ตอนที่ 240

เมื่อชาเค่อฟูเห็นการเจรจาไปได้สวย เขาก็เริ่มพูดต่ออย่างช้าๆ

“ยังมีอีกเรื่องท่านมู่เหลียง”

มู่เหลียงลืมตาขึ้นและมองชาเค่อฟูราวกับว่ารอประโยคต่อไป

“ผมอยากจะให้ท่านช่วยสร้างกำแพงแก้วให้เมืองปักษาด้วย”

ชาเค่อฟูกล่าวอย่างจริงจัง

แววตาของมู่เหลียงถึงกับสั่นไหวเล็กน้อย ข้อเสนอใหญ่กำลังจะมา

แล้วมู่เหลียงก็ขมวดคิ้วและพูดขึ้น

“เกรงว่าจะลำบากสักหน่อย การสร้างกำแพงแก้วคลุมทั้งเมืองนั้นเป็นอะไรที่ใช้แรงและมีต้นทุนที่สูง”

ชาเค่อฟูถึงกับรู้สึกผิดหวัง และเข้าใจได้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่อะไรที่ทำง่ายๆ

ชาหน่าเลยถามขึ้นทันที

“ท่านมู่เหลียง แล้วจะต้องจ่ายเป็นสิ่งใด”

“เรื่องนี้พูดออกไปคงลำบาก มันเกี่ยวข้องกับความลับของเมืองเต่าทมิฬด้วย”

มู่เหลียงส่ายหัวทำหน้าตาหนักใจ

หยู่ฉินหลานกระพริบตาเล็กน้อย และพยายามที่จะกลั้นหัวเราะภายในใจ เธอรู้ว่ามู่เหลียงกำลังต้องการจะหลอกคนเหล่านี้

“หนึ่งพันผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด…”

ชาเค่อฟูเสนอราคาขึ้น

ตัวของชาเค่อฟูเองก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าเหมือนกันมีเล่ห์เหลี่ยมไม่ใช่น้อย เพราะงั้นไม่มีทางที่เขาจะตามเกมมู่เหลียงไม่ทัน

“หนึ่งหมื่น…”

มู่เหลียงตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ แต่แววตากลับแฝงไปด้วยเลศนัย

“หนึ่งหมื่น….งั้นหรอ”

ชาเค่อฟูหรี่ตาลงและพยายามที่จะต่อรอง

เขากำลังคิดราคาต้นทุนกำไรภายในหัว และคิดว่ามันคุ้มค่าไหมที่จะใช้ผลึกสัตว์อสูรมากขนาดนี้กับกำแพงแก้ว

“ปัญหาใหญ่ของเมืองปักษาคือสภาพแวดล้อมที่แย่ ทำให้ผู้คนมาเมืองนี้น้อย หากว่ามันถูกแก้ไขผู้คนจะเริ่มหลั่งไหลมายังเมืองปักษามากขึ้น และจะสร้างกำไรให้เมืองอย่างมหาศาล”

“ท่านมู่เหลียง หนึ่งหมื่นมันไม่มากเกินไปหรอ”

ชาหน่าถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งเครียด

“ผมว่าท่านชาเค่อฟูคงจะเข้าใจ ว่าราคาหนึ่งหมื่นผลึกสัตว์อสูรนั้นเป็นอะไรที่สมเหตุสมผลแล้ว”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย

เขากำลังทดสอบอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายจ่ายไม่ไหว เขาก็พอที่จะลดให้ได้สักพันสองพันก้อน

แต่สถานการณ์ตรงหน้านี้ทำให้มู่เหลียงรู้สึกสนใจกับการตัดสินใจของชาเค่อฟูมาก

“ตกลง หนึ่งหมื่นก็หนึ่งหมื่น”

ชาเค่อฟูพยักหน้าช้าๆ

แม้ว่าจะต้องเสียผลึกสัตว์อสูรไปจำนวนมาก แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่อะไร

“ท่านพ่อ!”

ชาเลาต้องการจะหยุดพ่อของเขา

“ฉันมีเหตุผลของฉัน”

ชาเค่อฟูพูดขึ้นและมองไปยังลูกชายคนรอง

“ลูกเข้าใจแล้ว”

ชาเลาเองก็ทำอะไรไม่ได้อีกต่อไป

เพราะผู้ที่มีอำนาจจัดการเรื่องการเงินทั้งหมดคือชาเค่อฟู และเขาไม่รู้ว่าตอนนี้ในคลังตระกูลมีผลึกสัตว์อสูรมากน้อยแค่ไหน

ชาเค่อฟูผายมือไปทางมู่เหลียงและพูดขึ้น

“ถ้างั้นท่านมู่เหลียงจะเริ่มทำได้ตอนไหน”

“เมื่อตอนที่ท่านเตรียมผลึกสัตว์อสูรมาพร้อมจ่ายแล้ว ผมจะเริ่มทันที”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับความรู้สึกที่โล่งอก

