ตอนที่ 250

แผนการทำลายล้าง

เมื่อมาถึงตอนนี้

รูปแบบของดวงดาวบนท้องฟ้าที่สลักไว้บนพื้นเวทีแห่งดวงดาราก็ส่องสว่างไปด้วยแสงสีเงิน

มันทำให้บรรยากาศทั่วทั้งเวทีราวกับอยู่ในฝัน

มหาข่ายปราณของเวทีดวงดาราได้เปิดตัวขึ้นและรวมตัวกันเป็นม่านแสงวงกลมขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบทั่วทั้งบริเวณ

ด้วยการป้องกันของมหาข่ายปราณนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในรัศมีม่านพลังจะปลอดภัยและเป็นความลับ

ข่าวสารและคำพูดทั้งหมดจะไม่มีทางรั่วไหลออกสู่ภายนอก

ผู้คนทั้งหมดไปรวมตัวกันที่เวทีดวงดาราที่จุดศูนย์กลางและแยกย้ายกันนั่งลงตามทิศทางต่างๆเพื่อเริ่มการประชุม

โดยปกติแล้วการประชุมสภาแปดนิกายนั้น

นิกายพันธมิตรสวรรค์จะเป็นเจ้าภาพเนื่องจากเป็นจ้าวผู้ครองอาณาจักรเทียนเฉินและเป็นนิกายอันดับหนึ่ง

ทว่าครั้งนี้ฉู่เทียนเซิงที่เป็นประมุขนิกายกลับไม่ได้มาเข้าร่วมจึงทำให้ประมุขนิกายอื่นๆเริ่มหันไปมองหน้ากันด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูซับซ้อน

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งประมุขนิกายกระบี่ฟ้าก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

มันจ้องมองไปที่หยุนเหยาและจี้เทียนซิงพลางกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า

“เหอๆๆ ปกติการประชุมสภาในทุกๆครั้งประมุขฉู่ก็มาร่วมงานตลอด

ไฉนครั้งนี้ถึงได้ไม่ปรากฏเล่า ? เจ้าตัวไม่ว่างมายังไม่เท่าไหร่

แต่เขากลับส่งรุ่นเยาว์สองคนมาเป็นตัวแทน นี่มันเรื่องเหลวไหลอันใดกัน ? เขาดูถูกพวกเราทั้งเจ็ดนิกายเช่นนั้นหรือ ?!”

ประมุขอีกสี่นิกายที่เหลือก็พยักหน้าเสริมอย่างไม่พอใจและขุ่นเคือง

“ถูกต้อง นิกายพันธมิตรสวรรค์ทำเกินไปแล้ว

เหลวไหลสิ้นดี !”

"ใช่ ! การประชุมสภาแปดนิกายสองปีมีเพียงครั้งเดียว

มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของดินแดนดาราบรรพกาลเรา

ฉู่เทียนเซิงทิ้งการประชุมเช่นนี้ได้อย่างไร ?”

“นิกายพันธมิตรสวรรค์มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี

ถึงแม้พวกเราจะไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่า แต่เขาก็ไม่ควรดูถูกกันแบบนี้ !”

“ใช่แล้ว ! ฉู่เทียนเซิงควรมีคำอธิบายอย่างสมเหตุสมผลให้แก่พวกเรา

!”

ภายใต้การยั่วยุของประมุขนิกายกระบี่ฟ้า

เหล่าประมุขจากสำนักนิกายอื่นต่างก็โห่ร้องสนับสนุนกันอย่างไม่พอใจ

แน่นอนว่าสุ่ยเยวี่ยแห่งนิกายฤทัยจันทราและจ้าวสำนักหลิวเหอต่างก็ไม่ได้พูดอะไร

จี้เทียนซิงขมวดคิ้ว

เขาจ้องมองประมุขนิกายกระบี่ฟ้าและคนอื่นๆด้วยสีหน้ามืดมน

หลังจากนั้นไม่นานเมื่อพวกเขาเงียบลง

หยุนเหยาก็แสดงสีหน้าไร้อารมณ์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ประมุขมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำ

ท่านไม่สามารถปลีกตัวมาร่วมประชุมได้ ผู้เยาว์ต้องขออภัยต่อผู้อาวุโสทุกท่านด้วย"

“อย่างไรก็ตาม ผู้เยาว์หยุนเหยาหัวหน้าศิษย์และศิษย์น้องจี้เทียนซิงขอเป็นตัวแทนท่านอาจารย์ประมุขและจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

หยุนเหยาไม่ได้พูดจามากความ

นางกล่าวสั้นๆเพียงสองประโยคเท่านั้น

ถึงแม้ว่าคุณวุฒิและวัยวุฒิของนางจะห่างชั้นกับเหล่าประมุขนิกายทั้งหลาย

แต่ความเยือกเย็นหนักแน่นและฝีปากของนางก็มิได้อ่อนด้อยกว่าประมุขนิกายใดๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้

ประมุขนิกายกระบี่ฟ้าจึงไม่ได้สืบสาวราวเรื่อง เขายิ้มและกล่าวว่า

"ในเมื่อฉู่เทียนเซิงไม่ได้มาร่วมประชุม

ดังนั้นข้าประมุขจะขอตั้งตัวเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้เอง

พวกท่านทั้งหลายมีความคิดเห็นประการใดหรือไม่ ?”

ประมุขนิกายทั้งหลายบ้างก็ลังเลบ้างก็พยักหน้า ซึ่งประมุขฤทัยจันทราสุ่ยเยวี่ยและจ้าวสำนักหลิวเหอต่างก็ไม่เห็นด้วย แต่จำนวนคนไม่เพียงพอที่จะเป็นเสียงข้างมาก

ดังนั้นพวกเขาจึงต้องยอมปล่อยผ่าน

ประมุขนิกายกระบี่ฟ้าต้องการควบคุมสถานการณ์ตอนนี้

เขาวางสีหน้าเคร่งขรึมและเริ่มกล่าวขึ้นว่า

“ข้าในฐานะตัวแทนของทั้งแปดนิกายขอกล่าวเปิดพิธี

พวกเราทั้งหมดมารวมตัวกันในวันนี้ก็เพื่อพบปะพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญซึ่งหมายถึงอนาคตของดินแดนดาราบรรพกาล

ตลอดทั้งความสงบสุขของอาณาจักรเทียนเฉิน !”

“สภาแห่งนี้ ก่อนอื่นเลยทุกท่านคงทราบดีว่าศัตรูร่วมกันของพวกเราก็คือเผ่าพันธุ์ปีศาจ

เป็นเวลาร่วมพันปีแล้วที่อาณาจักรเทียนเฉินของเราได้พบกับสันติสุข

แต่ทว่าพวกเผ่าพันธุ์ปีศาจก็ยังมิได้ถูกลบออกไปจากดินแดนแห่งนี้ พวกมันยังเป็นฝันร้ายที่คอยรังควานพวกเราอยู่เสมอ”

“ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเผ่าปีศาจได้เหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ

มีหลายครั้งที่พวกมันลอบโจมตีสำนักนิกายน้อยใหญ่และสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว พวกมันราวกับโรคระบาดที่เราไม่อาจต้านทานได้หมด"

“วันนี้ที่ทุกท่านมารวมตัวกัน ข้าก็หวังว่าทุกท่านจะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

เพื่อดูว่าฝั่งไหนมีข่าวสารหรือเบาะแสใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่”

หลังจากประมุขนิกายกระบี่ฟ้าเกริ่นนำจบ

เหล่าประมุขทั้งหลายล้วนพยักหน้าเห็นด้วยและกระซิบกระซาบกันว่า

“เผ่าพันธุ์ปีศาจสารเลว พวกมันไม่สูญพันธุ์ไปเสียที

ราวกับแมลงมีพิษที่มีไม่จบไม่สิ้น !”

“ใช่แล้ว ถึงแม้พวกเราจะวางกำลังป้องกันรอบนิกายก็ยังไม่อาจหยุดยั้งการรุกรานของเผ่าพันธุ์ปีศาจได้

พวกมันแฝงตัวอยู่ในดินแดนดาราบรรพกาลเราและโผล่หัวออกมาเป็นครั้งคราวเพื่อสังหารศิษย์สาวกของนิกายต่างๆ

พวกมันชั่วช้าอำมหิตนัก !”

“น่าเจ็บใจที่พวกมันล้วนหลบซ่อนตัวได้มิดชิด

อีกทั้งดินแดนแห่งนี้ก็กว้างใหญ่ไฟ ต่อให้ทุ่มกำลังทั้งหมดก็ยังไม่อาจทำลายล้างเผ่าพันธุ์ปีศาจให้หมดสิ้นไปได้”

“เผ่าพันธุ์ปีศาจและแปดนิกายเราต่อสู้กันมานับพันปีแล้ว ท่านคิดว่าการกวาดล้างพวกมันเป็นเรื่องง่ายนักหรือ ? ข้าคิดว่าพวกเราทำได้เพียงเพิ่มมาตรการป้องมันให้แน่นหนาขึ้นเท่านั้น

มันยากที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์.....”

เหล่าประมุขและหัวหน้าศิษย์ต่างก็พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่นาน

“หกเดือนที่ผ่านมามีศิษย์สาวกของนิกายข้าสามคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย  ต่อมาผู้อาวุโสและผู้ดูแลหลายคนได้ออกไปตรวจสอบและยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของเผ่าพันธุ์ปีศาจ”

“ผู้อาวุโสของนิกายข้าได้สังหารผู้พิทักษ์เผ่าปีศาจไปมากกว่ายี่สิบตน

อีกทั้งพวกเขายังเคยได้ประมือกับมหาปุโรหิตและนังปีศาจที่เป็นแกนนำของพวกมันอีกด้วย”

“มหาปุโรหิตผู้นั้นมีพลังในจุดสูงสุดของขอบเขตปราณโอสถและอยู่ไม่ไกลจากขอบเขตปราณฟ้า

ส่วนนังปีศาจนั่นดูเหมือนจะมีอายุแค่ยี่สิบต้นๆเท่านั้นแต่กลับมีพลังถึงขอบเขตปราณโอสถ

พวกมันจะกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวในอนาคต”

“ประมุขนิกายผู้หนึ่งพยักหน้าและกล่าวเสริมว่า “นังปีศาจตนนั้นชื่อว่าเสวี่ยเยวี่ย

นางเป็นบุตรสาวในไส้ของราชันปีศาจโลหิตและมีพรสวรรค์โดยกำเนิดที่ไม่ธรรมดา

นางจะเป็นปัญหาใหญ่หลวงในภายภาคหน้า !”

จากนั้นประมุขทั้งหลายก็ยังคงสนทนากันต่อไป

พวกเขาทั้งหมดล้วนเคยปะทะกับมหาปุโรหิตและองค์หญิงเสวี่ยเยวี่ยมาก่อน

และได้รับรู้ว่าปีศาจทั้งสองตนนี้มีพลังและวิธีการหลบหนีที่ไม่ธรรมดา

ดังนั้นจึงได้ออกมาเตือนทุกคน

จี้เทียนซิงนั่งรับฟังอย่างเงียบงันและอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เขาพบว่าสำนักและนิกายอื่นๆเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กับเผ่าปีศาจน้อยมาก

อีกทั้งยังมีความเข้าใจในตัวของผู้นำพวกมันอย่างตื้นเขิน

แต่ในทางตรงกันข้าม

นิกายพันธมิตรสวรรค์เป็นเป้าหมายหลักของเผ่าพันธุ์ปีศาจ ดังนั้นจึงมีความเข้าใจสถานการณ์ของพวกมันได้มากกว่า

หลังจากประมุขทั้งหลายพูดเสร็จแล้ว

หยุนเหยาก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “ท่านประมุขทุกท่าน

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานิกายเราได้ปะทะกับเผ่าพันธุ์ปีศาจถึงสามครั้ง”

“ในเดือนนี้ข้าเคยได้ตรวจสอบจนพบฐานทัพชั่วคราวของพวกมัน

ภายในนั้นไม่เพียงแค่มีมหาปุโรหิตและนังปีศาจเสวี่ยเยวี่ยเท่านั้น

แต่พวกมันยังมีกองทัพผู้พิทักษ์เผ่าปีศาจอีกมาก !”

“ซึ่งภายในถ้ำแห่งนั้นจะมีพวกมันอาศัยอยู่มากน้อยเพียงไรข้าก็ยังไม่ทราบแน่ชัด”

ทันทีที่ได้ยินข่าวนี้

ประมุขทั้งหลายกลับเผยรอยยิ้มอย่างมีความสุขออกมาอย่างน่าฉงน

“....โอ้ ? แหล่งกบดานของเผ่าพันธุ์ปีศาจนั้นเป็นความลับมาโดยตลอด

นิกายพันธมิตรสวรรค์พบฐานทัพของพวกมันแล้วหรือ ?”

“นี่นับเป็นข่าวดี ! นิกายข้าตามหาที่ซ่อนพวกมันมาเป็นเวลานานแต่ก็ไม่เคยพบเบาะแสแม้แต่น้อย

บัดนี้นิกายพันธมิตรสวรรค์พบรังของพวกมัน ดังนั้นพวกเขาย่อมทำลายล้างเผ่าพันธุ์ปีศาจได้อย่างง่ายดาย

!”

“เหอๆ ในเมื่อพบฐานทัพของพวกมัน

ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น”

“หากข่าวนี้เป็นความจริง

นิกายพันธมิตรสวรรค์สมควรกวาดล้างพวกมันได้อย่างง่ายดาย และดินแดนดาราบรรพกาลก็จะสงบสุขสืบไป”

ข่าวที่ได้รับแจ้งจากหยุนเหยาต่างทำให้ประมุขนิกายทั้งหลายรู้สึกแปลกใจระคนยินดี