หยู่ฉินหลาน ลี่ลี่ ลี่เยว่รีบกลับออกไปยังนอกเมืองทันที
ใช้เวลาไม่นานทั้งสามก็มาถึงพื้นที่ด้านหลังของเต่าทมิฬ และที่ตรงนั้นมู่เหลียงมินโฮ และหยู่เฟ่ยหยานก็ยืนรอยู่แล้ว
“เหนื่อยหน่อยนะ”
มู่เหลียงพูดอย่างแผ่วเบา
“มู่เหลียง นายจะทำยังไงต่อ?!”
ลี่เยว่ถามด้วยความสงสัยทันที
เธอมองไปรอบๆ และเห็นว่ามู่เหลียงไม่ได้เตรียมการอะไรเลย
“นายไม่ได้เตรียมแผนอะไรไว้เลยงั้นหรอ?”
“ไม่ๆ ฉันรอให้พวกเธอกลับมาก่อน”
มู่เหลียงยิ้มก่อนที่จะโบกมือปฏิเสธ และให้ทุกคนไปยืนด้านหลังของเขา
เขากำลังจะเพิ่มระดับเต่าทมิฬให้เป็นระดับ 7 เมื่อมันขยายร่างอีกครั้งจะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในเมืองสิบขั้นอย่างไม่ต้องสงสัย และมันมากพอที่จะดึงดูดความสนใจของทั้งเมือง จนทำให้พวกเยี่ยลี่ยี่ใช้จังหวะนั้นหนีออกมาได้
-สามสาวไปยืนมองดูทุกอย่างอยู่ด้านหลังของมู่เหลียงอย่างเชื่อฟัง
มู่เหลียงพูดเตือนขึ้น
“พวกเธอประจำตำแหน่งแล้วนะ”
“เรียบร้อยแล้ว”
ทั้งสามขานรับก่อนที่จะมองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มู่เหลียงตอนนี้มองไปยังเมืองสิบขั้นที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะคิดภายในใจ
“ระบบวิวัฒนาการเต่าทมิฬเป็นระดับ 7”
-ติ๊ง! เต่าทมิฬระดับ 6 ทำการวิวัฒนาการเป็นระดับ 7 ใช้แต้มวิวัฒนาการ 1,000,000 แต้ม-
-ติ๊ง! วิวัฒนาการเต่าทมิฬระดับ 7 สำเร็จ-
-ติ๊ง! เจ้านายต้องการสืบทอดพลังมาจากเต่าหิน และรับทักษะศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้น หรือไม่-
“รับ”
มู่เหลียงตอบในใจ
-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย ได้รับความสามารถศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้น-
ครั้งนี้มู่เหลียงรู้สึกเจ็บปวดราวกับกล้ามเนื้อฉีกขาด เหมือนตอนออกกำลังกายหนักๆ มา
เสียงของกระดูกดังลั้นไปหมด ราวกับถูกค้อนยักษ์มาทุบทั้งร่าง
“มู่เหลียง…นายแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นแล้ว”
สีหน้าของหยู่ฉินหลานเปลี่ยนไปทันที
สามสาวที่เหลือที่อยู่ใกล้ๆ มู่เหลียงก็รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกเมื่ออยู่ใกล้มู่เหลียงในตอนนี้
“พวกเธอมายืนหลังฉัน”
หยู่ฉินหลานตะโกนอย่างร้อนรนทันที
เธอใช้พลังของเธอต้านรัศมีพลังของมู่เหลียงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ครืน!!!
ไม่ทันที่ทั้งสาวๆ จะทันตั้งตัวพื้นดินก็สั่นไหวอย่างรุนแรง
แอ๊!!!!
เต่าทมิฬคำรามอย่างกับเจ็บปวด
ร่างกายของมันถูกเพิ่มขีดจำกัดอีกครั้ง และขนาดตัวก็ขยายอย่างรวดเร็ว จนทำให้ขนาดของกระดองมันใหญ่ขึ้นไปอีก
ครืน!!!
“เกิดอะไรขึ้น!?”
