ตอนที่ 153

“ลี่เยว่ ลี่ลี่ เตรียมตัวเข้าไปในเมืองเซิงหยาง”

มู่เหลี่ยงมองไปยังเมืองเซิงหยาง และเห็นว่าผู้คนกำลังรวมตัวกันที่กำแพงเมือง

เขาคาดเดาว่าตอนนี้ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองเซิงหยาง ล้วนต้องเป็นผู้มีพลัง และคงเตรียมการป้องกันที่กำแพงเมืองมากกว่าครึ่งของกำลังทั้งหมด

“เข้าใจแล้ว”

ลี่เยว่กับลี่ลี่ พยักหน้าก่อนที่จะเปิดใช้เกราะล่องหน

“ไปที่อีกฝั่งของเมืองเต่าทมิฬ อย่าผ่านป้อมซานไห่”

มู่เหลียงพูดเบาๆ

“เสี่ยวไกจะรอพวกเธออยู่ตรงนั้น”

“เข้าใจแล้ว”

ทั้งสองตอบพร้อมกัน

“อย่าลืมกลับมาก่อนฟ้ามืด ไม่งั้นฉันจะบุกเข้าไปหาตัวพวกเธอ”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“เราต้องช่วยหยางปิงให้ได้ก่อนมืด”

ลี่เยว่พูดด้วยท่าทางเอาจริงเหมือนกัน

หากมู่เหลียงยอมให้พวกเธอไปช่วยเพื่อนแล้ว นั่นหมายความว่าเขาเองก็พร้อมที่จะปะทะกับอีกฝ่ายทุกเมื่อ

“ไปได้ ระวังตัวด้วย”

มู่เหลียงพูดเตือนเบาๆ

“อือ”

ลี่เยว่ตอบก่อนที่จะจากไปอย่างรวดเร็ว และวิ่งไปตามถนนของเมือง

ภารกิจช่วยเหลือเพื่อนของเธอได้เริ่มขึ้นแล้ว

“มู่เหลียง มีใครบางคนจากเมืองเซิงหยางกำลังใกล้เข้ามา”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นเพื่อบอกมู่เหลียง

“งั้นหรอ”

มู่เหลียงมองลงไป

ก็เห็นเข้ากับร่างหนึ่งที่กระโดดลงมาจากกำแพงเมือง และเดินเข้ามาหาเต่าทมิฬอย่างช้าๆ

“ต้องการให้เขาขึ้นมาไหม?”

หยู่ฉินหลานถามต่อ

“ให้เขาขึ้นมา”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย

เขาต้องการใครสักคนขึ้นมาเห็นเมืองและเอาไปกระจายข่าวให้กับทุกคนในเมืองเซิงหยาง

“ถ้างั้น ฉันจะออกไปรับเขาเอง”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับหันหลังกำลังจะเดินจากไป

“ไม่ต้อง….ให้เกาเฉากับหน่วยของเขาสองสามคนจัดการเรื่องนี้”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ

“พวกเขารู้ว่าต้องทำเช่นไร”

“ได้”

มุมปากของหยู่ฉินหลานยกขึ้นเล็กน้อยพอดูมีเสน่ห์

ในขณะนั้นเองที่เท้าของเต่าทมิฬน้อย

หลี่เอ๋อกู่ได้มาพร้อมกับหน่วยนักฆ่าของหนี่จี๋ชา

“.....”

หนี่จี๋ชายิ้มเจือนๆ เพราะเฟ่ยฉี๋เป็นคนออกคำสั่งให้ติดตามหลี่เอ๋อกู่มาด้วย ทำให้พวกเธอขัดขืนไม่ได้

เฟ่ยฉี๋นั้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยนี้ หากใครต่อต้านก็จะถูกเฟ่ยฉี๋วางยาจนตาย

“ไม่ต้องกังวล ฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน ทุกคนจะปลอดภัย”

หลี่เอ๋อกู่พูดเบาๆ

เขาสัมผัสได้ถึงความกังวลใจจากแววตาของผู้ติดตามเขา ถึงเขาไม่สามารถจัดการสัตว์อสูรตัวนี้ได้ แต่เขาก็มีพลังพอที่จะดูแลคนกลุ่มนี้ได้

“รับทราบ”

หนี่จี๋ชาพูดด้วยความเคารพ

แต่ในแววตาของหลี่เอ๋อกู่กลับดูเบื่อหน่ายขึ้นมาเล็กน้อย

เขาก้าวออกไปยืนอยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรยักษ์

“เชิญด้านข้าง”

เสียงของหยู่ฉินหลานดังขึ้น เพื่อนำทางทุกคน

“น่าสนใจดี”

หลี่เอ๋อกู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดูสนใจ

เดินมาที่ด้านข้างก็เห็นว่ามีทางขึ้นอยู่ ซึ่งพาไปสู่บนหลังของสัตว์อสูรตัวนี้

“ดูเหมือนว่าเราจะต้องขึ้นไปจากทางนี้”

ร่องรอยของความอยากรู้อยากเหห็นปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนบนในหน้าของหลี่เอ๋อกู่

เขาเริ่มอยากรู้แล้วว่ามีอะไรรอเขาอยู่บนหลังของสัตว์อสูรยักษ์

แล้วใครกันที่มีพลังถึงขนาดบัญชาสัตว์อสูรโบราณยักษ์นี้ได้

ครืน!!!

จู่ๆ เต่าทมิฬก็ทรุดตัวลง

“ถอยเร็ว”

หลี่เอ๋อกู่ตกใจกระโดดถอยไปหลายก้าว

ครืน!! ตูม!

ประตูหินของป้อมเทียนเหมินก็ได้เปิดออก

เกาเฉายืนรออยู่ที่บันไดทางขึ้น พร้อมกับมองดูผู้มาเยือน

เขาโบกมือและตะโกนเสียงดัง

“พวกท่านจะขึ้นไปหรือไม่”

“แน่นอน แน่นอน”

หลี่เอ๋อกู่ยืนขึ้นพร้อมกับจัดเสื้อผ้าทรงผมให้เรียบร้อย

เขาไม่คาดคิดว่าความสูงของสัตว์อสูรจะลดลง และกลายเป็นประตูทางเข้าแบบนี้

หลี่เอ๋อกู่เดินนำทุกคนเข้าไปในป้อมปราการเทียนเหมิน

“เชิญทุกท่าน เข้าสู่เมืองเต่าทมิฬ”

เกาเฉากล่าวอย่างจริงจัง และไม่ได้ถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย

เขาได้รับการฝึกฝนให้ปกป้องป้อมปราการแห่งนี้แล้ว แม้จะฝึกฝนมาแค่วันเดียวก็ตาม

“เมืองเต่าทมิฬ? มีเมืองอยู่ข้างบนด้วยงั้นหรอ”

หลี่เอ๋อกู่ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ

“ใช่”

เกาเฉาหันมาพยักหน้าให้

“ชักอยากเห็นแล้วว่าจะมีเมืองแบบไหนสร้างอยู่บนหลังของสัตว์อสูรแบบนี้”

ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของหลี่เอ๋อกู่นั้นอยู่ในจุดสูงสุดแล้ว

“ท่านจะไม่ผิดหวัง”

เกาเฉาพูดอย่างภาคภูมิใจ

“ไปกันเถอะ”

หลี่เอ๋อกู่เดินเข้าไปในป้อมปราการเทียนเหมิน

“รับสิ่งนี้ไปแล้วเดินขึ้นไปเรื่อยๆ”

เกาเฉาหยิบบัตรผ่านส่งให้กับทุกคน

สำหรับแขกชุดแรกยังไม่ต้องได้รับการตรวจสอบที่ละเอียดอะไรมากนัก

“โอ้?”

หลี่เอ๋อกู่รับบัตรผ่านซึ่งทำมาจากไม้สองแผ่นประกบกัน

หลังจากเปิดมันออกดูก็เป็นว่ามันมีข้อความหลายบรรทัด และมีช่องว่างหลายช่อง และมีช่องหนึ่งที่ถูกประทับตราเอาไว้แล้วให้ผ่านได้

“น่าสนใจดี”

หลี่เอ๋อกู่ไม่ใส่ใจอะไรมาก เพราะเขารู้ว่านี้เป็นบัตรตรวจคนเข้าออกเมือง

“พวกท่านนำผลึกสัตว์อสูรติดตัวมาด้วยหรือไม่?”

เกาเฉาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีเลศนัย

“ผลึกสัตว์อสูร? ก็พอมีติดตัวเล็กน้อย”

หลี่เอ๋อกู่พยักหน้า

“ถ้าเช่นนั้น ก็ขอให้เพลิดเพลินกับเมืองเต่าทมิฬ”

เกาเฉายิ้มบางๆ และปล่อยให้ทุกคนเดินผ่านป้อมเทียนเหมินไป

“ดูลึกลับชอบกล”

หลี่เอ๋อกู่บ่นขึ้นและรู้สึกสงสัยมากกว่าเก่า

เขานำหน่วยนักฆ่าติดตามขึ้นบันไดไปด้วยจนมาถึงป้อมเฉือนคง

ครืน!!! ตึม!!

กลไลยกประตูทำงานขึ้น ก่อนที่จะเผยทางเข้าให้เห็น

“ทุกท่านที่นี่คือป้อมเฉือนคง หรือจะเรียกว่าระเบียงยุทธภัณฑ์”

เสียงของซานหยางดังขึ้นจากด้านในป้อมก่อนที่เขาจะปรากฏตัวออกมา

“ถ้าต้องการที่จะขึ้นไปต่อ โปรดฝากอาวุธไว้ที่แห่งนี้”

“ไม่มีทาง!”

หนี่จี๋ชาพูดขัดทันที

หน่วยสังหารอย่างพวกเธอจำเป็นต้องมีอาวุธ และยิ่งต้องเข้าไปในสถานที่แปลกประหลาดแบบนี้ ไม่มีทางที่จะไปมือเปล่าแน่

หลี่เอ๋อกู่ไม่ให้ซานหยางต้องบอกซ้ำ

เขาเป็นผู้นำในภารกิจนี้ และออกคำสั่งทันที

“มอบอาวุธให้เขาไป”

เพราะหากฝ่ายตรงข้ามคิดร้ายขึ้นมาจริงๆ พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาขออาวุธกันดีๆ แบบนี้

“รับ..ทราบ”

หนี่จี๋ชาตอบอย่างไม่เต็มใจ

“ทุกท่าน หากยินยอมแล้วก็โปรดส่งอาวุธของทุกท่านมา แล้วเชิญท่านขึ้นไปยังเมือง”

ซานหยางนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเอาจริง

“ไปกันเถอะ”

หลี่เอ๋อกู่เดินเข้าไปในป้อมเฉือนคง และเห็นว่าป้อมปราการแห่งนี้ดูแข็งแรง และพร้อมรบกว่าป้อมปราการแรก

“วางอาวุธไว้ในตู้ และมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีใครมายุ่งกับอาวุธของพวกท่าน”

ซานหยางชี้ไปยังตู้ที่ติดกับกำแพงของป้อม

ที่ตรงนั้นมีเคาเตอร์และคนยืนรอรับของอยู่

“ส่งให้พวกเขาไปซะ”

หลี่เอ๋อกู่พยักหน้า

เขามาถึงขนาดนี้แล้ว และคงถอยหลังอีกไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็ต้องได้ข้อมูลอะไรสักอย่างกลับไป

“รับทราบ”

หนี่จี๋ชาหยิบมีดสั้นออกมาสามเล่มจากเสื้อคลุม และวางไว้บนเคาเตอร์

ก่อนที่ผู้ดูแลจะหยิบอาวุธทั้งหมดเอาไปเก็บไว้ในตู้ด้านหลัง พร้อมกับมอบแผ่นป้ายเล็กๆ ให้

“จงนำแผ่นป้ายนี้กลับมาคืน เพื่อรับของกลับหากทำป้ายหายทางเราจะไม่คืนสิ่งใดให้ทั้งสิ้น!”

“หือ..”

หนี่จี๋ชาหยิบแผ่นไม้เล็กๆมา พร้อมกับมองดูด้วยความสงสัย ที่บนแผ่นไม้นั้นมีตัวเลขเขียนกำกับอยู่ด้วย

เมื่อซานหยางเห็นว่าทุกคนฝากอาวุธหมดแล้ว เขาก็ชี้ไปยังบัตรผ่านในมือ

“ทุกท่านโปรดนำบัตรผ่านออกมา แล้วส่งมาทางนี้ด้วย”

“คิดจะทำอะไรอีก”

หลี่เอ๋อกู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย และยื่นบัตรผ่านให้

“มันเป็นขั้นตอนปฏิบัติในการเข้าเมืองเต่าทมิฬ”

ซานหยางกล่าวพร้อมกับรับบัตรผ่านมาจากมือของหลี่เอ๋อกู่และเปิดมันออก

เขาเอาตราประทับจุ่มลงไปในน้ำหมึกที่เตรียมมา แและประทับลงบนช่องในบัตรผ่าน

“ผ่านป้อมนี้แล้วยังงั้นหรอ?”

หลี่เอ๋อกู่ตามหลังจากรับบัตรผ่านกลับมาและเปิดออกดู

“เชิญทุกท่านขึ้นไปยังชั้นบนต่อได้ เมื่อผ่านจุดนี้ไปจะเข้าสู่เมืองเต่าทมิฬแล้ว”

ซานหยางชี้ขึ้นไปด้านบน

“ยุ่งยากจริงๆ”

หลี่เอ๋อกู่ส่ายหัวพร้อมกับบ่น

เขารู้สึกว่าการเข้าเมืองเต่าทมิฬนั้นวุ่นวายอย่างมากยิ่งกว่าขั้นตอนเข้าเมืองเซิงหยางเสียอีก

“....”

ซานหยางเองก็ได้แแต่ส่ายหัวเมื่อได้ยินคำพูดนี้

เรื่องนี้ยุ่งยากไปไหม? หากว่านี้ไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่มาถึงขั้นตอนจะยุ่งยากยิ่งกว่านี้

อย่างในด่านแรกก็ต้องกรอกชื่อระบุตัวตน และห้ามปิดบังเด็ดขาด อีกทั้งต้องถอดหมวกเสื้อคลุมเพื่อแสดงใบหน้า

หลี่เอ๋อกู่นั้นนำกลุ่มของหนี่จี๋ชาขึ้นไปจากป้อมเฉือนคง

ในที่สุดพวกเขาก็ขึ้นมาถึงยอดและเห็นกำแพงสูงใหญ่ไม่ต่างจากเมืองเซิงหยาง อีกทั้งยังมีป้อมปราการและหอคอยที่ดูงดงามเต็มไปหมด

“ที่นี่ถูกป้องกันไว้อย่างแน่นหนาจริงๆ”

หลี่เอ๋อกู่ถึงกับกุมขมับ

ก่อนที่จะเข้าถึงเมืองเต่าทมิฬ จะต้องผ่านด่านตรวจถึงสามชั้น ซึ่งยากกว่าการเข้าเมืองเซิงหยางเป็นไหนๆ