พื้นที่เนินสูงถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ ที่บนสุดเป็นตำหนักเจ้าเมือง และชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่สำหรับสำนักงานของเมือง
แต่หลังจากสร้างมาแล้ว และลองใช้งานจริง ปรากฏว่าพื้นที่สำนักงานของเมืองนั้นถูกใช้งานน้อยมาก เลยไม่ถูกขยายพื้นที่เพิ่ม
และชั้นแรกเป็นของพื้นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้อาวุโสหรือผู้มีตำแหน่งในเมืองเต่าทมิฬ
“นี่คือบ้านที่ทางเราจัดไว้ให้”
หยู่ฉินหลานพาเยี่ยลี่ยี่ไปยังเนินสูงและไปยังบ้านหนึ่งชั้นที่ว่างอยู่
“นี้คือที่อยู่ของฉันงั้นหรอ”
เยี่ยลี่ยี่มองดู และเห็นว่าบ้านของเธอมีสนามหญ้าด้วยสร้างความประหลาดใจให้เธออย่างมาก
และเธอก็หันลงไปมองสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใต้เนิน
“บ้านนี้ท่านเจ้าเมืองเป็นคนยกให้”
หยู่ฉินหลานพูดอย่างแผ่วเบา
ในฐานะผู้บริหารระดับสูงเธอมองออกว่าเยี่ยลี่ยี่มีคุณสมบัติพอที่จะอยู่ในพื้นที่เนินสูงได้
แต่ในความจริงแล้วหากว่า หยู่ฉินหลาน หยู่เฟ่ยหยานและคนอื่นๆ ไม่ได้เข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬเป็นกลุ่มแรกๆ พวกเธอเองก็คงได้อาศัยอยู่ที่ชั้นแรกเหมือนกัน
หยางปิงเองก็อาศัยอยู่ที่ชั้นแรกในตอนนี้
ส่วนลี่ลี่อยู่กับโหย่วเฟ่ยทำให้เธอไม่ได้อาศัยอยู่ที่ชั้นนี้
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เยี่ยลี่ยี่รับรู้ได้ทันทีว่านี้คือความเมตตาของมู่เหลียง
“นี่คือกุญแจบ้านของเธอ พร้อมด้วยแต้มสะสมในตั๋วเงินอีก 100 แต้ม”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับที่มอบกุญแจให้กับกระดาษแผ่นหน่ง
“แต้มสะสม?”
เยี่ยลี่ยี่รับทุกอย่างมาด้วยความสงสัย
เธอเห็นว่าบนกระดาษนั้นมีรูปแบบตารางและประทับเลข 100 เอาไว้
“นี้เป็นสกุลเงินในเมืองเต่าทมิฬ ซึ่งเอาไว้แลกเปลี่ยนซื้อของในเมืองได้”
หยู่ฉินหลานอธิบายคร่าวๆ
เธอรู้มาว่ามู่เหลียงกำลังเตรียมการที่จะใช้ใบชาเขียวประกายเป็นตั๋วเงินในอนาคต
“เข้าใจแล้ว”
เยี่ยลี่ยี่เข้าใจได้ในทันที
“แต้มสะสมหนึ่งร้อยแต้มเป็นค่าตอบแทนล่วงหน้า แล้วจะถูกหักออกจากค่าแรงของเธอตอนสิ้นเดือน”
หยู่ฉินหลานอธิบายอย่างละเอียด
นั้นเพราะผู้หญิงทุกคนที่ทำงานในพื้นที่ตำหนักเจ้าเมืองจะได้รับทั้งที่พักและอาหาร ทำให้พวกเธอไม่จำเป็นต้องใช้แต้มสะสมเลย
แต่สำหรับสิ่งอื่น ก็ยังต้องใช้แต้มสะสมแลกเปลี่ยนมา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือนหรือสิ่งของอื่นๆ
แต่ผู้ที่อยู่ในเนินสูง จะได้สิทธิ์พิเศษกว่าประชาชนทั่วไป ราคาแต้มที่ใช้แลกเปลี่ยนพวกเครื่องเรือนจะถูกกว่า เรียกได้ว่าในราคาต้นทุนเลยด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้มู่เหลียงกำหนดขึ้นเพื่อไม่ให้คนที่อยู่ในเนินสูงใช้ชีวิตโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย
“เข้าใจแล้ว”
เยี่ยลี่ยี่กล่าวพร้อมกับพยักหน้าอีกครั้ง
เธอคิดว่ามันคงจะดีเหมือนกัน หากว่ามีรายได้เพิ่มเธอจะจัดสวนหน้าบ้านของตัวเอง
