ที่ป้ายประกาศของเมืองเต่าทมิฬเวลานี้มีผู้คนมากมายมามุงดูกันอยู่
“บนป้ายเขียนว่าอะไร?”
“ไม่รู้เหมือนกัน รอท่านหยู่จูมาบอกเถอะ”
ฝูงคนที่แห่มาดูก็มองไปยังหยู่ฉินหลานที่ยืนอยู่หน้าป้ายประกาศ
“ประชาชนเมืองเต่าทมิฬทุกท่าน ตอนนี้เมืองเต่าทมิฬได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งรายละเอียดนั้นอยู่ในป้ายประกาศนี้”
หยู่ฉินหลานพูดอย่างสง่าผ่าเผย
“เราต้องการรับคนที่มความสามารถพิเศษมาทำงานเฉพาะทาง และมันไม่ใช่งานระยะสั้น แต่เป็นงานประจำระยะยาว”
“แล้วงานอะไรบ้างท่านหยูจู”
มีคนถามขึ้น
“ตอนนี้ท่านเจ้าเมืองกำลังจะก่อตั้งพื้นที่ผลิตหลายแห่งเรียกว่าโรงงาน ซึ่งต้องใช้คนจำนวนมาก และจะให้แต้มสะสมเป็นของตอบแทนในแต่ละวัน”
หยู่ฉินหลานชี้ไปบนป้ายประกาศด้านหลังของเธอ
“โรงงานทำเครื่องเรือนต้องการคนงาน 10 คน โรงงานเครื่องปั้นดินเผาต้องการคนงาน 5 คน โรงงานตีเหล็กอีก 4 คน และตอนนี้ที่ตำหนักท่านเจ้าเมืองรับสาวใช้เพิ่มอีก 2 คน และมีตำแหน่งพิเศษอันใหม่เพิ่มขึ้นคือคนบริการในถนนการค้า 10 คน…”
การผลิตเครื่องเรือนจะไม่แบ่งเป็นงานมาให้รับอีกต่อไป แต่จะให้ผู้สนใจมาเป็นคนในโรงงานผลิตเต็มตัว
เมื่อก่อนงานยังน้อยเลยไม่มีสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นเยอะ
แต่ตอนนี้เมืองเต่าทมิฬได้รับการขยายตัวแล้ว และทุกอย่างเองก็ต้องเพิ่มการผลิตตามไปด้วย
บ้านที่อยู่อาศัยก่อนหน้านี้เป็นบ้านชั้นเดียว แต่เวลานี้ได้กลายเป็นกระท่อมหลังใหญ่กว่าเดิม
บ้านหลังใหญ่จะมีกำแพงหินเป็นของตัวเอง
สำหรับเครื่องเรือนก่อนหน้านี้ไม่ต้องสนใจ แต่หากต้องการจะทำเครื่องเรือนก็ต้องใช้แต้มสะสมมาแลก
แต่สำหรับไม้เล็กทำฟืนเพื่อประกอบอาหาร อันนี้ไม่จำเป็น ถ้าเป็นไม้แผ่นใหญ่จะถูกนำเข้าโรงงานผลิต
มู่เหลียงไม่ต้องการให้ทุกคนในเมืองใช้ชีวิตลำบาก และต้องการที่จะหาช่องทางช่วยเหลือทุกคนให้มีงานทำ และพัฒนาตัวเอง
เมื่อถึงเวลาทุกคนจะมีแต้มสะสมมากพอที่จะแลกบางสิ่งที่ต้องการ
และของเหล่านั้นก็สร้างมาจากแรงงานคนในเมือง คะแนนเหล่านั้นก็จะหมุนเวียนไปให้กับพวกเขาใช้แลกเปลี่ยนสิ่งอื่นต่อไปเป็นกลไกของการแลกเปลี่ยน
“ฉันจะขอทำงานที่โรงงานตีเหล็ก ฉันเคยเป็นช่างตีเหล็กมาก่อน”
“งั้นข้าจะทำงานที่โรงงานเครื่องปั้นดินเผา”
“คนบริการถนนการค้ารับเฉพาะผู้หญิงงั้นหรอ? ทำไมผู้ชายทำไม่ได้”
“ฉันจะสมัครเป็นสาวใช้”
ทุกคนเริ่มยกมือแข่งกันตะโกนแย่งงาน เพื่อที่จะได้งานที่ต้องการ
“ทุกคนโปรดเงียบฟังก่อน”
หยู่ฉินหลานโบกมือเพื่อระงับความวุ่นวาย
เธอชี้ไปที่เว่ยหยูหลันที่อยู่ข้างๆ
“ใครต้องการจะลงสมัครงานไหน ให้มาบอกกับเธอคนนี้”
“ฉันอยากทำงานในครัว”
“ให้ฉันสมัครก่อน”
ฝูงชนเริ่มรุมสาวใช้ตัวน้อยทันที
หยู่ฉินหลานพุ่งตัวออกมาจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว และทิ้งให้เว่ยหยูหลันที่กำลังเลิ่กลั่กอยู่ด้านหลัง
ก่อนที่เธอจะเดินมาข้างมู่เหลียง
“ท่านเลขา”
เว่ยกังกับเกาเฉารีบคำรับให้ทันที
“นายท่าน”
ซานหยางก็ทำตามอย่างตะกุกตะกัก
เพราะเขาพึ่งจะเข้าเมืองเต่าทมิฬมาได้ไม่กี่วัน และไม่คุ้นเคยกับผู้คนในเมืองนี้ มีเพียงเจ้าเมืองที่เขาเคยเห็นและรู้จัก และคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันเพื่อจดจำใบหน้าคนในเมือง
ในทางกลับกันซานหยางเคยได้ยินมาจากภรรยาของเขา พูดถึงท่านเลขาของเจ้าเมืองไว้ว่าเป็นคนที่ทุกคนพูดถึงและสง่างามอย่างมาก
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นตัวเป็นๆ อย่างใกล้ชิด
หยู่ฉินหลานชำเลืองมองทั้งสามก่อนที่จะผงกหัวเบาๆ
และใช้มือของเธอทัดผมเข้าที่ข้างหู และถามมู่เหลียงพร้อมกับรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์
“การเปลี่ยนแปลงทีมนักล่าสำเร็จแล้วรึยัง”
“มันพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นฉินหลาน”
มู่เหลียงส่ายหัวเล็กน้อย
แผนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ
เขาโบกมือให้เว่ยกังกับอีกสองคนออกไปก่อน
เว่ยกัง เกาเฉาและซานหยางเดินออกไปทันที
“ลี่เยว่ เธอสามารถจัดการเรื่องจับฉลากแบ่งกองกำลังได้ไหม”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“ได้”
ลี่เยว่ตอบกลับมาเบาๆ
“.....”
หยู่ฉินหลานได้ยินเสียง แต่มองไม่เห็นใครอยู่ตรงนั้นทั้งสิ้น
เธอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเข้าใจว่าสิ่งนี้คืออะไร
“หายตัวแบบนี้ตลอดเวลาเป็นเรื่องดีงั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานถามด้วยน้ำเสียงเบาๆ
เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ต้องยืนอยู่ใกล้กับคนที่มองไม่เห็น
“พวกเธอจะหายตัวเฉพาะที่อยู่ข้างนอกเท่านั้น”
มู่เหลียงพูดเบาๆ พร้อมกับมองสองสาวที่หายตัวอยู่
เมื่อต้องออกมาคุ้มกันเขาหรือออกไปทำภาระกิจพวกเธอถึงจะสวมชุดเกราะออกมา
“ถ้างั้นก็แล้วไป”
หยู่ฉินหลานพยักหน้าอย่างเข้าใจ
มู่เหลียงมองไปยังเว่ยหยูหลันที่ถูกห้อมล้อมอยู่
เม็ดเหงื่อไหลเต็มหน้าผากของสาวใช้ตัวน้อย เธอกำลังจดรายชื่อของทุกคนอย่างร้อนรน และด้วยท่าทางดูนุ่มนิ่มของเธอทำให้น่าแกล้งยิ่งนัก
“ปล่อยให้เธอทำคนเดียวแบบนั้นจะไม่เกินไปงั้นหรอ”
มู่เหลียงถามเบาๆ
“เดี๋ยวเธอจะชินเอง”
หยู่ฉินหลานกล่าวพร้อมกับเม้มปากสีแดงของเธอ
เธอเองก็จัดการทุกอย่างไม่หมด และไม่มีใครอ่านออกเขียนได้ เพราะงั้นหยู่ฉินหลานจึงลากสาวใช้ตัวน้อยมาช่วยงานนี้
“น้องหลัน!”
