รัชทายาทแห่งเผ่าอัคคีทักษิณ
อาวุโสหญิงผู้นี้เป็นผู้อาวุโสเจ็ดของนิกายพันธมิตรสวรรค์
ปกติจะว่างตัวไม่สลักสำคัญและแทบไม่ค่อยปรากฏตัว
จี้เทียนซิงไม่คุ้นชินกับอาวุโสหลายต่อหลายคน
เขารู้จักแค่เพียงผู้อาวุโสฝ่ายนอกชูไฮว่ซานและผู้อาวุโสใหญ่มู่หยุนไห่
ดังนั้นอาวุโสเจ็ดผู้นี้
เขาจึงไม่รู้จักและไม่เคยพบหน้ามาก่อน
อย่างไรก็ตาม
เขารู้สึกได้ว่าการคัดค้านของผู้อาวุโสเจ็ดนี้ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง
บางทีอาจมีความนัยแฝงที่ต้องแยกประเด็น
หลังจากอาวุโสเจ็ดแสดงความคิดเห็น
ฉู่เทียนเซิงก็ไม่ได้ปฏิเสธทันทีและมีสีหน้าราบเรียบพลางถามต่อด้วยน้ำเสียงองอาจว่า
“มีผู้ใดไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อีกไหม ?”
ผู้อาวุโสอีกสองคนในกลุ่มหันไปมองหน้ากันและก้าวเท้าออกไปข้างหน้าพลางกำหมัดคารวะกล่าวว่า
“ท่านประมุข เรื่องนี้สำคัญใหญ่หลวง
โปรดทบทวนดูอีกครั้งเถอะขอรับ !”
“ขอท่านประมุขโปรดทบทวนดูอีกครั้ง !”
ฉู่เทียนเซิงพยักหน้าเล็กน้อย
ดวงตาของเขากวาดผ่านผู้อาวุโสทั้งสามคนและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “อาวุโสทั้งสามล้วนเป็นบุคลผู้ซื่อสัตย์มีคุณธรรม
แต่ข้าก็เป็นถึงประมุขนิกาย
นอกจากนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนอย่างข้าฉู่เทียนเซิงจะยอมรับใครสักคนมาเป็นศิษย์สายตรง”
“สำหรับเรื่องนี้ ข้าได้คิดมาเป็นเวลานานแล้ว หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและปรึกษากับท่านอาวุโสสูงสุด
ข้าก็ได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว” (อาวุโสสูงสุดคือเซี่ยงหวู่จี้)
“นอกจากนี้
เดิมทีผู้อาวุโสสูงสุดก็มีความสัมพันธ์กับเด็กคนนี้ ท่านก็คิดจะรับมันเป็นศิษย์เสียด้วยซ้ำ”
“ดังนั้น การตัดสินใจที่ข้าเพิ่งประกาศไปนี้เป็นผลมาจากการปรึกษากับอาวุโสสูงสุดมาหลายครั้งหลายหน
!”
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสในกลุ่มคนได้ยินว่าอาวุโสสูงสุดผู้ก็ยังคิดจะรับจี้เทียนซิงเป็นศิษย์
ทันใดนั้นพวกเขาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่อาจทำใจเชื่อได้
คราวนี้ผู้อาวุโสที่คัดค้านทั้งสามคนก็พูดไม่ออกและล่าถอยไปอย่างเงียบงัน
ฉู่เทียนเซิงชี้แจงอย่างชัดเจนว่าถ้าหากเขารับจี้เทียนซิงเป็นศิษย์ไม่ได้
เซี่ยงหวู่จี้ก็จะรับแทน
หากเป็นเช่นนั้น
ผลที่ออกมาจะทำให้สถานะของจี้เทียนซิงสูงเกินไป
มันจะมีสถานะเทียบเท่ากับประมุขนิกายและสูงส่งกว่าผู้อาวุโสทุกรุ่นในปัจจุบันนี้ ! ****
*เซี่ยงหวู่จี้เป็นศิษย์น้องของอาจารย์ของประมุขนิกาย
ถ้าพระเอกเป็นศิษย์ก็จะมีสถานะเป็นเหมือนศิษย์น้องของประมุข เผื่อใครงง*
นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการเห็น
!
ผู้อาวุโสหลายคนลอบคิดคำนวณลับๆเกี่ยวกับตัวตนของจี้เทียนซิง
ในใจของพวกเขากำลังสงสัยว่ามีบางอย่างผิดปกติเกินไปหรือเปล่า ?
ชายหนุ่มผู้นี้ไม่เพียงแค่มีคุณค่าในสายตาประมุขนิกายเท่านั้น
แต่ยังเข้าตาผู้อาวุโสสูงสุดอีกด้วยหรือ ?
นอกเหนือจากการมีสายเลือดพิเศษที่สามารถเปิดใช้งานอาคมเก้ามังกรผนึกปีศาจให้กับนิกายได้แล้ว
เขายังมีอัตลักษณ์อื่นๆอีกหรือไม่ ?
หรือว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถพิเศษโดยกำเนิดเช่นเดียวกับสุดยอดอัจฉริยะหยุนเหยา
?
