ตอนที่ 132

ที่ป้ายประกาศของเมืองเต่าทมิฬเวลานี้มีผู้คนมากมายมามุงดูกันอยู่

“บนป้ายเขียนว่าอะไร?”

“ไม่รู้เหมือนกัน รอท่านหยู่จูมาบอกเถอะ”

ฝูงคนที่แห่มาดูก็มองไปยังหยู่ฉินหลานที่ยืนอยู่หน้าป้ายประกาศ

“ประชาชนเมืองเต่าทมิฬทุกท่าน ตอนนี้เมืองเต่าทมิฬได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งรายละเอียดนั้นอยู่ในป้ายประกาศนี้”

หยู่ฉินหลานพูดอย่างสง่าผ่าเผย

“เราต้องการรับคนที่มความสามารถพิเศษมาทำงานเฉพาะทาง และมันไม่ใช่งานระยะสั้น แต่เป็นงานประจำระยะยาว”

“แล้วงานอะไรบ้างท่านหยูจู”

มีคนถามขึ้น

“ตอนนี้ท่านเจ้าเมืองกำลังจะก่อตั้งพื้นที่ผลิตหลายแห่งเรียกว่าโรงงาน ซึ่งต้องใช้คนจำนวนมาก และจะให้แต้มสะสมเป็นของตอบแทนในแต่ละวัน”

หยู่ฉินหลานชี้ไปบนป้ายประกาศด้านหลังของเธอ

“โรงงานทำเครื่องเรือนต้องการคนงาน 10 คน โรงงานเครื่องปั้นดินเผาต้องการคนงาน 5 คน โรงงานตีเหล็กอีก 4 คน และตอนนี้ที่ตำหนักท่านเจ้าเมืองรับสาวใช้เพิ่มอีก 2 คน และมีตำแหน่งพิเศษอันใหม่เพิ่มขึ้นคือคนบริการในถนนการค้า 10 คน…”

การผลิตเครื่องเรือนจะไม่แบ่งเป็นงานมาให้รับอีกต่อไป แต่จะให้ผู้สนใจมาเป็นคนในโรงงานผลิตเต็มตัว

เมื่อก่อนงานยังน้อยเลยไม่มีสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นเยอะ

แต่ตอนนี้เมืองเต่าทมิฬได้รับการขยายตัวแล้ว และทุกอย่างเองก็ต้องเพิ่มการผลิตตามไปด้วย

บ้านที่อยู่อาศัยก่อนหน้านี้เป็นบ้านชั้นเดียว แต่เวลานี้ได้กลายเป็นกระท่อมหลังใหญ่กว่าเดิม

บ้านหลังใหญ่จะมีกำแพงหินเป็นของตัวเอง

สำหรับเครื่องเรือนก่อนหน้านี้ไม่ต้องสนใจ แต่หากต้องการจะทำเครื่องเรือนก็ต้องใช้แต้มสะสมมาแลก

แต่สำหรับไม้เล็กทำฟืนเพื่อประกอบอาหาร อันนี้ไม่จำเป็น ถ้าเป็นไม้แผ่นใหญ่จะถูกนำเข้าโรงงานผลิต

มู่เหลียงไม่ต้องการให้ทุกคนในเมืองใช้ชีวิตลำบาก และต้องการที่จะหาช่องทางช่วยเหลือทุกคนให้มีงานทำ และพัฒนาตัวเอง

เมื่อถึงเวลาทุกคนจะมีแต้มสะสมมากพอที่จะแลกบางสิ่งที่ต้องการ

และของเหล่านั้นก็สร้างมาจากแรงงานคนในเมือง คะแนนเหล่านั้นก็จะหมุนเวียนไปให้กับพวกเขาใช้แลกเปลี่ยนสิ่งอื่นต่อไปเป็นกลไกของการแลกเปลี่ยน

“ฉันจะขอทำงานที่โรงงานตีเหล็ก ฉันเคยเป็นช่างตีเหล็กมาก่อน”

“งั้นข้าจะทำงานที่โรงงานเครื่องปั้นดินเผา”

“คนบริการถนนการค้ารับเฉพาะผู้หญิงงั้นหรอ? ทำไมผู้ชายทำไม่ได้”

“ฉันจะสมัครเป็นสาวใช้”

ทุกคนเริ่มยกมือแข่งกันตะโกนแย่งงาน เพื่อที่จะได้งานที่ต้องการ

“ทุกคนโปรดเงียบฟังก่อน”

หยู่ฉินหลานโบกมือเพื่อระงับความวุ่นวาย

เธอชี้ไปที่เว่ยหยูหลันที่อยู่ข้างๆ

“ใครต้องการจะลงสมัครงานไหน ให้มาบอกกับเธอคนนี้”

“ฉันอยากทำงานในครัว”