มินโฮสะบัดหูไปมาราวกับว่าขอสาวใช้ของเธอคืน
“งั้นเฟ่ยหยานไปที่ถนนการค้าใช่ไหม”
มู่เหลียงมองดูและยิ้มน้อยๆ เท่านั้นแต่ไม่ได้สนใจอะไร
“ใช่ เธอเอาแบบที่นายเขียนเมื่อวานไปจัดการที่เขตการค้าอยู่”
เมื่อคืนมู่เหลียงได้ส่งแผนภาพให้กับสองแม่ลูกมาเพิ่มอีก ตลอดสามวันที่ผ่านมามู่เหลียงได้ส่งแผนภาพพื้นที่การค้าให้สองแม่ลูกตลอด ทั้งรูปแบบร้านและการตกแต่ง
สองแม่ลูกเมื่อได้รับภาระหน้าที่นี่ก็รู้สึกว่าเป็นงานที่ซับซ้อนมากๆ และยิ่งไม่เคยทำมาก่อนทำให้ปวดหัวอย่างมาก
“ต้องหาคนที่รู้หนังสือมากขึ้นอีกสองสามคน แล้วไหนจะเรื่องสาวใช้ต่อสู้ที่เคยพูดถึงอีก? ต้องรีบหาคนมาช่วยได้แล้ว”
มู่เหลียงทำแววตาลึกลับ แต่ที่จริงเขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจท่าทางออดอ้อนของหยู่ฉินหลาน
เขาไม่มีทางเลือก คนในเมืองนั้นอ่านออกเขียนได้น้อยเกินไป และในเมืองมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
“ตอนนี้ฉันกำลังเปิดรับสมัครสาวใช้นักสู้แล้ว”
หยู่ฉินหลานถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
เธอไม่คิดว่างานจะท่วมท้นมือถึงขนาดนี้ จนถึงกับทำไม่ทัน
“งั้นฝากเรื่องนี้ให้เธอจัดการด้วย ฉันจะไปจัดการเรื่องออกแบบเครื่องแบบใหม่ก่อน”
มู่เหลียงคิดถึงใยของเสี่ยวไกซึ่งเหมาะที่จะเอามาทำเครื่องแบบให้กับหน่วยงานของเขา
“อย่าลืมสิ เราต้องการไม้อีกจำนวนมาก”
หยู่ฉินหลานตะโกนเตือนตามหลังมา
หากสิ่งใดที่เมืองเต่าทมิฬขาดมาดที่สุดในเวลานี้คือ ไม้
เพราะเครื่องเรือน ของตกแต่งในร้านขายของทั้งหมด ทำมาจากไม้ทั้งสิ้น
“เข้าใจแล้ว”
มู่เหลียงหยุดชะงักลง และหันมาพยักหน้าราวกับรับทราบแล้ว
เขาส่งความคิดไปหาเต่าทมิฬน้อยทันที
“เต่าทมิฬน้อยพาพวกเราไปหาป่าไม้ที่ตายแล้วที”
แอ๊!!
เต่าทมิฬคำรามเสียงต่ำเพื่อบอกว่ามันรับทราบแล้ว
“เราต้องการเนื้อสดอีกจำนวนมาก เราไม่ได้ส่งคนออกไปล่าสัตว์หลายวันแล้ว”
หยู่ฉินหลานกล่าวเตือน
“งั้นเดี๋ยวฉันจะนำทีมออกไปล่าสัตว์เอง”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
เขาคิดว่าเป็นเวลาที่ดีเหมือนกันที่จะหาสัตว์เลี้ยงเพิ่ม และนำมาเป็นพาหนะของกองทัพ
หรือมองหาสัตว์บางชนิดเอาเลี้ยงเพื่อเอาผลผลิตหรือทำปศุสัตว์ เพราะตอนนี้พื้นที่การเกษตรเองก็เติบโตขึ้นแล้ว ตราบใดที่ทำการเกษตรได้แล้ว การทำฟาร์มหรือปศุสัตว์เองก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“นายพึ่งจะก่อตั้งกองกำลังปกป้องตัวเองไปแล้ว ในอนาคตพวกเขาจะมีเวลาออกไปล่าสัตว์อีกงั้นหรอ”
หยู่ฉินหลานอยากจะถามเรื่องนี้มาหลายวันแล้วแต่ไม่มีช่องจะถาม
“แน่นอน กองกำลังปกป้องตัวเองก็ยังออกไปล่าสัตว์ได้”
เขาคิดว่าการให้ทหารออกไปต่อสู้กับสัตว์อสูรจะเป็นการฝึกต่อสู้จริงที่ดี
การออกล่าแต่ละครั้งจะแบ่งออกเป็นสองทีม และให้ทั้งสองแข่งกันเองเพื่อความก้าวหน้าของตน
แม้ว่าต่อไปสัตว์อสูรเลี้ยงของเขาออกล่าเป็นหลัก แต่ในเรื่องออกล่าสัตว์ก็ใช่ว่าจะยกเลิกไป ในความเป็นจริงแล้ว การออกล่าถือเป็นการฝึกฝนอีกรูปแบบหนึ่งทางการทหาร
“งั้นก็ดี”
หยู่ฉินหลานถอนหายใจอย่างโล่งอก
เธอกลัวว่ามู่เหลียงจะรับหน้าที่ออกล่าสัตว์เพียงคนเดียว ซึ่งมันอาจจะส่งผลกับความมั่นคงของเมืองได้ และอาจจะทำให้นักสู้หรือทหารภายในเมืองอ่อนแอลงเพราะไม่ผ่านการต่อสู้จริงเลย
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved