“ลี่เยว่ ลี่ลี่ เตรียมตัวเข้าไปในเมืองเซิงหยาง”
มู่เหลี่ยงมองไปยังเมืองเซิงหยาง และเห็นว่าผู้คนกำลังรวมตัวกันที่กำแพงเมือง
เขาคาดเดาว่าตอนนี้ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองเซิงหยาง ล้วนต้องเป็นผู้มีพลัง และคงเตรียมการป้องกันที่กำแพงเมืองมากกว่าครึ่งของกำลังทั้งหมด
“เข้าใจแล้ว”
ลี่เยว่กับลี่ลี่ พยักหน้าก่อนที่จะเปิดใช้เกราะล่องหน
“ไปที่อีกฝั่งของเมืองเต่าทมิฬ อย่าผ่านป้อมซานไห่”
มู่เหลียงพูดเบาๆ
“เสี่ยวไกจะรอพวกเธออยู่ตรงนั้น”
“เข้าใจแล้ว”
ทั้งสองตอบพร้อมกัน
“อย่าลืมกลับมาก่อนฟ้ามืด ไม่งั้นฉันจะบุกเข้าไปหาตัวพวกเธอ”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เราต้องช่วยหยางปิงให้ได้ก่อนมืด”
ลี่เยว่พูดด้วยท่าทางเอาจริงเหมือนกัน
หากมู่เหลียงยอมให้พวกเธอไปช่วยเพื่อนแล้ว นั่นหมายความว่าเขาเองก็พร้อมที่จะปะทะกับอีกฝ่ายทุกเมื่อ
“ไปได้ ระวังตัวด้วย”
มู่เหลียงพูดเตือนเบาๆ
“อือ”
ลี่เยว่ตอบก่อนที่จะจากไปอย่างรวดเร็ว และวิ่งไปตามถนนของเมือง
ภารกิจช่วยเหลือเพื่อนของเธอได้เริ่มขึ้นแล้ว
“มู่เหลียง มีใครบางคนจากเมืองเซิงหยางกำลังใกล้เข้ามา”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นเพื่อบอกมู่เหลียง
“งั้นหรอ”
มู่เหลียงมองลงไป
ก็เห็นเข้ากับร่างหนึ่งที่กระโดดลงมาจากกำแพงเมือง และเดินเข้ามาหาเต่าทมิฬอย่างช้าๆ
“ต้องการให้เขาขึ้นมาไหม?”
หยู่ฉินหลานถามต่อ
“ให้เขาขึ้นมา”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย
เขาต้องการใครสักคนขึ้นมาเห็นเมืองและเอาไปกระจายข่าวให้กับทุกคนในเมืองเซิงหยาง
“ถ้างั้น ฉันจะออกไปรับเขาเอง”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับหันหลังกำลังจะเดินจากไป
“ไม่ต้อง….ให้เกาเฉากับหน่วยของเขาสองสามคนจัดการเรื่องนี้”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“พวกเขารู้ว่าต้องทำเช่นไร”
“ได้”
มุมปากของหยู่ฉินหลานยกขึ้นเล็กน้อยพอดูมีเสน่ห์
ในขณะนั้นเองที่เท้าของเต่าทมิฬน้อย
หลี่เอ๋อกู่ได้มาพร้อมกับหน่วยนักฆ่าของหนี่จี๋ชา
“.....”
