ตอนที่ 346 บีบคั้นสร้างสถานการณ์

หลังจากนิ่งอึ้งไปอยู่นาน

เทียนเจี้ยนจงรั้งสติกลับมาโดยพลัน  คนจ้องมองเทียนจี้เจิ้นเหรินด้วยดวงตาแดงก่ำพลางถามอย่างกระวนกระวายว่า

“เจิ้นเหริน

นี่มันเรื่องอันใด ?

ไหนท่านบอกว่าหลังจากเหวินหยูกินยาแกล้งตายของท่านแล้ว

หากได้รับการรักษาทันเวลามันจะกลับมาเป็นปกติโดยไร้ซึ่งปัญหาใดๆ”

"แล้วที่ท่านพูดมาว่าช่วยไม่ทันแล้วคืออะไร

!?"

เทียนจี้เจิ้นเหรินเผยสีหน้ากลัดกลุ้มเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายพลางส่ายหัวทอดถอนใจ

“เฮ้อ.....

ท่านประมุข พวกเราล่าช้าเสียเวลาจนเกินไป

ท่านต้องเข้าใจว่าพวกเราให้การรักษาเหวินหยูช้าเกินกว่าจะแก้ไข"

"นอกจากนี้

เจ้าเด็กจี้เทียนซิงนั่นก็ยากจะจัดการให้อยู่หมัด

กว่าพวกเราจะกลับมาให้การรักษาโดยมิให้ผิดสังเกตมันก็สายเกินไปแล้ว...."

"ท่านประมุข  โปรดระงับความเศร้าของท่านไว้เถิด"

เทียนเจี้ยนจงหน้าเผือดสีราวกับคนตาย

ดวงตาสั่นระริกไปด้วยความโศกเศร้าและความสิ้นหวัง

คนเดินไปข้างหน้าอย่างแข็งกระด้าง

จ้องมองไปที่ร่างไร้วิญญาณของซื่อเหวินหยูและทิ้งตัวลงอย่างอ่อนแรง

ยอดฝีมือระดับปราณฟ้าผู้สง่างามของนิกายกระบี่ฟ้า

ทอดสายตาเหม่อลอยมองร่างที่เย็นเฉียบของซื่อเหวินหยู และแม้กระทั่งมีน้ำตาไหลออกมา

"อ้าา

เหวินหยู ! อาจารย์แค่ตั้งค่าวางแผนใช้เจ้าเป็นเหยื่อล่อ

มิคาดว่ามันจะทำร้ายเจ้าจนถึงชีวิต  !  อาจารย์ผิดต่อเจ้า......."

เทียนจี้เจิ้นเหรินและหวงฟู่คนสนิทเห็นเทียนเจี้ยนจงหลั่งน้ำตาด้วยความโศกเศร้า

พวกมันจึงค่อยๆล่าถอยออกจากห้องลับอย่างเงียบงัน

เทียนเจี้ยนจงกุมมือเย็นเยียบของซื่อเหวินหยูพลางกล่าวทอดถอนใจด้วยเสียงแผ่วเบา

“เหวินหยู  บิดาเจ้ากับข้าเป็นสหายสนิทกัน

มันได้สละชีวิตเพื่อช่วยข้าและไว้วางใจฝากฝังเจ้าไว้กับข้าก่อนที่จะสิ้นใจ...

"

"ตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมาข้ารู้สึกละอายใจนัก

ข้าจึงปฏิบัติต่อเจ้าบุตรชายแท้ๆ

หมั่นบ่มเพาะเลี้ยงดูเจ้าด้วยความสามารถทั้งหมดของข้า"

"สวรรค์ไม่มีตา !

ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายเจ้ากลับต้องตกตายอย่างอนาถด้วยฝีมือของเจ้าเด็กจี้เทียนซิง  ข้าไม่มีหน้าจะไปขอขมาบิดาเจ้าในปรโลก !”

