ตอนที่ 274

ที่อีกฝั่ง

ลี่เยว่ เว่ยหยูหลันพาสองสาวไปที่ห้องแห่งหนึ่งที่จะทำการตรวจสอบ

“เข้ามา”

ลี่เยว่หันกลับมาและพูดอย่างเย็นชา

“ค่ะ”

เซียวมี่กำหมัดแน่นและเดินตามเข้าไปในห้องด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น

ลี่เยว่เหลือบมองป๋าฟู

“...ค่ะ”

ป๋าฟูกลืนน้ำลายก้อนโตลงคอ ก่อนที่จะเดินก้มหน้าอย่างเขินอายเข้าไปในห้อง

ลี่เยว่ปิดประตูอย่างไร้เยื่อใย และเริ่มตรวจสอบทั้งสอง

เว่ยหยูหลันเพียงยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเงียบๆ

“ถอดเสื้อออก ยกแขนขึ้น และหมุนตัว”

“นั่งลง รวบผมของตัวเองไว้”

“อ้าปาก”

เสียงของลี่เยว่พูดขึ้นเป็นจังหวะ

“....”

เว่ยหยูหลันยืนหน้าแดงอยู่หน้าห้องเธอเม้มปากด้วยความรู้สึกอับอาย เพราะครั้งหนึ่งเธอเองก็ผ่านเรื่องแบบนี้มาเหมือนกัน ทำให้เธอคิดภาพออกว่าเกิดอะไรขึ้น

เจ็ดแปดนาทีต่อมา ประตูห้องก็เปิดออก

ลี่เยว่เดินออกมาก่อน และมองไปที่เว่ยหยูหลันก่อนที่จะพูดเบาๆ

“พวกเขาไม่มีอะไรผิดปกติ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของเธอแล้ว”

“ค่ะ”

เว่ยหยูหลันตอบรับ และมองดูลี่เยว่เดินจากไป

ภายในห้องมีเสียงดังรอดออกมา

“พวกเราออกไปได้เแล้วใช่ไหม”

ป๋าฟูถามขึ้น

“ออกมาได้แล้ว”

เว่ยหยูหลันตอบ

ป๋าฟูและเซียวมี่เดินหน้าแดงออกมาจากห้องด้วยความเขินอาย

“เดี๋ยวจะพาไปรับชุด”

เว่ยหยูหลันพูดขึ้น

“ค่ะ”

ป๋าฟูเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ มีเสื้อผ้าให้ด้วยงั้นหรอ?

ปัจจุบันชุดของเว่ยหยูหลันเป็นชุดสาวใช้ที่เป็นสีดำและมีโบว์ผูกติดไว้ที่ด้านหลังซึ่งมันถูกออกแบบโดยมู่เหลียง

ทั้งสามไปที่ห้องเก็บอุปกรณ์

เว่ยหยูหลันนำชุดสาวใช้ออกมาสี่ตัว ให้เซียวมี่กับป๋านูคนละสองชุด

“เรียกฉันว่าหลันหลัน ก็ได้”

เว่ยหยูหลันตอบด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด

“ต่อจากนี้ฉันจะพาทั้งสองไปทำความรู้จักพื้นที่ต่างๆ ภายในตำหนักเจ้าเมือง และอธิบายงานที่ต้องทำ”

“ค่า! พี่หลันหลัน”

ป๋านูตอบเสียงใสและดูเชื่อฟัง

เซียวมี่พยักหน้า และคิดว่าตำหนักเจ้าเมืองต่างจากที่เธอคิดเอาไว้มาก

“นี่คือห้องทดลองของท่านเจ้าเมือง ห้ามเข้าไปจนกว่าจะได้รับอนุญาต และต้องเคาะประตูก่อนเสมอ”

เว่ยหยูหลันพาไปยังหน้าห้องทดลองของมู่เหลียง

“เข้าใจแล้ว”

ป๋าฟูจดจำขึ้นใจทันที

เว่ยหยูหลันพาเดินไปที่หน้าประตูอีกห้องหนึ่ง

“นี้คือห้องเก็บของ ที่นี่จะเอาไว้เก็บของทั่วไป และพวกชุดเครื่องเรือน”

ด้านในห้องมีชั้นไม้วางอยู่และมีถังไม้ผ้าขี้ริ้ว และสิ่งของทั่วไปเต็มไปหมด

“ค่ะ”