“เดี๋ยวจะพาไปยังร้านแลกเปลี่ยน เพื่อให้แลกซื้ออะไรบางอย่าง”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับมองไปยังบ้านพักที่ยังว่างเปล่า
“ต้องรบกวนแล้ว”
เยี่ยลี่ยี่กล่าวอย่างสุภาพ
“งั้นไปกันเถอะ”
หยู่ฉินหลานพูดก่อนที่จะฉีกยิ้มให้
เยี่ยลี่ยี่เดินตามหยู่ฉินหลานไปติดๆ โดยได้แต่มองแผ่นหลังอันสวยงามของหยู่ฉินหลาน และรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งคู่ลงมายังสถานที่แลกเปลี่ยน ซึ่งตอนนี้จุดแลกเปลี่ยนดูเงียบเหงามาก
นั้นก็ไม่แปลกเพราะชาวเมืองทุกคนมีการมีงานทำหมดแล้ว ทำให้พวกเขาจะมาแลกเปลี่ยนของก็เฉพาะในเวลาช่วงเย็นหลังเลิกงานเท่านั้น
แล้วตอนนี้จุดแลกเปลี่ยนถูกต่อเติมและขยายใหญ่มากขึ้น หรือจะเรียกได้ว่ามันได้กลายเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ไปแล้ว
นั้นเพราะความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว จึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่เก็บของแลกเปลี่ยนด้วย
“ท่านหยู่จู”
มีคนที่ทำงานอยู่ในจุดแลกเปลี่ยนทักหยู่ฉินหลานด้วยความเคารพ
หยู่ฉินหลานเพียงพยักหน้าเล็กน้อยให้ ก่อนที่จะกระซิบข้างๆ เยี่ยลี่ยี่
“เข้าไปเลือกสิ่งที่ต้องการใช้ ส่วนเรื่องใช้แต้มเท่าไร จะมีป้ายเขียนกำกับบอกเอาไว้”
“ค่ะ”
เยี่ยลี่ยี่เข้าไปในจุดแลกเปลี่ยนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเข้าไปสิ่งที่เธอเห็นคือพื้นที่โถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย โต๊ะ เตียง เก้าอี้ และเครื่องเรือนอื่นอีกมากมาย
“ขอดูชุดเครื่องเรือนค่ะ”
เยี่ยลี่ยี่คิดอย่างถี่ถ้วนว่าในชีวิตประจำวันของเธอจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง
และไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะตกแต่งห้องให้สวยงามอะไร เพราะขอแค่มีที่อยู่เธอก็ดีใจแล้ว
“ได้เลยค่ะ ยังมีสิ่งของหมวดตกแต่งห้องให้เลือกด้วยนะค่ะ”
พนักงานของร้านแนะนำให้อย่างเป็นกันเอง
“หมวดตกแต่ง?”
สีหน้าของเยี่ยลี่ยี่เต็มไปด้วยความสงสัยและอุทานออกมา
“ลองดูแล้วจะเข้าใจเองค่ะ”
พนักงานยื่นภาพวาดให้หลายใบ
“งั้นขอดูหน่อยนะ”
เยี่ยลี่ยี่รับภาพวาดมาและเปิดออกดู
เธอเห็นภาพเครื่องเรือนหลายอย่างและของตกแต่งที่ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
“มันคือของที่ใช้ตกแต่งในพื้นที่ของถนนการค้า”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยท่าทางอันสง่างามของเธอ
ภาพวาดพวกนี้เป็นเครื่องเรือนต้นแบบที่ใช้ในถนนการค้า แต่มันจะไม่ฉูดฉาดหรือดูหรูหราเท่ากับที่ใช้ในถนนการค้า จะเน้นไปที่การใช้งานมากกว่า
“แบบนี้เอง….ไม่น่าถึงรู้สึกคุ้นๆ”
เยี่ยลี่ยี่พยักหน้าทันที
เธอเห็นป้ายที่เขียนราคาไว้มุมภาพวาด 500 แต้มสะสม
“มันแพงมากเลย”
เยี่ยลี่ยี่ส่ายหัว
ก่อนพนักงานจะยื่นภาพเครื่องเรือนธรรมดา ที่เป็นชุดเครื่องเรือนรวมกันแค่ 20 แต้มสะสม
“มีแบบถูกด้วยนะค่ะ”
พนักงานยังนำเสนอขายอย่างเป็นธรรมชาติ
แบบในการสร้างพวกนี้บางชิ้นก็ถูกออกแบบโดยคนในโรงงาน หรือเป็นชาวบ้านทั่วไป และจะตอบโจทย์การใช้งานมากกว่าของราคาแพงที่ดูหรูหรา
“อันนี้ราคา 72 แต้มเลยหรอ?”