หนี่จี๋ชายิ้มเจือนๆ เพราะเฟ่ยฉี๋เป็นคนออกคำสั่งให้ติดตามหลี่เอ๋อกู่มาด้วย ทำให้พวกเธอขัดขืนไม่ได้
เฟ่ยฉี๋นั้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยนี้ หากใครต่อต้านก็จะถูกเฟ่ยฉี๋วางยาจนตาย
“ไม่ต้องกังวล ฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน ทุกคนจะปลอดภัย”
หลี่เอ๋อกู่พูดเบาๆ
เขาสัมผัสได้ถึงความกังวลใจจากแววตาของผู้ติดตามเขา ถึงเขาไม่สามารถจัดการสัตว์อสูรตัวนี้ได้ แต่เขาก็มีพลังพอที่จะดูแลคนกลุ่มนี้ได้
“รับทราบ”
หนี่จี๋ชาพูดด้วยความเคารพ
แต่ในแววตาของหลี่เอ๋อกู่กลับดูเบื่อหน่ายขึ้นมาเล็กน้อย
เขาก้าวออกไปยืนอยู่ต่อหน้าสัตว์อสูรยักษ์
“เชิญด้านข้าง”
เสียงของหยู่ฉินหลานดังขึ้น เพื่อนำทางทุกคน
“น่าสนใจดี”
หลี่เอ๋อกู่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดูสนใจ
เดินมาที่ด้านข้างก็เห็นว่ามีทางขึ้นอยู่ ซึ่งพาไปสู่บนหลังของสัตว์อสูรตัวนี้
“ดูเหมือนว่าเราจะต้องขึ้นไปจากทางนี้”
ร่องรอยของความอยากรู้อยากเหห็นปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนบนในหน้าของหลี่เอ๋อกู่
เขาเริ่มอยากรู้แล้วว่ามีอะไรรอเขาอยู่บนหลังของสัตว์อสูรยักษ์
แล้วใครกันที่มีพลังถึงขนาดบัญชาสัตว์อสูรโบราณยักษ์นี้ได้
ครืน!!!
จู่ๆ เต่าทมิฬก็ทรุดตัวลง
“ถอยเร็ว”
หลี่เอ๋อกู่ตกใจกระโดดถอยไปหลายก้าว
ครืน!! ตูม!
ประตูหินของป้อมเทียนเหมินก็ได้เปิดออก
เกาเฉายืนรออยู่ที่บันไดทางขึ้น พร้อมกับมองดูผู้มาเยือน
เขาโบกมือและตะโกนเสียงดัง
“พวกท่านจะขึ้นไปหรือไม่”
“แน่นอน แน่นอน”
หลี่เอ๋อกู่ยืนขึ้นพร้อมกับจัดเสื้อผ้าทรงผมให้เรียบร้อย
เขาไม่คาดคิดว่าความสูงของสัตว์อสูรจะลดลง และกลายเป็นประตูทางเข้าแบบนี้
หลี่เอ๋อกู่เดินนำทุกคนเข้าไปในป้อมปราการเทียนเหมิน
“เชิญทุกท่าน เข้าสู่เมืองเต่าทมิฬ”
เกาเฉากล่าวอย่างจริงจัง และไม่ได้ถ่อมตัวเลยแม้แต่น้อย
เขาได้รับการฝึกฝนให้ปกป้องป้อมปราการแห่งนี้แล้ว แม้จะฝึกฝนมาแค่วันเดียวก็ตาม
“เมืองเต่าทมิฬ? มีเมืองอยู่ข้างบนด้วยงั้นหรอ”
หลี่เอ๋อกู่ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“ใช่”
เกาเฉาหันมาพยักหน้าให้
“ชักอยากเห็นแล้วว่าจะมีเมืองแบบไหนสร้างอยู่บนหลังของสัตว์อสูรแบบนี้”
ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของหลี่เอ๋อกู่นั้นอยู่ในจุดสูงสุดแล้ว
“ท่านจะไม่ผิดหวัง”
เกาเฉาพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ไปกันเถอะ”
หลี่เอ๋อกู่เดินเข้าไปในป้อมปราการเทียนเหมิน
“รับสิ่งนี้ไปแล้วเดินขึ้นไปเรื่อยๆ”
เกาเฉาหยิบบัตรผ่านส่งให้กับทุกคน
สำหรับแขกชุดแรกยังไม่ต้องได้รับการตรวจสอบที่ละเอียดอะไรมากนัก
“โอ้?”