“ให้ฉันสมัครก่อน”

ฝูงชนเริ่มรุมสาวใช้ตัวน้อยทันที

หยู่ฉินหลานพุ่งตัวออกมาจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว และทิ้งให้เว่ยหยูหลันที่กำลังเลิ่กลั่กอยู่ด้านหลัง

ก่อนที่เธอจะเดินมาข้างมู่เหลียง

“ท่านเลขา”

เว่ยกังกับเกาเฉารีบคำรับให้ทันที

“นายท่าน”

ซานหยางก็ทำตามอย่างตะกุกตะกัก

เพราะเขาพึ่งจะเข้าเมืองเต่าทมิฬมาได้ไม่กี่วัน และไม่คุ้นเคยกับผู้คนในเมืองนี้ มีเพียงเจ้าเมืองที่เขาเคยเห็นและรู้จัก และคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันเพื่อจดจำใบหน้าคนในเมือง

ในทางกลับกันซานหยางเคยได้ยินมาจากภรรยาของเขา พูดถึงท่านเลขาของเจ้าเมืองไว้ว่าเป็นคนที่ทุกคนพูดถึงและสง่างามอย่างมาก

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นตัวเป็นๆ อย่างใกล้ชิด

หยู่ฉินหลานชำเลืองมองทั้งสามก่อนที่จะผงกหัวเบาๆ

และใช้มือของเธอทัดผมเข้าที่ข้างหู และถามมู่เหลียงพร้อมกับรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์

“การเปลี่ยนแปลงทีมนักล่าสำเร็จแล้วรึยัง”

“มันพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นฉินหลาน”

มู่เหลียงส่ายหัวเล็กน้อย

แผนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ

เขาโบกมือให้เว่ยกังกับอีกสองคนออกไปก่อน

เว่ยกัง เกาเฉาและซานหยางเดินออกไปทันที

“ลี่เยว่ เธอสามารถจัดการเรื่องจับฉลากแบ่งกองกำลังได้ไหม”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“ได้”

ลี่เยว่ตอบกลับมาเบาๆ

“.....”

หยู่ฉินหลานได้ยินเสียง แต่มองไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้นทั้งสิ้น

เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้าใจว่าสิ่งนี้คืออะไร

“หายตัวแบบนี้ตลอดเวลาเป็นเรื่องดีงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานถามด้วยน้ำเสียงเบาๆ

เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ต้องยืนอยู่ใกล้กับคนที่มองไม่เห็น

“พวกเธอจะหายตัวเฉพาะที่อยู่ข้างนอกเท่านั้น”

มู่เหลียงพูดเบาๆ พร้อมกับมองสองสาวที่หายตัวอยู่

เมื่อต้องออกมาคุ้มกันเขาหรือออกไปทำภาระกิจพวกเธอถึงจะสวมชุดเกราะออกมา

“ถ้างั้นก็แล้วไป”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าอย่างเข้าใจ

มู่เหลียงมองไปยังเว่ยหยูหลันที่ถูกห้อมล้อมอยู่

เม็ดเหงื่อไหลเต็มหน้าผากของสาวใช้ตัวน้อย เธอกำลังจดรายชื่อของทุกคนอย่างร้อนรน และด้วยท่าทางดูนุ่มนิ่มของเธอทำให้น่าแกล้งยิ่งนัก

“ปล่อยให้เธอทำคนเดียวแบบนั้นจะไม่เกินไปงั้นหรอ”

มู่เหลียงถามเบาๆ

“เดี๋ยวเธอจะชินเอง”

หยู่ฉินหลานกล่าวพร้อมกับเม้มปากสีแดงของเธอ

เธอเองก็จัดการทุกอย่างไม่หมด และไม่มีใครอ่านออกเขียนได้ เพราะงั้นหยู่ฉินหลานจึงลากสาวใช้ตัวน้อยมาช่วยงานนี้

“น้องหลัน!”

มินโฮสะบัดหูไปมาราวกับว่าขอสาวใช้ของเธอคืน

“งั้นเฟ่ยหยานไปที่ถนนการค้าใช่ไหม”

มู่เหลียงมองดูและยิ้มน้อยๆ เท่านั้นแต่ไม่ได้สนใจอะไร

“ใช่ เธอเอาแบบที่นายเขียนเมื่อวานไปจัดการที่เขตการค้าอยู่”

เมื่อคืนมู่เหลียงได้ส่งแผนภาพให้กับสองแม่ลูกมาเพิ่มอีก ตลอดสามวันที่ผ่านมามู่เหลียงได้ส่งแผนภาพพื้นที่การค้าให้สองแม่ลูกตลอด ทั้งรูปแบบร้านและการตกแต่ง

สองแม่ลูกเมื่อได้รับภาระหน้าที่นี่ก็รู้สึกว่าเป็นงานที่ซับซ้อนมากๆ และยิ่งไม่เคยทำมาก่อนทำให้ปวดหัวอย่างมาก

“ต้องหาคนที่รู้หนังสือมากขึ้นอีกสองสามคน แล้วไหนจะเรื่องสาวใช้ต่อสู้ที่เคยพูดถึงอีก? ต้องรีบหาคนมาช่วยได้แล้ว”

มู่เหลียงทำแววตาลึกลับ แต่ที่จริงเขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจท่าทางออดอ้อนของหยู่ฉินหลาน

เขาไม่มีทางเลือก คนในเมืองนั้นอ่านออกเขียนได้น้อยเกินไป และในเมืองมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

“ตอนนี้ฉันกำลังเปิดรับสมัครสาวใช้นักสู้แล้ว”

หยู่ฉินหลานถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

เธอไม่คิดว่างานจะท่วมท้นมือถึงขนาดนี้ จนถึงกับทำไม่ทัน

“งั้นฝากเรื่องนี้ให้เธอจัดการด้วย ฉันจะไปจัดการเรื่องออกแบบเครื่องแบบใหม่ก่อน”

มู่เหลียงคิดถึงใยของเสี่ยวไกซึ่งเหมาะที่จะเอามาทำเครื่องแบบให้กับหน่วยงานของเขา

“อย่าลืมสิ เราต้องการไม้อีกจำนวนมาก”

หยู่ฉินหลานตะโกนเตือนตามหลังมา

หากสิ่งใดที่เมืองเต่าทมิฬขาดมาดที่สุดในเวลานี้คือ ไม้

เพราะเครื่องเรือน ของตกแต่งในร้านขายของทั้งหมด ทำมาจากไม้ทั้งสิ้น

“เข้าใจแล้ว”

มู่เหลียงหยุดชะงักลง และหันมาพยักหน้าราวกับรับทราบแล้ว

เขาส่งความคิดไปหาเต่าทมิฬน้อยทันที

“เต่าทมิฬน้อยพาพวกเราไปหาป่าไม้ที่ตายแล้วที”

แอ๊!!

เต่าทมิฬคำรามเสียงต่ำเพื่อบอกว่ามันรับทราบแล้ว

“เราต้องการเนื้อสดอีกจำนวนมาก เราไม่ได้ส่งคนออกไปล่าสัตว์หลายวันแล้ว”

หยู่ฉินหลานกล่าวเตือน

“งั้นเดี๋ยวฉันจะนำทีมออกไปล่าสัตว์เอง”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

เขาคิดว่าเป็นเวลาที่ดีเหมือนกันที่จะหาสัตว์เลี้ยงเพิ่ม และนำมาเป็นพาหนะของกองทัพ

หรือมองหาสัตว์บางชนิดเอาเลี้ยงเพื่อเอาผลผลิตหรือทำปศุสัตว์ เพราะตอนนี้พื้นที่การเกษตรเองก็เติบโตขึ้นแล้ว ตราบใดที่ทำการเกษตรได้แล้ว การทำฟาร์มหรือปศุสัตว์เองก็ไม่ใช่เรื่องยาก

“นายพึ่งจะก่อตั้งกองกำลังปกป้องตัวเองไปแล้ว ในอนาคตพวกเขาจะมีเวลาออกไปล่าสัตว์อีกงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานอยากจะถามเรื่องนี้มาหลายวันแล้วแต่ไม่มีช่องจะถาม

“แน่นอน กองกำลังปกป้องตัวเองก็ยังออกไปล่าสัตว์ได้”

เขาคิดว่าการให้ทหารออกไปต่อสู้กับสัตว์อสูรจะเป็นการฝึกต่อสู้จริงที่ดี

การออกล่าแต่ละครั้งจะแบ่งออกเป็นสองทีม และให้ทั้งสองแข่งกันเองเพื่อความก้าวหน้าของตน

แม้ว่าต่อไปสัตว์อสูรเลี้ยงของเขาออกล่าเป็นหลัก แต่ในเรื่องออกล่าสัตว์ก็ใช่ว่าจะยกเลิกไป ในความเป็นจริงแล้ว การออกล่าถือเป็นการฝึกฝนอีกรูปแบบหนึ่งทางการทหาร

“งั้นก็ดี”

หยู่ฉินหลานถอนหายใจอย่างโล่งอก

เธอกลัวว่ามู่เหลียงจะรับหน้าที่ออกล่าสัตว์เพียงคนเดียว ซึ่งมันอาจจะส่งผลกับความมั่นคงของเมืองได้ และอาจจะทำให้นักสู้หรือทหารภายในเมืองอ่อนแอลงเพราะไม่ผ่านการต่อสู้จริงเลย