ตอนที่ 47

“หญ้าม้วนขาว? ไม่….น่าจะเป็นหญ้าเถาขาวมากกว่า”

“ไม่ๆๆ ตัวนี้ไม่น่าจะหมายความว่าเถาหรือหวาย”

ยิ่งลี่เยว่พยายามพูดมากเท่าไรเธอก็ยิ่งมั่นใจน้อยลงทุกครั้ง

เธอเริ่มจะคอตก และใบหน้าของเธอก็แสดงออกถึงความเขินอายอย่างหนัก

“เห้อ!!”

มู่เหลียงแกล้งทำเป็นถอนหายใจ พร้อมกับส่ายหัวและพูดขึ้นว่า

“ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รู้สักคำ”

“ป–ปะ ป่าวสักหน่อยฉันแค่ไม่ได้อ่านตัวอักษรพวกนี้นาน”

ใบหน้าของลี่เยว่แดงก่ำและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ต่ำๆ

“ก็แค่ลืมไปแป๊บหนึ่งเท่านั้นเอง ให้เวลาฉันอีกหน่อย มั่นใจเลยว่าฉันอ่านมันออก”

“ได้”

มู่เหลียงประคองแก้มของลี่เยว่ด้วยมือข้างเดียวให้ยกขึ้น พร้อมส่งสายตาราวกับบอกว่า ฉันเชื่อใจเธอ

“แต่…โถ้เว้ย!”

อยู่ๆ ก็มีความรู้สึกหลายอย่างพุ่งเข้าไปในหัวของลี่เยว่ราวกับได้รับความรู้สึกที่น่ารำคาญจากมู่เหลียงเข้าไปในหัว

“ฮึ้ม!”

หญิงสาวนั่งลงบนโต๊ะ และกอดอกอย่างน่าเอ็นดู

“ข้าวเช้ามาแล้ว กินกันดีกว่า!”

มินโฮยกหม้อเหล็กขึ้นมาวางบนโต๊ะ

“เดี๋ยวฉันไปเอาจานมาเอง”

ลี่เยว่ลุกขึ้นโดยไม่สนใจเลยว่าเธอกำลังแสดงสีหน้าบูดบึ้งอยู่ และเดินไปหยิบจานชามมา

อาหารเช้ายังคงเหมือนเดิมเป็นน้ำซุปกับเนื้อย่าง

มู่เหลียงกินอาหารเช้าอย่างเหม่อลอย และคิดถึงแต่ตัวอักษรภาพเหล่านั้นในหัว

เขายังไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย แล้วเด็กสาวทั้งสองคนนี้ก็ไม่รู้เรื่องตัวหนังสืออีกด้วย

ดูเหมือนว่าต้องหาใครสักคนมาสอนอ่านหนังสือ มู่เหลียงคิดสิ่งนี้ในใจ

หากเขาต้องอยู่ในโลกแห่งนี้เขาจำเป็นต้องเข้าใจภาษา และประวัติศาตร์ วัฒนธรรมของโลกใบนี้ด้วย

เพราะงั้นสิ่งที่ง่ายที่สุดคือการอ่านหนังสือออก

“ถึงฉันจะลืมการอ่านอักษรภาพไปแล้วก็เถอะ”

เมื่อเห็นสีหน้าที่เหม่อลอยของมู่เหลียง ลี่เยว่จึงพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้

“แต่ฉันพอจะรู้ว่าสิ่งที่บันทึกอยู่ในนั้นคืออะไร”

“มันคืออะไร”

มู่เหลียงเงยหน้าถามทันที

“ถ้าดูไม่ผิดมันน่าจะเป็นสูตรในการทำยาเอาไว้เสริมพลังให้กับร่างกายมนุษย์”

ลี่เยว่กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ห้ะ สูตรยาเพิ่มพลังงั้นหรอ? ยาที่ทำให้ร่างกายของมนุษย์แข็งแกร่งขึ้นงั้นหรอ?”

