ตอนที่ 110

แผ่นหินลอยขึ้นอย่างช้าๆ และชิดเข้ากับกำแพงเมืองจนสนิท

มู่เหลียงเริ่มคิดว่าควรจะให้เต่าทมิฬสร้างแผ่นดินหรือทางขึ้นลงฉุกเฉินเวลาเร่งด่วนด้วยดีหรือไม่ เพราะการเข้าออกเมืองตอนนี้ต้องพึ่งการนำของเขาเพียงคนเดียว

“ในที่สุดก็ได้กลับมาสักที!”

ลี่เยว่โดดลงมาจากแผ่นหินด้วยความดีใจ

นี้คือภาพที่เธออยากเห็นมานานหลายสิบวัน บ้านที่อยู่บนเนินสูง และต้นชาเขียวประกายที่ปกคลุมไปทั่วบ้าน

วูบ!

ราวกับได้รับการต้อนรับจากต้นชาเขียวประกาย มันได้ส่องแสงขึ้นจนสว่างไปทั่วหลังของเต่าทมิฬน้อย

ใบไม้ของต้นชานั้น ราวกับทะเลดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับเต็มไปหมด

“มาได้ทันเวลาอาณาเขตแสงดาวทำงานพอดี”

มู่เหลียงมองไปยังนาฬิกาข้อมือของตัวเอง และพบว่าตรงกับช่วงเวลาที่อาณาเขตดวงดาวจะเริ่มทำงานอีกครั้งในเวลากลางคืน

แววตาของหยู่ฉินหลานนั้นสดใสทุกครั้งที่ได้เห็นภาพนี้

“ทุกครั้งที่มันส่องแสงก็อดไม่ได้เลยที่จะหลงไหลไปกับแสงเหล่านี้”

ลี่เยว่กระพริบตาหลายครั้งพร้อมกับพูดออกมา

“อยากจะวาดภาพนี้เก็บไว้จัง”

มินโฮพูดขึ้นด้วยความลำบากใจ

ฝีมือการวาดภาพของเธอนั้นแย่มาก แต่เธอเองก็แอบฝึกฝนวาดรูปอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ได้เห็นภาพวาดที่มู่เหลียงวาดขึ้น เธอก็ใช้มันเป็นแรงบันดาลใจในการฝึกฝนวาดภาพเรื่อยมา และเข้าใจว่าภาพวาดของเธอนั้นขี้เหร่แค่ไหน

“งดงามจริงๆ เจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันพูดขึ้นพร้อมกับกุมมือเล็กๆ ไว้ระหว่างอกของเธอ

เว่ยกังและคนอื่นๆ คุ้นชินกับภาพนี้แล้ว เพราะเวลากลางคืนที่ต้องเข้าเวรยาม พวกเขาจะเห็นต้นชาส่งแสงอย่างน้อย 2 ถึง 3 ครั้ง

“นี้มันดินแดนวิเศษรึไง?”

ลี่ลี่ถึงกับเอามือขึ้นมาป้องปากเอาไว้ ดวงตาสีชมพูเบิกกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ได้แต่จ้องมองไปยังเนินสูงตาไม่กระพริบ

ภายใต้แสงของอาณาเขตแสงดาว ต้นไม้สูงใหญ่พริ้วไสวไปกับสายลมราวกับดินแดนสวรรค์ในภาพนิมิต มันทำให้ผู้ที่พบเห็นไม่อยากตื่นจากฝันนี้อีกเลย

“สำหรับฉันแล้วมันคือดินแดนวิเศษ”

ลี่เยว่ที่ได้ยินก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเบาๆ

แสงที่ปล่อยออกมานั้นไม่เพียงกลุ่มคนที่กลับมาจะได้เห็น ทุกคนที่ประตูเมืองสิบขั้นเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน

“ดูนั้น….ที่บนหลังของสัตว์อสูรมันมีแสงจ้าออกมาด้วย”

“ดูเหมือนต้นไม้เลย ข้ามั่นใจว่ามันคือต้นไม้แน่ๆ”

“ต้นไม้ส่องแสงงั้นหรอ…มันจะแปลกประหลาดเกินไปแล้ว”

ฝูงชนที่อยู่ตรงประตูเริ่มแตกตื่น และพูดถึงเรื่องนี้อย่างเผ็ดร้อน บางคนก็พยายามที่จะปีนขึ้นไปบนที่สูงเพื่อจะมองดูภาพนี้ชัดๆ

แม้แต่กลุ่มเจ้าเมืองที่กำลังจะเดินกลับไป ก็เห็นแสงที่ส่องสว่างมาจากด้านหลังของพวกเขา และถูกแสงนี้ดึงดูดด้วยเช่นเดียวกัน

เจ้าเมืองทั้งหมดใช้พลังที่มีกระโดดขึ้นไปบนกำแพงเมือง และกระโดดสูงด้วยกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อจะได้เห็นภาพนี้ชัดขึ้น

“นั้นมันต้นไม้จริงๆ ด้วย”

มีร่องรอยความประหลาดใจเกิดขึ้นในแววตาของหว่านเอ่อตู้

“ต้นไม้นี้แทบจะใหญ่เท่ากับต้นไม้หลายพันต้นที่ฉันรู้จักรวมกันเสียอีก”

“ใช่ท่านหว่านเอ่อตู้ ข้าเองสงสัยแล้วว่าแสงจากต้นไม้นี้จะเกี่ยวข้องกับผลผลิตทางการเกษตรของพวกเขารึป่าว”

“แล้วจะไปถามตรงๆ เลยรึยังไง?”

ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา เจ้าเมืองหลายคนก็เริ่มมองหน้ากันด้วยความคิดแปลกๆ

บางคนก็ดูลังเล บางคนก็กลัวๆ กล้าๆ บางคนทำท่าทางคิดหนัก

“ฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยว”

เยี่ยลี่ยี่นั้นพูดขึ้นทันที ก่อนที่จะหันหลังกลับไป พร้อมกับลูกน้องของเธอ

ด้วยพลังของเธอในตอนนี้ เธอคงไม่สามารถมีส่วนร่วมอะไรได้

หากขืนยังอยู่ต่อเธอจะถูกใช้เป็นก้อนหินถามทางอีก

เจ้าเมืองทุกคนมองดูเยี่ยลี่ยี่เดินจากไปในความมืด มันได้ทำให้ทุกคนใจเย็นลง

“ส่งคนไปจับตาดูเธอไว้ เธออาจมีความเกี่ยวข้องอะไร-กับกลุ่มพวกนี้แน่”

หว่านเอ่อตู้พูดอย่างเย็นชา

“เราจะส่งคนไปจับตาดูเอง”

หญิงชราที่เป็นเจ้าเมืองคนหนึ่งพูดขึ้น

“ส่วนเรื่องต้นไม้เปล่งแสงนี้ เราต้องหาใครสักคนขึ้นไปตรวจสอบเรื่องนี้”

หว่านเอ่อตู้ชำเลืองมองไปยังเสียงของฝูงชนที่กำแพงเมือง

เขาเชื่อว่าจะไม่มีใครไม่สนใจเรื่องนี้ และใคร่สงสัยความจริง

นอกจากนี้เขาจะได้ตรวจสอบดูว่าเมืองเต่าทมิฬเป็นเช่นไร

ถ้าอ่อนแอ ก็อย่าได้โทษพวกเขาที่รุนแรงเด็ดขาด

“ไม่เป็นไร เราจะส่งคนของเราไปตรวจสอบเอง”

เจ้าเมืงออีกคนพูดอย่างเห็นด้วย

“กลับกันเถอะ”

หว่านเอ่อตู้กลับหลัง และเดินเข้าเมืองไปอย่างเชื่องช้า

เจ้าเมืองก็เริ่มแยกย้ายกันไปทีละคนสองคน

เสียงความวุ่นวายที่ประตูเมืองก็ยังคงดังต่อเนื่อง และได้ยินถึงบนหลังเต่าทมิฬ

“กลับเถอะ โอกาสหน้ายังมีอยู่”

