ตอนที่ 176

พื้นที่เนินสูงถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ ที่บนสุดเป็นตำหนักเจ้าเมือง และชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่สำหรับสำนักงานของเมือง

แต่หลังจากสร้างมาแล้ว และลองใช้งานจริง ปรากฏว่าพื้นที่สำนักงานของเมืองนั้นถูกใช้งานน้อยมาก เลยไม่ถูกขยายพื้นที่เพิ่ม

และชั้นแรกเป็นของพื้นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้อาวุโสหรือผู้มีตำแหน่งในเมืองเต่าทมิฬ

“นี่คือบ้านที่ทางเราจัดไว้ให้”

หยู่ฉินหลานพาเยี่ยลี่ยี่ไปยังเนินสูงและไปยังบ้านหนึ่งชั้นที่ว่างอยู่

“นี้คือที่อยู่ของฉันงั้นหรอ”

เยี่ยลี่ยี่มองดู และเห็นว่าบ้านของเธอมีสนามหญ้าด้วยสร้างความประหลาดใจให้เธออย่างมาก

และเธอก็หันลงไปมองสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใต้เนิน

“บ้านนี้ท่านเจ้าเมืองเป็นคนยกให้”

หยู่ฉินหลานพูดอย่างแผ่วเบา

ในฐานะผู้บริหารระดับสูงเธอมองออกว่าเยี่ยลี่ยี่มีคุณสมบัติพอที่จะอยู่ในพื้นที่เนินสูงได้

แต่ในความจริงแล้วหากว่า หยู่ฉินหลาน หยู่เฟ่ยหยานและคนอื่นๆ ไม่ได้เข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬเป็นกลุ่มแรกๆ พวกเธอเองก็คงได้อาศัยอยู่ที่ชั้นแรกเหมือนกัน

หยางปิงเองก็อาศัยอยู่ที่ชั้นแรกในตอนนี้

ส่วนลี่ลี่อยู่กับโหย่วเฟ่ยทำให้เธอไม่ได้อาศัยอยู่ที่ชั้นนี้

“เข้าใจแล้วค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่รับรู้ได้ทันทีว่านี้คือความเมตตาของมู่เหลียง

“นี่คือกุญแจบ้านของเธอ พร้อมด้วยแต้มสะสมในตั๋วเงินอีก 100 แต้ม”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับที่มอบกุญแจให้กับกระดาษแผ่นหน่ง

“แต้มสะสม?”

เยี่ยลี่ยี่รับทุกอย่างมาด้วยความสงสัย

เธอเห็นว่าบนกระดาษนั้นมีรูปแบบตารางและประทับเลข 100 เอาไว้

“นี้เป็นสกุลเงินในเมืองเต่าทมิฬ ซึ่งเอาไว้แลกเปลี่ยนซื้อของในเมืองได้”

หยู่ฉินหลานอธิบายคร่าวๆ

เธอรู้มาว่ามู่เหลียงกำลังเตรียมการที่จะใช้ใบชาเขียวประกายเป็นตั๋วเงินในอนาคต

“เข้าใจแล้ว”

เยี่ยลี่ยี่เข้าใจได้ในทันที

“แต้มสะสมหนึ่งร้อยแต้มเป็นค่าตอบแทนล่วงหน้า แล้วจะถูกหักออกจากค่าแรงของเธอตอนสิ้นเดือน”

หยู่ฉินหลานอธิบายอย่างละเอียด

นั้นเพราะผู้หญิงทุกคนที่ทำงานในพื้นที่ตำหนักเจ้าเมืองจะได้รับทั้งที่พักและอาหาร ทำให้พวกเธอไม่จำเป็นต้องใช้แต้มสะสมเลย

แต่สำหรับสิ่งอื่น ก็ยังต้องใช้แต้มสะสมแลกเปลี่ยนมา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือนหรือสิ่งของอื่นๆ

แต่ผู้ที่อยู่ในเนินสูง จะได้สิทธิ์พิเศษกว่าประชาชนทั่วไป ราคาแต้มที่ใช้แลกเปลี่ยนพวกเครื่องเรือนจะถูกกว่า เรียกได้ว่าในราคาต้นทุนเลยด้วยซ้ำ

ทั้งหมดนี้มู่เหลียงกำหนดขึ้นเพื่อไม่ให้คนที่อยู่ในเนินสูงใช้ชีวิตโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย

“เข้าใจแล้ว”

เยี่ยลี่ยี่กล่าวพร้อมกับพยักหน้าอีกครั้ง

เธอคิดว่ามันคงจะดีเหมือนกัน หากว่ามีรายได้เพิ่มเธอจะจัดสวนหน้าบ้านของตัวเอง

“เดี๋ยวจะพาไปยังร้านแลกเปลี่ยน เพื่อให้แลกซื้ออะไรบางอย่าง”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นพร้อมกับมองไปยังบ้านพักที่ยังว่างเปล่า

“ต้องรบกวนแล้ว”

เยี่ยลี่ยี่กล่าวอย่างสุภาพ

“งั้นไปกันเถอะ”

หยู่ฉินหลานพูดก่อนที่จะฉีกยิ้มให้

เยี่ยลี่ยี่เดินตามหยู่ฉินหลานไปติดๆ โดยได้แต่มองแผ่นหลังอันสวยงามของหยู่ฉินหลาน และรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก

ทั้งคู่ลงมายังสถานที่แลกเปลี่ยน ซึ่งตอนนี้จุดแลกเปลี่ยนดูเงียบเหงามาก

นั้นก็ไม่แปลกเพราะชาวเมืองทุกคนมีการมีงานทำหมดแล้ว ทำให้พวกเขาจะมาแลกเปลี่ยนของก็เฉพาะในเวลาช่วงเย็นหลังเลิกงานเท่านั้น

แล้วตอนนี้จุดแลกเปลี่ยนถูกต่อเติมและขยายใหญ่มากขึ้น หรือจะเรียกได้ว่ามันได้กลายเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ไปแล้ว

นั้นเพราะความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว จึงจำเป็นต้องขยายพื้นที่เก็บของแลกเปลี่ยนด้วย

“ท่านหยู่จู”

มีคนที่ทำงานอยู่ในจุดแลกเปลี่ยนทักหยู่ฉินหลานด้วยความเคารพ

หยู่ฉินหลานเพียงพยักหน้าเล็กน้อยให้ ก่อนที่จะกระซิบข้างๆ เยี่ยลี่ยี่

“เข้าไปเลือกสิ่งที่ต้องการใช้ ส่วนเรื่องใช้แต้มเท่าไร จะมีป้ายเขียนกำกับบอกเอาไว้”

“ค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่เข้าไปในจุดแลกเปลี่ยนด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เมื่อเข้าไปสิ่งที่เธอเห็นคือพื้นที่โถงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย โต๊ะ เตียง เก้าอี้ และเครื่องเรือนอื่นอีกมากมาย

“ขอดูชุดเครื่องเรือนค่ะ”

เยี่ยลี่ยี่คิดอย่างถี่ถ้วนว่าในชีวิตประจำวันของเธอจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง

และไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะตกแต่งห้องให้สวยงามอะไร เพราะขอแค่มีที่อยู่เธอก็ดีใจแล้ว

“ได้เลยค่ะ ยังมีสิ่งของหมวดตกแต่งห้องให้เลือกด้วยนะค่ะ”

พนักงานของร้านแนะนำให้อย่างเป็นกันเอง

“หมวดตกแต่ง?”

สีหน้าของเยี่ยลี่ยี่เต็มไปด้วยความสงสัยและอุทานออกมา

“ลองดูแล้วจะเข้าใจเองค่ะ”

พนักงานยื่นภาพวาดให้หลายใบ

“งั้นขอดูหน่อยนะ”

เยี่ยลี่ยี่รับภาพวาดมาและเปิดออกดู

เธอเห็นภาพเครื่องเรือนหลายอย่างและของตกแต่งที่ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก

“มันคือของที่ใช้ตกแต่งในพื้นที่ของถนนการค้า”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยท่าทางอันสง่างามของเธอ

ภาพวาดพวกนี้เป็นเครื่องเรือนต้นแบบที่ใช้ในถนนการค้า แต่มันจะไม่ฉูดฉาดหรือดูหรูหราเท่ากับที่ใช้ในถนนการค้า จะเน้นไปที่การใช้งานมากกว่า

“แบบนี้เอง….ไม่น่าถึงรู้สึกคุ้นๆ”

เยี่ยลี่ยี่พยักหน้าทันที

เธอเห็นป้ายที่เขียนราคาไว้มุมภาพวาด 500 แต้มสะสม

“มันแพงมากเลย”

เยี่ยลี่ยี่ส่ายหัว

ก่อนพนักงานจะยื่นภาพเครื่องเรือนธรรมดา ที่เป็นชุดเครื่องเรือนรวมกันแค่ 20 แต้มสะสม

“มีแบบถูกด้วยนะค่ะ”

พนักงานยังนำเสนอขายอย่างเป็นธรรมชาติ

แบบในการสร้างพวกนี้บางชิ้นก็ถูกออกแบบโดยคนในโรงงาน หรือเป็นชาวบ้านทั่วไป และจะตอบโจทย์การใช้งานมากกว่าของราคาแพงที่ดูหรูหรา

“อันนี้ราคา 72 แต้มเลยหรอ?”

เยี่ยลียี่เห็นภาพชุดเครื่องเรือนอีกอันที่ราคาต่างกัน

“ทางร้านมีชุดเครื่องเรือนหลายแบบ และมีราคาแตกต่างกันออกไป”

พนักงานอธิบายอย่างใจเย็น

“เครื่องเรือนบางชนิดก็จะถูกแต่ก็เป็นไปตามการออกแบบและความทนทาน”

“งั้น ขอเครื่องเรือนชุดนี้ให้ฉัน”

เยี่ยลี่ยี่รู้สึกว่า การซื้อเป็นชุดจะช่วยเธอประหยัดมากกว่า

“ได้ค่ะ แล้วจะรีบจัดส่งให้ในทันที”

พนักงานตอบด้วยความสุภาพ ในร้านแลกเปลี่ยนมีพนักงานช่วยกันทำงานหลายส่วนมาก

“งั้นขอตรวจตั๋วเงินด้วยค่ะ”

พนักงานกล่าวอีกครั้ง

เยี่ยลี่ยี่ส่งกระดาษที่ได้รับมาให้กับพนักงานไป

แล้วพนักงานก็เอาตั๋วการเงินที่ได้มา ใช้ตราประทับขีดค่าเลข 100 และประทับตราเลขใหม่เป็น 28 ที่บรรทัดต่อไป

นี้เป็นการบันทึกแบบง่ายๆ เพื่อตรวจสอบบัญชีแต้มสะสมของแต่ละคน ในอนาคตมู่เหลียงจะปรับเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง

“ใช้แบบนี้เอง”

เยี่ยลี่ยี่มองดูด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่ และรับตั๋วเงินกลับมา

“หากว่าได้รับแต้มสะสมเพิ่มในอนาคต ก็สามารถไปที่โรงงานเพื่อสั่งทำเครื่องเรือนเองได้”

หยู่ฉินหลานแนะนำอย่างเป็นกันเอง

“โรงงานงั้นหรอ?”

เยี่ยลี่ยี่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ประหลาดใจ

หยู่ฉินหลานจึงกล่าวต่อ

“มันเป็นที่เอาไว้สั่งทำเครื่องเรือนแบบพิเศษที่คนสั่งจะออกแบบเองได้ เพื่อทำให้การตกแต่งที่อยู่อาศัยตามที่ต้องการ หรือตามใช้งาน”

เครื่องเรือนและของตกแต่งทุกอย่างในถนนการค้านั้นถูกรับผิดชอบโดยโรงงานผลิตเครื่องเรือนทั้งหมด

มีคนงานไม่กี่คนในโรงงาน แต่ทุกคนต่างได้เรียนรู้และวิธีทำจากมู่เหลียงหมด นอกจากนี้พวกเขายังเรียนรู้ที่จะออกแบบเครืองเรืองเองอีกด้วย

มีงานออกแบบมามากมาย และต่างทุ่มเทเพื่อจะได้ผลงานดีๆ เพราะมันจะส่งผลกับแต้มสะสมที่จะได้รับเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา

“มีงานแบบนี้ด้วยงั้นหรอ”

เยี่ยลี่ยี่พูดอย่างประหลาดใจ

เธอพบว่างานในเมืองเต่าทมิฬนั้นมีความหลากหลายและแบ่งแยกย่อยไปจำนวนมาก ไม่เหมือนกับเมืองเซิงหยางที่มีงานไม่กี่อย่างให้ทำ หรือไม่ก็ต้องใช้คนมีฝีมือไปทำงานเท่านั้น

อย่างเช่น รับจ้างเก็บฟืนในพื้นที่ห่างไกล งานก่อสร้างกำแพงเมือง งานกรรมกร เพื่อแลกอาหารประทังชีวิต

“นอกจากเครื่องเรือนแล้ว แต้มพวกนี้ยังเอาไปแลกเป็นวัตถุดิบอาหารได้อีกด้วย”

หยู่ฉินหลานอธิบายต่อ และชี้ไปยังอีกพื้นที่ในจุดแลกเปลี่ยน

“ถ้างั้น ฉันก็สามารถแลกของไปทำอาหารกินเองได้สิ”

เยี่ยลี่ยี่พูดออกมาทันควัน ก่อนที่จะมองไปยังชั้นวางของที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบ และเห็นว่ามีป้ายไม้เขียนกำกับอยู่

“เนื้อของหมูป่า 8 เขี้ยวหนึ่งกิโลใช้แต้มสะสมสามแต้ม”

เยี่ยลี่ยี่หยิบป้ายราคาขึ้นมาดูพร้อมกับอ่านออกเสียง

“ถ้าอยากได้เนื้อสด เรามีเนื้อแช่เย็นเอาไว้ และจะแบ่งออกมาขาย”

พนักงานคนเดิมพูดขึ้นก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องแช่ของร้าน

ที่แห่งนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับห้องเย็นของงูเหมันแต่เป็นห้องที่นำน้ำแข็งมาอัดใส่เอาไว้ และเป็นตู้แช่ชั่วคราวสำหรับเก็บเนื้อที่จะเอามาขาย

พนักงานเดินออกมารพ้อมกับเนื้อสดชิ้นใหญ่ และวางลงบนเขียง

“ถ้างั้นขอแลกซื้อหนึ่งกิโลแล้วกัน”

เยี่ยลี่ยี่มองดูเนื้อแช่แข็งด้วยแววตาที่ประหลาดใจ

เธอค้นพบว่าเมืองเต่าทมิฬแข็งแแกร่งกว่าที่คิด แม้แต่ผู้ตื่นที่มีพลังน้ำแข็งก็อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้

ไม่งั้นไม่มีทางที่จะมีเนื้อสดแช่เก็บไว้แน่

“ได้เลยค่ะ”

พนักงานหั่นเนื้ออย่างคล่องแคล่ว

“เธอมีเครื่องครัวแล้วงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานทักขึ้น

“อ๋อ….ดูเหมือนว่าฉันจะลืมเรื่องนี้ไป”

เยี่ยลี่ยี่มองไปยังตั๋วเงินด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต้มสะสมที่มีตอนนี้มันเริ่มน้อยลงไปเรื่อยๆ

เดิมทีเธอคิดว่าแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้อยู่ได้ไปสักระยะ แต่ไม่คิดว่ามันจะหมดเร็วขนาดนี้

“เธอสามารถไปรายงานสิ่งที่ทำทุกวัน ในระหว่างช่วงเวลามื้อเย็นที่ตำหนักเจ้าเมืองได้”

หยู่ฉินหลานมองดูเยี่ยลี่ยี่ด้วยรอยยิ้ม

หลังจากพูดขึ้นเธอก็หันกลับไป และมองไปยังพื้นที่ถนนการค้า

“เอ๋?!”

นัยน์ตาสีเขียวสดของเยี่ยลี่ยี่เบิกกว้างด้วยความสงสัย และมองหยู่ฉินหลานด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

“ทำแบบนั้นจะดีหรอ”

“มันจะดูไม่เหมาะสมรึป่าว ที่จะกินและดื่มที่ตำหนักเจ้าเมือง?”

เยี่ยลี่ยี่ได้แต่บ่นกับตัวเอง

ก่อนที่จะเหลือบไปมองแต้มสะสมภายในตั๋วเงิน เพราะหลังจากซื้อเครื่องครัวแล้วด้วย เธอจะเหลือแต้มสะสมไม่กี่แต้ม

“เราคงต้องลองดูเท่านั้น เพื่อที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายลง”

เยี่ยลี่ยี่กำตั๋วเงินไว้แน่น และพยายามเข้าข้างตัวเองให้กล้าไปรับอาหารที่ตำหนักเจ้าเมือง