ตอนที่ 123

หยู่ฉินหลาน ลี่ลี่ ลี่เยว่รีบกลับออกไปยังนอกเมืองทันที

ใช้เวลาไม่นานทั้งสามก็มาถึงพื้นที่ด้านหลังของเต่าทมิฬ และที่ตรงนั้นมู่เหลียงมินโฮ และหยู่เฟ่ยหยานก็ยืนรอยู่แล้ว

“เหนื่อยหน่อยนะ”

มู่เหลียงพูดอย่างแผ่วเบา

“มู่เหลียง นายจะทำยังไงต่อ?!”

ลี่เยว่ถามด้วยความสงสัยทันที

เธอมองไปรอบๆ และเห็นว่ามู่เหลียงไม่ได้เตรียมการอะไรเลย

“นายไม่ได้เตรียมแผนอะไรไว้เลยงั้นหรอ?”

“ไม่ๆ ฉันรอให้พวกเธอกลับมาก่อน”

มู่เหลียงยิ้มก่อนที่จะโบกมือปฏิเสธ และให้ทุกคนไปยืนด้านหลังของเขา

เขากำลังจะเพิ่มระดับเต่าทมิฬให้เป็นระดับ 7 เมื่อมันขยายร่างอีกครั้งจะสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในเมืองสิบขั้นอย่างไม่ต้องสงสัย และมันมากพอที่จะดึงดูดความสนใจของทั้งเมือง จนทำให้พวกเยี่ยลี่ยี่ใช้จังหวะนั้นหนีออกมาได้

-สามสาวไปยืนมองดูทุกอย่างอยู่ด้านหลังของมู่เหลียงอย่างเชื่อฟัง

มู่เหลียงพูดเตือนขึ้น

“พวกเธอประจำตำแหน่งแล้วนะ”

“เรียบร้อยแล้ว”

ทั้งสามขานรับก่อนที่จะมองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

มู่เหลียงตอนนี้มองไปยังเมืองสิบขั้นที่อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะคิดภายในใจ

“ระบบวิวัฒนาการเต่าทมิฬเป็นระดับ 7”

-ติ๊ง! เต่าทมิฬระดับ 6 ทำการวิวัฒนาการเป็นระดับ 7 ใช้แต้มวิวัฒนาการ 1,000,000 แต้ม-

-ติ๊ง! วิวัฒนาการเต่าทมิฬระดับ 7 สำเร็จ-

-ติ๊ง! เจ้านายต้องการสืบทอดพลังมาจากเต่าหิน และรับทักษะศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้น หรือไม่-

“รับ”

มู่เหลียงตอบในใจ

-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย ได้รับความสามารถศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้น-

ครั้งนี้มู่เหลียงรู้สึกเจ็บปวดราวกับกล้ามเนื้อฉีกขาด เหมือนตอนออกกำลังกายหนักๆ มา

เสียงของกระดูกดังลั้นไปหมด ราวกับถูกค้อนยักษ์มาทุบทั้งร่าง

“มู่เหลียง…นายแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นแล้ว”

สีหน้าของหยู่ฉินหลานเปลี่ยนไปทันที

สามสาวที่เหลือที่อยู่ใกล้ๆ มู่เหลียงก็รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกเมื่ออยู่ใกล้มู่เหลียงในตอนนี้

“พวกเธอมายืนหลังฉัน”

หยู่ฉินหลานตะโกนอย่างร้อนรนทันที

เธอใช้พลังของเธอต้านรัศมีพลังของมู่เหลียงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ครืน!!!

ไม่ทันที่ทั้งสาวๆ จะทันตั้งตัวพื้นดินก็สั่นไหวอย่างรุนแรง

แอ๊!!!!

เต่าทมิฬคำรามอย่างกับเจ็บปวด

ร่างกายของมันถูกเพิ่มขีดจำกัดอีกครั้ง และขนาดตัวก็ขยายอย่างรวดเร็ว จนทำให้ขนาดของกระดองมันใหญ่ขึ้นไปอีก

ครืน!!!

“เกิดอะไรขึ้น!?”

ไทเกิ่นกับพวกนักโทษทั้งหมดแสดงสีหน้าแตกตื่นทันที และพยายามเกาะผนังไว้แน่น เพราะเวลานี้พื้นดินกำลังสั่นไหวอย่างแรง

ก่อนที่เขาจะพยายามเดินอย่างโซซัดโซเซไปที่หน้าต่าง และมองออกไปด้านนอกถนนที่มืดมิด

“หรือว่าสัตว์อสูรตัวนี้กำลังโมโห!?”

แม่มดพันหน้าพูดขึ้นหลังจากที่สะดุ้งจากที่นอน

เธอนอนอยู่ตรงมุมหน้าต่างพอดีและส่องออกมามองด้านนอก และเห็นไทเกิ่นอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม

“มันเกิดอะไรขึ้น!”

ไทเกิ่นตะโกนถาม

“จะไปรู้ได้ไง ก็ถูกขังไว้ในนี้เหมือนกัน?”

แม่มดพันหน้าตอบ พร้อมกับมองด้วยสายตาเอือมระอา

“แผ่นดินมันไหวไม่หยุดเลย”

ไทเกิ่นชี้ไปที่พื้นนอกห้องขังด้วยความตกใจ

เมื่อแม่มดพันหน้ามองไปก็เห็นว่าพื้นดินนอกจากสั่นแล้ว มันจะขยายตัวออกอีกด้วย

การขยายตัวอย่างกะทันหันทำให้กำแพงของห้องขังเริ่มทรุดตัวลง

“ใช้จังหวะนี้ หนีเถอะ”

แม่มดพันหน้าพูดขึ้น

กี้ๆๆ

ก่อนที่เธอจะพูดจบ เธอก็เห็นกิ้งก่ายักษ์ตัวยาวแปดเมตรคลานออกมาจากความมืด

เสี่ยวไกมองไปยังห้องขังทั้งสองด้วยแววตาดุร้าย และนอนเฝ้าสถานที่แห่งนี้เอาไว้

มู่เหลียงได้มอบคำสั่งให้มันเฝ้าห้องขังเอาไว้อย่าให้ใครหลบหนีไปได้

“.....”

ไทเกิ่นถึงกับพูดไม่ออก และมองไปยังแม่มดพันหน้าด้วยแววตาสิ้นหวัง

แม่มดพันหน้านั้นมองไปยังกิ้งก่ายักษ์ด้วยความโมโห และบ่นด่าออกมา

“ทำไมต้องเป็นแกทุกครั้ง ที่ออกมาขัดขวางฉันตลอดเลย!”

กี้!!

เสี่ยวไกรับรู้ได้ถึงรัศมีพลังที่เดือดดาลมันก็เลยหันมองไปรอบๆ และเห็นแม่มดพันหน้ากำลังปล่อยรัศมีพลังอยู่

“อะ…เอ่อ… สวัสดี”

แม่มดพันหน้าเมื่อถูกจ้องมอง สีหน้าของเธอก็อ่อนลงทันที พร้อมกับรอยยิ้มเจือนๆ

เมื่อเสี่ยวไกเห็นว่ารัศมีพลังของแม่มดพันหน้าจางหายไปแล้ว มันจึงเมินหน้าไปทางอื่น

“มอง…มองฉันทำไมหรอ”

แม่มดพันหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเขินอาย เพราะถูกนักโทษหญิงคนอื่นมองด้วยแววตาแปลกๆ

แต่เพื่อรักษาหน้าของตัวเองเอาไว้ เธอจึงกำหมัดขึ้นและพูดอย่างมั่นใจ

“ฉันยอมรับก็ได้ แต่ฉันไม่ได้กลัวมันหรอกนะ”

“ใช่ๆ”

“นั้นสินะ เป็นถึงแม่มดพันหน้าคงไม่ใช่คนขี้ขลาดหรอก”

……

บ้านที่อยู่บนหลังของเต่าทมิฬ ได้รับการพยุงจากแท่งหินที่งอกขึ้นมาจากพื้น เพื่อกันไม่ให้บ้านถล่มลงมา

ในเวลาเดียวกันเมื่อตอนที่เต่าทมิฬได้วิวัฒนาการอีกครั้ง มันได้สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนในเมืองสิบขั้นอย่างมาก

เต่าทมิฬมีขนาดลำตัวยาวขึ้นเป็น 1,200 เมตร และกว้าง 800 เมตร และสูงถึง 500 เมตร

เวลานี้เต่าทมิฬนั้นไม่ต่างจากภูเขาลูกใหญ่ลูกหนึ่ง

-ยิ่งไปกว่านั้นเสียงคำรามของเต่าทมิฬนั้น ทำให้สัตว์อสูรทุกตัวถอยห่างไป

“เฮ้ย!! ทำไมสัตว์อสูรมันถึงตัวใหญ่ขึ้นแบบนี้!”

หว่านเอ่อตู้มองดูด้วยความหวาดกลัว และเห็นว่าสัตว์อสูรมันได้ขยายร่างใหญ้กว่าเดิมหลายเท่า

เขากำลังจะเรีียกเจ้าเมืองทุกคนมารวมตัวกัน เพื่อจะหาทางรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่กลายเป็นว่าสัตว์อสูรยักษ์นั้นกลับขยายร่างขึ้นมาก่อน ทำให้สติของเขาหลุดลอยไปหมด

ใครจะไปจัดการกับสัตว์อสูรตัวนี้ได้ เกรงว่าเมืองสิบขั้นจะหายไปใต้ฝ่าเท้าของมัน

“นี้คือความพิโรธของเจ้าเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ?!”

หว่านเอ่อตู้จำคำที่ลี่เยว่พูดทิ้งท้ายเอาไว้ได้

เวลานี้เขากำลังหวาดกลัวอย่างมาก และคิดว่าเขาไม่น่าซื้อขายกับโจรลึกลับคนนั้นเลย

“นายท่าน!! หนีกันเถอะท่าน”

ลูกน้องของหว่านเอ่อตู้วิ่งเข้ามาด้วยสภาพร้อนรน

พวกเขากำลังเสียขวัญ และหวาดกลัวว่าสัตว์อสูรยักษ์ตัวนี้จะบุกเข้ามาในเมือง เพียงก้าวเดียวของมันคงทำให้คนตายเป็นเบือ

“ไปเก็บสิ่งของล้ำค่า เราจะออกจากเมืองที่ประตูทางออกอีกฝั่ง”

หว่านเอ่อตู้สงบสติอารมณ์ และตัดสินใจหนีอย่างรวดเร็ว

“ขอรับ”

คนรับใช้รับคำสั่งก่อนที่จะกระจายข่าวนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว

แล้วในตอนนั้นเอง

สมาชิกตระกูลเยี่ยก็มองไปยังสัตว์อสูรยักษ์ด้วยความหวาดกลัวเหมือนกัน ใบหน้าของเขาซีดเซียวและร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา

การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันแบบนี้มันน่ากลัวเกินไป

“ทุกคนอย่าได้ตื่นตกใจ!!”

เยี่ยลี่ยี่ตะโกนขึ้นพร้อมกับเรียกสติทุกคน

“เตรียมตัวขนของทั้งหมด เราจะอพยพไปยังเมืองเซิงหยาง!!”

“รับทราบ”

ทุกคนขานรับทันที และรีบขนของทันที

เยี่ยลี่ยี่มองดูสัตว์อสูรยักษ์ด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง พร้อมกับยิ้มอย่างขมขื่นและคิดอยู่ภายในใจ นี้เองสินะสัญญาณของท่าน มันอึกคึกโครมจริงๆ

เธอและคนตระกูลเยี่ยทั้งหมดเป็นกลุ่มแรกที่เตรียมพร้อมออกจากเมืองสิบขั้น และหายเข้าไปในความมืดในทิศทางไปยังเมืองเซิงหยาง

ผู้คนในเมืองสิบขั้นเวลานี้กำลังตกอยู่ในความโกลาหล และหวาดกลัวว่าสัตว์อสูรร้ายตัวนี้จะถล่มเมือง

เต่าทมิฬน้อยขยับร่างกายของมันอีกครั้ง และส่งเสียงคำรามที่ดังกึกก้องไปทั่ว

“ดี!!”

หลังจากที่มู่เหลียงได้ผ่านการขัดเกลาร่างกายขึ้นใหม่แล้ว เขาก็เห็นว่าเวลานี้เมืองมีกลุ่มคนจำนวนมากกำลังหนีออกจากเมือง

เขาหันไปมองสาวๆ ทั้งสี่ ที่มองเขาด้วยแววตาที่แข็งทื่อ เขาจึงพูดขึ้น

“แผนพาตระกูลเยี่ยหนีนั้นถือว่าสำเร็จเรียบร้อยหรือไม่?”

“ก็คงจะใช่…”

ลี่เยว่มองด้วยสีหน้าแปลกๆ

หยู่ฉินหลานเล่นผมของเธอ เพื่อซ่อนสีหน้าตกใจของเธอเอาไว้

ก่อนที่เธอจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ตอนนี้ทุกคนในเมืองคงหนีกันจ้าละหวั่น และเยี่ยลี่ยี่คงใช้จังหวะนั้นหนีออกไปอย่างเงียบๆ”

“ดี!!”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเคร่งขรึมขึ้น

เขาคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนั้นจะสร้างความแตกตื่นให้กับทั้งเมืองได้ และดึงดูดความสนใจของทุกคน

แต่ไม่คิดว่าผลของมันจะออกมาเกินคาดกว่าที่เขาคิด เสียงของเต่าทมิฬนั้นคำรามดูน่ากลัวมากกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้

“เมืองสิบขั้นดูเล็กไปเลย”

หยู่เฟ่ยหยานมองดูกำแพงเมืองกับตัวของเต่าทมิฬน้อย

ไม่ต่างจากมดแมลงตัวเล็กที่ยืนอยู่ต่อหน้าพญายักษา

“มู่เหลียง พวกเราจะออกเดินทางเลยไหม”

มินโฮถามขึ้นอย่างเป็นกังวล

หากเกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ขึ้น รุ่งเช้าจะยิ่งวุ่นวายหนักกว่าเก่า

“อืม เราไปจากที่นี่กันเถอะ”

มู่เหลียงพยักหน้า และมองไปยังถุงผลึกสัตว์อสูรที่ได้มาในคืนนี้ ก่อนที่เขาจะพาทุกคนกลับขึ้นไปบนหลังของเต่าทมิฬ

เขาได้เอาผลึกสัตว์อสูรของเมืองสิบขั้นออกมาเกือบทั้งหมด และคงจะไร้ยางอายเกินไปที่จะอยู่ต่อ ดังนั้นเขาจึงจะทิ้งทุกอย่างไว้ในความมืดแล้วจากไป

“เต่าทมิฬน้อย….ไปกันเถอะ”

มู่เหลียงออกคำสั่งในใจ

แอ๊!!!

-ติ๊ง! ศิลาโลก:หนักเบา 20 ขั้น ทำงาน-

เต่าทมิฬส่งเสียงคำรามอีกครั้งก่อนที่จะทำให้ตัวมันเบา และก้าวเท้าของมันจากไปอย่างเงียบๆ

หากไม่ใช้พลังนี้ทุกย่างก้าวของมันคงสร้างแรงสะเทือนทุกก้าวอย่างแน่นอน หรือทำให้พื้นดินแถวนี้ถล่มหรือแตกกระจาย แม้แต่เมืองสิบขั้นเองก็คงพังยับเยินจากแรงสั่นสะเทือนจากการเดินของมัน

“ไปแล้วหรอ….ฉันยังไม่ได้ลงไปเที่ยวเล่นในเมืองเลย”

หยู่เฟ่ยหยานพูดขึ้นอย่างเสียดาย

“เมื่อเราไปถึงเมืองต่อไป ฉันจะให้เธอออกไปเที่ยวเล่นแน่นอน”

มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ใจดี

“จริงหรอ! ครั้งหน้านายจะไม่ทำให้ทุกคนกลัวแบบนี้แล้วใช่ไหม?”

หยู่เฟ่ยหยานถามพร้อมกับกระพริบตาที่เป็นประกาย

“คงจะไม่…”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับเมินหน้าหนี แต่น้ำเสียงของเขานั้นราวกับกำลังขำอยู่

เขาจะไปรู้ได้ไงว่าเมืองต่อไปจะต้องใช้แผนแบบไหน

มันยากที่จะพูด เพราะตอนนี้ขนาดตัวของเต่าทมิฬนั้นใหญ่โตเกินไปจนยากที่จะปิดบังอีกแล้ว

“....”

ลี่ลี่ยืนมองดูตาค้างด้วยความตกตะลึง และไม่รู้จะพูดสิ่งใดออกมา

เธอคิดว่าใครก็ได้ช่วยอธิบายทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เธอเข้าใจที