เซียวมี่กับป๋าฟูตอบรับอย่างเข้าใจ

เว่ยหยูหลันปิดประตูและพาไปอีกฝั่งหนึ่งของตำหนัก

เธอชี้ไปที่ห้องแห่งหนึ่งและพูดขึ้น

“นี้คือห้องนั่งเล่น ถ้าเหนื่อยก็เข้ามานั่งพักก่อน พอหายเหนื่อยแล้วก็กลับไปทำงานต่อ”

ในฐานะสาวใช้การละทิ้งหน้าที่ไม่อยู่เคียงข้างเจ้านายเป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้

“เข้าใจแล้ว”

ป๋าฟูชะโงกหัวเข้าไปดูในห้องนั่งเล่น

ภายในห้องมีโซฟาขนาดใหญ่ และมีเตียงเล็กๆ สองเตียง ที่มีทั้งผ้าห่มหมอน ดูแล้วน่านอนมาก

“ถัดไปจะเป็นห้องประชุม..”

เว่ยหยูหลันพาทั้งสองเดินชมไปรอบๆ ตำหนัก

ครึ่งชั่วโมงต่อมาเว่ยหยูหลันก็แนะนำสถานที่ในตำหนักเจ้าเมืองจนหมด

“ทั้งคู่ทำอาหารเป็นไหม”

เว่ยหยูหลันหยุดและหันกลับไปถาม

“ฉันพอรู้มาเล็กน้อย”

เซียวมี่ยกมือขึ้น

“ฉันทำไม่เป็น”

ป๋าฟูก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกอับอาย

เธอเป็นทาสในเมืองไป๋หลี่มาหลายปี และได้กินเพียงเนื้อชิ้นเล็กๆ เพียงอย่างเดียวเลยไม่มีโอกาสได้เรียนรู้การทำอาหาร

เว่ยหยูหลันพยักหน้า และพูดด้วยน้ำเสียงดูมีเสน่ห์

“ถ้างั้น รอจนถึงเที่ยง แล้วฉันจะสอนวิธีทำอาหารให้”

“แต่อย่าลืมเด็ดขาดว่า ถ้าท่านเจ้าเมืองอยู่ในห้องทำงานหรือห้องทดลองต้องเคาะประตูทุกครั้ง และทุกๆ สามกองไฟ ต้องขออนุญาตเข้าไปเปลี่ยนน้ำชาเสมอ”

นั่นคือสิ่งที่เว่ยหยูหลันทำมาตลอด และมู่เหลียงไม่ได้ห้ามอะไร

“เข้าใจแล้ว ฉันจะจำให้ขึ้นใจ”

เด็กสาวทั้งสองจดจำทุกอย่างในทันที

เว่ยหยูหลันมองไปที่สองสาว และพูดพร้อมกับยิ้มให้

“ป๋าฟู เซียวมี่ไปเปลี่ยนชุดของพวกเธอก่อน เดี๋ยวฉันจะพาไปที่อื่นอีก”

“อะ..อือ”

ป๋าฟูหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย

เธอรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมจริงๆ ที่จะใส่เสื้อขาดๆ เดินไปมาในตำหนักเจ้าเมือง

ทั้งสองอุ้มชุดสาวใช้เข้าไปในห้องนั่งเล่นก่อนที่จะมีเสียงกึกกักเล็กน้อยออกมาจากห้อง ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกมาในชุดสาวใช้ยืนต่อหน้าเว่ยหยูหลัน

“ดูดีมาก!”

เว่ยหยูหลันเอ่ยปากชมและยิ้มให้อย่างสดใส

ใบหน้าของป๋านูแดงขึ้นมาเป็นพิเศษ และพูดอย่างตื่นเต้น

“พี่หลันหลัน ชุดนี้ใส่แล้วรู้สึกสบายมากเลย”

“ใช่แล้ว ชุดพวกนี้ถูกทำขึ้นเป็นพิเศษ”

เสียงของหยู่ฉินหลานดังขึ้น พร้อมกับเรือนร่างอันทรงเสน่ห์ที่เดินเข้ามาหาสาวใช้ทั้งสาม

ชุดสาวใช้พวกนี้ทำมาจากด้ายใยแมงมุม ที่ผ่านการปรับแต่งแล้ว เทียบได้กับยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับต่ำ

