ตอนที่ 227

รัชทายาทแห่งเผ่าอัคคีทักษิณ

อาวุโสหญิงผู้นี้เป็นผู้อาวุโสเจ็ดของนิกายพันธมิตรสวรรค์

ปกติจะว่างตัวไม่สลักสำคัญและแทบไม่ค่อยปรากฏตัว

จี้เทียนซิงไม่คุ้นชินกับอาวุโสหลายต่อหลายคน

เขารู้จักแค่เพียงผู้อาวุโสฝ่ายนอกชูไฮว่ซานและผู้อาวุโสใหญ่มู่หยุนไห่

ดังนั้นอาวุโสเจ็ดผู้นี้

เขาจึงไม่รู้จักและไม่เคยพบหน้ามาก่อน

อย่างไรก็ตาม

เขารู้สึกได้ว่าการคัดค้านของผู้อาวุโสเจ็ดนี้ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง

บางทีอาจมีความนัยแฝงที่ต้องแยกประเด็น

หลังจากอาวุโสเจ็ดแสดงความคิดเห็น

ฉู่เทียนเซิงก็ไม่ได้ปฏิเสธทันทีและมีสีหน้าราบเรียบพลางถามต่อด้วยน้ำเสียงองอาจว่า

“มีผู้ใดไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อีกไหม ?”

ผู้อาวุโสอีกสองคนในกลุ่มหันไปมองหน้ากันและก้าวเท้าออกไปข้างหน้าพลางกำหมัดคารวะกล่าวว่า

“ท่านประมุข เรื่องนี้สำคัญใหญ่หลวง

โปรดทบทวนดูอีกครั้งเถอะขอรับ !”

“ขอท่านประมุขโปรดทบทวนดูอีกครั้ง !”

ฉู่เทียนเซิงพยักหน้าเล็กน้อย

ดวงตาของเขากวาดผ่านผู้อาวุโสทั้งสามคนและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “อาวุโสทั้งสามล้วนเป็นบุคลผู้ซื่อสัตย์มีคุณธรรม

แต่ข้าก็เป็นถึงประมุขนิกาย

นอกจากนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนอย่างข้าฉู่เทียนเซิงจะยอมรับใครสักคนมาเป็นศิษย์สายตรง”

“สำหรับเรื่องนี้ ข้าได้คิดมาเป็นเวลานานแล้ว หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและปรึกษากับท่านอาวุโสสูงสุด

ข้าก็ได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว” (อาวุโสสูงสุดคือเซี่ยงหวู่จี้)

“นอกจากนี้

เดิมทีผู้อาวุโสสูงสุดก็มีความสัมพันธ์กับเด็กคนนี้ ท่านก็คิดจะรับมันเป็นศิษย์เสียด้วยซ้ำ”

“ดังนั้น การตัดสินใจที่ข้าเพิ่งประกาศไปนี้เป็นผลมาจากการปรึกษากับอาวุโสสูงสุดมาหลายครั้งหลายหน

!”

เมื่อเหล่าผู้อาวุโสในกลุ่มคนได้ยินว่าอาวุโสสูงสุดผู้ก็ยังคิดจะรับจี้เทียนซิงเป็นศิษย์

ทันใดนั้นพวกเขาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจและไม่อาจทำใจเชื่อได้

คราวนี้ผู้อาวุโสที่คัดค้านทั้งสามคนก็พูดไม่ออกและล่าถอยไปอย่างเงียบงัน

ฉู่เทียนเซิงชี้แจงอย่างชัดเจนว่าถ้าหากเขารับจี้เทียนซิงเป็นศิษย์ไม่ได้

เซี่ยงหวู่จี้ก็จะรับแทน

หากเป็นเช่นนั้น

ผลที่ออกมาจะทำให้สถานะของจี้เทียนซิงสูงเกินไป

มันจะมีสถานะเทียบเท่ากับประมุขนิกายและสูงส่งกว่าผู้อาวุโสทุกรุ่นในปัจจุบันนี้ ! ****

*เซี่ยงหวู่จี้เป็นศิษย์น้องของอาจารย์ของประมุขนิกาย

ถ้าพระเอกเป็นศิษย์ก็จะมีสถานะเป็นเหมือนศิษย์น้องของประมุข เผื่อใครงง*

นี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการเห็น

!

ผู้อาวุโสหลายคนลอบคิดคำนวณลับๆเกี่ยวกับตัวตนของจี้เทียนซิง

ในใจของพวกเขากำลังสงสัยว่ามีบางอย่างผิดปกติเกินไปหรือเปล่า ?

ชายหนุ่มผู้นี้ไม่เพียงแค่มีคุณค่าในสายตาประมุขนิกายเท่านั้น

แต่ยังเข้าตาผู้อาวุโสสูงสุดอีกด้วยหรือ ?

นอกเหนือจากการมีสายเลือดพิเศษที่สามารถเปิดใช้งานอาคมเก้ามังกรผนึกปีศาจให้กับนิกายได้แล้ว

เขายังมีอัตลักษณ์อื่นๆอีกหรือไม่ ?

หรือว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถพิเศษโดยกำเนิดเช่นเดียวกับสุดยอดอัจฉริยะหยุนเหยา

?

ในเวลานี้ฉู่เทียนเซิงก็กล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“ในเมื่อผู้อาวุโสทุกท่านไม่มีการคัดค้าน

ดังนั้นเรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้ อาวุโสสาม, ท่านเป็นผู้รับผิดชอบในพิธีกราบอาจารย์ในอีกสามวันข้างหน้า

!”

จากนั้นฉู่เทียนเซิงก็บอกให้อาวุโสทั้งหลายแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง

ทุกคนก็ค่อยๆล่าถอยออกจากห้องโถงหลักและฉู่เทียนเซิงก็เดินออกไป

จี้เทียนซิงและหยุนเหยาเดินออกจากห้องโถง

ผ่านทางเดินที่เต็มไปด้วยป่าสองข้างทางของยอดเขาเมฆาสีชาด

หยุนเหยาเหลือบตาคู่งามมองอีกฝ่ายและเห็นว่าเขามีสีหน้าสงบราบเรียบดูเหมือนคิดอะไรบางอย่าง

นางเอ่ยถามว่า “ศิษย์น้องเทียนซิง  ยินดีกับเจ้าด้วยที่กำลังจะได้เป็นศิษย์สายตรงของท่านประมุข”

“การได้เป็นศิษย์สายตรงล้วนเป็นความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ของเหล่าศิษย์ทุกคน

ไฉนเจ้าถึงได้...... ดูเหมือนไม่มีความสุข ?”

จี้เทียนซิงส่ายหัวและยิ้มจางๆอธิบายว่า

“ศิษย์พี่ใหญ่ หากเปลี่ยนเป็นศิษย์คนอื่นย่อมต้องตื่นเต้นดีใจและมีความสุข  แต่ว่าข้าเพียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

ข้าคิดไม่ถึงว่ารางวัลที่ท่านประมุขคิดจะมอบให้ก็คือการรับเป็นศิษย์สายตรง”

หยุนเหยาเพียงรับฟังคำพูดของจี้เทียนซิง

นางไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย แถมยังคาดเดาได้แต่แรกด้วยซ้ำ

เมื่อตอนที่ฉู่เทียนเซิงนำจี้หลิงไปยังถ้ำอาคมเพื่อเปิดใช้งานเก้ามังกรผนึกปีศาจ

เขายังเคยพูดเลยว่าหลังจากที่จี้หลิงเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในเมื่อไหร่จะรับเป็นศิษย์สายตรง

