ตอนที่ 185

ลูกเต่าน้อยลู่หมิงหยาง

ศิษย์นิกายกระบี่ฟ้าทั้งสามกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้อันร่มรื่นปกคลุมอยู่สองข้างทาง

ฮั่งเชินเดินนำหน้าโดยมีหยินเฟยหยางและหยานตงไหลอยู่ข้างหลังด้วยสีหน้ามืดครึ้มเล็กน้อย

หยานตงไหลขมวดคิ้วและอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา

“ฮึ่ม ! ก่อนนี้ข้าก็พูดไปแล้วว่าแผนนี้ไม่เหมาะ

การทะเล่อทะล่าวิ่งไปกลางจัตุรัสอย่างโจ๋งครึ่มเพื่อฝึกเพลงกระบี่อย่างอวดดีนั้นต้องทำให้ฝูงชนเดือดดาลอย่างแน่นอน”

“ข้าไม่รู้ว่าครูฝึกคิดอะไรอยู่

ให้พวกเราทำเรื่องน่าอายแบบนี้ก็ต้องเป็นเป้าสายตาประชาชีชัดๆ !”

หยินเฟยหยางไม่เข้าใจเหตุผลแต่ก็ยังคงยิ้มและให้คำปลอบใจว่า

“ฮ่ะๆ ศิษย์น้อง ผู้อาวุโสให้เราทำเช่นนี้

แน่นอนว่าท่านต้องมีเจตนาแฝง อย่าบ่นไปเลย”

ฮั่งเชินกล่าวด้วยเสียงต่ำว่า

“ข้าได้ยินว่านิกายเราไม่ได้ส่งศิษย์มาเยี่ยมเยียนนิกายพันธมิตรสวรรค์มาหลายปีแล้ว

แต่จู่ๆปีนี้ท่านประมุขกลับส่งพวกเรามา”

“ฮึ !

จะให้พวกเราไปแลกเปลี่ยนชี้แนะอะไรกับเศษสวะพวกนี้ ?”

“ท่านประมุขฉลาดหลักแหลมและมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี

การกระทำของท่านต้องมีความหมาย พวกเราไม่จำเป็นต้องรู้มาก ทำตามที่ท่านสั่งก็พอ”

“เมื่อถึงงานประลองหลงซาน

พวกเราก็แค่บดขยี้ขยะพวกนั้นให้สิ้น เท่านี้ภารกิจของเราก็เป็นอันจบ”

หยานตงไหลและหยินเฟยหยางพยักหน้าอย่างเย้ยหยัน

......

หลังจากเหล่าสมาชิกหอยุทธ์ฟงอวิ๋นกลับมาที่หอ

พวกเขาก็แยกย้ายกันกลับเข้าห้อง

จี้เทียนซิงเข้าห้องไปไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เขารีบเดินไปเปิดประตูอย่างรวดเร็วและพบว่าผู้มาเยือนก็คือฮั่นเฉียวเซิง

“ครูฝึกฮั่น ?  ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือ ?”

ภายใต้สถานการณ์ปกติ

ฮั่นเฉียวเซิงจะสั่นระฆังเรียกรวมพลให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่

จี้เทียนซิงไม่ได้คาดคิดว่าฮั่นเฉียวเซิงจะมาหาเขาถึงหน้าประตู

ฮั่นเฉียวเซิงไม่ได้เข้าไปในห้อง

เพียงพยักหน้าและกล่าวว่า “จี้เทียนซิง เจ้าตามข้ามา อาวุโสชูต้องการพบเจ้า”

“ผู้อาวุโสชูต้องการพบข้า ?” จี้เทียนซิงเลิกคิ้วขึ้นและคาดเดาได้ทันทีว่าการที่ชูไฮว่ซานต้องการพบเขาย่อมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประลองหลงซานแน่นอน

เขาพยักหน้าและเดินตามฮั่นเฉียวเซิงออกจากหอยุทธ์ฟงอวิ๋น

ส่วนลู่หมิงหยางรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว

ดังนั้นพวกเขาทั้งสามจึงมุ่งหน้าไปยังตำหนักแห่งหนึ่งที่อยู่ด้านหลังหอยุทธ์

ตำหนักแห่งนี้เป็นที่เก็บสมบัติล้ำค่าสำหรับมอบเป็นรางวัลให้ศิษย์ฝ่ายนอกที่มีผลงานและคุณงามความดี

มันเต็มไปด้วยอาวุธและสมุนไพรล้ำค่ามากมาย

หอสมบัติแห่งนี้เป็นสถานที่หวงห้ามโดยมียามมากมายคอยเฝ้าดูแลตลอดเวลา

โดยปกติจะไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาใกล้

ฮั่นเฉียวเซิงพาทั้งสองไปถึงหน้าตำหนักสมบัติและได้เห็นผู้อาวุโสนิกายฝ่ายนอกชูไฮว่ซานยืนรออยู่ที่หน้าประตู

“คารวะอาวุโสชู

ข้าน้อยได้พาศิษย์ทั้งสองที่ท่านต้องการพบมาแล้ว  ข้าขอตัวก่อน”

ฮั่นเฉียวเซิงกล่าวด้วยความเคารพ

จากนั้นก็พยักหน้าให้คนทั้งสองและล่าถอยจากไป

ชูไฮว่ซานมองจี้เทียนซิงและลู่หมิงหยางด้วยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า

“พวกเจ้าทั้งสองยอดเยี่ยมมาก !”