ไทเกิ่นกับพวกนักโทษทั้งหมดแสดงสีหน้าแตกตื่นทันที และพยายามเกาะผนังไว้แน่น เพราะเวลานี้พื้นดินกำลังสั่นไหวอย่างแรง
ก่อนที่เขาจะพยายามเดินอย่างโซซัดโซเซไปที่หน้าต่าง และมองออกไปด้านนอกถนนที่มืดมิด
“หรือว่าสัตว์อสูรตัวนี้กำลังโมโห!?”
แม่มดพันหน้าพูดขึ้นหลังจากที่สะดุ้งจากที่นอน
เธอนอนอยู่ตรงมุมหน้าต่างพอดีและส่องออกมามองด้านนอก และเห็นไทเกิ่นอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม
“มันเกิดอะไรขึ้น!”
ไทเกิ่นตะโกนถาม
“จะไปรู้ได้ไง ก็ถูกขังไว้ในนี้เหมือนกัน?”
แม่มดพันหน้าตอบ พร้อมกับมองด้วยสายตาเอือมระอา
“แผ่นดินมันไหวไม่หยุดเลย”
ไทเกิ่นชี้ไปที่พื้นนอกห้องขังด้วยความตกใจ
เมื่อแม่มดพันหน้ามองไปก็เห็นว่าพื้นดินนอกจากสั่นแล้ว มันจะขยายตัวออกอีกด้วย
การขยายตัวอย่างกะทันหันทำให้กำแพงของห้องขังเริ่มทรุดตัวลง
“ใช้จังหวะนี้ หนีเถอะ”
แม่มดพันหน้าพูดขึ้น
กี้ๆๆ
ก่อนที่เธอจะพูดจบ เธอก็เห็นกิ้งก่ายักษ์ตัวยาวแปดเมตรคลานออกมาจากความมืด
เสี่ยวไกมองไปยังห้องขังทั้งสองด้วยแววตาดุร้าย และนอนเฝ้าสถานที่แห่งนี้เอาไว้
มู่เหลียงได้มอบคำสั่งให้มันเฝ้าห้องขังเอาไว้อย่าให้ใครหลบหนีไปได้
“.....”
ไทเกิ่นถึงกับพูดไม่ออก และมองไปยังแม่มดพันหน้าด้วยแววตาสิ้นหวัง
แม่มดพันหน้านั้นมองไปยังกิ้งก่ายักษ์ด้วยความโมโห และบ่นด่าออกมา
“ทำไมต้องเป็นแกทุกครั้ง ที่ออกมาขัดขวางฉันตลอดเลย!”
กี้!!
เสี่ยวไกรับรู้ได้ถึงรัศมีพลังที่เดือดดาลมันก็เลยหันมองไปรอบๆ และเห็นแม่มดพันหน้ากำลังปล่อยรัศมีพลังอยู่
“อะ…เอ่อ… สวัสดี”
แม่มดพันหน้าเมื่อถูกจ้องมอง สีหน้าของเธอก็อ่อนลงทันที พร้อมกับรอยยิ้มเจือนๆ
เมื่อเสี่ยวไกเห็นว่ารัศมีพลังของแม่มดพันหน้าจางหายไปแล้ว มันจึงเมินหน้าไปทางอื่น
“มอง…มองฉันทำไมหรอ”
แม่มดพันหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเขินอาย เพราะถูกนักโทษหญิงคนอื่นมองด้วยแววตาแปลกๆ
แต่เพื่อรักษาหน้าของตัวเองเอาไว้ เธอจึงกำหมัดขึ้นและพูดอย่างมั่นใจ
“ฉันยอมรับก็ได้ แต่ฉันไม่ได้กลัวมันหรอกนะ”
“ใช่ๆ”
“นั้นสินะ เป็นถึงแม่มดพันหน้าคงไม่ใช่คนขี้ขลาดหรอก”
……
บ้านที่อยู่บนหลังของเต่าทมิฬ ได้รับการพยุงจากแท่งหินที่งอกขึ้นมาจากพื้น เพื่อกันไม่ให้บ้านถล่มลงมา
ในเวลาเดียวกันเมื่อตอนที่เต่าทมิฬได้วิวัฒนาการอีกครั้ง มันได้สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนในเมืองสิบขั้นอย่างมาก
เต่าทมิฬมีขนาดลำตัวยาวขึ้นเป็น 1,200 เมตร และกว้าง 800 เมตร และสูงถึง 500 เมตร
เวลานี้เต่าทมิฬนั้นไม่ต่างจากภูเขาลูกใหญ่ลูกหนึ่ง
-ยิ่งไปกว่านั้นเสียงคำรามของเต่าทมิฬนั้น ทำให้สัตว์อสูรทุกตัวถอยห่างไป
“เฮ้ย!! ทำไมสัตว์อสูรมันถึงตัวใหญ่ขึ้นแบบนี้!”
หว่านเอ่อตู้มองดูด้วยความหวาดกลัว และเห็นว่าสัตว์อสูรมันได้ขยายร่างใหญ้กว่าเดิมหลายเท่า
เขากำลังจะเรีียกเจ้าเมืองทุกคนมารวมตัวกัน เพื่อจะหาทางรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่กลายเป็นว่าสัตว์อสูรยักษ์นั้นกลับขยายร่างขึ้นมาก่อน ทำให้สติของเขาหลุดลอยไปหมด
ใครจะไปจัดการกับสัตว์อสูรตัวนี้ได้ เกรงว่าเมืองสิบขั้นจะหายไปใต้ฝ่าเท้าของมัน
“นี้คือความพิโรธของเจ้าเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ?!”
หว่านเอ่อตู้จำคำที่ลี่เยว่พูดทิ้งท้ายเอาไว้ได้
เวลานี้เขากำลังหวาดกลัวอย่างมาก และคิดว่าเขาไม่น่าซื้อขายกับโจรลึกลับคนนั้นเลย
“นายท่าน!! หนีกันเถอะท่าน”
ลูกน้องของหว่านเอ่อตู้วิ่งเข้ามาด้วยสภาพร้อนรน
พวกเขากำลังเสียขวัญ และหวาดกลัวว่าสัตว์อสูรยักษ์ตัวนี้จะบุกเข้ามาในเมือง เพียงก้าวเดียวของมันคงทำให้คนตายเป็นเบือ
“ไปเก็บสิ่งของล้ำค่า เราจะออกจากเมืองที่ประตูทางออกอีกฝั่ง”
หว่านเอ่อตู้สงบสติอารมณ์ และตัดสินใจหนีอย่างรวดเร็ว
“ขอรับ”
คนรับใช้รับคำสั่งก่อนที่จะกระจายข่าวนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว
แล้วในตอนนั้นเอง
สมาชิกตระกูลเยี่ยก็มองไปยังสัตว์อสูรยักษ์ด้วยความหวาดกลัวเหมือนกัน ใบหน้าของเขาซีดเซียวและร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันแบบนี้มันน่ากลัวเกินไป
“ทุกคนอย่าได้ตื่นตกใจ!!”
เยี่ยลี่ยี่ตะโกนขึ้นพร้อมกับเรียกสติทุกคน
“เตรียมตัวขนของทั้งหมด เราจะอพยพไปยังเมืองเซิงหยาง!!”
“รับทราบ”
ทุกคนขานรับทันที และรีบขนของทันที
เยี่ยลี่ยี่มองดูสัตว์อสูรยักษ์ด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง พร้อมกับยิ้มอย่างขมขื่นและคิดอยู่ภายในใจ นี้เองสินะสัญญาณของท่าน มันอึกคึกโครมจริงๆ
เธอและคนตระกูลเยี่ยทั้งหมดเป็นกลุ่มแรกที่เตรียมพร้อมออกจากเมืองสิบขั้น และหายเข้าไปในความมืดในทิศทางไปยังเมืองเซิงหยาง
ผู้คนในเมืองสิบขั้นเวลานี้กำลังตกอยู่ในความโกลาหล และหวาดกลัวว่าสัตว์อสูรร้ายตัวนี้จะถล่มเมือง
เต่าทมิฬน้อยขยับร่างกายของมันอีกครั้ง และส่งเสียงคำรามที่ดังกึกก้องไปทั่ว
“ดี!!”
หลังจากที่มู่เหลียงได้ผ่านการขัดเกลาร่างกายขึ้นใหม่แล้ว เขาก็เห็นว่าเวลานี้เมืองมีกลุ่มคนจำนวนมากกำลังหนีออกจากเมือง
เขาหันไปมองสาวๆ ทั้งสี่ ที่มองเขาด้วยแววตาที่แข็งทื่อ เขาจึงพูดขึ้น
“แผนพาตระกูลเยี่ยหนีนั้นถือว่าสำเร็จเรียบร้อยหรือไม่?”
“ก็คงจะใช่…”
ลี่เยว่มองด้วยสีหน้าแปลกๆ
หยู่ฉินหลานเล่นผมของเธอ เพื่อซ่อนสีหน้าตกใจของเธอเอาไว้
ก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตอนนี้ทุกคนในเมืองคงหนีกันจ้าละหวั่น และเยี่ยลี่ยี่คงใช้จังหวะนั้นหนีออกไปอย่างเงียบๆ”
“ดี!!”
มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเคร่งขรึมขึ้น
เขาคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนั้นจะสร้างความแตกตื่นให้กับทั้งเมืองได้ และดึงดูดความสนใจของทุกคน
แต่ไม่คิดว่าผลของมันจะออกมาเกินคาดกว่าที่เขาคิด เสียงของเต่าทมิฬนั้นคำรามดูน่ากลัวมากกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้
“เมืองสิบขั้นดูเล็กไปเลย”
หยู่เฟ่ยหยานมองดูกำแพงเมืองกับตัวของเต่าทมิฬน้อย
ไม่ต่างจากมดแมลงตัวเล็กที่ยืนอยู่ต่อหน้าพญายักษา
“มู่เหลียง พวกเราจะออกเดินทางเลยไหม”
มินโฮถามขึ้นอย่างเป็นกังวล
หากเกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ขึ้น รุ่งเช้าจะยิ่งวุ่นวายหนักกว่าเก่า
“อืม เราไปจากที่นี่กันเถอะ”
มู่เหลียงพยักหน้า และมองไปยังถุงผลึกสัตว์อสูรที่ได้มาในคืนนี้ ก่อนที่เขาจะพาทุกคนกลับขึ้นไปบนหลังของเต่าทมิฬ
เขาได้เอาผลึกสัตว์อสูรของเมืองสิบขั้นออกมาเกือบทั้งหมด และคงจะไร้ยางอายเกินไปที่จะอยู่ต่อ ดังนั้นเขาจึงจะทิ้งทุกอย่างไว้ในความมืดแล้วจากไป
“เต่าทมิฬน้อย….ไปกันเถอะ”
มู่เหลียงออกคำสั่งในใจ
แอ๊!!!
-ติ๊ง! ศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้น ทำงาน-
เต่าทมิฬส่งเสียงคำรามอีกครั้งก่อนที่จะทำให้ตัวมันเบา และก้าวเท้าของมันจากไปอย่างเงียบๆ
หากไม่ใช้พลังนี้ทุกย่างก้าวของมันคงสร้างแรงสะเทือนทุกก้าวอย่างแน่นอน หรือทำให้พื้นดินแถวนี้ถล่มหรือแตกกระจาย แม้แต่เมืองสิบขั้นเองก็คงพังยับเยินจากแรงสั่นสะเทือนจากการเดินของมัน
“ไปแล้วหรอ….ฉันยังไม่ได้ลงไปเที่ยวเล่นในเมืองเลย”
หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นอย่างเสียดาย
“เมื่อเราไปถึงเมืองต่อไป ฉันจะให้เธอออกไปเที่ยวเล่นแน่นอน”
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ใจดี
“จริงหรอ! ครั้งหน้านายจะไม่ทำให้ทุกคนกลัวแบบนี้แล้วใช่ไหม?”
หยู่เฟ่ยหยานถามพร้อมกับกระพริบตาที่เป็นประกาย
“คงจะไม่…”
มู่เหลียงพูดพร้อมกับเมินหน้าหนี แต่น้ำเสียงของเขานั้นราวกับกำลังขำอยู่
เขาจะไปรู้ได้ไงว่าเมืองต่อไปจะต้องใช้แผนแบบไหน
มันยากที่จะพูด เพราะตอนนี้ขนาดตัวของเต่าทมิฬนั้นใหญ่โตเกินไปจนยากที่จะปิดบังอีกแล้ว
“....”
ลี่ลี่ยืนมองดูตาค้างด้วยความตกตะลึง และไม่รู้จะพูดสิ่งใดออกมา
เธอคิดว่าใครก็ได้ช่วยอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เธอเข้าใจที
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved