ตอนที่ 65

“ข้อตกลง…”

หยูจูพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลง ก่อนที่จะก้มหน้าเล็กน้อย

“นายท่านมู่เหลียงคิดเช่นไรกับกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์แห่งนี้?”

“กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์เป็นกลุ่มที่ดี และกว้างใหญ่มาก”

มู่เหลียงดูลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะตอบ เขาพยายามคิดหาข้อดีให้สถานที่แห่งนี้

“จริงงั้นหรอ….ท่านพูดความจริงเถอะ ความจริงทีี่ไม่ใช่คำพูดสวยหรูเหล่านั้น”

หยูจูเงยหน้าขึ้นและมองไปยังมู่เหลียง

“ความจริง แน่ใจงั้นหรอว่าจะฟัง?”

มู่เหลียงยิ้มมุกปาก ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะหายไปทันที

“ในความคิดของฉัน กลุ่มนี้อยู่ได้อีกไม่นาน ไม่ช้าก็เร็วกลุ่มนี้จะถึงคราวพินาศ”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูสนใจ

“มู่เหลียง!! พูดบ้าๆ อะไรของนาย!”

หยูเฟ่ยหยานนั้นถึงกับดึงหน้าใส่มู่เหลียงทันที พร้อมกับแววตาที่ลุกเป็นไฟ ใครมันจะไม่โกรธเมื่ออยู่ๆ มีคนบอกว่าบ้านของเธอจะหายไป

“เฟ่ยหยานหยุด อย่างได้ขัดนายท่านมู่เหลียง”

หยูจูนั้นขึ้นเสียงทันที ก่อนที่จะแผ่วลง

“ฮึบ…”

หยูเฟ่ยหยานนั้นถึงกับปิดปากทันที พร้อมกับคอที่หดจนติดตัว

“ขออภัยด้วยนายท่านมู่เหลียง เชิญต่อ”

หยูจูนั้นก้มหัวเพื่อกล่าวขอโทษทันที ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้น

“ได้โปรดพูดอย่างจริงใจ ฉันต้องการได้ยินความคิดเห็นอื่น ที่ฉันไม่สามารถได้ยินได้จากคนทั่วไป”

“ถ้าพูดขนาดนี้แล้ว ฉันไม่เกรงใจละนะ”

มู่เหลียงนั้นเป็นคนที่ไม่สนใจใคร แม้ว่าจะแสดงด้านที่อ่อนโยนออกมา แต่หากว่าเขาเอาจริงขึ้นมาเขาก็ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น

“โปรดพูดความจริง”

หยูจูนั้นมองด้วยแววตาที่เป็นประกาย

“อย่างแรกเลยการคงอยู่ของกลุ่มนี้มันบ้าบอเกินไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนคนเดียว”

มู่เหลียงกอดอกและเริ่มพูดอย่างใจเย็น

“หากว่าคนคนนั้นหายไปทั้งกลุ่มก็จะพังในทันที”

“ท่านหยูจูคงเข้าใจดี เหตุการณ์มันเหมือนกับคืนนี้”

มู่เหลียงชำเลืองมองไปที่หยูเฟ่ยหยานก่อนที่จะพูดเชยชม

“คืนนี้ ฉันคิดว่าที่หยูเฟ่ยหยานด่าทอพวกนั้นก็ไม่ผิด และจริงอย่างที่เธอพูดพวกเขาไม่ต่างจากเห็บหมัดที่มาสูบเลือดเนื้อของท่านเท่านั้น”

“เห็นไหม ฉันพูดถูก!”

หยูเฟ่ยหยานนั้นเชิดคางขึ้นเล็กน้อย และยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

“และเช่นเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้ คือท่านเกือบตาย และทำให้คนในกลุ่มทั้งหมดเสียขวัญ”

แววตาของมู่เหลียงฉายออกถึงความดูถูกและถากถาง

“ฉันเองก็อยากจะด่าว่าท่าน แต่เอาเถอะเมื่อไรท่านหายดี ท่านก็ต้องรับเคราะห์กรรมอยู่แล้วโดยถูกพวกมันสูบเลือดสูบเนื้อต่อไป”

มู่เหลียงเว้นจังหวะพูดเล็กน้อย ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่หวังดี

“หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป หรือท่านไม่เอาตัวเองออกไปจากสถานการณ์นี้ ท่านจะตายในไม่ช้า”

“ตาย!! ท่านแม่จะตายยังงั้นหรอ!”