มู่เหลียงถามต่อด้วยความสนใจอย่างมาก

“ใช่ ก็ถ้านายให้ฉันดูม้วนหนังที่เหลือ”

ลี่เยว่วางเนื้อย่างลงก่อนที่จะยื่นมือของเธอออกไป

“มันเป็นยาแบบไหนฉันจะพยายามรู้ให้ได้”

“เอานี่”

มู่เหลียงเอากระเป๋าสะพายที่เต็มไปด้วยม้วนหนังให้ลี่เยว่ ก่อนที่เธอจะคลี่เปิดออกดู

“อืม…สามอันนี้เป็นวัตถุดิบ ใส่เรียงลำดับกัน…”

ลี่เยว่พลิกดูม้วนหนังด้วยสีหน้านิ่งสงบ และมองหาสิ่งที่น่าจะเป็นหมายเลขบอกลำดับ

“แผ่นที่เจ็ดเป็นยาระดับสอง”

“หือ? แม้แต่สูตรยาเสริมกายามนุษย์ระดับสามก็มี”

แล้วเมื่อผ่านไปสักพักหนึ่ง

เด็กสาวก็ทำเสียงหลงออกมา

“อันนี้มัน!!....เป็นแผนที่บอกตำแหน่งวัตถุดิบทั้งหมด”

“ไม่มีทาง!?”

ลี่เย่ววางหนังบันทึกทั้ง 24 ผืนลง และมองไปนัวกองม้วนบันทึกอื่นๆ

ก่อนที่จะเงยหน้ามองไปยังทางมู่เหลียงและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมาก

“พวกนี้เป็นสูตรยาสำหรับทำยาเสริมกายามนุษย์ระดับ 5”

“ดูเหมือนว่าที่มาที่ไปของเซียฮูนั้นจะไม่ธรรมดาแล้ว”

เมื่อมู่เหลียงเห็นถึงการแสดงออกของลี่เยว่ก็รู้ทันทีว่ายาพวกนี้มีค่าขนาดไหน

กลุ่มเคราโลหิตที่มีคนมากกว่า 500 คนแถมยังมียังปลาอัญมณีไว้ในครอบครอง และยังมีสูตรยาเสริมกำลังตั้งแต่ระดับ 1 ถึง 5

แค่นี้ก็น่าจะรู้ความหมายของทั้งหมดแล้ว

“มันเป็นสูตรยาที่เอาไว้เพิ่มพลังให้กับผู้ทรงพลังขั้น 5”

ลี่เยว่บ่นออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนที่จะเก็บม้วนหนังทั้งหมด และมองหน้ามู่เหลียงโดยที่ไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งใดต่อ

การที่เซียฮูนั้นมาเจอมู่เหลียงถือว่าเป็นความโชคร้ายที่สุดในชีวิตของเขา

“ลี่เยว่มองฉันแบบนี้หมายความว่าไง?”

มู่เหลียงผายมือออกอย่างคนไม่รู้เรื่อง

แต่เขาเป็นผู้เอาความมั่งคั่งและรากฐานของเซียฮูมาทั้งหมด

แล้วมู่เหลียงก็นึกขึ้นได้ว่ากลุ่มเคราโลหิตหากออกติดตามพวกเขา ปานี้ก็น่าจะไปถึงจุดกับดักที่วางเอาไว้แล้ว

ไม่คืนนี้ก็วันพรุ่งพวกมันจะเดินเข้าสู่ปากเหวของนรกทั้งหมด

โชคดีก็รอดโชคร้ายก็ตายเท่านั้น

“นายนี้มัน…”

ลี่เยว่ไม่รู้ว่าจะบ่นมู่เหลียงว่าอย่างไรดี แต่หากว่าเธอรองพูดคุยกับเขาดีๆ อาจจะได้ผลประโยชน์จากมู่เหลียงด้วย

เธอมองไปยังกองม้วนบันทึกด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน ก่อนที่จพูดด้วยเสียงต่ำ