เทียนเจี้ยนจงตวัดปลายแขนเสื้อเพื่อสลัดคราบน้ำตา

เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย สีหน้าบิดเบี้ยวน่าสยดสยองเต็มไปด้วยจิตสังหารปะทุซ่าน

คนคำรามด้วยเสียงดุร้าย

“เหวินหยู

วางใจเถอะ ! อาจารย์จะไม่ยอมให้เจ้าต้องตายเปล่า  อีกไม่นานอาจารย์จะต้องทำลายนิกายพันธมิตรสวรรค์

ถลกหนังหัวจี้เทียนซิง สับหยุนเหยาเป็นหมื่นชิ้นด้วยมือของข้า  ข้าจะเอาหัวกะโหลกของพวกมันเซ่นดวงวิญญาณเจ้า !”

"อาจารย์จะทำให้นิกายพันธมิตรสวรรค์ต้องชดใช้เป็นหมื่นเท่าพันทวี

!"

ตูม  !!

สิ้นเสียง เทียนเจี้ยนจงพลันระเบิดปราณสังหารอันดุเดือดรุนแรง

แสงเย็นวาบราวกับสัตว์ร้ายพลุ่งพล่านอยู่ในดวงตาของมัน

.............

ด้านหลังยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์มีตำหนักแห่งหนึ่งที่ห้อยอยู่ใกล้หน้าผา

ในห้องที่อยู่บนชั้นที่สาม  เสวี่ยเยวี่ยจวินจู้ในชุดคลุมสีดำยืนอยู่ข้างหน้าต่าง

ดวงตาที่ดุร้ายจ้องมองออกไปยังรัตติกาลที่อยู่ด้านนอก

ในขณะนี้เองประตูห้องถูกเปิดออก

ชายชราผมขาวก็เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว

เสวี่ยเยวี่ยจวินจู้หันหลังมามองอีกฝ่ายทันทีและถามด้วยความคาดหวังว่า

“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง

? แผนการของท่านสำเร็จหรือไม่

?"

เทียนจี้เจิ้นเหริน   ..... ไม่สิ มหาปุโรหิต แสยะยิ้มเย้ยหยันและพยักหน้ากล่าวตอบว่า

"ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี"

เสวี่ยเยวี่ยจวินจู้เลิกคิ้วขึ้นและถามด้วยความสับสน

“เม็ดยาซูฉิงที่ท่านมอบให้ซื่อเหวินหยูก่อนการประลองเป็นยาผนึกลมปราณและบั่นทอนความแข็งแกร่ง  ทำไมท่านถึงได้โป้ปดพวกมันด้วยการใช้โอสถปลอม ?

หากข้าเดาไม่ผิดซื่อเหวินหยูคงตกตายไปแล้วกระมัง ?"

มหาปุโรหิตพยักหน้าและแสยะยิ้มกล่าวว่า “ซื่อเหวินหยูเป็นเพียงหมากเล็กๆตัวหนึ่งที่ไม่สลักสำคัญอันใด

มีเพียงการตายของมันนี่แหละที่จะแสดงคุณค่าของตัวมันเองได้ดีที่สุด”

"เฮอะ !  เผ่าพันธุ์มนุษย์ล้วนแต่เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกน่าแขยง

เห็นชัดๆว่าทั้งสองฝ่ายเกลียดชังกันดั่งน้ำกับไฟ

แต่เจ้าเทียนเจี้ยนจงกลับยังคิดวางมาดรักษาศีลธรรมอันดีของปุถุชน  ชวนอาเจียนนัก

!"