“ถึงแม้จะรู้ว่าศิษย์ตัวแทนทั้งสามของนิกายกระบี่ฟ้านั้นแข็งแกร่งกว่ามาก

แต่พวกเจ้าก็ยังกล้ายืนหยัดต่อสู้ พวกเจ้าทำให้ข้าชื่นชมและมีความสุขมาก”

จี้เทียนซิงและลู่หมิงหยางโค้งคำนับอย่างรวดเร็ว

ชูไฮว่ซานพยักหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“โบราณว่าไว้ หากต้องการให้ผลงานออกมาดี อันดับแรกต้องลับคมเครื่องมือที่ใช้งานเสียก่อน

เช่นเดียวกัน จอมยุทธ์ต้องมีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งและต้องมีอาวุธดีๆไว้ใช้งานด้วย”

“ที่ข้าเรียกหาพวกเจ้าทั้งสองในวันนี้ก็เพื่อจะเปิดคลังสมบัติของฝ่ายนอกให้พวกเจ้าเข้าไปหยิบเลือกอาวุธและอุปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อสร้างโอกาสในการประลองครั้งนี้”

เมื่อได้ยินประโยคนี้จี้เทียนซิงมีสีหน้าเรียบเฉย

ส่วนลู่หมิงหยางดวงตาเปล่งประกายไปด้วยความสุขและตื่นเต้นยินดี

ก่อนหน้านี้มันเคยขอความร่วมมือจากจี้เทียนซิงให้มาร้องขออาวุธและสมบัติล้ำค่าจากชูไฮว่ซาน

แต่ใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้ว

ลู่หมิงหยางจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร ?

จากนั้นชูไฮว่ซานก็เข้าไปในหอสมบัติโดยมีจี้เทียนซิงและลู่หมิงหยางตามหลัง

ชั้นแรกเป็นห้องโถงใหญ่ที่กว้างและเต็มไปด้วยตู้เก็บสมุนไพรมากมาย

ตลอดจนวัตถุดิบในการปรุงยา ส่วนอาวุธและอุปกรณ์ต่างๆถูกเก็บไว้บนชั้นสองที่ชั้นวางรอบๆกำแพง

หลังจากเข้าสู่คลังแสงบนชั้นสอง

ชูไฮว่ซานก็หยุดอยู่ที่หน้าประตูด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “ข้าให้เวลาพวกเจ้าสองคนครึ่งชั่วโมงในการเลือกอาวุธและอุปกรณ์ที่เหมาะสม”

จี้เทียนซิงและลู่หมิงหยางกล่าวขอบคุณและเดินเข้าไปในคลังแสงทันที

เมื่อพวกเขาทั้งสองเดินผ่านชั้นวาง

ดวงตาก็กวาดผ่านอาวุธอุปกรณ์แทบทุกชนิดและเลือกเฟ้นอย่างละเอียดรอบคอบ

อาวุธและอุปกรณ์ในหีบสมบัติและชั้นวางนั้นมีทั้งดาบและกระบี่

กระบี่หนัก ธนู  ขวานและอาวุธอื่นๆที่มีลักษณะคล้ายกันทั้งหมดถึง

18 ชนิด

นอกจากอาวุธที่หลากหลายแล้วก็ยังมีอุปกรณ์ป้องกันที่หลากหลาย

เช่น เกราะหนา เกราะอ่อน เกราะโซ่ เกราะหนัง

แม้แต่อาวุธลับอันร้ายกาจเช่นมีดบิด

เข็มพิษก็ยังมีให้เลือกเฟ้น

อาวุธส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำกว่าระดับล้ำลึก

และเป็นเพียงสิ่งของที่ศิษย์ทั่วๆไปใช้งาน แต่ก็ยังมีสมบัติล้ำลึกหลายชนิดที่ปนๆกันอยู่

นับเป็นวาสนาของจี้เทียนซิงและลู่หมิงหยางที่มีสิทธิ์เข้ามาเลือกสรรอุปกรณ์เป็นการส่วนตัว ในเมื่อโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้ว

แน่นอนว่าพวกมันก็สามารถเลือกได้อย่างอิสระ

คุณภาพยิ่งสูงก็ยิ่งดี

จี้เทียนซิงยังคงสงบเยือกเย็น

เขาไม่สนใจอาวุธใดๆเพียงแค่เลือกชุดเกราะที่เหมาะสม

เนื่องจากก่อนหน้านี้เกราะอ่อนมังกรน้ำแข็งของเขาได้รับความเสียหายจากฝีมือของนังแม่มดเผ่าปีศาจผู้นั้น

ลู่หมิงหยางตื่นเต้นและดวงตาทอประกายเจิดจ้าในขณะที่มองดูอาวุธและชุดเกราะอันน่าตื่นตา

มันมองดูกระบี่พักหนึ่ง

จากนั้นก็หันไปมองธนู ต่อมาก็เดินไปดูชุดเกราะ ในระยะเวลาสั้นๆสายตาก็มันก็กวาดมองไปยังอาวุธและชุดเกราะนับพันๆชิ้น

ตราบใดที่เป็นอุปกรณ์ระดับล้ำลึก มันต้องการแทบทั้งหมด !

