ตอนที่ 171

“ฮือ…”

ซิไป่ฉีลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกงวงเงีย และรู้สึกขี้เกียจอย่างมาก

เธอไม่อยากจะขยับตัวไปไหน และจมอยู่ในเตียงนุ่มๆ นี้ไปตลอด เหมือนกับแมวน้ำตัวหนึ่ง

นั้นก็เพราะเธอไม่เคยนอนหลับสบายแบบนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ออกเดินทางมากับมิอา

โครกคราก

เสียงท้องคำรามด้วยความหิว

สีหน้าของซิไป่ฉีดูไม่สบายอย่างมาก และไม่สามารถหยุดคิดถึงมันได้

เธอดึงผ้าห่มออกอย่างไม่เต็มใจเท่าไร และลุกขึ้นนั่งมองไปทางมิอาที่นอนอยู่ข้างๆ

“จะปลุกดีไหมเนี้ย”

ซิไป่ฉีรู้สึกเห็นใจมิอาเหมือนกัน

เธอเดินไปที่หน้าต่างและมองออกไปด้านนอก ยังมีกลิ่นหอมลอยอยู่เต็มบรรยากาศ ซึ่งยิ่งทำให้เธอหิวมากขึ้นไปอีก

มิอารู้สึกตัวเมื่อมีบางสิ่งเคลื่อนไหว เธอลืมตาขึ้นมองด้วยความสงสัย

และเห็นว่าซิไป่ฉีนั้นเอามือกุมท้องพร้อมกับมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าหิวโหย

“ตื่นแล้วหรอ?”

ซิไป่ฉีหันกลับมาเห็นว่ามิอาตื่นแล้ว และมองเธอด้วยแววตาที่มีความหวัง

“ไม่ต้องแต่งตัวอะไรมาก ออกไปกันเถอะ”

ซิไป่ฉีรวบผมเป็นหางม้า และแสดงท่าทางว่าเธอพร้อมจะไปแล้ว

“ถ้างั้นก็ไปกัน”

มิอาขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินนำออกไปจากห้อง

ทั้งสองเดินออกมาถึงแผนกต้อนรับและเห็นหญิงสาวคนเดิมกำลังกินอาหารอยู่

“ลูกค้าจะออกไปหาอะไรกินงั้นหรอค่ะ”

แม่มดพันหน้าถามขึ้น

“ใช่”

มิอาพยักหน้าอย่างเย็นชา

“ต้องการคำแนะนำไหมค่ะ”

แม่มดพันหน้าถามต่อ

“ก็ดี”

มิอาตอบ

“หอโภชนาการมีอาหารจานผักขายหลายอย่าง….แต่หากคิดว่ามันแพงเกินไป ก็ยังมีอาหารอย่างอื่นให้กินอยู่”

แม่มดพันหน้าเองก็ไม่เข้าใจ

ในหอโภชนาการมีอาหารต้องหลายอย่าง แต่คนกลับกินแต่อาหารจานผัก

“ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้าโบกมือให้ทั้งสองอย่างเป็นกันเอง

และกินมื้อดึกของเธอต่อ เธอรู้สึกว่าวันนี้อาหารอร่อยมาก

ถึงเธอจะไม่ชอบเมืองเต่าทมิฬก็ตาม แต่สิ่งที่เธอไม่พอใจเกี่ยวกับเมืองนี้คือเธอต้องสูญเสียอิสระภาพ

แต่กลับกันแม่มดพันหน้านั้นกลับชอบอาหารและที่อยู่อาศัยมาก

มิอาพาซิไป่ฉีออกจากหอสามดวงดาว แม้จะหัวค่ำแล้วแต่ถนนการค้าก็ยังดูมีชีวิตชีวาอยู่

“มันสว่างไปหมด”

ซิไป่ฉีกระพริบตาหลายครั้ง และประหลาดใจกับถนนการค้าในยามค่ำคืนที่มีแสงส่องสว่างตลอด

นี้ไม่ใช่แสงจากเปลวเพลิง แต่เป็นแสงสว่างที่เหมือนกับแสงจากดวงอาทิตย์

“ดูบนนั้น”

มิอาเงยหน้าขึ้นและพูด

เธอเห็นเสาไม้สูงสามเมตรและที่ปลายยอดของเสาไม้ก็มีแสงไฟส่องสว่างอยู่

“ฉันจะขึ้นไปดู”

ซิไป่ฉีนั้นอดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่อยู่

“อย่าได้เปิดเผยตัวตนของเธอ”

มิอากดหัวของซิไป่ฉีไม่ให้เธอกระโจนบินขึ้นไป

“อย่ามาจับหัวฉันนะ!! ฉันไม่บินขึ้นไปแล้วก็ได้”

ซิไป่ฉีบ่นอย่างไม่พอใจ

เธอปัดมือของมิอาออก และมองไปรอบๆ ก็ยังเห็นว่าถนนการค้ายังมีผู้คนอยู่

“ไปหาของกินกันเถอะ”

มิอาเดินไปที่ฝั่งตรงข้ามกับหอสามดวงดาวซึ่งเป็นที่ตั้งของหอโภชนาการ

เธอต้องการจะตรวจสอบเมืองเต่าทมิฬในช่วงดึก เพื่อหาวิธีการปลูกพืชผักของเมืองนี้

ถนนการค้าตอนดึกนั้นไม่ค่อยมีคนแออัดเหมือนตอนเช้า ทำให้หอโภชนาการมีที่ว่างให้กับทั้งสองคน

“ยินดีต้อนรับคุณลูกค้า!”

เซียวมี่ทักทายด้วยรอยยิ้ม

เดิมทีเซียวมี่สมัครมาเป็นสาวใช้ของตำหนักเจ้าเมือง แต่หยู่ฉินหลานให้เธอมาทำงานในหอโภชนาการอ้างว่าให้เธอมาเรียนรู้การทำอาหารและการจัดโต๊ะอาหาร

และหลังจากผ่านช่วงฝึกสอนไปแล้ว หยู่ฉินหลานบอกว่าจะส่งเธอกลับไปยังตำหนักเจ้าเมือง

แต่สิ่งที่หยู่ฉินหลานพูดนั้นก็แค่หลอกเซียวมี่เท่านั้น ความจริงแล้วถนนการค้านั้นขาดแคลนแรงงานอย่างมาก เพราะงั้นสาวใช้ฝึกหัดหยู่ฉินหลานก็ต้องดึงตัวมาใช้

“ลูกค้าต้องการจะนั่งที่ห้องโถงหรือห้องส่วนตัวดีค่ะ”

เซียวมี่ถามเบาๆ

“มันแตกต่างกันอย่างไง”

ซิไป่ฉีถามอย่างระมัดระวัง

เธอรู้แล้วว่าราคาที่จ่ายนั้นย่อมได้ของที่ดีกว่าอย่างแน่นอน เหมือนกับห้องพักของหอสามดวงดาว

“ห้องส่วนตัวนั้นจะต้องจ่ายค่าเปิดห้องเป็นผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูงสิบก้อน”

“งั้นกินในพื้นที่ปกติก็ได้”

ซิไปฉีรู้สึกว่าสิ่งนี้ค่อนข้างเกินตัวไป

ใครมันจะบ้าพอที่จะยอมจ่ายผลึกสัตว์อสูรเพื่อที่จะได้ห้องกินข้าวส่วนตัวมื้อเดียว?

“งั้นตามมาเลยเจ้าค่ะ”

เซียวมี่เดินนำทั้งสองมายังโต๊ะในห้องโถง

เธอวางแก้วน้ำสองแก้ว และเอา หนังสือเล่มเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อเธอ

“นี้คือรายการอาหารเจ้าค่ะ”

เซียวมี่มองดูทั้งสองที่ท่าทางดูสับสน ด้วยรอยยิ้ม

“ลูกค้าลองเปิดดูรายการอาหาร และบอกได้ว่าอยากจะกินอะไรเจ้าค่ะ”

“รายการอาหาร?”

ซิไป่ฉีเปิดหนังสือเล่มเล็กอย่างสงสัย

ในหนังสือเล่มเล็กเธอเห็นรูปภาพอาหารหลายอย่าง และบอกรายการอาหารว่ามีอะไรบ้าง

“ดูราคาอาหารจานผักสิ”

มิอาพูดขึ้นอย่างตกใจ

“ไหน”

ซิไป่ฉีพลิกหน้ารายการอาหารไปดูหมวดหมู่ของอาหารจานผักในท้ายเล่ม

เมื่อเห็นแววตาของเธอฉายออกถึงความตกใจ

“ผัดเถามันเทศสิบผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูง”

“ผัดกะหล่ำปลีสิบผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูง”

“ซุปมะเขือเทศสิบผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูง”

ซิไป่ฉีไม่อยากจะอ่านอีกต่อไป เพราะมันแพงมากและยังเป็นอาหารจานเดียวอีก และกินได้ไม่ถึงสิบวันด้วยซ้ำ

“อาหารพวกนี้ขายได้เยอะไหม?”

มิอาถามขึ้นด้วยความสงสัย”

“ขายดีมากค่ะ วันนี้ขายได้สามร้อยที่”

เซียวมี่กล่าวเบาๆ

“...”

แววตาของมิอาถึงกับหรี่เล็กลง และมองดูรายการอาหารผัก และไม่อยากจะเชื่อว่ามันขายได้ถึงสามร้อยที่

ผักบางชนิดเหมือนกับที่ปลูกในดินแดนเขียวขจี แต่ไม่ได้ถูกเรียกว่ากะหล่ำปลี

เธอคุ้นเคยหน้าตาของผักหลายชนิด แต่เธอเองก็ไม่เคยได้ยินว่าดินแดนเขียวขจีจะสามารถปลูกผลผลิตได้มากพอที่จะใช้ทำอาหารได้สามร้อยที่ต่อวัน

“ไม่คิดจะสั่งหน่อยหรอ”

ซิไป่ฉีมองไปยังมิอาด้วยความตกใจเหมือนกัน

ทั้งสองไม่ได้มีผลึกสัตว์อสูรมากเท่าไหร่ และคงสั่งอาหารจานผักได้ไม่เยอะ

“งั้นเอาผัดกะหล่ำปลีให้หนึ่งที่”

มิอาพูดอย่างเย็นชา

เธอคิดว่าจะได้ลองกินเปรียบเทียบกับกะหล่ำปลีที่ปลูกในดินแดนเขียวขจีว่ามันแตกต่างกันแค่ไหน

“ผัดกะหล่ำปลีหนึ่งที่ แล้วรับอะไรอีกไหมเจ้าค่ะ”

เซียวมี่มองทั้งสองหลังจากจดรายการอาหารเสร็จ

“เธอก็สั่งด้วยสิ”

มิอามองไปทางซิไป่ฉีเป็นการบอกว่าให้เธอเลือกสั่งอาหารสักอย่าง

“อืออ…”

ซิไป่ฉีเม้มปากด้วยเขี้ยวน้อยๆ ของเธอ เพราะเธอไม่เคยสั่งอาหารราคาแพงแบบนี้มาก่อน

“คุณหนู เป็นอะไรรึป่าวเจ้าค่ะ”

เซียวมี่มองไปยังซิไป่ฉีที่กำลังเม้มปากอยู่

“ไม่ๆ ไม่เป็นอะไร”

ซิไป่ฉีฝืนยิ้มออกมา

เธอพลิกดูรายการอาหารหลายครั้งก่อนที่จะสั่ง

“ขอเป็นทอดมันเนื้อที่หนึ่งแล้วกัน”

“ได้เลยค่ะ”

เซียวมี่รับรายการอาหารมาอย่างสุภาพ

เธอมองดูเด็กสาวมัดผมหางม้า ที่ถือรายการอาหารในมือแน่นไม่ยอมปล่อย แต่เซียวมี่เองก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะนี้ไม่ใช่ลูกค้าคนแรกที่ทำแบบนี้

“เฮ้อ…”

ซิไป่ฉีถอนหายใจ และส่งรายการอาหารคืนให้กับเซียวมี่

เธอเห็นว่าภาพที่วาดอยู่ในรายการอาหารนั้นไม่ได้ด๋อยไปกว่าภาพในแผนที่แนะนำเลย

“งั้นรอสักครู่นะเจ้าค่ะ อาหารจะมาในเร็วๆ นี้”

เซียวมี่เก็บรายการอาหารแล้วเดินเข้าไปในห้องครัววเพื่อสั่งอาหาร

“โถ้ๆ”

ซิไป่ฉีเปิดดูถุงที่ใส่ผลึกสัตว์อสูรของเธอด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“พรุ่งนี้เราคงต้องกินให้น้อยลง”

มิอาพูดอย่างใจเย็น

“ฮึ่ม!”

ซิไป่ฉีพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างไม่พอใจ

บางครั้งเธอก็ไม่สามารถเถียงอะไรมิอาได้เลย เพราะมิอานั้นไม่ฟังและเอาแต่ใจมาก

ทั้งคู่รออยู่ไม่นานอาหารก็มาจัดวางที่โต๊ะ

ผัดกะหล่ำปลีหนึ่งที่กับทอดมันเนื้อหนึ่งที่

“กินเถอะ”

มิอาหยิบส้อมขึ้นมาแทงใบกะหล่ำปลีแล้วส่งเข้าปาก

เมื่อเธอเริ่มเคี้ยวเธอรู้สึกถึงรสหวานอ่อนๆ และกลิ่นหอมของเครื่องปรุงที่ผัด

“อร่อย!!”

แววตาของซีไป่ฉีเป็นประกายเหมือนกันเมื่อได้ลองกินอาหารที่สั่งมา

ตอนนี้เธออยากจะไล่พวกพ่อครัวในเมืองจันทร์ดับออกไปให้หมด เพราะทำอาหารจากผักได้รสชาติห่วยแตกมาก

ง้้มๆ

ทั้งสองตั้งหน้าตั้งตากินอย่างจริงจังภายในเวลาไม่ถึงนาทีผัดกะหล่ำปลีก็หมดลง

“หมดแล้วหรอ…”

ซิไป่ฉีรู้สึกเสียดายและอมส้อมของเธอ

และมองดูจานที่ว่างเปล่าเหลือแต่น้ำผักนิดหน่อยในจาน เธออดใจไม่ไหวยกจานขึ้นซดน้ำผัดผักที่เหลือทันที

อึ้กๆ

ซิไป่ฉีเลียริมฝีปาก เพราะแม้แต่รสชาติของน้ำผัดผักที่เหลือก็ยังหวาน และอร่อย

“ลองกินทอดมันเนื้อกัน”

มิอาใช้หลังมือเช็ดมุมปาก ก่อนที่จะตัดทอดมันเนื้อเล็กน้อย และส่งมันเข้าปากไป

แววตาของเธอถึงกับเป็นประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนที่เธอจะตัดแบ่งทอดมันเนื้อคำใหญ่กว่าเดิมและยัดเข้าปากไป

“เฮ้!! เหลือให้ฉันบ้างสิ!!”

ซิไป่ฉีเริ่มเปิดศึกแย่งอาหารกับมิอาทันที

“เนื้อพวกนี้สดมาก มันไม่เหมือนกับเนื้อที่อื่นเลย”

มิอายิ่งเคี้ยวเธอก็เริ่มสัมผัสรสชาติที่แตกต่างได้มากขึ้น มันแทบไม่มีกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์อสูรเลย

“ให้ตายเถอะ ถ้าพ่อครัวในเมืองจันทร์ดับทำได้แบบนี้หล่ะก็ ทุกคนในเมืองคงไม่สนใจที่จะกินแต่เลือดอย่างเดียว”

ซิไป่ฉีเคี้ยวทอดมันเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย และบ่นถึงอาหารบ้านเกิดของเธอ

“.....”

“หมดแล้ว?? เอาไงดีจะสั่งอีกดีไหม”

“อื้มม….เอามาอีกสักจานแล้วกัน”

…..

“ทำไมมันหมดอีกแล้วล่ะ งั้นเราลองกินอันนี้กัน”

“แล้วก็อันนี้ด้วย”