“สูตรยาพวกนี้มูลค่าของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าปลาอัญมณีเลย”

“สิ่งนี้มันสำคัญมากสำหรับผู้ทรงพลัง มันจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น”

ลี่เยว่อธิบายถึงสรรพคุณของสูตรยาพวกนี้

อย่างที่รู้กันว่าลี่เยว่นั้นถูกโรคผีมายากัดกินร่างกายอยู่ ทำให้เธอมีชีวิตอยู่ได้อีกครึ่งปี แต่เพราะพลังที่ได้จากโรคนี้ทำให้เธอเป็นนักธนูขั้น 4

“งั้นก็แจ๋วเลยสิ หากว่ารวบรวมวัตถุดิบครบ ก็สามารถทำยาเสริมพลังให้มินโฮได้”

มู่เหลียงหันหน้าไปมองทางมินโฮที่กำลังฟังด้วยสายตาใสซื่อ

สำหรับตัวเขาแล้ว ไม่รู้ว่ายาจะส่งผลกับเขาไหม จะรู้อีกทีก็ต่อเมื่อได้ลองแล้ว

“ฉัน?”

มินโฮถึงกับผงะไปเล็กน้อย

“ใช่ ก็เธอไง”

มู่เหลียงตอบ ก่อนจะพูดอย่างติดตลก

“ในอนาคตเธอจะต่อสู้ร่วมกับฉันได้ และจะกลายเป็นแม่ทัพหญิงของฉัน!”

“ได้ฉันจะเป็น!”

มินโฮตอบตกลงด้วยท่าทางตื่นเต้นทั้งที่ไม่รู้เลยว่าแม่ทัพหญิงคืออะไร

ก่อนที่หูกระต่ายของเธอจะตั้งตรงขึ้น และให้คำมั่นสัญญาด้วยสีหน้าจริงจัง

“สักวันฉันจะเป็นยอดแม่ทัพหญิงที่แข็งแกร่งที่สุด”

“ถ้าอย่างงั้น มินโฮจะต้องทำอะไรอีกหลายอย่างเลย อย่างเช่นทำมื้อเที่ยงของวันนี้ด้วย”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ

“ห้ะ? ทำไมต้องกินมื้อเที่ยงด้วย?”

มินโฮถามด้วยความสงสัย

“หากมินโฮต้องการจะแข็งแรงกว่านี้ เธอจำเป็นต้องกินให้มาก และฝึกฝนบ่อยๆ”

มู่เหลียงเริ่มวางแผนที่จะฝึกมินโฮให้พอที่จะปกป้องตัวเองได้

ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถของมินโฮนั้นถือว่าดีมากๆ จากการที่ลี่เยว่มักจะมองมินโฮด้วยสายตาอิจฉาเล็กๆ

“ตกลง”

มินโฮพยักหน้ารับเมื่อได้ยินว่าเธอจะแข็งแกร่งขึ้นได้

เธอเองต้องการเป็นกำลังให้มู่เหลียง และไม่ต้องการได้รับการปกป้องอยู่ฝ่ายเดียว

“ดีจังเลยน้า.”

ลี่เยว่บ่นในใจ

เธออิจฉามินโฮที่เป็นผู้กลายพันธ์และมีพลังพิเศษ ตัวเธอเองก็มีพรสวรรค์อยู่แล้ว หากว่าได้รับยาที่ทำจากม้วนบันทึกพวกนั้น ในอนาคตเธอจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้กลายพันธ์ทั่วไปหลายเท่า

ผู้กลายพันธ์นั้นแข็งแกร่งจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่นการได้ยิน การรับกลิ่น และได้รับปฏิกริยาตอบสนองที่เหนือมนุษย์ และอื่นๆ อีกหลายอย่าง

มีผู้กลายพันธ์บางส่วนที่สามารถวิวัฒนาการความสามารถเหล่านั้นให้กลายเป็นทักษะพิเศษส่วนตัวได้

แต่สำหรับผู้ทรงพลังนั้นมีเพียงแค่เสริมพลังให้กับร่างกายตัวเองเท่านั้น โดยเงื่อนไขการที่จะเติบโตได้นั้นต่างจากผู้กลายพันธ์มาก และไม่มีความสามารถพิเศษติดตัว

“ลี่เยว่เองต้องการยาเสริมพลังด้วยรึป่าว?”