หากเทียบกันแล้ว

จี้เทียนซิงไม่เพียงแค่ร่ายอาคมเก้ามังกรผนึกปีศาจสำเร็จ แต่เขายังเป็นผู้มีพรสวรรค์ในมรรคายุทธ์ที่ล้ำเลิศ

อีกทั้งความเยือกเย็น การควบคุมอารมณ์ในการต่อสู้

เขาเหนือชั้นกว่าจี้หลิงมากมายนัก

แน่นอนว่าเมื่อเขาเติบใหญ่ เขาย่อมกลายเป็นยอดฝีมือตัวฉกาจในยุทธภพ

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้

หยุนเหยาเผยรอยยิ้มแผ่วเบาที่หาชมได้ยากและเบนหน้าไปมองด้านข้างของอีกฝ่ายพลางกล่าวว่า

“เจ้ากำลังจะได้เป็นศิษย์น้องที่แท้จริงของข้าแล้วหากไม่มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น  เจ้าไม่มีความสุขหรือ ?”

จี้เทียนซิงหันหน้ากลับไปและจ้องมองวงหน้างาม

เขาอดไม่ได้ที่ตะลึงต่อรอยยิ้มหวานของนาง

“แน่นอนว่าข้าต้องมีความสุขอยู่แล้ว

เพียงแต่ข้าเข้าใจว่าท่านประมุขเป็นบุคลสำคัญมากของนิกายและอาณาจักรเทียนเฉิน

เรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไหวมาก

แน่นอนข้าต้องกลายเป็นที่เฝ้ามองของผู้คนจำนวนมากนับจากนี้ไป”

ชายหนุ่มหันหน้ากลับมาพลางทอดสายตาเหม่อลอย

เขาจ้องมองไปที่ยอดเขาด้านหน้าและส่ายหัวด้วยรอยยิ้มหดหู่ “ข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ

อีกทั้งข้าก็มิได้มีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมเหมือนศิษย์พี่”

“ยามที่ท่านประมุขประกาศข่าวออกมาเหล่าผู้อาวุโสก็เริ่มคัดค้าน

หลังข่าวนี้แพร่กระจายออกไปข้าก็ไม่รู้ว่าจะมีเหล่าศิษย์มากมายเพียงใดที่ต่อต้านข้า”

“พวกเขาอาจจะรู้สึกว่าข้าแค่โชคดีที่มีสายเลือดพิเศษที่เป็นประโยชน์ต่อนิกายจึงได้เข้าฝ่ายใน

และกลายเป็นศิษย์สายตรงของท่านประมุข”

หยุนเหยาหยุดเดินและจ้องมองอีกฝ่ายพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“ศิษย์น้องเทียนซิง  หากสายตาและคำวิจารณ์ของผู้อื่นกดดันเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ลองเปลี่ยนความตึงเครียดให้กลายเป็นแรงจูงใจสิ”

“เมื่อเจ้าแข็งแกร่งพอและพิสูจน์ตัวเองหลายครั้งหลายหน

สุดท้ายเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายจะหายไปกลายเป็นความประหลาดใจและความหวาดกลัว !”

นางคือหัวหน้าศิษย์ของนิกายพันธมิตรสวรรค์และเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขคนต่อไป

อีกทั้งยังเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งของอาณาจักรเทียนเฉิน นางมีคุณสมบัติที่สุดที่จะกล่าวคำเหล่านี้ออกมา

เนื่องจากนางเคยตกอยู่ในการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนมาก่อน

นางเลื่อนศักดิ์ฐานะอย่างรวดเร็วและได้รับเกียรติยศชื่อเสียงมามากมาย

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นภายในนิกายพันธมิตรสวรรค์หรือสำนักอื่นในอาณาจักรเทียนเฉิน

ยามใดที่มีการเอ่ยชื่อนาง

ผู้คนก็มักจะเต็มไปด้วยความชื่นชมและนับถือเลื่อมใสอย่างจริงใจ

จี้เทียนซิงพยักหน้าและกล่าวขอบคุณหยุนเหยาด้วยรอยยิ้ม

“ขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ที่กระตุ้นเตือน

ข้าจะจดจำคำพูดของท่านไว้เป็นอย่างดี”