“ท่านหยู่”

เว่ยหยูหลันคำนับให้อย่างนอบน้อม

หยู่ฉินหลานพยักหน้าเบาๆ และถามต่อ

“การสอนเป็นไงบ้าง”

“ได้แนะนำสถานที่ภายในตำหนักแล้ว แต่ยังไม่ได้สอนเรื่องงานส่วนอื่นค่ะ”

เว่ยหยูหลันตอบเบาๆ

“ถ้างั้น ก็พอจะมีเวลาอยู่”

หยู่ฉินหลานมองไปทางป๋าฟูกับเซียวมี่และพูดต่อ

“ต่อจากนี้ทั้งสองต้องมาเรียนอ่านเขียน”

หยู่ฉินหลานไม่เพียงต้องการจะฝึกให้ทั้งสามเป็นสาวใช้นักสู้อย่างเดียว แต่เธอต้องการฝึกให้ทั้งหมดมีความรู้ในด้านอื่นด้วย

“ต้องอ่านออกเขียนได้ด้วยหรอค่ะ”

ป๋านูถาม

“ใช่ ทุกคนที่ทำงานในตำหนักเจ้าเมืองต้องอ่านออกเขียนได้ นี้ถือเป็นข้อบังคับพื้นฐาน”

แววตาสีฟ้าของหยู่ฉินหลานแสดงออกถึงความจริงจัง

สำหรับสาวใช้ต้องมีความสามารถรอบด้าน การอ่านออกเขียนได้เป็นทักษะพื้นฐานเท่านั้น

“นอกจากการอ่านออกเขียนได้แล้ว พวกเธอต้องเรียนรู้วิชาดาบ และทักษะการสืบหาข้อมูลด้วย”

หยู่ฉินหลานกล่าวต่อ

“พวกเราต้องเรียนรู้ทักษะเหล่านั้นเพื่อทำงานในตำหนักเจ้าเมืองด้วยหรอค่ะ?!”

ป๋านูกับเซียวมี่ถามขึ้นพร้อมกัน

หยู่ฉินหลานมองทั้งสอง และพูดด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ

“ใช่ เงินเดือนของพวกเธอจะเพิ่มขึ้นตามทักษะที่มีด้วย อันนี้ฉันลืมบอก”

“ลองคิดดูนะ ไม่ใช่แค่สองร้อยแต้มสะสมแต่จะเป็นสามร้อยหรือสี่ร้อยแต้มสะสมก็ได้”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงเย้ายวน

“ฉันจะเรียนรู้ค่ะ”

ป๋าฟูตอบอย่างรวดเร็ว ราวกับเป็นผู้คลั่งไคล้ในเงินทอง

“ถ้างั้น…ดื่มนี่ก่อน”

หยู่ฉินหลานเอาขวดแก้วออกมาสองขวด และส่งให้ทั้งสอง

ภายในนั้นมีของเหลวสีน้ำตาลซึ่งเป็นยาเสริมพลังระดับหนึ่ง

“มันคือ….”

ป๋าฟูมองดูและเอียงคอถาม

“ยาเสริมพลัง”

หยู่ฉินหลานพูดพร้อมกับเขย่าขวดแก้วไปมาเล็กน้อย

แววตาที่ใสซื่อของเซียวมี่มองดูเป็นประกายเมื่อได้ยินว่ามันคืออะไร

เธอรู้ว่ายาเสริมพลังนั้นเป็นยังไง เพราะได้ยินมาจากพ่อของเธอ

ป๋าฟูได้ยินก็เอื้อมมือออกไปรับขวดยามาหนึ่งขวด

“อึกๆ”

เซียวมี่รับขวดยามาและรีบดื่มเข้าไปรวดเดียว

“แฮ่”

เซียวมี่ถอนหายใจออกมา และรู้สึกว่ารสชาติมันแย่มาก

หลังจากนั้นไม่นาน

ร่างกายของเซียวมี่ก็เริ่มร้อนขึ้น ใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามผิวหนัง

“ท่านหยู่!? ฉันรู้สึกแย่มากเลย”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูทรมาน และใบหน้าบิดเบี้ยว

“อดทนเอาไว้ รอจนกว่าร่างกายของเธอจะดูดซับผลของยาได้”