ด้วยผลึกสัตว์อสูรขนาดนี้ เขาสามารถวิวัฒนาการเต่าทมิฬให้กลายเป็นระดับ 8 ได้ และยังเหลือแต้มอีก

“ให้เวลาทางเราหน่อย”

ชาเค่อฟูลุกขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบ

“ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้”

มู่เหลียงพูดอย่างใจเย็น

และเหมือนมู่เหลียงจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดออกมา

“ท่านชาเค่อฟู ที่จริงผมเองสนใจนกในเมืองของท่านเหมือนกัน เป็นไปได้ไหมที่จะซื้อขายแลกเปลี่ยน”

มู่เหลียงต้องการเลี้ยงนกมาตลอด และนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก

“คงเป็นไปไม่ได้หรอกท่าน เพราะนกถือเป็นสมบัติของเมืองปักษา เราไม่ขายให้กับคนภายนอก”

ชาเลาตอบด้วยสีหน้าขึงขัง

“โห?”

มู่เหลียงเหลือบมองไปทางลูกชายคนรองของชาเค่อฟู

การมองครั้งนี้ทำให้ชาเลาถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว และหนาวไปถึงกระดูกดำ

“อะแฮ่ม!”

ชาเค่อฟูไอออกมาด้วยเสียงที่ดัง

แววตาของเขาเป็นประกายแต่ดูสุขุม

“มันก็พอจะแลกเปลี่ยนได้ ฉันจะให้นกสามตัวกับท่าน ตัวเมียตัวผู้อย่างละตัวกับลูกนกอีกตัว”

“แล้วท่านต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ

เดิมทีเขาคิดว่าการแลกเปลี่ยนนี้อาจจะเจรจายากกว่าที่คิด

“ได้ยินมาจากลูกสาวว่า เมืองเต่าทมิฬมีต้นไม้สีเขียวมากมายเต็มไปหมด ทางเราเองก็เลยอยากจะได้ต้นอ่อนของต้นไม้ผลบ้าง”

ชาเค่อฟูพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ

“หกต้น”

มู่เหลียงพูดอย่างใจเย็น

ต้นอ่อนของไม้ผลหกต้นแลกกับนกสามตัวถือว่าเท่าเทียมกัน

หากว่านกที่ได้มาไม่มีความสามารถเฉพาะเหมือนกับนกในเมืองปักษา ข้อเสนอนี้อาจจะเหลือแค่ 3 ต้นเท่านั้น

“ตกลง”

ชาเค่อฟูคิดอยู่เล็กน้อยก่อนที่จะตอบ

และถามต่อทันที

“แล้วจะปลูกยังไงให้พืชผลเติบโตได้ดี”

เรื่องนั้นง่ายมาก เพียงแค่รดน้ำใส่ปุ๋ยให้เพียงพอ”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ

สิ่งที่เขาบอกไปนั้นก็แค่วิธีการปลูกต้นไม้แบบทั่วไป ไม่ใช่วิธีการแบบที่เมืองเต่าทมิฬทำ เพราะที่นี่ไม่มีต้นชาประกายแสง

“น้ำ…”

“เมืองปักษาของเราเองก็ขาดแคลนเรื่องน้ำเหมือนกัน”

ชาเค่อฟูพูดอย่างหนักใจ

“แล้วทำไมเราไม่คิดทำข้อเสนอใหม่กันล่ะ”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับหัวเราะ

“ข้อเสนออะไร?”

ชาเค่อฟูเริ่มสงสัย

“เรื่องน้ำ”

มุมปากของมู่เหลียงยกขึ้น

ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ การขาดแคลนน้ำไม่ใช่เรื่องแปลก และไอน้ำในอากาศก็มีน้อยกว่านอกป่าหมื่นไพรศาลเป็นสองเท่า

“ข้อเสนอนี้เป็นเช่นไร”

ชาเค่อฟูถามด้วยความประหลาดใจ

มู่เหลียงกลับตอบอย่างใจเย็น

“ไม่ต้องคิดมาก เอาไว้ให้ข้อตกลงแรกจบก่อน”

“ถ้างั้นขอเวลาสักหน่อย”

เมื่อได้ยินแบบนี้ชาเค่อฟูหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป

มู่เหลียงลดสายตาลง และมองดูอาหารบนโต๊ะที่ไม่ได้ดูน่ากินเลยแม้แต่น้อย

“ค่อยกลับไปกินที่ตำหนักก็ได้”

หยู่ฉินหลานโน้มตัวมาข้างๆ มู่เหลียง ก่อนที่จะกระซิบเบาๆ ที่ใบหู

มันทำให้ใจของมู่เหลียงเต้นแรง และรู้สึกอุ่นๆ ที่ใบหู

“ก็ดีเหมือนกัน”

มู่เหลียงพูดเบาๆ

สิบนาทีต่อมาชาเค่อฟูก็กลับมาพร้อมกับหีบไม้ในมือ

“ท่านมู่เหลียง นี้คือผลึกสัตว์อสูรหนึ่งหมื่นก้อน โปรดนับก่อน”

ชาเค่อฟูวางหีบไม้ลงบนโต๊ะและส่งให้มู่เหลียง

ภายในนั้นเต็มไปด้วยผลึกสัตว์อสูรชั้นกลางระดับต่ำ ซึ่งมันเทียบได้กับผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดหนึ่งหมื่นก้อน

……

“ไม่ล่ะ เราเชื่อใจท่าน”

มู่เหลียงยกมือขึ้นและวางลงบนหีบไม้เบาๆ

การทำการค้าระหว่างกันหัวใจหลักคือการไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไม่งั้นการทำการค้าระยะยาวคงเป็นไปไม่ได้

“ถ้างั้น?”

ชาเค่อฟูพูดขึ้นราวกับอดทนรอไม่ไหว

“เราออกไปข้างนอกกันเถอะ”

มู่เหลียงลุกขึ้น และเดินออกไปนอกตำหนัก

หยู่ฉินหลานเองก็ลุกขึ้นและเดินตามมู่เหลียงไปติดๆ

“ลูกหน่า เตรียมนกให้ด้วย”

ชาเค่อฟูพูดขึ้น

“ครับท่านพ่อ”

ชาหน่ารับคำสั่งทันที

ชาหลัวเดินตามพ่อของเธอไป ที่นอกตำหนักเจ้าเมืองด้วย

มู่เหลียงเมื่อก้าวออกมาด้านนอกแล้ว เขาก็สร้างแท่นหินสูง 300 เมตรขึ้นไปมองภาพเมืองโดยรวมทั้งหมด

“จงปรากฏ”

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นก่อนที่นัยน์ตาสีดำของเขาจะเปลี่ยนกลายเป็นแก้วผลึก

แล้วตอนนั้นเองที่เกิดแสงวิบวับขึ้นไปทั่วเมืองปักษา และขยายตัวออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่นานผลึกกระจกขนาดใหญ่ก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดินและสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนครอบไว้ทั้งหมด

หากมองจากบนท้องฟ้าจะเห็นเหมือนทั้งเมืองปักษาถูกชามแก้วครอบเอาไว้

“ที่นี่ไม่มีต้นไม้หรือพืชช่วยสร้างอากาศ งั้นเราต้องเปิดช่องรับลมมากขึ้น”

มู่เหลียงพูดกับตัวเองก่อนที่เขาจะสร้างรูบนกำแพงแก้ว มีหลายรูมีหลายขนาด นอกจากช่วยเรื่องรับอากาศแล้วยังทำรูให้นกบินเข้าออกอีกด้วย

ก่อนที่แท่นหินที่มู่เหลียงยืนอยู่จะลดตัวลงมาที่เดิม

“ยอดไปเลย ต่อจากนี้ก็ไม่มีฝุ่นกับลมอีกแล้ว”

ชาหลัวตะโกนด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ และกระพือปีกไปมา

ที่ในเมืองปักษา

“นี้มันอะไร?”

“มันเหมือนกับผลึกแก้วที่กันลมและทรายในเมืองเต่าทมิฬเลย”

“เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันไม่ต้องโดนลมกับฝุ่นพัดเข้าหน้าแบบนี้”

ชาวเมืองเริ่มตื่นเต้นและตกใจกับสิ่งที่เห็น

“มันสร้างง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ?”

ชาเลาพูดขึ้นอย่างตกตะลึง

“ง่ายๆ?”

หยู่ฉินหลานเหลือบมองชาเลาทันที และพูดด้วยมุมปากที่ยกสูง

“ถ้ามันง่ายจริง ทำไมท่านถึงไม่สร้างขึ้นมาเองล่ะ”

“....”

ชาเลาถึงกับปิดปากเงียบทันที ทำไมวันนี้ทุกครั้งที่เขาเอ่ยปากพูดถึงโดนโจมตีทุกครั้ง

ชาเค่อฟูถึงกับตกตะลึงไปในทันที เมื่อกำแพงแก้วโผล่ขึ้นมาเป็นครั้งแรกที่เขาตกใจแบบนี้

“ตอนนี้ข้อตกลงแรกเสร็จสิ้นแล้ว”

ใบหน้าของมู่เหลียงดูอ่อนเพลียเล็กน้อย

กำแพงแก้วที่ครอบเมืองปักษาใหญ่กว่าของเมืองเต่าทมิฬ ดังนั้นทำให้เขาใช้พลังไปจำนวนมาก และรู้สึกหน้ามืดเล็กน้อย

หยู่ฉินหลานเห็นสีหน้ามู่เหลียงไม่ดี จึงรีบเข้ามาพยุง

“ไม่เป็นไร ฉันสบายดี”

มู่เหลียงตอบอย่างอ่อนโยน

ด้วยพลังในการฟื้นตัวของเขา เพียงแป๊บเดียวก็ฟื้นฟูได้แล้ว