มู่เหลียงเดินนำทุกคนเข้ากำแพงเมืองไปเช่นเดียวกัน

“เพียงแค่นี้อย่างพึ่งทึ่ง”

ลี่เยว่ดึงตัวของลี่ลี่ให้เดินตามมา

“ที่นี่มัน….ที่ไหนกันแน่”

ลี่ลี่ถามด้วยเสียงอันแผ่วเบา

“นี้คือเมืองเต่าทมิฬ ส่วนสัตว์อสูรตัวยักษ์ที่เราเหยี่ยบอยู่มีชื่อว่าเต่าทมิฬน้อย”

ลี่เยว่เริ่มอธิบายทุกอย่าง

“ตัวน้อย?? เต่าทมิฬน้อยเนี้ยนะ!”

ลี่ลี่อ้าปากค้างด้วยความตกใจ

“มู่เหลียงบอกว่าตัวน้อย เพราะเวลานี้เต่าทมิฬยังตัวโตไม่เต็มที่”

ลี่เยว่พูดตามที่เธอรู้มา และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้

“ถ้านี้บอกว่าตัวน้อย หากมันตัวโตเต็มที่มันจะใหญ่ขนาดไหน!”

ลี่ลี่พูดด้วยควาไม่อยากจะเชื่อ เธอเห็นขนาดตัวของมันกับตาว่าใหญ่โตขนาดไหน

“ใช่ นั้นก็เป็นสิ่งที่ฉันคิดเหมือนกัน”

ลี่เยว่ตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

ท่าทางของเธอเหมือนกับเด็กน้อยที่ใกล้เคียงกับลี่ลี่

ทั้งคู่เดินผ่านหมู่บ้าน และตามท้องถนนไปเรื่อยๆ ก่อนที่ลี่ลี่จะถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“ดูเหมือนว่าที่นี่มีคนอยู่ไม่น้อยเลย”

ลี่เยว่เปิดผ้าคลุมหัวออก สยายผมสีขาวของเธอก่อนที่จะตอบ

“คนเหล่านี้เป็นประชาชนกลุ่มแรกของเมือง”

“แล้วเธอล่ะ”

ลี่ลี่ถามต่อ

“ฉันหรอ?”

ลี่เยว่ถึงกับชะงักไป

เธอเปิดปากจะพูด และก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี เธอไม่รู้ตำแหน่งของเธอในเมืองแห่งนี้

ตัวแทนงั้นหรอ? หรือผู้ติดต่อประสาน? สิ่งเหล่านี้น่าจะไกลเคียงที่สุด

ใบหน้าสวยๆ ของลี่เยว่นั้นแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่สายตาของเธอจะจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่เดินนำหน้าเธออยู่

หรือว่าตำแหน่งของเธอจะเป็นนายหญิงของที่นี่ในอนาคต

“ช่างเถอะ”

ลี่ลี่พูดขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนเธอที่แปลกไป

“อะอืม!”

ลี่เยว่ได้สติกลับมาอีกครั้งและเดินต่อไป

-เว่ยกังและคนของเขาได้แยกย้ายกลับไปทำตามหน้าที่ -ส่วนกลุ่มที่เหลือกลับไปยังเนินสูง และได้เจอกับหยู่เฟ่ยหยานที่เฝ้าทางขึ้นเนินสูง

ก่อนที่ทุกคนจะพากันกลับไปยังคฤหาสน์ และนั่งลงในห้องโถงใหญ่

“เธอสองคนคงยังไม่ได้กินอะไรมากันสินะ”

มู่เหลียงถามทั้งสองสาวด้วยน้ำเสียงที่ใจดี

“ยังไม่ได้กิน”

ลี่เยว่ส่ายหัวตอบ

ทั้งสองเอาแต่สร้างกับดักหลอกศพมายาตลอดเวลา และต้องวิ่งหนีไปด้วย เลยไม่มีเวลาแม้แต่จะกินอะไรเลยด้วยซ้ำ

“เด็กน้อย ไปหาอะไรให้สองคนนี้กินหน่อย”

มู่เหลียงออกคำสั่ง

“เจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันขานรับอย่างจริงจัง

ก่อนที่เธอจะวิ่งเหยาะๆ ออกไปยังครัว ในฐานะผู้ติดตามของมินโฮ นอกจากช่วยทำงานบ้านแล้ว เธอก็ได้เรียนรู้วิธีการทำอาหารเล็กน้อยด้วย จึงไม่ยากอะไรที่จะเตรียมอาหารมื้อเล็กๆ ได้

“มู่เหลียงฉันมีเรื่องจะต้องบอกกับนาย”

ลี่เยว่อยู่ๆ ก็พูดขึ้นพร้อมกับสีหน้าที่จริงจัง

“ว่ามา”

มู่เหลียงพยักหน้าตอบรับ

“พวกเราถูกปีศาจไล่ตามมาตลอดหลายวัน และฉันเกรงว่ามันอาจจะตามพวกเรามาถึงที่นี่”

ลี่เยว่ไม่ได้บอกรายละเอียดของพวกศพมายา

เธอตั้งใจจะบอกรายละเอียดกับมู่เหลียงเป็นการส่วนตัว เพราะที่นี่มีคนเยอะเกินไป ถ้าเธอพูดมากไปกว่านี้ ตัวตนและเรื่องโรคของเธอจะถูกเปิดเผยได้

“ปีศาจงั้นหรอ?”

มู่เหลียงดูตกใจไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะสงบนิ่งลง

เขาไม่ต้องมองลี่เยว่ก็พอจะเดาออก ว่าเธอไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด เพราะที่นี่มีคนเยอะเกินไป และมันอาจจะเกี่ยวข้องกับโรคของเธอ

“พวกมันแข็งแกร่งเท่ากับขั้น 5 และพวกมันก็ถึกทนมากๆ”

ลี่เยว่กล่าวต่อ เธอกลัวว่ามู่เหลียงจะประมาทพวกมันเกินไป

ลี่เยว่กังวลใจไม่น้อย และพูดเตือน

“หากฆ่ามันได้ จงทำลายไม่ให้เหลือซากไม่งั้นปัญหาจะตามมาได้”

“ไม่ต้องคิดมาก คืนนี้จะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาถึงมากกว่าปีศาจของเธอแน่”

แววตาของมู่เหลียงอยู่ๆ ก็ฉายออกถึงความเย็นชา และพูดอย่างไร้ความรู้สึก

“บางคนคิดว่าการปีนขึ้นมาบนนี้เป็นเรื่องง่าย แต่พวกมันจะได้รู้ว่าเมื่อขึ้นมาแล้ว การลงไปนั้นยากยิ่งกว่าปีนขึ้นมา”

มู่เหลียงจำเป็นต้องกังวลเรื่องปีศาจของลีเยว่ เพราะยังไงคืนนี้คงไม่ใช่คืนที่สงบสุขอย่างแน่นอน และอาจจะมีการหลั่งเลือดกันเกิดขึ้น

“งั้นคืนนี้ฉันจะช่วยเข้าเวรยามด้วย”

ลี่เยว่กล่าว

“ฉันด้วย”

ลี่ลี่เองก็เสนอตัว ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ได้ แต่ฉันมีบางสิ่งที่อย่างให้ลี่เยว่ลองก่อน”

มู่เหลียงแสยะยิ้มขึ้นก่อนที่จะลุกออกจากโต๊ะ

“ลองอะไร?”

ลี่เยว่ถามด้วยความสงสัย

“เอาเป็นว่าพวกเธอสองคนกินอะไรกันให้เรียบร้อยก่อน แล้วหลังจากนั้นเธอจะได้ลองเอง”

มู่เหลียงพูดอย่างสบายๆ

“ได้”

ลี่เยว่พยักหน้าตอบอย่างเชื่อฟัง