เยี่ยลียี่เห็นภาพชุดเครื่องเรือนอีกอันที่ราคาต่างกัน
“ทางร้านมีชุดเครื่องเรือนหลายแบบ และมีราคาแตกต่างกันออกไป”
พนักงานอธิบายอย่างใจเย็น
“เครื่องเรือนบางชนิดก็จะถูกแต่ก็เป็นไปตามการออกแบบและความทนทาน”
“งั้น ขอเครื่องเรือนชุดนี้ให้ฉัน”
เยี่ยลี่ยี่รู้สึกว่า การซื้อเป็นชุดจะช่วยเธอประหยัดมากกว่า
“ได้ค่ะ แล้วจะรีบจัดส่งให้ในทันที”
พนักงานตอบด้วยความสุภาพ ในร้านแลกเปลี่ยนมีพนักงานช่วยกันทำงานหลายส่วนมาก
“งั้นขอตรวจตั๋วเงินด้วยค่ะ”
พนักงานกล่าวอีกครั้ง
เยี่ยลี่ยี่ส่งกระดาษที่ได้รับมาให้กับพนักงานไป
แล้วพนักงานก็เอาตั๋วการเงินที่ได้มา ใช้ตราประทับขีดค่าเลข 100 และประทับตราเลขใหม่เป็น 28 ที่บรรทัดต่อไป
นี้เป็นการบันทึกแบบง่ายๆ เพื่อตรวจสอบบัญชีแต้มสะสมของแต่ละคน ในอนาคตมู่เหลียงจะปรับเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง
“ใช้แบบนี้เอง”
เยี่ยลี่ยี่มองดูด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ และรับตั๋วเงินกลับมา
“หากว่าได้รับแต้มสะสมเพิ่มในอนาคต ก็สามารถไปที่โรงงานเพื่อสั่งทำเครื่องเรือนเองได้”
หยู่ฉินหลานแนะนำอย่างเป็นกันเอง
“โรงงานงั้นหรอ?”
เยี่ยลี่ยี่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจ
หยู่ฉินหลานจึงกล่าวต่อ
“มันเป็นที่เอาไว้สั่งทำเครื่องเรือนแบบพิเศษที่คนสั่งจะออกแบบเองได้ เพื่อทำให้การตกแต่งที่อยู่อาศัยตามที่ต้องการ หรือตามใช้งาน”
เครื่องเรือนและของตกแต่งทุกอย่างในถนนการค้านั้นถูกรับผิดชอบโดยโรงงานผลิตเครื่องเรือนทั้งหมด
มีคนงานไม่กี่คนในโรงงาน แต่ทุกคนต่างได้เรียนรู้และวิธีทำจากมู่เหลียงหมด นอกจากนี้พวกเขายังเรียนรู้ที่จะออกแบบเครืองเรืองเองอีกด้วย
มีงานออกแบบมามากมาย และต่างทุ่มเทเพื่อจะได้ผลงานดีๆ เพราะมันจะส่งผลกับแต้มสะสมที่จะได้รับเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา
“มีงานแบบนี้ด้วยงั้นหรอ”
เยี่ยลี่ยี่พูดอย่างประหลาดใจ
เธอพบว่างานในเมืองเต่าทมิฬนั้นมีความหลากหลายและแบ่งแยกย่อยไปจำนวนมาก ไม่เหมือนกับเมืองเซิงหยางที่มีงานไม่กี่อย่างให้ทำ หรือไม่ก็ต้องใช้คนมีฝีมือไปทำงานเท่านั้น
อย่างเช่น รับจ้างเก็บฟืนในพื้นที่ห่างไกล งานก่อสร้างกำแพงเมือง งานกรรมกร เพื่อแลกอาหารประทังชีวิต
“นอกจากเครื่องเรือนแล้ว แต้มพวกนี้ยังเอาไปแลกเป็นวัตถุดิบอาหารได้อีกด้วย”
หยู่ฉินหลานอธิบายต่อ และชี้ไปยังอีกพื้นที่ในจุดแลกเปลี่ยน
“ถ้างั้น ฉันก็สามารถแลกของไปทำอาหารกินเองได้สิ”
เยี่ยลี่ยี่พูดออกมาทันควัน ก่อนที่จะมองไปยังชั้นวางของที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบ และเห็นว่ามีป้ายไม้เขียนกำกับอยู่
“เนื้อของหมูป่า 8 เขี้ยวหนึ่งกิโลใช้แต้มสะสมสามแต้ม”
เยี่ยลี่ยี่หยิบป้ายราคาขึ้นมาดูพร้อมกับอ่านออกเสียง
“ถ้าอยากได้เนื้อสด เรามีเนื้อแช่เย็นเอาไว้ และจะแบ่งออกมาขาย”
พนักงานคนเดิมพูดขึ้นก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องแช่ของร้าน
ที่แห่งนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับห้องเย็นของงูเหมันแต่เป็นห้องที่นำน้ำแข็งมาอัดใส่เอาไว้ และเป็นตู้แช่ชั่วคราวสำหรับเก็บเนื้อที่จะเอามาขาย
พนักงานเดินออกมารพ้อมกับเนื้อสดชิ้นใหญ่ และวางลงบนเขียง
“ถ้างั้นขอแลกซื้อหนึ่งกิโลแล้วกัน”
เยี่ยลี่ยี่มองดูเนื้อแช่แข็งด้วยแววตาที่ประหลาดใจ
เธอค้นพบว่าเมืองเต่าทมิฬแข็งแแกร่งกว่าที่คิด แม้แต่ผู้ตื่นที่มีพลังน้ำแข็งก็อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้
ไม่งั้นไม่มีทางที่จะมีเนื้อสดแช่เก็บไว้แน่
“ได้เลยค่ะ”
พนักงานหั่นเนื้ออย่างคล่องแคล่ว
“เธอมีเครื่องครัวแล้วงั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานทักขึ้น
“อ๋อ….ดูเหมือนว่าฉันจะลืมเรื่องนี้ไป”
เยี่ยลี่ยี่มองไปยังตั๋วเงินด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต้มสะสมที่มีตอนนี้มันเริ่มน้อยลงไปเรื่อยๆ
เดิมทีเธอคิดว่าแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้อยู่ได้ไปสักระยะ แต่ไม่คิดว่ามันจะหมดเร็วขนาดนี้
“เธอสามารถไปรายงานสิ่งที่ทำทุกวัน ในระหว่างช่วงเวลามื้อเย็นที่ตำหนักเจ้าเมืองได้”
หยู่ฉินหลานมองดูเยี่ยลี่ยี่ด้วยรอยยิ้ม
หลังจากพูดขึ้นเธอก็หันกลับไป และมองไปยังพื้นที่ถนนการค้า
“เอ๋?!”
นัยน์ตาสีเขียวสดของเยี่ยลี่ยี่เบิกกว้างด้วยความสงสัย และมองหยู่ฉินหลานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ทำแบบนั้นจะดีหรอ”
“มันจะดูไม่เหมาะสมรึป่าว ที่จะกินและดื่มที่ตำหนักเจ้าเมือง?”
เยี่ยลี่ยี่ได้แต่บ่นกับตัวเอง
ก่อนที่จะเหลือบไปมองแต้มสะสมภายในตั๋วเงิน เพราะหลังจากซื้อเครื่องครัวแล้วด้วย เธอจะเหลือแต้มสะสมไม่กี่แต้ม
“เราคงต้องลองดูเท่านั้น เพื่อที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายลง”
เยี่ยลี่ยี่กำตั๋วเงินไว้แน่น และพยายามเข้าข้างตัวเองให้กล้าไปรับอาหารที่ตำหนักเจ้าเมือง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved