ตอนที่ 218

ไร้ทางทำลาย

ถึงแม้ว่าระดับพลังยุทธ์ของจี้เทียนซิงจะยังต่ำต้อยและไม่เคยศึกษาข่ายปราณระดับสวรรค์มาก่อน

แต่เขาเคยได้ฟังผ่านประสบการณ์ของเซี่ยงหวู่จี้เกี่ยวกับข่ายปราณในระดับต่างๆ

โดยทั่วไปแล้วมหาข่ายปราณระดับสวรรค์จะใช้รูปแบบอนุพันธ์ห้าธาตุ

บางครั้งก็จะมีการเปลี่ยนแปลงบางส่วนเล็กน้อย

หากปรมาจารย์ข่ายปราณคนใดเชี่ยวชาญทั้งข่ายปราณหกภาคีราศีล่าง

(六合 ลักฮะ)และข่ายปราณผังจักรราศีก็จะสามารถใช้อาคมพวกนี้สอดแทรกเข้าไปในข่ายปราณระดับสวรรค์และทำให้มันทรงพลังยิ่งขึ้นได้

สำหรับข่ายปราณโซ่แปดมังกรนั้นลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง

แม้กระทั่งเซี่ยงหวู่จี้เองก็ยังไม่เชี่ยวชาญเต็มที่

เขาเคยกล่าวกับจี้เทียนซิงไว้ว่า

จนถึงบัดนี้ทั่วทั้งดินแดนดาราบรรพกาลก็ยังไม่มีปรมาจารย์คนใดสามารถเข้าใจถึงการจัดเรียงของข่ายปราณโซ่แปดมังกรได้อย่างถ่องแท้

ทว่า

มหาข่ายปราณระดับสวรรค์ที่อยู่ด้านหน้าจี้เทียนซิงตอนนี้ได้รวมเอาไว้ทั้งข่ายปราณห้าธาตุ, เสถียรหกวิถี, เจ็ดดาราและโซ่แปดมังกร !

นี่ย่อมเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ในยุทธภพที่ทำให้โลกของผู้ฝึกยุทธ์ในยุคนี้ต้องตกตะลึง

!

ต่อให้เซี่ยงหวู่จี้มาเองก็ไม่มีทางทำลายมหาข่ายปราณนี้ได้

นับประสาอะไรกับชูไฮว่ซานและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายที่มีพลังในขอบเขตปราณจิต ?

เมื่อทราบรายละเอียดของมหาข่ายปราณระดับสวรรค์อันยิ่งใหญ่นี้แล้ว

จี้เทียนซิงก็เริ่มเข้าใจ “มิน่าเล่า นิกายกระบี่ฟ้าพบสุสานแห่งนี้ก่อนพวกเรามาเนิ่นนานแต่ก็ยังไม่เคยเข้าไปข้างในได้”

“แม้แต่นิกายพันธมิตรสวรรค์ยังมืดแปดด้าน

แล้วนิกายกระบี่ฟ้าที่ความสามารถโดยรวมอ่อนแอกว่าจะทำอะไรได้ ?”

จี้เทียนซิงขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งและซักถามชูไฮว่ซานอีกเล็กน้อย

หลังจากนั้นเขาก็ออกจากจัตุรัสทรุดโทรมเพื่อช่วยเหล่าผู้อาวุโสศึกษาการทำงานของข่ายปราณ

ชายหนุ่มมิได้เดินวุ่นวายไปมา

เขาเพียงเฝ้าดูด้วยความสนอกสนใจและรอการตอบสนองของจิตกระบี่จางเทียน

เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่และผู้ดูแลทั้งหลายต่างก็ยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุนเพื่อค้นคว้าหาทางทำลายมหาข่ายปราณ  ไม่มีผู้ใดสนใจการคงอยู่ของจี้เทียนซิง

และก็ไม่มีใครไล่เขาออกไปอีกด้วย

หนึ่งวันผ่านไปโดยไม่รู้ตัว

จี้เทียนซิงเดินไปเดินมารอบๆมหาข่ายปราณระดับสวรรค์และสังเกตการทำงานของมันอยู่หลายครั้งแล้ว

แต่ทว่า ด้วยประสบการณ์และความรู้อันตื้นเขิน แน่นอนว่าเขาไม่มีทางพบเบาะแสใดๆ

โชคดีที่ในระหว่างนั้นเองจิตกระบี่จางเทียนที่เงียบไปนานก็เริ่มพูดออกมาในใจของจี้เทียนซิงว่า

“ไอ้หนู ทั้งหมดเป็นไปตามที่ข้าเล่าให้เจ้าฟัง

เทคนิคการจัดวางข่ายปราณนี้เทพกระบี่เป็นผู้สอน”

จี้เทียนที่เดินไปเดินมาเริ่มเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย

แต่เมื่อได้ยินเสียงของจิตกระบี่จางเทียน

ดวงตาของเขาก็ทอประกายและเต็มไปด้วยความสุข

ความคิดมากมายโลดแล่นภายในใจของเขาอย่างรวดเร็วและถามกลับไปว่า

“ผู้อาวุโสจางเทียน

ท่านหมายความว่ามหาข่ายปราณนี้ถูกจัดวางไว้โดยเด็กหนุ่มที่เทพกระบี่เป็นผู้สั่งสอน

?"

“ถูกต้อง

แม้แต่อักษรที่จารึกไว้บนแผ่นศิลาหน้าหลุมฝังศพก็ยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของเทพกระบี่”

เสียงของจิตวิญญาณกระบี่จางเทียนอยู่ในระดับต่ำและน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยมวลอารมณ์

“ดูเหมือนว่าคำชี้แนะของเทพกระบี่ในวันนั้นจะมีประโยชน์ต่อเจ้าหนูนั่นไม่น้อย

มันสามารถลอกเลียนการจัดวางข่ายปราณของเทพกระบี่ได้อย่างสมบูรณ์เช่นนี้”

จี้เทียนซิงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

แต่ก็มีความกังวลและคาดหวังเช่นกัน “น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถทำลายมหาข่ายปราณนี้ได้

ข้าจึงไม่เห็นว่าบนแผ่นศิลานั่นจารึกอักษรอะไรไว้”

“หากข้าสามารถเห็นตัวอักษรเหล่านั้น

ท่านก็จะได้ทราบว่าบุคลที่อยู่ในหลุมฝังศพผู้นั้นเป็นใครกันแน่”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เขาก็ถามต่อไปด้วยความคาดหวังว่า

“จริงสิ ผู้อาวุโสจางเทียน ในเมื่อมหาข่ายปราณระดับสวรรค์นี้เป็นการจัดวางของเด็กหนุ่มผู้นั้นที่ได้รับการชี้แนะจากเทพกระบี่จนกลายมาเป็นปรมาจารย์ข่ายปราณ.......

หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ท่านก็ย่อมทราบเกี่ยวกับการทำงานของมันใช่หรือไม่ ?”

จิตกระบี่จางเทียนกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า

“แน่นอนอยู่แล้ว กะอีแค่มหาข่ายปราณระดับสวรรค์   ฮึ !

ไม่ควรค่าให้ข้าต้องพูดถึงด้วยซ้ำ”

“แต่สำหรับในดินแดนแห่งนี้ แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำลายมัน  ท้ายที่สุดแล้วมหาข่ายปราณนี้ก็ได้รวมข่ายปราณถึงห้าวิถีเข้าด้วยกัน”

“อะไรนะ ? วางข่ายปราณไว้ถึงห้าชนิด

?” จี้เทียนซิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“ถูกต้อง มหาข่ายปราณนี้มีทั้งหมดห้าชนิด”  จิตกระบี่จางเทียนกล่าวต่อไปว่า “อาวุโสชูของเจ้าพูดไว้ว่ามีทั้งหมดสี่ชนิดใช่ไหม ?  ผิดแล้ว

นั่นยังไม่ถูกทั้งหมด”

“บางทีคงเป็นเพราะระดับพลังยุทธ์ของพวกมันอ่อนแอเกินไปจึงไม่เห็นการจัดวางข่ายปราณทั้งหมด

มหาข่ายปราณนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ห้าธาตุ, เสถียรหกวิถี, เจ็ดดาราและโซ่แปดมังกรเท่านั้น แต่มันยังแฝงไว้ด้วยข่ายปราณหม้อวิเศษเก้าจักรวาลอีกด้วย

!”

จี้เทียนซิงรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆและลอบคิดในใจว่า

“หม้อวิเศษเก้าจักรวาล ? ข่ายปราณชนิดนี้ทรงอำนาจยิ่งกว่าสี่ประเภทแรกงั้นหรือ

?”

“แน่นอน”  จิตกระบี่จางเทียนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

จี้เทียนซิงกล่าวต่อไปว่า

“เช่นนี้นี่เอง....

แม้กระทั่งนิกายพันธมิตรสวรรค์ก็ยังไม่อาจทำลายข่ายปราณพวกนี้ได้

ดังนั้นอีกแปดนิกายใหญ่ที่เหลือในดินแดนดาราบรรพกาลก็ย่อมไม่มีความสามารถพอ”

“อาวุโสจางเทียน

แล้วท่านเล่า ? สามารถทำลายมหาข่ายปราณชุดนี้ได้หรือไม่ ?”

จางเทียนนิ่งไปพักหนึ่งและตอบกลับอย่างเงียบๆด้วยน้ำเสียงเสียดสีว่า

“เฮอะ !

ข้าเป็นแค่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ แม้แต่กายหยาบยังไม่มีแล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปทำลายมหาข่ายปราณ

?”

“เอ่อ......”  จี้เทียนซิงอึ้งไปและยิ้มเจื่อนๆพลางกล่าวต่อไปว่า

“งั้นก็ลืมคำถามนี้ไปเถอะ....”

หลังจากใช้ความคิดอยู่พักใหญ่เขาก็พยายามหลอกถามต่อไปว่า

“อาวุโสจางเทียน

ถึงแม้ว่าท่านจะไม่สามารถทำลายมหาข่ายปราณได้

แต่ท่านก็สามารถบอกวิธีทำลายมันให้ข้าได้ใช่ไหม ?!"

“อย่างเจ้า ?”

จางเทียนอึ้งไปวูบหนึ่งและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความดูหมิ่น

“ระดับพลังต้อยต่ำติดดินอย่างเจ้าน่ะนะ

ต่อให้ข้าสอนจนจิตวิญญาณสลายก็ไร้ประโยชน์ !”

“เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะบรรลุเกินขอบเขตปราณจิตเสียก่อน

บางทีอาจจะพอทำอะไรได้บ้าง”

ความคาดหวังของจี้เทียนซิงดับสิ้นไปทันทีและกล่าวว่า

“หลังจากบรรลุเกินขอบเขตปราณจิต ? นั่นต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กัน ? สองปีหรือสามปี

?”

จางเทียนกล่าวเสริมว่า

“ไม่รู้สิ แต่ด้วยขีดจำกัดของกายมนุษย์และกรรมพันธุ์โดยกำเนิดของเจ้า

ทำให้เจ้าบ่มเพาะวิถีใจกระบี่ได้ถึงแค่ขั้นที่สี่เท่านั้น

เจ้าไม่มีวันบ่มเพาะขั้นที่ห้าได้ตลอดกาล ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือ ?”

หัวใจของจี้เทียนซิงบีบรัดเมื่อได้ยินเรื่องนี้  เขายิ่งพูดไม่ออกเข้าไปใหญ่

หลังจากนั้นไม่นานจางเทียนก็หลับลึกและไม่มีเสียงใดๆดังออกมาอีก จี้เทียนซิงทำได้เพียงต้องจากไป

เขาเดินกลับไปตามทางเดิมและปีนบันไดเชือกขึ้นหน้าผาไป

ทันทีที่ขึ้นมาถึงบนหน้าผา

ผู้ดูแลชุดดำก็รีบวิ่งมาหาเขาอย่างเร่งร้อนและกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า “จี้เทียนซิง ข้านำจดหมายมามอบให้เจ้า

ท่านประมุขมีคำสั่งด่วนให้เจ้ากลับนิกายทันที”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วและถามว่า

“ท่านผู้ดูแล เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ ?”

ผู้ดูแลชุดดำส่ายหัวและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“ข้าไม่ทราบ

ท่านประมุขสั่งมาเพียงแค่ว่าให้เจ้ากลับนิกายแล้วไปที่ตำหนักฉิงเทียนในทันที”

เมื่อได้ยินว่ามันเป็นคำสั่งด่วนของประมุข

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกหัวใจบีบรัดและสัมผัสได้ว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น

“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมากแล้ว ข้าจะรีบไปทันที”

จี้เทียนซิงคารวะอีกฝ่ายและรีบมุ่งหน้าไปที่ทางออกอย่างรวดเร็ว

หลังจากครึ่งชั่วยามต่อมาเขาก็ออกจากภูเขามังกรและเดินทางกลับนิกายทันที

...........

สองชั่วยามต่อมา

จี้เทียนซิงก็กลับมาถึงนิกายพันธมิตรสวรรค์

เขาตรงดิ่งไปยังยอดเขาเมฆาสีชาดและเข้าไปในตำหนักฉิงเทียน

เมื่อมาถึงเขาก็ได้เห็นประมุขนิกายฉู่เทียนเซิงกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์และตั้งหน้าตั้งตารอเขา