หลี่เอ๋อกู่รับบัตรผ่านซึ่งทำมาจากไม้สองแผ่นประกบกัน
หลังจากเปิดมันออกดูก็เป็นว่ามันมีข้อความหลายบรรทัด และมีช่องว่างหลายช่อง และมีช่องหนึ่งที่ถูกประทับตราเอาไว้แล้วให้ผ่านได้
“น่าสนใจดี”
หลี่เอ๋อกู่ไม่ใส่ใจอะไรมาก เพราะเขารู้ว่านี้เป็นบัตรตรวจคนเข้าออกเมือง
“พวกท่านนำผลึกสัตว์อสูรติดตัวมาด้วยหรือไม่?”
เกาเฉาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีเลศนัย
“ผลึกสัตว์อสูร? ก็พอมีติดตัวเล็กน้อย”
หลี่เอ๋อกู่พยักหน้า
“ถ้าเช่นนั้น ก็ขอให้เพลิดเพลินกับเมืองเต่าทมิฬ”
เกาเฉายิ้มบางๆ และปล่อยให้ทุกคนเดินผ่านป้อมเทียนเหมินไป
“ดูลึกลับชอบกล”
หลี่เอ๋อกู่บ่นขึ้นและรู้สึกสงสัยมากกว่าเก่า
เขานำหน่วยนักฆ่าติดตามขึ้นบันไดไปด้วยจนมาถึงป้อมเฉือนคง
ครืน!!! ตึม!!
กลไลยกประตูทำงานขึ้น ก่อนที่จะเผยทางเข้าให้เห็น
“ทุกท่านที่นี่คือป้อมเฉือนคง หรือจะเรียกว่าระเบียงยุทธภัณฑ์”
เสียงของซานหยางดังขึ้นจากด้านในป้อมก่อนที่เขาจะปรากฏตัวออกมา
“ถ้าต้องการที่จะขึ้นไปต่อ โปรดฝากอาวุธไว้ที่แห่งนี้”
“ไม่มีทาง!”
หนี่จี๋ชาพูดขัดทันที
หน่วยสังหารอย่างพวกเธอจำเป็นต้องมีอาวุธ และยิ่งต้องเข้าไปในสถานที่แปลกประหลาดแบบนี้ ไม่มีทางที่จะไปมือเปล่าแน่
หลี่เอ๋อกู่ไม่ให้ซานหยางต้องบอกซ้ำ
เขาเป็นผู้นำในภารกิจนี้ และออกคำสั่งทันที
“มอบอาวุธให้เขาไป”
เพราะหากฝ่ายตรงข้ามคิดร้ายขึ้นมาจริงๆ พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาขออาวุธกันดีๆ แบบนี้
“รับ..ทราบ”
หนี่จี๋ชาตอบอย่างไม่เต็มใจ
“ทุกท่าน หากยินยอมแล้วก็โปรดส่งอาวุธของทุกท่านมา แล้วเชิญท่านขึ้นไปยังเมือง”
ซานหยางนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเอาจริง
“ไปกันเถอะ”
หลี่เอ๋อกู่เดินเข้าไปในป้อมเฉือนคง และเห็นว่าป้อมปราการแห่งนี้ดูแข็งแรง และพร้อมรบกว่าป้อมปราการแรก
“วางอาวุธไว้ในตู้ และมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีใครมายุ่งกับอาวุธของพวกท่าน”
ซานหยางชี้ไปยังตู้ที่ติดกับกำแพงของป้อม
ที่ตรงนั้นมีเคาเตอร์และคนยืนรอรับของอยู่
“ส่งให้พวกเขาไปซะ”
หลี่เอ๋อกู่พยักหน้า
เขามาถึงขนาดนี้แล้ว และคงถอยหลังอีกไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็ต้องได้ข้อมูลอะไรสักอย่างกลับไป
“รับทราบ”
หนี่จี๋ชาหยิบมีดสั้นออกมาสามเล่มจากเสื้อคลุม และวางไว้บนเคาเตอร์
ก่อนที่ผู้ดูแลจะหยิบอาวุธทั้งหมดเอาไปเก็บไว้ในตู้ด้านหลัง พร้อมกับมอบแผ่นป้ายเล็กๆ ให้
“จงนำแผ่นป้ายนี้กลับมาคืน เพื่อรับของกลับหากทำป้ายหายทางเราจะไม่คืนสิ่งใดให้ทั้งสิ้น!”