ครึ่งชั่วโมงใกล้เข้ามาโดยไม่รู้ตัว

จี้เทียนซิงเดินออกมาจากคลังแสงและไปหาชูไฮว่ซานพลางกล่าวว่า

“อาวุโสชู ศิษย์เลือกได้แล้วขอรับ”

ชูไฮว่ซานเหลือบมองไปเห็นเกราะอ่อนสีทองเข้มในมือของอีกฝ่ายจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า

“เหอๆเจ้าเด็กน้อย สายตาเจ้าไม่เลวทีเดียว”

“เกราะอ่อนจินหยางนี้เป็นอุปกรณ์ป้องกันขั้นสูง ไม่เพียงแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณที่ทำให้พลังป้องกันแข็งแกร่ง

แต่มันยังทำให้พลังปราณของผู้สวมใส่โคจรได้ดียิ่งขึ้น”

“ว่าแต่

เจ้าแน่นะว่าต้องการเพียงเกราะอ่อนนี้ชิ้นเดียว ? ไม่สนใจอาวุธอื่นเลยหรือ

?”

จี้เทียนซิงยิ้มเล็กน้อยและอธิบายว่า

“ขอรับ ศิษย์มีกระบี่คู่กายที่ชินมืออยู่แล้ว”

ชูไฮว่ซานพยักหน้าและไม่ได้ซักไซ้ใดๆอีก

ในเวลานี้เองลู่หมิงหยางก็เดินออกมาและเพิ่งได้ยินคำพูดของจี้เทียนซิง

มันอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาว่า “จี้เทียนซิง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ? ศิษย์ทั้งสามของนิกายกระบี่ฟ้าแข็งแกร่งกว่าเจ้ามากมาย

เจ้าไม่เลือกอาวุธที่ทรงพลังไปรบกับพวกมันแล้วจะเอาอะไรไปชนะ ?!”

“เหอๆ หรือเจ้ารู้ว่าอย่างไรก็แพ้แน่

เลยไม่เลือกอาวุธใช่ไหม ?”

เมื่อได้ยินเสียงของลู่หมิงหยาง

ทั้งจี้เทียนซิงและชูไฮว่ซานก็หันไปมองทันที

“นิ.....นี่เจ้า !?”

ชูไฮว่ซานอ้าปากกว้างเมื่อเห็นรูปลักษณ์ของลู่หมิงหยาง

แม้แต่จี้เทียนซิงก็ยังแสดงสีหน้าเหยเก

ลู่หมิงหยางมือกระบี่ไว้มือหนึ่ง

อีกมือถือคันธนู รอบเอวแขวนลูกศรไว้

ที่มือซ้ายสวมเกราะแขนและโอบเกราะหมวกนักรบไว้ในอ้อมแขน

แม้แต่รองเท้าก็ยังเปลี่ยนเป็นเกราะเท้า !

สารรูปของมันตอนนี้ดูเหมือนกับเตรียมไปออกรบเป็นตายด้วยอาวุธครบมือ

!

นอกจากนี้อุปกรณ์ทั้งหมดล้วนเป็นระดับสุดยอดที่ดีที่สุดในคลังสมบัติแห่งนี้อีกด้วย

ชูไฮว่ซานนวดหว่างคิ้วและรู้สึกกระอักกระอ่วน

เขากล่าวว่า “เจ้า... เจ้าเด็กเหลือขอ  นี่เจ้าคิดจะยกเค้าคลังสมบัติของนิกายหรือไง ?!”

จี้เทียนซิงเห็นสารรูปอันน่าขันของลู่หมิงหยางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและกล่าวแซวว่า

“ลู่หมิงหยาง เจ้าเลือกสมบัติมามากมายเช่นนี้

คิดจะห่อหุ้มตัวเองเหมือนแมงป่องหรือไง ?”

“หรือว่าเจ้าประหม่า ? กลัวจะแพ้หมดรูปใช่ไหม ?”

ลู่หมิงหยางหันขวับไปมองจี้เทียนซิงด้วยสีหน้าบูดบึ้งพลางตะโกนเสียงต่ำ

“เพ้ย

! กลัวที่ไหน

ข้าแค่เตรียมพร้อมเพื่อการประลองต่างหาก

ข้ามุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะเพื่อสร้างเกียรติยศให้กับตนเองและนิกาย !”