หยู่ฉินหลานพูดอย่างใจเย็น

เมื่อดื่มยาเสริมพลังไปแล้ว ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงในทันที และดูดซับผลของยาได้ 8 ใน 10 ส่วน ก่อนที่จะถึงจุดอิ่มตัว

เมื่อร่างกายถูกขัดเกลาถึงระดับหนึ่งแล้ว อีก 2 ส่วนที่เหลือจะค่อยๆ ดูดซับอย่างช้าๆ

เซียวมี่ไม่มีทางอื่นนอกจากทนต่อความทรมานนี้ไป

ความเจ็บปวดได้วิ่งไปทั่วร่างของหญิงสาว ก่อนที่จะค่อยๆ ลดลงหลังผ่านไปห้านาที

สิ่งสกปรกต่างๆ ภายในร่างกายของหญิงสาวถูกขับออกมาทางผิวหนัง เหมือนกับเมือกสีดำที่มีกลิ่นเหม็น

เซียวมี่ถึงกับตกใจ และสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

แต่หลังจากผ่านไปซักพักเธอรู้สึกสบายไปทั้งตัว และตัวเบาหวิว

“ไม่ต้องตกใจไป แค่ร่างกายขับสิ่งสกปรกออกไปจากร่างเท่านั้น”

หยู่ฉินหลานอธิบายและพูดต่อ

“น้องหลันพาเซียวมี่ไปอาบน้ำสิ”

“ค่ะ”

เว่ยหยูหลันพยักหน้าก่อนที่จะพาเซียวมี่ไปอาบน้ำ

“คือ…”

ป๋าฟูมองดูขวดยาด้วยความหวาดกลัว และดูลังเลที่จะกินมัน

“มันดีสำหรับเธอนะ”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูใจดี

“ค่ะ”

ป๋าฟูถอนหายใจ ก่อนที่จะกินยาเข้าไป เพราะเธอเชื่อว่าพี่สาวคนสวยจะไม่โกหกเธอ

เมื่อป๋าฟูดื่มยาเสริมพลังเข้าไป ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวราวกับกำลังทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัส และฝืนทนรอให้ร่างกายดูดซับยา

หยู่ฉินหลานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ และเห็นว่าเด็กสาวคนนี้มีความมุ่งมั่นกว่าที่คิด

“....”

ป๋าฟูกัดฟันแน่น และพยายามทนรับความเจ็บปวด แต่สำหรับเธอแล้วความเจ็บปวดระดับนี้มันไม่เท่ากับตอนที่เธอต้องทำงานสร้างถนนเลยด้วยซ้ำ

บาดแผลมากมายตามมือและนิ้วของเธอคือหลักฐานของความโหดร้ายที่เธอเคยเจอ

เรียกได้ว่าความเจ็บปวดที่เจอตอนนี้มันไม่เท่ากับความเจ็บปวดจากแผลพวกนี้เลย

ห้านาทีต่อมา

ใบหน้าเล็กๆ ที่ซูบผอมของเด็กสาวดูผ่อนคลายลง ป๋าฟูรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งหูและสายตาของเธอดูคมชัดขึ้นกว่าเก่า

“รู้สึกยังไงบ้าง”

หยู่ฉินหลานถามพร้อมรอยยิ้ม

“รู้สึกสบายมากเลยค่ะ”

ป๋าฟูยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อตามใบหน้า และคราบสกปรกที่ไหลออกมาจากร่างของเธอ

โครก คราก!

แล้วตอนนั้นเองที่ท้องของเด็กสาวได้ร้องคำรามออกมา นั้นเพราะเพื่อประหยัดแต้มสะสมเอาไว้ ทำให้เธอยังไม่ได้กินข้าวเช้า

ร่างกายของเธอหลังจากได้ดูดซับยาเสริมพลังไปแล้ว จึงจำเป็นต้องการพลังงานมหาศาล และสารอาหารอย่างเร่งด่วน

ป๋าฟูก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย

“ไม่เป็นไร ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถอะ”

แววตาของหยู่ฉินหลานฉายออกถึงรอยยิ้มเมื่อเห็นสิ่งนี้

“แล้วค่อยมากินมื้อเที่ยงในตำหนักเจ้าเมือง หลังจากนั้นฉันจะแนะนำให้รู้จักคนอื่นๆ”

หยู่ฉินหลานพูดต่อ

“ค่ะ ท่านหยู่”

ป๋าฟูตอบอย่างรวดเร็ว