“หือ..”
หนี่จี๋ชาหยิบแผ่นไม้เล็กๆมา พร้อมกับมองดูด้วยความสงสัย ที่บนแผ่นไม้นั้นมีตัวเลขเขียนกำกับอยู่ด้วย
เมื่อซานหยางเห็นว่าทุกคนฝากอาวุธหมดแล้ว เขาก็ชี้ไปยังบัตรผ่านในมือ
“ทุกท่านโปรดนำบัตรผ่านออกมา แล้วส่งมาทางนี้ด้วย”
“คิดจะทำอะไรอีก”
หลี่เอ๋อกู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย และยื่นบัตรผ่านให้
“มันเป็นขั้นตอนปฏิบัติในการเข้าเมืองเต่าทมิฬ”
ซานหยางกล่าวพร้อมกับรับบัตรผ่านมาจากมือของหลี่เอ๋อกู่และเปิดมันออก
เขาเอาตราประทับจุ่มลงไปในน้ำหมึกที่เตรียมมา แและประทับลงบนช่องในบัตรผ่าน
“ผ่านป้อมนี้แล้วยังงั้นหรอ?”
หลี่เอ๋อกู่ตามหลังจากรับบัตรผ่านกลับมาและเปิดออกดู
“เชิญทุกท่านขึ้นไปยังชั้นบนต่อได้ เมื่อผ่านจุดนี้ไปจะเข้าสู่เมืองเต่าทมิฬแล้ว”
ซานหยางชี้ขึ้นไปด้านบน
“ยุ่งยากจริงๆ”
หลี่เอ๋อกู่ส่ายหัวพร้อมกับบ่น
เขารู้สึกว่าการเข้าเมืองเต่าทมิฬนั้นวุ่นวายอย่างมากยิ่งกว่าขั้นตอนเข้าเมืองเซิงหยางเสียอีก
“....”
ซานหยางเองก็ได้แแต่ส่ายหัวเมื่อได้ยินคำพูดนี้
เรื่องนี้ยุ่งยากไปไหม? หากว่านี้ไม่ใช่คนกลุ่มแรกที่มาถึงขั้นตอนจะยุ่งยากยิ่งกว่านี้
อย่างในด่านแรกก็ต้องกรอกชื่อระบุตัวตน และห้ามปิดบังเด็ดขาด อีกทั้งต้องถอดหมวกเสื้อคลุมเพื่อแสดงใบหน้า
หลี่เอ๋อกู่นั้นนำกลุ่มของหนี่จี๋ชาขึ้นไปจากป้อมเฉือนคง
ในที่สุดพวกเขาก็ขึ้นมาถึงยอดและเห็นกำแพงสูงใหญ่ไม่ต่างจากเมืองเซิงหยาง อีกทั้งยังมีป้อมปราการและหอคอยที่ดูงดงามเต็มไปหมด
“ที่นี่ถูกป้องกันไว้อย่างแน่นหนาจริงๆ”
หลี่เอ๋อกู่ถึงกับกุมขมับ
ก่อนที่จะเข้าถึงเมืองเต่าทมิฬ จะต้องผ่านด่านตรวจถึงสามชั้น ซึ่งยากกว่าการเข้าเมืองเซิงหยางเป็นไหนๆ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved