ตอนที่ 55

“เมืองเต่าทมิฬ? ไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อนเลย”

หยูเฟ่ยหยานถึงกับเอียงหัวเล็กน้อยด้วยความสงสัย

“ใช่!! ข้าเองก็อยากรู้จริงๆ ว่าเมืองเต่าทมิฬเป็นเช่นไร?”

อยู่ๆ ก็มีเสียงของผู้ชายดังขึ้นมาจากด้านหลังของหยูเฟ่ยหยาน

มันได้ทำให้หางคิ้วของหยูเฟ่ยหยานกระตุกอย่างแรงหนึ่งครั้ง และตัวของเธอก็สั่นเบาๆ ราวกับอดกลั้นอะไรสักอย่าง

เธอรู้ว่านั้นคือเสียงของใคร และไม่อยากแม้แต่จะหันกลับไปมอง

หยูเฟ่ยหยานนั้นอดไม่ได้ที่จะเอามือขึ้นมาจับดั้งของเธอด้วยความกลุ้มใจ

“หลู่ชวน!! ไม่ว่าฉันจะไปที่ใด ทำไมแกต้องเสนอหน้ามาทุกครั้งด้วย!”

“ข้าบังเอิญได้ยินว่าเจ้ามาพาแขกที่ทรงเกียรติมาต้อนรับที่ร้านแห่งนี้ ข้าก็เลยอยากมาชมด้วยตาของตัวเองก็เท่านั้น”

หลู่ชวนเดินมาที่ข้างๆ โต๊ะและมองไปยังมู่เหลียง และสองสาวที่อยู่ข้างๆ เขา

“แล้วยังไง อยากจะนั่งร่วมวงกับเราด้วยเลยไหมล่ะ?”

หยูเฟ่ยหยานนั้นหรี่ตาลงและมองด้วยสายตาอาฆาตไปยังหลู่ชวน

“ไม่ละ!! ข้าแค่มาดูเฉยๆ”

หลู่ชวนนั้นโบกมือปฏิเสธทันทีก่อนที่จะเดินไปนั่งที่โต๊ะข้างๆ

และพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นๆ ราวกับคนกลัว

“ข้าจะนั่งตรงนี้ และไม่กวนเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว”

“??”

มู่เหลี่ยงได้แต่สงสัยและมองไปยังชายคนนี้ที่ชื่อหลู่ชวน เขาแสดงออกถึงสีหน้าที่บิดเบี้ยวเล็กน้อย แม้จะตัวสูงถึง 1.8 เมตร แต่กลับใจเสาะไม่เข้ากับรูปร่างเลยแม้แต่นิดเดียว

ตอนแรกมู่เหลี่ยงคิดว่า อาจจะมีความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองคนนี้ และชายนี้แค่ต้องการจะมายั่วยุหยูเฟ่ยหยานเท่านั้น หรือแกล้งทำให้เธออับอาย แต่ไหนเขากลับทำตัวหงอยไม่ต่างจากลูกหมาแบบนี้

“ถ้าหากว่าแกกวนใจฉันแม้แต่นิดเดียวละก็ ฉันจะส่งแกไปนอนหยอดน้ำเกลือสักสิบวัน!”

หยูเฟ่ยหยานจ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อหลู่ชวน ก่อนจะชูกำปั้นขึ้นเพื่อข่มขู่

“......”

แล้ววินาทีนั้นมู่เหลี่ยงก็เข้าใจทันทีว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ขี้ขลาดหรือใจเสาะ แต่เพราะหญิงสาวผมแดงคนนี้ดุเดือดไม่ต่างจากกระทิงคลั่ง

หยูเฟ่ยหยานนั้นหันหน้ากลับมาหามู่เหลียงอีกครั้ง ก่อนที่จะเปลี่ยนน้ำเสียงในการพูดทันที

“ช่วยบอกทุกอย่างเกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?”

“ถ้าจะให้พูดทุกอย่าง วันนี้เราคงไม่ต้องไปไหนกัน”

มู่เหลี่ยงพูดปฏิเสธอย่างมีชั้นเชิง

“นั้นก็จริง”

หยูเฟ่ยหยานนั้นเอียงหัวเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อ

“ถ้างั้น อย่างน้อยก็ช่วยเล่าว่าชีวิตการเป็นอยู่ในเมืองเต่าทมิฬเป็นเช่นไร”

“ชีวิตการเป็นอยู่อย่างงั้นหรอ? ถ้าเช่นนั้นจะเล่าว่าวันหนึ่งของกระผมทำอะไรบ้างแล้วกัน”

แล้วอยู่ๆ มุมปากของมู่เหลียงก็ยกขึ้นจนกลายเป็นแสยะยิ้มน้อยๆ

“ชีวิตในเมืองเต่าทมิฬของกระผมนั้น ค่อนข้างอยู่ดีกินดี มื้อเช้าเราจะกินข้าวต้มและมีกับสามอย่าง”

“หรือจะเป็นอาหารเช้าแบบเบาๆ ระหว่างที่ทานมื้อเช้าไปด้วยเราก็จะอ่านบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของเมื่อวาน”

“และเมื่อกินมื้อเช้าเสร็จ เราก็จะออกไปทำงาน ซึ่งในส่วนของรายละเอียดการทำงานนั้นกระผมไม่ขอลงลึก”

มู่เหลี่ยงเริ่มเปลี่ยนท่าทาง และพยายามที่จะเล่าให้เห็นภาพและบรรยากาสที่เขามโนขึ้น

“หลังจากทำงานในช่วงเช้าแล้ว เราจะเริ่มกินมื้อเที่ยง”

“แล้วอาหารของที่นั่นมีอะไรบ้าง แล้วอร่อยไหม?”

หยูเฟ่ยหยานนั้นถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น

การเล่าสร้างภาพของมู่เหลี่ยงนั้นดีมาก แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่จำเป็นต้องคิดหรือมโนอะไรมากมายเลย แค่เล่าชีวิตของตัวเองในโลกก่อนให้ฟัง

“.....”

ลี่เยว่และมินโฮแอบส่งสายตาหากัน ทั้งคู่รู้ทันทีว่านี้คือเรื่องที่มู่เหลียงแต่งขึ้น

“มาแล้ว มาแล้ว!! อาหารชุด 3 อย่าง!”

เถ้าแก่ร้านยกอาหารมาส่งที่โต๊ะในช่วงเวลาเดียวกันพอดี

“วางไว้เลย”

หยูเฟ่ยหยานนั้นพูดขึ้น ก่อนที่จะบอกให้เถ้าแก่ออกไป

เมื่อเถ้าแก่นำอาหารขึ้นโต๊ะหมดแล้วเขาก็ก้าวถอยหลังออกไป

อาหารชุดสามอย่าง นี้คือสิ่งที่หยูเฟ่ยหยานกินประจำ

มีเนื้อย่าง น้ำซุป และสตูว์

“เรามาคุยไปด้วยและกินไปด้วยเถอะ”

หยูเฟ่ยหยานนั้นเลียมุมปากของเธอ

แล้วสาวใช้ที่ติดตามเธอมาด้วยก็เริ่มจัดแจงตักแบ่งอาหารให้หยูเฟ่ยหยานทันที

“ได้เลยตามสะดวก”

มู่เหลี่ยงมองไปยังเนื้อย่างบนโต๊ะและเห็นว่าพวกนี้คือเนื้อย่างสด ไม่ใช่เนื้อตากแห้ง

มินโฮเองก็ไม่ได้หัวทึบ เธอเองก็เริ่มเลียนแบบสาวใช้ของหยูเฟ่ยหยานทันที และตักแบ่งอาหารให้มู่เหลียง

“เนื้อสดที่นี่ดีมาก ลองชิมดู!”

หยูเฟ่ยหยานั้นตัดแบ่งเนื้องย่างในจานอย่างชำนาญ ก่อนที่จะส่งมันเข้าปากของเธอไป

“แน่นอน”

มู่เหลี่ยงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะลองชิมเนื้อย่างชิ้นเล็กๆ

มันมีกลิ่นคาวเกินไป และทำสุกเกินไป จนเนื้อเหนียวเคี้ยวยาก

แต่อย่างไรก็ดีกว่าเนื้อตากแห้ง

หยูเฟ่ยหยานนั้นมองมู่เหลียงและกระพริบตาหลายครั้งด้วยความสงสัย

“แล้วมื้อเที่ยงในเมืองเต่าทมิฬเป็นเช่นไร”

“รสชาติค่อนข้างดี และมีรสชาติและสัมผัสที่หลากหลาย”

มู่เหลี่ยงยิ้มเล็กๆ หลังจากตอบกลับไป

“งั้นก็ดี ฉันเองกลัวว่าจะไม่ชินกับอาหารแบบอื่น”

หยูเฟ่ยหยานนั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่จะถามต่อทันที

“งั้นช่วยเล่าต่อจากเมื่อครู่นี้ที ว่าอาหารที่เมืองของนายเป็นเช่นไร”

หยูเฟ่ยหยานนั้นอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่อยู่ภายนอกค่ายแห่งนี้ และอยากจะไปเมืองใหญ่สักครั้ง

เพียงแต่แม่ของเธอไม่ยอมให้เดินทางไกล

“ก็มีเนื้อย่างเหมือนกัน”

มู่เหลี่ยงวางมีดลง ก่อนที่จะกางนิ้วทั้งห้าออกมา

“มีไก่ย่างทั้งตัว เนื้อทอด ปลาต้ม เป็ดตุ๋น….”

“เดี๋ยวๆ… ฉันไม่เคยได้ยินอาหารแบบนั้นมาก่อนเลย พวกนั้นคืออาหารจริงๆ งั้นหรอ?”

หยูเฟ่ยหยานนั้นถึงกับถามขึ้นด้วยสายตาที่ดูเหลือเชื่อเล็กน้อย

“ทุกอย่างที่กล่าวไปนั้นล้วนเป็นอาหารเฉพาะ และถูกคิดค้นโดยพ่อครัวของกระผม โดยที่เขาไม่เปิดเผยสูตรทำอาหารนี้กับใคร”

มู่เหลี่ยงตอนนี้ถูกมองว่าเป็นพวกขุนนางหรือเจ้าขุนมูลนายที่ขี้อวดอย่างมาก

ก่อนที่มู่เหลียงจะลองใช้ส้อมจิ้มเนื้อในสตูว์ขึ้นมากินดู แต่เนื้อก็ยังมีกลิ่นคาวอยู่ และเค็มเกินไป

“แบบนี้นี่เอง เป็นอาหารสูตรลับ”

หยูเฟ่ยหยานนั้นเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น

“หลังจากมื้อกลางวัน เราจะกลับไปทำงานต่อ”

มู่เหลี่ยงเมื่อเห็นเช่นนี้จึงเริ่มแต่งเรื่องและเล่าสร้างบรรยากาศต่อทันที

“ในช่วงบ่ายงานจะหนักมากขึ้น และทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ตัวของกระผมเองมักจะดื่มชาเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย”

“ชา? เจ้าน้ำขมๆ นั้นนะหรอ”

ใบหน้าสวยๆ ของหยูเฟ่ยหยานนั้นย่นทันทีเมื่อพูดถึงชา

“ชาประกายแสงที่กระผมดื่มนั้นมีรสชาติที่ขมก็จริง แต่สักพักจะมีรสหวานตามมา ซึ่งทำให้รู้สึกสดชื่นและทำให้กระปรี้กระเป่า หากว่าดื่มบ่อยๆ จะทำให้อายุยืนยาวขึ้น”

มู่เหลี่ยงเริ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย และแสดงสีหน้าที่หลงไหล

“ฉันเองก็เคยดื่มน้ำชามาก่อน แต่มันขมอย่างเดียวไม่เห็นจะหวานเลย”

หยูเฟ่ยหยานนั้นไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่มู่เหลียงกล่าว

“และก็ไม่เคยได้ยินชื่อชาประกายแสงด้วย มันมีอยู่จริงอย่างที่นายพูดรึป่าว?”

แม่ของหยูเฟ่ยหยานนั้นมักจะชงชาให้เธอดื่มทุกวัน มีแต่รสฝาดและขมไม่เคยมีรสหวานเลยแม้แต่นิดเดียว

ถ้าไม่ใช่เพราะว่าการดื่มชาดีต่อสุขภาพเธอจะไม่ขอดื่มมันเด็ดขาด

“ไม่แปลกที่คุณหนูจะไม่เคยได้ยินชื่อชาชนิดนี้ เพราะมันมาจากต้นชาเขียวประกาย เป็นต้นชาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเต่าทมิฬ และมีผลผลิตที่น้อย อีกทั้งยังปลูกได้ยาก และสรรพคุณของมันยังช่วยยืดอายุอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนภายนอกจะไม่รู้จักมัน”

มู่เหลี่ยงพยายามสร้างกระแสเรื่องต้นชาเขียวประกายให้ดูน่าสนใจขึ้น

แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาไม่ได้โกหกคือชาประกายแสงช่วยยืดอายุได้จริงๆ

“นั่นสินะ แค่คิดฉันเองก็อยากจะลองดื่มมันดูสักครั้ง”

หยูเฟ่ยหยานนั้นพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“ห๊า…ยืดอายุได้จริงๆ งั้นหรอ?”

หลู่ชวนพูดอย่างเยาะเย้ยหลังจากที่แอบฟังอยู่นาน

“ถ้ามีจริงข้าเองก็อยากจะลองเจ้าชาประกายแสงเหมือนกัน”

“หุบปากไปเลยนะ!!”

หยูเฟ่ยหยานหันไปตวาดหลู่ชวนทันที พร้อมกับนัยน์ตาที่ลุกเป็นเพลิง

“อึ้ย!”

หลู่ชวนรีบเอามือปิดปาก และพยักหน้าด้วยความหวาดกลัว

“ไม่แปลกที่จะมีคนสงสัยเรื่องชาประกายแสง เพราะมันผลิตได้น้อย จึงไม่ผ่านสายตาคนภายนอกมากเท่าที่ควร”

มู่เหลี่ยงรู้สึกขอบคุณหลู่ชวนมากๆ ที่พูดขึ้นมาแบบนั้น และสร้างกระแสความสงสัยให้กับทุกคน เขาจะได้ใช้จุดนี้ในการปล่อยของ!

“ไม่ ฉันเชื่อสิ่งที่มู่เหลี่ยงพูด”

หยูเฟ่ยหยานนั้นส่ายหน้าเบาๆ

“คุณหนูหยู วันนี้คุณหนูเลี้ยงข้าวกระผมหนึ่งมื้อ”

มู่เหลี่ยงพูดขึ้นก่อนที่เขาจะแสยะยิ้ม

“งั้นกระผมจะขอตอบแทนด้วยน้ำชาประกายแสงสักถ้วย มันน่าจะพอทำให้คุณหนูสบายใจขึ้นได้ และรู้สึกสดชื่นขึ้น”

“หา! นายมีชาประกายแสงมาด้วยงั้นหรอ?”

แววตาของหยูเฟ่ยหยานนั้นเป็นประกายและเบิกกว้างทันที

“แค่บังเอิญมีติดตัวมาเล็กน้อย”

มู่เหลียงชำเลืองมองไปที่หลู่ชวน อย่างเฉยชา ก่อนที่จะพูดขึ้นอย่างสุขุม

“เด็กน้อย ชงชาประกายแสงที”

“ค่ะ”