หยูเฟ่ยหยานนั้นร้องตะโกนขึ้นมาทันที และมองด้วยแววตาที่ไม่เชื่อ

“อย่ามองฉันแบบนั้น แม่เธอน่าจะรู้ตัวดีที่สุด”

มู่เหลียงชี้นิ้วไปทางหยูจูที่กำลังนอนกุมท้องอยู่

“แม่…สิ่งที่มู่เหลียงพูดไม่จริงใช่ไหม?”

ดวงตาของหยูเฟ่ยหยานนั้นเริ่มสั่นไหว และดูกังวลใจอย่างมาก

“นั้นก็เกินจริงไปหน่อย แค่อ่อนล้าเล็กน้อย”

หยูจูหรี่ตาลงก่อนที่จะพยายามฝืนยิ้มออกมา

“แค่นั้นแม่จะตายได้ไง”

“หนูไม่เชื่อ….หนูเห็นว่าแม่เป็นลมบ่อยมากพักหลังมานี้”

ใบหน้าของหยูเฟ่ยหยานนั้นมองไปยังใบหน้าที่ซีดเซียวของหยูจู และพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา

“นอกจากนี้ แม่ก็ยังพูดเองว่าช่วงนี้หน้ามืดและปวดหัวบ่อยๆ!”

“จริงๆ ไม่เป็นไรครั้งนี้คงได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว เพื่อรักษาตัวเอง”

น้ำเสียงของหยูจูนั้นดูมั่นใจและสดใสขึ้น แต่ถึงจะพูดยังไงความขมขื่นก็ยังฉายอยู่ในแววตาของเธออยู่ดี

“หนูจะจับตาดูแม่เอาไว้!”

หยูเฟ่ยหยานนั้นสูดจมูกพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง

“แม่ต้องนอนนิ่งๆ สักสองสามวันเข้าใจไหม!”

“จ้า จ้า แม่เข้าใจแล้ว”

หยูจูเวลานี้สีหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

ก่อนที่จะหันหน้าไปหามู่เหลียง ด้วยสายตาที่อ้อนวอน ก่อนที่จะพูดออกมาอย่างอ่อนแรง

“นายท่าน….พอจะมีหนทางที่ฉันจะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้บ้างไหม”

“ที่จริงก็มี แต่ก็ไม่ใช่หนทางที่ดีสักเท่าไหร่”

มู่เหลียงถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง

เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นคำแนะนำของเขาคงไม่ดีนัก

“แค่เล็กน้อยก็ยังดี”

หยูจูนั้นก้มหัวอย่างอ่อนแรง

“ถ้างั้นฉันจะเสนอแนวคิดสักเล็กน้อย มันอาจจะแปลกๆ ไปหน่อยก็ตาม”

เมื่อเห็นว่าหยูจูนั้นกำลังหนักใจ เขาจึงคิดและเรียบเรียงคำพูดทันที

“อย่างแรกกลุ่มนี้จะต้องไม่ให้ความช่วยเหลือกับพวกไร้ประโยชน์ ต้องให้พวกเขาทำงานฝีมืออะไรสักอย่าง เพื่อเสริมสร้างทักษะ”

“อย่างที่สองต้องหาผลิตภัณฑ์ที่มีเฉพาะในกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์หรือเกิดขึ้นจากความรู้ของคนในค่ายแห่งนี้”

“อย่างที่สาม ส่งกองคาราวานออกไปค้าขายกับโลกภายนอก ดีกว่าที่จะปิดประตูและนั่งเก็บน้ำอย่างเดียว”

“อย่างที่สี่ ต้องหาแหล่งน้ำใหม่”

…..

“และอย่างสุดท้าย ต้องเปลี่ยนแปลงระบบปกครองของกลุ่ม ไม่ให้คนยุ่งเกี่ยวกับแหล่งน้ำมากเกินไปหรือมาบริหารจัดการน้ำหลายคน”

มู่เหลียงได้เสนอแนวคิดให้ถึง 12 ข้อ และมันได้ทำให้ทุกคนในห้องแห่งนี้ประหลาดจอย่างมาก

“นี่แค่แนวคิดเล็กน้อยจริงๆ งั้นหรอ”

หยูจูนั้นบ่นพึมพำกับตัวเอง ไม่คิดเลยว่าแนวทางเล็กน้อยจากมู่เหลียงจะเยอะถึงขนาดนี้

จนทำให้เธอเริ่มสงสัยในตัวเอง และคิดว่าบางที การที่ฉันรับตำแหน่งนายหัวของกลุ่มนี้อาจจะเป็นข้อผิดพลาดด้วยก็ได้

“นี่แค่ความคิดเห็นเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องเชื่อทั้งหมด”

เมื่อเห็นท่าทางที่แน่นิ่งของหยูจู ทำให้มู่เหลียงอดไม่ได้ที่จะอธิบายเพิ่ม

“ทุกคนมีแนวคิดและหนทางแก้ไขของตัวเอง ดังนั้นท่านไม่จำเป็นต้องฝืนทำตามแนวคิดคนอื่นหรอก”

“ไม่! นายท่านพูดถูกแล้ว”

หยูจูเมื่อฟื้นคืนสติเธอก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง

“ฉันคิดว่ากลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ ควรจะปรับปรุงและทำตามแนวคิดของนายท่านมู่เหลียง”

“อย่าได้เร่งรีบนัก การเปลี่ยนแปลงทันที อาจจะเกิดผลเสียมากกว่า”

มู่เหลียงเตือนอย่างเห็นใจ

ความคิดพวกนี้มันมากเกินไป และฟังดูบ้ามากหากว่าเอาไปพูดเสนอกับพวกผู้อาวุโสของกลุ่ม พวกเขาคงคิดว่าหยูจูเสียสติไปแล้ว และถอดตำแหน่งเธอ และขังเธอไว้เป็นเครื่องผลิตน้ำเท่านั้น

“ฉันไม่ได้ งี่เง่านะ นายท่าน”

หยูจูนั้นกลอกตาไปมาอย่างมีเสน่ห์

“....”

มุมปากของมู่เหลียงถึงกับกระตุก เสน่ย์ของสาวใหญ่นั้นน่ากลัวจริงๆ

ก่อนที่ใบหน้าของหยูจูจะจริงจังขึ้น

“นายท่านมู่เหลียง ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะบอกกับนายท่าน”

“พูดมา”

มู่เหลียงพยักหน้า

“นายท่านมู่เหลียง ฉันนั้นอยากจะรู้ว่านายท่านจะอยู่ที่นี่และเป็นายหัวแห่งกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ได้หรือไม่”

หยูจูนั้นยิ้มออกมาอย่างมีเสน่ห์ ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้น

“ฉันคิดว่านายท่านเหมาะกับตำแหน่งนายหัวของกลุ่มนี้มากกว่าฉัน และกลุ่มนี้ต้องการคนมีความสามารถมาเป็นผู้นำ”

“เอ๊!!”

ทั้งลี่เยว่และมินโฮนัยตาเบิกกว้างพร้อมกับอุทานออกมาสุดเสียง

“เลิกล้อเล่นได้แล้ว”

มู่เหลียงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะโบกมืออย่างเบื่อหน่าย

“หือ? นายท่านฉันพูดจริง”

หยูจูนั้นพูดขึ้นพร้อมกับงุ้มปากเล็กๆ ของเธอ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นรอยยิ้มอีกครั้ง แม้จะอ่อนล้าเต็มที

ตอนนี้เธอเหนื่อยจนไม่ไหวอีกแล้ว ต้องการหาใครสักคนมาช่วยแบ่งเบาภาระบนบ่าของเธอบ้าง

“ฉันขอปฏิเสธ”

มู่เหลียงไม่หลงกล และตอบปฏิเสธอย่างไร้เยื้อใย

เขาจะไม่มานั่งดูแลคนทั้งกลุ่ม

มู่เหลียงรู้ตัวเองดีว่าเขาไม่ใช่คนที่เสียสละเพื่อผู้อื่น และออกจะเห็นแก่ตัวเลยด้วยซ้ำ ต่อให้มีความรู้ความสามารถ เขาก็จะช่วยแค่เล็กน้อยถือว่าเป็นการเมตตาสงสารเท่านั้น

แต่จะให้เขามาเป็นเครื่องผลิตน้ำ? เขาไม่เอาด้วยหรอก

“.....เข้าใจแล้ว”

หยูจูนั้นเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าอย่างหนักใจ

ความจริงแล้ว เธอรู้ว่ามู่เหลียงจะปฏิเสธ แต่เธอแค่อยากลองดูเท่านั้น

เธอนั้นอยากจะถามคำถามนี้ตั้งแต่อยู่ที่โรงเตี๊ยมแล้ว เมื่อเห็นว่ามู่เหลียงเป็นผู้ตื่นพลังวารี ทำให้เธอคิดอยากจะสละตำแหน่งและเป็นที่ปรึกษาให้นายหัวแห่งกลุ่มคนต่อไป

ไม่งั้นเธอคงไม่คิดที่จะลองเชิงด้วยการแกล้งกุเรื่องแต่งงานกับลูกสาวของเธอ หยูจูแค่ต้องการหยั่งเชิงเท่านั้น

แล้วระหว่างทางที่กลับมาหยูจูก็ได้ยินจากสองสาวที่ติดตามมู่เหลียง ว่าทั้งหมดกำลังจะออกเดินทางจากค่ายนี้ไปวันพรุ่งนี้

นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอร้อนใจอย่างมาก ไม่งั้นเธอคงจะหยั่งเชิงและเกลี้ยกล่อมมู่เหลียงอีกสักสิบวันก่อนที่จะเสนอตำแหน่งให้เขา

“นายท่านไม่อยากเป็นายหัวของกลุ่มจริงๆ งั้นหรอ”

หยูจูพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

แต่เธอก็ไม่รอให้มู่เหลียงตอบ และชิงพูดต่อทันที

“ลูกสาวของฉันจะได้เป็นภรรยาของนายหัวรุ่นต่อไปด้วย”

“แม่!!! แม่พูดแบบนี้อีกแล้วนะ!!”

หยูเฟ่ยหยานที่อยู่ใกล้ๆ ก็ถึงกับปิดหน้าด้วยความเขินอาย

“ไม่เลย”

มู่เหลียงมองไปยังนัยน์ตาสีฟ้าของหยูจู และสามารถรับรู้ได้ถึงความจริงที่แอบซ่อนอยู่ภายในใจของเธอ และความต้องการของเธอในตอนนี้

เขาเองมีบ้านที่สามารถเคลื่อนที่ไปไหนก็ได้ เพราะงั้นเขาไม่จำเป็นต้องดูแลอย่างอื่นอีกแล้ว

…..

“แต่มันก็ยังพอเป็นไปได้ อย่าคิดเยอะเลย”

หยูจูนั้นส่งสายตาหวานให้กับมู่เหลียงอีกครั้ง

ลี่เยว่ที่เห็นก็ถึงอดไม่ได้ที่จะมองบนและบ่นออกมาเบาๆ

“เธอนี้มันไม่ต่างจากนางจิ้งจอกที่พยายามจะเย้ายวนคนอื่นตลอดเวลา”

“อย่าเลย ฉันคงไม่สามารถดูแลกลุ่มนี้ได้”

มู่เหลียงส่ายหัวเบาๆ มันไม่ง่ายเลยที่จะอดใจไม่ให้หลงไหลไปกับคำเย้ายวนของหยูจู

ยังไงเขาก็มีบ้านที่รอเขากลับไปอยู่

“เอาล่ะๆ นายท่านลองกลับไปคิดทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งแล้วกัน”

หยูจูถอนหายใจ

“งั้นพวกเราลาละ”

มู่เหลียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะหันหลังและเดินจากไป พร้อมกับลี่เยว่และมินโฮ

“เฟ่ยหยาน ไปเอาผลึกสัตว์อสูรให้มู่เหลียงก่อน”

หยูจูนั้นสั่งกับหยูเฟ่ยหยานด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง

หลังจากที่พูดทุกอย่างไปหมดแล้ว เธอก็เริ่มรู้สึกง่วงนอน

“ZZzzz”

ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น

หยูจูก็หลับไปอย่างไม่รู้ตัว และส่งเสียงกรนเบาๆ พร้อมกับหางคิ้วที่สั่นไหวเล็กน้อย

“ค่ะ”

หยูเฟ่ยหยานตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่เบา

ก่อนที่จะค่อยๆ ลุกออกไป และห่มผ้าให้กับแม่ของเธอ

หยูเฟ่ยหยานเดินออกมาที่ห้องโถงด้านนอก

เธอส่งยิ้มให้มู่เหลียงก่อนที่จะกล่าวขอโทษ

“ฉันต้องขอโทษแทนแม่ของฉันด้วย บางครั้งแม่ของฉันก็ทำอะไรตามใจเกินไป”

“ไม่เป็นไร เธอเป็นคนที่….น่าสนใจดี”

ตอนแรกมู่เหลียงจะพูดว่า มีเสน่ห์แต่คงจะไม่เหมาะเท่าไรที่จะพูดแบบนี้ต่อหน้าลูกสาวของหยูจู

“ฉันว่าแม่เป็นพวกมีรสนิยมแปลกๆ มากกว่า”

หยูเฟ่ยหยานนั้นบ่นออกมาเบาๆ

“รอฉันเดี๋ยว ฉันจะไปเอาผลึกสัตว์อสูรมาให้”

หลังจากพูดจบ เธอก็พึ่งนึกได้ว่ามีอะไรที่ต้องมอบให้มู่เหลียง และรีบวิ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง

“รสนิยมแปลก?”

ลี่เยว่เอียงหัวพร้อมกับคิดอะไรสักอย่าง ก่อนที่จะพยักหน้าเห็นด้วย

“ฉันว่าป้านั้นค่อนข้างดูมืดมนไงไม่รู้”

มินโฮแสดงความคิดเห็นออกมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ และไม่รู้ว่าจะหาคำใดมาเปรียบเทียบ

“ฉันว่าเธอดูมีเสน่ห์ดีนะ”

มู่เหลียงพูดเสริมอย่างเงียบๆ และปิดกระเด็นพูดคุยไป

ในขณะที่ทั้งสามกำลังคุยเรื่องของหยูจู หยูเฟ่ยหยานก็กลับมาพอดีพร้อมกับถุงใส่ผลึกสัตว์อสูร

“เอ้านี้ ผลึก 100 ชิ้นที่สัญญากันไว้”

หยูเฟ่ยหยานยื่นถุงให้มู่เหลียง

“ขอบคุณ”

มู่เหลียงรับมาก่อนที่จะพูดขึ้นเบาๆ

“งั้นพวกเรากลับที่พักแล้ว”

“บ้านของฉันออกจะกว้างมีห้องเยอะแยะ ไหนจะกลับไปนอนพักที่โรงเตี๊ยมนั้นอีกล่ะ”

หยูเฟ่ยหยานจ้องมองด้วยสายตาที่คาดหวัง

“ไม่ล่ะ มันอาจจะสร้างปัญหาให้กับเธอได้”

มู่เหลียงส่ายหัวปฏิเสธพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ

ในเมื่อเขาปฏิเสธแม่เธอไปแล้ว เขาจะไม่รบกวนอะไรพวกหยูเฟ่ยหยานอีก

“ได้”

เธอตอบด้วยสีหน้าที่หงอยๆ

เธออยากจะพูดคุยกับพวกมู่เหลียงมากกว่านี้ เพราะเห็นว่าทั้งหมดเป็นเพื่อนที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกัน

“ไว้พรุ่งนี้ เธอก็ค่อยมาหาเราก็ได้”

มู่เหลียงพูดอย่างอ่อนโยน

“จริงสิ! ยังไงฉันก็ต้องไปหาพวกนายอยู่แล้วเพื่อบอกข่าวเกี่ยวกับคนที่นายตามหาอยู่”

หยูเฟ่ยหยานยิ้มออกมาอย่างมีความสุขอีกครั้ง

“อืม งั้นก็จัดการให้เรียบร้อยละ”

มู่เหลียงยกนิ้วโป้งให้ก่อนที่จะเดินออกไปจากประตูบ้าน แต่ก่อนที่จะก้าวพ้นประตูออกไป เขาหันกลับมาพร้อมกับพูดทิ้งท้ายเอาไว้

“ถ้าแม่ของเธอตื่นแล้ว บอกเธอที่ว่า หากว่าเธอทนไม่ได้ที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป ก็จงเห็นแก่ตัวซะ แล้วทำเพื่อตัวเอง”

แล้วมู่เหลียงก็เดินหายไป

หยูเฟ่ยหยานยืนมองประตูที่ว่างเปล่า พร้อมกับคำพูดทิ้งท้ายที่มู่เหลียงฝากเอาไว้

จงเห็นแก่ตัว ทำเพื่อตัวเอง?

แล้วทำไมถึงทนอยู่ไม่ได้

ทุกอย่างจะไม่ดีเช่นนี้ตลอดไปงั้นหรอ?

-หยูเฟ่ยหยานนั้นมึนงงไปหมด -แต่ตอนนี้ทั้งสามลับหายเข้าไปในความมืดแล้ว

เธออยากจะตะโกนถามกลับไปจริงๆ

“ช่างเถอะ พรุ่งนี้ฉันค่อยไปถามเขาใหม่”

“ห้าวว”

หยูเฟ่ยหยานหาวอย่างง่วงนอน

ก่อนที่จะเดินกลับไปที่ห้องนอนของแม่เธอ คืนนี้เธอจะนอนข้างๆ แม่ของเธอเผื่อแม่ของเธอต้องการความช่วยเหลืออะไรยามดึก