่น้อย...”

หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ชายหนุ่มก็ตัดสินใจพักที่โรงเตี๊ยมไลฟุต่อไปอีก 2 วันเพื่อรอจนกว่าจะถึงวันที่ดอกไม้บานเต็มที่

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว

และไม่ช้าก็ถึงยามราตรี

ในช่วงเวลานี้

มีแขกหลายคนเข้ามาที่โรงเตี๊ยมจึงทำให้มันดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

จี้เทียนซิงยังคงกบดานอยู่ในห้องโดยไม่ออกไปจากห้องเลย

แม้แต่มื้ออาหารมันก็แจ้งให้เสี่ยวเอ้อนำไปส่งที่ห้อง

ในตอนเย็นของวันถัดมา

ห้องพักในโรงเตี๊ยมก็แทบจะเต็ม

มีจอมยุทธ์มากหน้าหลายตาเข้ามาพักและดื่มกินพูดคุยหัวเราะเสียงดัง

ซึ่งทำให้ห้องโถงและสวนด้านหลังเต็มไปด้วยผู้คน

เสียงอึกทึกราวกับตลาดสด

จี้เทียนซิงที่สิงอยู่ในห้องมานานเกินไปเริ่มรู้สึกเบื่อและอึดอัด

มันจึงเดินออกจากห้องและลงบันไดมาเพื่อจะยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย

ชายหนุ่มยังคงสวมเสื้อคลุมสีดำและหน้ากาก ทันทีที่เดินเข้าไปในสวนหลังบ้านก็ได้และเห็นโต๊ะหลายโต๊ะตั้งอยู่ในสวน

แต่ละโต๊ะมีจอมยุทธ์

2-3 คนนั่งอยู่

พวกมันกุมกระบี่ไว้ในมือและตะโกนเสียงดังราวกับเป็นพ่อค้าตลาดสด

“กลุ่มดาบโลหิตรับสมัครคนเข้าทีม !  กลุ่มของพวกข้าได้ล่าสัตว์ร้ายในภูเขาใหญ่มามากมายเป็นเวลาหลายปี

เหล่านักเดินทางในกลุ่มล้วนเต็มไปด้วยประสบการณ์...”

“รับสมัคร ! รับสมัครคนเข้ากลุ่ม

จอมยุทธ์ท่านใดที่มาถึงเขตแดนต้นกำเนิดแท้จริงสามารถเข้ากลุ่มของพวกข้าได้  พวกเราจะไปสำรวจเทือกเขาเย่และค้นหาดอกไม้ดาราแดงกัน

!”

“กลุ่มจอมยุทธ์ !

มาๆร่วมแก๊งจอมยุทธ์กับพวกข้าได้ พวกข้าคือกลุ่มนักผจญภัยที่โด่งดังของหยุนโจว.....

จี้เทียนซิงจ้องมองไปที่เหล่าจอมยุทธ์เหล่านั้นและอดไม่ได้ที่จะแอบยิ้มเย้ยที่มุมปาก

“เฮอะ ! เจ้าพวกนั้นล้วนไร้สาระอย่างน่าขัน”

“สมบัติล้ำค่าแห่งสวรรค์และปฐพีที่ทุกคนต่างก็ต้องการ

เอาคนไม่รู้จักกันมารวมกลุ่มกัน ต่อให้พบดอกไม้ดาราแดงเป็นกลุ่มแรกแล้วจักอย่างไร ? สุดท้ายพวกมันไม่แตกคอกันหรือไง ? สมองทึบ !”

มันไม่ได้สนใจการตะโกนเรียกแขกของกลุ่มทั้งหลาย

จากนั้นก็หันหลังออกจากสวนหลังโรงเตี๊ยมไป

แต่ระหว่างนั้นมันถูกชายหนุ่มร่างกำยำคนหนึ่งขวางทางไว้

ชายหนุ่มร่างกำยำผู้นี้สวมชุดเกราะหนังสีน้ำตาล

ถือมีดไว้ในมือและใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เฮ้

น้องชายร่วมทีมจอมยุทธ์กับพวกข้าเถอะ !”

“หากเจ้าลงมือเพียงลำพัง

ข้าเกรงว่ายังไม่ทันจะพบดอกไม้ดาราแดงก็คงตกตายภายใต้กรงเล็บของสัตว์ร้ายไปแล้ว มารวมตัวกับพวกข้าเถอะ โอกาสจักได้มีมากขึ้น !”

จี้เทียนซิงหลบไปด้านข้างเพื่อจะเดินผ่าน

เขากล่าวด้วยเสียงต่ำที่แหบพร่าว่า “ไม่จำเป็น”

ชายหนุ่มร่างกำยำมองเงาหลังของอีกฝ่ายที่กำลังเดินจากไปด้วยความเสียใจ  มันพึมพำว่า “ท่าทางอายุยังน้อย

แม่งมั่นขนาดนั้นเชียว ?  หรือว่าเป็นยอดฝีมืองำประกาย ?”

“ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่ชอบบินเดี่ยว...

แต่คราวนี้มีผู้คนและยอดยุทธ์มากมายที่มาเพื่อดอกไม้ดาราแดง ข้าเกรงว่าคงเป็นการยากอยู่ดีที่มันจะมีโอกาส

จี้เทียนซิงเดินออกจากสวนหลังโรงเตี๊ยมและเดินตัดเข้าไปในห้องโถง

ในเวลานี้ภายในห้องโถงเต็มไปด้วยผู้คนแน่นขนัด

จอมยุทธ์จำนวนมากกินดื่มกันอย่างเอิกเกริกรอบๆห้องโถง

เสียงของการชนแก้วสุราและเสียงถ้วยชามที่กระทบกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จี้เทียนซิงเดินอย่างเชื่องช้าผ่านห้องโถงเพื่อสดับฟังข้อมูลบางอย่าง  มันพบว่าจอมยุทธ์เหล่านี้ต่างก็มาจากทั่วทุกมุมของประเทศเท่าที่จะสามารถเดินทางมาได้ทันเวลา

นอกจากนี้

มีหลายคนที่คุ้นหน้าคร่าตากันที่มาพบกันโดยบังเอิญในโรงเตี๊ยมแห่งนี้

พวกมันทั้งหลายร่วมมือกันเพื่อตั้งกลุ่มเล็กๆ และยังมีบางคนที่จับมือกันเพียงสองคนอีกด้วย

ทั้งหมดทั้งมวล

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีชีวิตชีวาที่สุดของโรงเตี๊ยมไลฟุนับตั้งแต่เปิดให้บริการมา

!

จอมยุทธ์ที่มารวมตัวกันในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ล้วนแต่มีความสามารถในศาสตร์ของตน

บ้างก็เป็นยอดฝีมือที่เก็บตัว

แต่ทุกคนต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน

นั่นก็คือดอกไม้ดาราแดงบนเทือกเขาเย่ !