อยู่ๆ มู่เหลียงก็หันกลับมาถามลี่เยว่

“เอะ…อะ อืม ฉันด้วย”

ลี่เยว่ไม่รู้ว่า จะตอบเช่นไรดี

“งั้นหรอ…ฉันก็คิดเหมือนกันว่าลี่เยว่ยังแข็งแกร็งไม่พอ”

“อืมก็ใช่ แต่ก็…”

ลี่เยว่ไม่รู้จะอธิบายเช่นไรว่า

ร่างของเธอถูกกัดกินจากโรคผีมายา และก็มาถึงได้แค่ผู้ทรงพลังขั้น 3

หากว่าใช้พลังพิเศษของตาเหยี่ยว จะทำให้เธอกลายเป็นนักธนูขั้น 4

“เธอกำลังคิดอยู่สินะ ว่าทำไมฉันถึงต้องการให้ลี่เยว่แข็งแกร่งขึ้นด้วย”

มู่เหลียงพูดออกมาพร้อมกับมุมปากที่ยกสูงเล็กน้อยแต่ไม่ได้บอกเหตุผลจริงๆ ไป

เขาเอื้อมมือลงไปตบแผ่นหนังทั้งหมด และพูดขึ้น

“เธอรู้จักคนที่สามารถทำยาพวกนี้ได้ใช่ไหม”

เพราะไม่งั้นไม่มีทางที่หญิงสาวผมขาวคนนี้จะรู้ว่านี้คือสูตรยา และประเภทของยาได้

“...ฉัน….ฉันพอจะรู้จักคนที่ทำยาพวกนี้ขึ้นมาได้”

แล้วตอนนั้นเองก็มีภาพของหญิงสาวที่น่าอกหน้าใจใหญ่ยักษ์ปรากฏขึ้นในหัวของเธอ

“เขาเป็นใคร ฉันอยากจะเจอเขา”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“เมื่อเราไปถึงกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ ฉันจะแนะนำให้”

ลี่เยว่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา

“เพื่อนของลี่เยว่อยู่ในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์งั้นหรอ?”

มู่เหลียงถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

“ไม่แน่ใจว่าเธอยังอยู่ไหม แต่หากจะหาเธอก็ต้องไปที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”

ลี่เยว่คิดว่าระยะเวลาสิบวันที่เธอกับหยู่เฟ่ยแยกจากกัน ไม่รู้ว่าปานี้หยู่เฟ่ยยังอยู่ที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์อยู่ไหม

หรือบางทีหยู่เฟ่ยอาจจะออกไปตามหาน้ำตานางฟ้าเองแล้ว

เพราะสุดท้ายแล้วสถานที่นัดพบกันระหว่างสองคนไม่ใช่ที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ และยังเหลือเวลาอีกสี่สิบวันที่จะถึงเวลานัดพบ

นี่เป็นเหตุผลที่ลี่เยว่ยังทำตัวสบายๆ และไม่ไปจากที่นี่ และรอให้ได้รับน้ำตานางฟ้าจากมู่เหลียงก่อน

“งั้นก็รอจนกว่าจะไปถึงกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”

มู่เหลียงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยอมจำนน

มันเป็นเรื่องยุ่งยากในโลกแห่งนี้ที่จะติดต่อสื่อสารกัน และจะหากันเจอขึ้นอยู่กับการนัดหมายเวลาและสถานที่ล่วงหน้า ไม่งั้นคงไม่มีทางติดต่อกันได้