"ในเมื่อมันลีลากันนัก

ข้าจึงช่วยเติมเชื้อไฟ บีบคั้นมันให้ก่อสงครามกับนิกายพันธมิตรสวรรค์อย่างมีเหตุมีผลในทางอ้อม"

"มีเพียงซื่อเหวินหยูตกตายแท้จริงเท่านั้นจึงจะสามารถกระตุ้นโทสะเทียนเจี้ยนจงให้ลงมืออย่างไม่หวั่นเกรง  และจะเป็นการปะทุสงครามระหว่างสองนิกายใหญ่”

ทันใดนั้นเสวี่ยเยวี่ยจวินจู้พลันตระหนักถึงแผนการและเจตนาแท้จริงของมหาปุโรหิต

พลางพยักหน้าและเอ่ยชมอีกฝ่ายว่า "มหาปุโรหิตช่างเป็นจ้าวแผนการยิ่งนัก”

"จี้เทียนซิงพลั้งมือสังหารซื่อเหวินหยูในงานฉลองวันเกิดของเทียนเจี้ยนจงต่อหน้าเหล่าชาวยุทธ์ทุกคน  ซื่อเหวินหยูมีความสำคัญแทบจะเป็นอันดับสองของนิกายกระบี่ฟ้า

ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเทียนเจี้ยนจงจะทนความอัปยศครั้งนี้ได้ !"

มหาปุโรหิเชิดศีรษะขึ้นพลางแสยะยิ้มเล็กน้อย

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งมันก็กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

"จวินจู้ โปรดอดทนรออีกไม่นาน"

"นิกายกระบี่ฟ้าจะเปิดสงครามกับนิกายพันธมิตรสวรรค์ในไม่ช้า

เมื่อทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน

เมื่อนั้นจะเป็นโอกาสและถึงเวลาลงมือของพวกเราในการช่วยจักรพรรดิมารออกมา”

“องค์เหนือหัวถูกผนึกมานานนับพันปี

หลังจากท่านทลายผนึกออกมา ระดับพลังยุทธ์สมควรอ่อนโทรมไปหลายส่วนและจำเป็นต้องสูบกินเลือดอย่างไร้สิ้นสุดเพื่อทำให้กายแท้จักรพรรดิมารกลับมามั่นคงดังเดิม"

“เฮอะๆ เมื่อถึงเวลานั้น ทุกคนในนิกายพันธมิตรสวรรค์และกระบี่ฟ้าจะต้องอุทิศตนเพื่อให้องค์จักรพรรดิมารรวมกายแท้สำเร็จ

!”

เสวี่ยเยวี่ยจวินจู้พยักหน้าพลางกล่าวด้วยความคาดหวัง

“ข้าหวังว่าวันนั้นจะมาถึงโดยเร็ว"

"อีกไม่นานหรอกจวินจู้"

มหาปุโรหิตฉีกยิ้มกว้างหัวเราะและเดินออกจากห้องไป

.............

ยี่สิบไมล์ห่างจากนิกายกระบี่ฟ้า ที่เชิงเขาสูงตระหง่านแห่งหนึ่ง

ในค่ำคืนที่มืดมิดพลันปรากฏลำแสงสีขาวก็กระพริบขึ้น

หลังจากแสงสีขาวแตกสลาย

หนุ่มสาวคู่หนึ่งในอาภรณ์สีขาวได้ปรากฏตัวขึ้นบนพื้นหญ้าเชิงเขา

หนุ่มสาวสองคนนี้ก็คือจี้เทียนซิงและหยุนเหยา

หลังจากออกมาแล้วทั้งสองก็หันศีรษะไปมองรอบๆเพื่อสังเกตภูมิประเทศและสถานการณ์โดยรอบ

หยุนเหยาหันไปมองหลังเขา

ทางทิศที่ตั้งของนิกายกระบี่ฟ้าและยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏแสงไฟสว่างจ้า

นางจึงกล่าวว่า

"เทียนซิง ที่นี่อยู่ใกล้กับยอดเขากระบี่ฟ้าศักดิ์สิทธิ์มากเกินไป

เพียงยี่สิบไมล์เท่านั้น"

"เทียนเจี้ยนจงย่อมส่งยอดฝีมือจำนวนมากออกตามล่า

พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด !"

ในขณะเดียวกันจี้เทียนซิงก็เห็นภูมิประเทศโดยรอบอย่างชัดเจนเช่นกัน

เขาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมพล่างกล่าวว่า “ศิษย์พี่หญิง มันยังไม่สายเกินไป

พวกเรารีบกลับนิกายโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และรายงานเรื่องนี้ต่อท่านอาจารย์"

ขณะที่พูดเขาก็หยิบถุงมิติออกมาและเตรียมจะปลุกเฉียนเยวี่ย

ในเวลานี้เองหยุนเหยาถอดชิ้นส่วนหยกออกจากเอวของนาง

ปลดปล่อยกระเรียนสีขาวขนาดใหญ่ออกมาจากหยกชิ้นนั้น

"เทียนซิง พวกเรากลับพร้อมกัน

กระเรียนวิญญาณของข้ารวดเร็วกว่าสัตว์วิญญาณของเจ้า  มาเถอะ"

จี้เทียนซิงก็ยอมรับว่าเฉียนเยวี่ยบินไม่ได้เร็วเท่ากระเรียนวิญญาณ

เขาจึงพยักหน้าตกลงโดยดี

หลังจากนั้นทั้งสองก็กระโดดขึ้นหลังกระเรียนวิญญาณและโบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า

กระเรียนวิญญาณสยายปีกอย่างงดงามเหนือเวหายามราตรี

มันพาพวกเขาทั้งสองมุ่งหน้ากลับนิกายพันธมิตรสวรรค์

จี้เทียนซิงยืนกำหมัดแน่นอยู่บนด้านหลังของกระเรียนวิญญาณ

คนหันศีรษะกลับไปมองยังนิกายกระบี่ฟ้า

ดวงตารวมศูนย์เปล่งแสงเจิดจ้าเพ่งไปยังยอดเขากระบี่ศักดิ์สิทธิ์

“เอี๋ยนเอ๋อร์เจ้าไม่ห่วง

ข้าจะไปช่วยเจ้าเร็วๆนี้ !””

เขาแค่นเสียงเย็นอย่างเงียบงัน

ในใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

...............

สองชั่วยามต่อมากระเรียนวิญญาณก็พาทั้งสองกลับมาถึงนิกายพันธมิตรสวรรค์โดยปลอดภัย

ในเวลานี้เป็นเวลาเที่ยงคืน

หยุนเหยาจึงสั่งให้กระเรียนวิญญาณลงจอดบนยอดเขาชื่อเซี่ยวโดยตรง

หลังจากลงจอดแล้วจี้เทียนซิงและหยุนเหยาก็กระโดดลงและมุ่งหน้าไปยังที่พักของฉู่เทียนเซิงทันที

เมื่อมาถึงทั้งสองก็แจ้งเจตนาต่อผู้พิทักษ์ชุดดำและยืนรออยู่ในห้องตำรา

หลังจากนั้นไม่นาน ฉู่เทียนเซิงก็เข้ามา

ทันทีที่เข้าสู่ห้องตำรา

สีหน้าของมันก็กลายเป็นเคร่งขรึมพลางไตร่ถามด้วยเสียงเป็นกังวลว่า “หยุนเหยา เทียนซิง เกิดเรื่องอะไรขึ้น ? ทำไมพวกเจ้าถึงได้รีบๆร้อนๆกลับมาดึกดื่นป่านนี้เล่า

?"

หยุนเหยารีบตอบไปตามความจริงทันทีว่า “ท่านอาจารย์คะ

งานเลี้ยงฉลองวันเกิดของเทียนเจี้ยนจงในวันนี้เป็นแผนการที่พวกมันวางเอาไว้

พวกมันใส่ความศิษย์น้องเทียนซิงว่าเป็นผู้สังหารซื่อเหวินหยู”

“พวกเราหนีออกมาได้

แต่ศิษย์น้องเอี๋ยนเอ๋อร์ถูกทำร้ายสาหัสและถูกเทียนเจี้ยนจงจับตัวไป... "