หยุนเหยาผงกศีรษะเล็กน้อย

ดวงตากลมโตที่กระจ่างใสของนางเผยรอยยิ้มออกมา

ทั้งสองยังคงเดินเคียงข้างกัน

ขณะนั้นเองจี้เทียนซิงก็ขมวดคิ้วและถามว่า “ศิษย์พี่ใหญ่

ข้ามีคำถาม ในห้องโถงใหญ่ท่านประมุขบอกว่าข้าจะเป็นศิษย์สายตรงคนที่สาม เช่นนี้ก็หมายความว่านอกจากท่านกับข้าแล้วท่านประมุขยังมีศิษย์อีกคนหนึ่ง

?“

“แต่เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน”

หยุนเหยาพยักหน้าและกล่าวอย่างสงบว่า

“นอกจากเจ้ากับข้าแล้ว

ท่านอาจารย์มีศิษย์อีกหนึ่งคนที่รับไว้เมื่อสองปีก่อน”

“ศิษย์น้องคนนี้ชื่อว่าเอี๋ยนเอ๋อร์ เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุ

10 ปี, รัชทายาทแห่งเผ่าอัคคีทักษิณ” (ทักษิณ = ทิศใต้)

จี้เทียนซิงเผยสีหน้าประหลาดใจทันทีและมีข้อสงสัยบางอย่าง

“เผ่าอัคคีทักษิณ

? รัชทายาท ?”

หยุนเหยาพยักหน้าเล็กน้อยและอธิบายอย่างละเอียดว่า

“อาณาจักรเทียนเฉินเป็นหนึ่งในเก้าอาณาจักรทางทิศใต้ของแผ่นดินใหญ่

(ทวีปลมปราณฟ้า) และทะเลทรายทิศใต้ก็หมายถึงสองอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ในส่วนใต้สุดของทวีป”

“เผ่าอัคคีคือเผ่าพันธุ์อื่นที่หาได้ยากยิ่ง

พวกเขามีลักษณะคล้ายคลึงกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ เพียงแต่ว่าเผ่าอัคคีทุกคนจะเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อันล้ำเลิศในการควบคุมไฟ”

“นิกายเราเกี่ยวข้องกับเผ่าอัคคีมาตั้งแต่ร้อยปีก่อน

พวกเราเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันเสมอมาและมีการติดต่อเชื่อมสัมพันธ์กันหลายครั้งหลายหน

จักรพรรดิอัคคีในรุ่นนี้ก็ยังเป็นสหายสนิทชั่วชีวิตคนหนึ่งของท่านอาจารย์อีกด้วย”

“เอี๋ยนเอ๋อร์เป็นรัชทายาทของเผ่าอัคคี ยามที่เขาเกิดมา

ไม่เพียงแค่มีพรสวรรค์ในเชิงยุทธ์แต่ยังสืบทอดพรสวรรค์ของจักรพรรดิเพลิงมาอีกด้วย  เขาพลังสายเลือดสองชนิดในร่าง

นั่นก็คือเพลิงหยินคลั่งและเพลิงหยางสีชาด”

“เดิมทีเอี๋ยนเอ๋อร์เป็นอัจฉริยะที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนในรอบร้อยปีและเป็นความภาคภูมิใจของเผ่าอัคคี

แต่ทว่า ความพิเศษในร่างกายเขาได้ถูกปลุกขึ้นเมื่อสามปีก่อนหลังจากครอบครองสมบัติของเผ่าอัคคี”

“นับแต่นั้นมาชะตากรรมของเขาได้เปลี่ยนไป สายเลือดพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิดได้กลายมาเป็นความเจ็บปวดที่แสนสาหัสสำหรับเขา…”