ในเวลานี้ฉู่เทียนเซิงก็กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“ในเมื่อผู้อาวุโสทุกท่านไม่มีการคัดค้าน
ดังนั้นเรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้ อาวุโสสาม, ท่านเป็นผู้รับผิดชอบในพิธีกราบอาจารย์ในอีกสามวันข้างหน้า
!”
จากนั้นฉู่เทียนเซิงก็บอกให้อาวุโสทั้งหลายแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง
ทุกคนก็ค่อยๆล่าถอยออกจากห้องโถงหลักและฉู่เทียนเซิงก็เดินออกไป
จี้เทียนซิงและหยุนเหยาเดินออกจากห้องโถง
ผ่านทางเดินที่เต็มไปด้วยป่าสองข้างทางของยอดเขาเมฆาสีชาด
หยุนเหยาเหลือบตาคู่งามมองอีกฝ่ายและเห็นว่าเขามีสีหน้าสงบราบเรียบดูเหมือนคิดอะไรบางอย่าง
นางเอ่ยถามว่า “ศิษย์น้องเทียนซิง ยินดีกับเจ้าด้วยที่กำลังจะได้เป็นศิษย์สายตรงของท่านประมุข”
“การได้เป็นศิษย์สายตรงล้วนเป็นความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ของเหล่าศิษย์ทุกคน
ไฉนเจ้าถึงได้...... ดูเหมือนไม่มีความสุข ?”
จี้เทียนซิงส่ายหัวและยิ้มจางๆอธิบายว่า
“ศิษย์พี่ใหญ่ หากเปลี่ยนเป็นศิษย์คนอื่นย่อมต้องตื่นเต้นดีใจและมีความสุข แต่ว่าข้าเพียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ข้าคิดไม่ถึงว่ารางวัลที่ท่านประมุขคิดจะมอบให้ก็คือการรับเป็นศิษย์สายตรง”
หยุนเหยาเพียงรับฟังคำพูดของจี้เทียนซิง
นางไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย แถมยังคาดเดาได้แต่แรกด้วยซ้ำ
เมื่อตอนที่ฉู่เทียนเซิงนำจี้หลิงไปยังถ้ำอาคมเพื่อเปิดใช้งานเก้ามังกรผนึกปีศาจ
เขายังเคยพูดเลยว่าหลังจากที่จี้หลิงเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในเมื่อไหร่จะรับเป็นศิษย์สายตรง
หากเทียบกันแล้ว
จี้เทียนซิงไม่เพียงแค่ร่ายอาคมเก้ามังกรผนึกปีศาจสำเร็จ แต่เขายังเป็นผู้มีพรสวรรค์ในมรรคายุทธ์ที่ล้ำเลิศ
อีกทั้งความเยือกเย็น การควบคุมอารมณ์ในการต่อสู้
เขาเหนือชั้นกว่าจี้หลิงมากมายนัก
แน่นอนว่าเมื่อเขาเติบใหญ่ เขาย่อมกลายเป็นยอดฝีมือตัวฉกาจในยุทธภพ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้
หยุนเหยาเผยรอยยิ้มแผ่วเบาที่หาชมได้ยากและเบนหน้าไปมองด้านข้างของอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า
“เจ้ากำลังจะได้เป็นศิษย์น้องที่แท้จริงของข้าแล้วหากไม่มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น เจ้าไม่มีความสุขหรือ ?”
จี้เทียนซิงหันหน้ากลับไปและจ้องมองวงหน้างาม
เขาอดไม่ได้ที่ตะลึงต่อรอยยิ้มหวานของนาง
“แน่นอนว่าข้าต้องมีความสุขอยู่แล้ว
เพียงแต่ข้าเข้าใจว่าท่านประมุขเป็นบุคลสำคัญมากของนิกายและอาณาจักรเทียนเฉิน
เรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหวมาก
แน่นอนข้าต้องกลายเป็นที่เฝ้ามองของผู้คนจำนวนมากนับจากนี้ไป”
ชายหนุ่มหันหน้ากลับมาพลางทอดสายตาเหม่อลอย
เขาจ้องมองไปที่ยอดเขาด้านหน้าและส่ายหัวด้วยรอยยิ้มหดหู่ “ข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ
อีกทั้งข้าก็มิได้มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมเหมือนศิษย์พี่”
“ยามที่ท่านประมุขประกาศข่าวออกมาเหล่าผู้อาวุโสก็เริ่มคัดค้าน
หลังข่าวนี้แพร่กระจายออกไปข้าก็ไม่รู้ว่าจะมีเหล่าศิษย์มากมายเพียงใดที่ต่อต้านข้า”
“พวกเขาอาจจะรู้สึกว่าข้าแค่โชคดีที่มีสายเลือดพิเศษที่เป็นประโยชน์ต่อนิกายจึงได้เข้าฝ่ายใน
และกลายเป็นศิษย์สายตรงของท่านประมุข”
หยุนเหยาหยุดเดินและจ้องมองอีกฝ่ายพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“ศิษย์น้องเทียนซิง หากสายตาและคำวิจารณ์ของผู้อื่นกดดันเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ลองเปลี่ยนความตึงเครียดให้กลายเป็นแรงจูงใจสิ”
“เมื่อเจ้าแข็งแกร่งพอและพิสูจน์ตัวเองหลายครั้งหลายหน
สุดท้ายเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายจะหายไปกลายเป็นความประหลาดใจและความหวาดกลัว !”
นางคือหัวหน้าศิษย์ของนิกายพันธมิตรสวรรค์และเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขคนต่อไป
อีกทั้งยังเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของอาณาจักรเทียนเฉิน นางมีคุณสมบัติที่สุดที่จะกล่าวคำเหล่านี้ออกมา
เนื่องจากนางเคยตกอยู่ในการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนมาก่อน
นางเลื่อนศักดิ์ฐานะอย่างรวดเร็วและได้รับเกียรติยศชื่อเสียงมามากมาย
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นภายในนิกายพันธมิตรสวรรค์หรือสำนักอื่นในอาณาจักรเทียนเฉิน
ยามใดที่มีการเอ่ยชื่อนาง
ผู้คนก็มักจะเต็มไปด้วยความชื่นชมและนับถือเลื่อมใสอย่างจริงใจ
จี้เทียนซิงพยักหน้าและกล่าวขอบคุณหยุนเหยาด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ที่กระตุ้นเตือน
ข้าจะจดจำคำพูดของท่านไว้เป็นอย่างดี”
หยุนเหยาผงกศีรษะเล็กน้อย
ดวงตากลมโตที่กระจ่างใสของนางเผยรอยยิ้มออกมา
ทั้งสองยังคงเดินเคียงข้างกัน
ขณะนั้นเองจี้เทียนซิงก็ขมวดคิ้วและถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่
ข้ามีคำถาม ในห้องโถงใหญ่ท่านประมุขบอกว่าข้าจะเป็นศิษย์สายตรงคนที่สาม เช่นนี้ก็หมายความว่านอกจากท่านกับข้าแล้วท่านประมุขยังมีศิษย์อีกคนหนึ่ง
?“
“แต่เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน”
หยุนเหยาพยักหน้าและกล่าวอย่างสงบว่า
“นอกจากเจ้ากับข้าแล้ว
ท่านอาจารย์มีศิษย์อีกหนึ่งคนที่รับไว้เมื่อสองปีก่อน”
“ศิษย์น้องคนนี้ชื่อว่าเอี๋ยนเอ๋อร์ เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุ
10 ปี, รัชทายาทแห่งเผ่าอัคคีทักษิณ” (ทักษิณ = ทิศใต้)
จี้เทียนซิงเผยสีหน้าประหลาดใจทันทีและมีข้อสงสัยบางอย่าง
“เผ่าอัคคีทักษิณ
? รัชทายาท ?”
หยุนเหยาพยักหน้าเล็กน้อยและอธิบายอย่างละเอียดว่า
“อาณาจักรเทียนเฉินเป็นหนึ่งในเก้าอาณาจักรทางทิศใต้ของแผ่นดินใหญ่
(ทวีปลมปราณฟ้า) และทะเลทรายทิศใต้ก็หมายถึงสองอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ในส่วนใต้สุดของทวีป”
“เผ่าอัคคีคือเผ่าพันธุ์อื่นที่หาได้ยากยิ่ง
พวกเขามีลักษณะคล้ายคลึงกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ เพียงแต่ว่าเผ่าอัคคีทุกคนจะเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อันล้ำเลิศในการควบคุมไฟ”
“นิกายเราเกี่ยวข้องกับเผ่าอัคคีมาตั้งแต่ร้อยปีก่อน
พวกเราเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันเสมอมาและมีการติดต่อเชื่อมสัมพันธ์กันหลายครั้งหลายหน
จักรพรรดิอัคคีในรุ่นนี้ก็ยังเป็นสหายสนิทชั่วชีวิตคนหนึ่งของท่านอาจารย์อีกด้วย”
“เอี๋ยนเอ๋อร์เป็นรัชทายาทของเผ่าอัคคี ยามที่เขาเกิดมา
ไม่เพียงแค่มีพรสวรรค์ในเชิงยุทธ์แต่ยังสืบทอดพรสวรรค์ของจักรพรรดิเพลิงมาอีกด้วย เขาพลังสายเลือดสองชนิดในร่าง
นั่นก็คือเพลิงหยินคลั่งและเพลิงหยางสีชาด”
“เดิมทีเอี๋ยนเอ๋อร์เป็นอัจฉริยะที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในรอบร้อยปีและเป็นความภาคภูมิใจของเผ่าอัคคี
แต่ทว่า ความพิเศษในร่างกายเขาได้ถูกปลุกขึ้นเมื่อสามปีก่อนหลังจากครอบครองสมบัติของเผ่าอัคคี”
“นับแต่นั้นมาชะตากรรมของเขาได้เปลี่ยนไป สายเลือดพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดได้กลายมาเป็นความเจ็บปวดที่แสนสาหัสสำหรับเขา…”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved