ตอนที่ 34

“ดอกไม้นั้นอยู่ในถังไม้นี้”

มู่เหลียงชี้ไปยังถังไม้ที่เขาเอามาด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่ามันอยู่ในถังไหน

“ขอ!! ขอเปิดดูเลยได้ไหม!”

ลี่เยว่นั้นดูรีบร้อนอย่างบอกไม่ถูก

“ขอแค่ดอกไม้ที่มีปีกก็พอ ของอย่างอื่นฉันจะไม่แตะต้องเลย”

“ก็ได้…..ก็ได้”

มู่เหลียงโบกมืออนุญาตลี่เยว่

ด้วยความแข็งแกร่งของมู่เหลียงตอนนี้ เขาสามารถรับมือกับหญิงสาวตัวเล็กๆ -นี้ได้สบายๆ ทำให้ไม่ต้องกังวลอะไร

นอกจากนี้แล้วจากประสบการณ์ที่เขาผ่านโลกมานั้น เขามองออกว่าหญิงสาวคนนี้แค่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งเท่านั้น

“ขอบคุณ!!”

ลี่เยว่กล่าวขอบคุณอย่างสุภขาพ

“รื้อดูแล้วกัน ฉันก็จะไม่ได้ว่ามันอยู่ถังไหน”

มู่เหลียงเดินไปตบไหล่ของลี่เยว่เบาๆ ก่อนที่จะพูดขึ้น

“ฉันไปขนของก่อนล่ะ”

การปล่อยให้มินโฮยกของคนเดียวคงเป็นงานหนักเกินไปสำหรับเด็กตัวเล็กๆ และต้องขนของทั้งหมดเข้ามาในบ้านด้วย

เมื่อมู่เหลียงเห็นมินโฮที่สีหน้าแตกตื่นก็รู้ได้ทันทีว่าเธอนั้นตกใจอย่างมากกับจำนวนของที่เขาเอามา

มินโฮถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

“มู่เหลียงนี้…..นายเล่นเอามาหมดฐานเลยรึป่าว”

“ไม่หรอก ยังเหลืออีกต้องเยอะ”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับนึกถึงกองเนื้อตากแห้งที่เขาทิ้งเอาไว้

“เอามาแค่หนึ่งในสิบจากทั้งหมดเอง”

มินโฮถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงมีความสุข

“ดีแล้ว ถึงจะไม่เยอะมาก แต่ก็พอที่เราจะใช้ได้อีกนาน”

“.....”

ลี่เยว่นั้นนั่งเปิดถังไม้อย่างระมัดระวัง แต่ก็สนใจในสิ่งที่มู่เหลียงกับมินโฮพูดกันด้วย

อยู่ๆ มุมปากของลี่เยว่ก็ยกขึ้นเล็กน้อย และคิดในใจว่า คนบ้านนี้มันยังไงกัน…พึ่งจะเข้าไปหยามพวกเคราโลหิตมาหมาดๆ กลับไม่มีท่าทางกระวนกระวายใจเลย

มู่เหลียงตัดใยที่ห่อของออกจากตัวเสี่ยวไกและเซียวหง และเอาใยที่ห่อเนื้อเข้าไปเก็บไว้ในบ้าน

ม้วนผ้าถูกนำมากองไว้ที่มุมหนึ่งของห้องโถง

และของอื่นๆ ก็ถูกวางและจัดเรียงไว้เป็นอย่างดีในห้องโถงกลาง

ตอนนี้ห้องโถงเต็มไปด้วยสิ่งของเต็มไปหมด เหลือแค่พื้นที่ทางเดินรอบๆ โต๊ะเท่านั้น

“ไปๆ มาๆ บ้านนี้ดูเล็กไปเลย”

มู่เหลียงบ่นขึ้นก่อนที่จะมองไปยังห้องโถงที่เต็มไปด้วยของ เขาเริ่มมีความคิดที่จะสร้างห้องเก็บของเพิ่ม

“มันไม่เล็กเกินไปหรอก ก็แค่ตอนนี้มัน……”

มินโฮพูดขึ้นและมองไปรอบๆ พร้อมกับยิ้มเจือนๆ

แต่การที่เห็นของเต็มไปหมดแบบนี้ก็ทำให้มินโฮรู้สึกมีความสุขมาก

ปัง!

มีเสียงอะไรบางอย่างตกลงพื้น มันได้ขัดจังหวะการพูดคุยของทั้งสองคนทันที

“เกิดอะไรขึ้น?”

มู่เหลียงหันไปมองทางต้นเสียงทันที และเห็นว่าลี่เยว่นั้นมองดูถังไม้ด้วยสายตาที่เบิกกว้าง มือของเธอค้างอยู่กลางอากาศ และมีแค่ฝาถังเท่านั้นที่ถืออยู๋

“มันตายแล้ว…..ดอกปีกนางฟ้า….ตายแล้ว”

ลี่เยว่ตัวสั่นสะท้านไปทั้งตัว แววตาของเธอมันดูว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา เธอมองมู่เหลียงด้วยความรู้สึกที่สิ้นหวัง

“ดอกปีกนางฟ้านั้นคือชื่อของมันงั้นหรอ?”

มู่เหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปหยิบถังไม้ขึ้นมา และเห็นดอกไม้เหี่ยวๆ แห้งๆ อยู่ในนั้น

หลังจากดูอย่างละเอียดแล้ว เขาก็เห็นว่าที่ตัวกลีบดอกนั้นมันมีรูปร่างคล้ายปีก สมกับชื่อของมัน

แต่ดอกไม้นี้มันได้เหี่ยวเฉาแล้ว

มู่เหลียงมองดูลี่เยว่ที่กำลังเศร้าสร้อย และถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน

“ลี่เยว่ เธอจะเอามันไปทำอะไร”

ลี่เยว่ก้มหน้าลง และพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา

“ดะ-ดอกปีกนางฟ้า ท-ทุกๆ สิบวันมันจะผลิตน้ำค้างออกมาที่เรียกว่าน้ำตานางฟ้า มันเป็นยาพิเศษรักษาได้แทบทุกโรค”

“เธอเชื่อในยาวิเศษด้วยงั้นหรอ?”

มู่เหลียงถึงกับขมวดคิ้ว

ยาที่รักษาได้ทุกอย่างนั้นแม้ว่าเขาจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าไม่มีอยู่จริง แต่ยารักษาได้ทุกอย่างมันน่าสงสัยเกินไปสำหรับเขา

“จริงสิ!! ฉันได้ยินคำบอกเล่ามาจากหลายแห่ง”

ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นและมองมู่เหลียงด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า เธอนั้นแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกแล้ว

“งั้นเธอ…ต้องการจะเอามารักษารอยที่หน้าใช่ไหม?”

มู่เหลียงกลั้นใจก่อนจะถามออกไป

“ฉันไม่หวังว่ามันจะรักษาฉันได้ แต่ขอแค่มันระงับการแพร่กระจายของโรคผีมายานี้ไว้ได้ก็พอ”

มือของลี่เยว่เริ่มสั่น

เธอเองก็ไม่เชื่อหรอกว่าจะมียาอะไรรักษาได้ทุกโลก แต่อย่างน้อยก็ขอแค่ได้ลอง

เพราะหากว่ามันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา…..

ลี่เยว่ใช้นิ้วทั้งห้าของเธอจับไปบนรอยแดงนั้น และเริ่มที่จะร้องไห้

“ม-ไม่มีเวลาแล้ว ในไม่ถึงครึ่งปีฉันก้จะกลายเป็นปีศาจน่าเกียจน่ากลัวเหมือนกับพวกผี”

หลังจากที่สืบเสาะหาอยู่นาน จนในที่สุดปีก่อนลี่เยว่ก็รู้ว่าเซียฮูผู้เป็นหัวหน้าของกลุ่มเคราโลหิตมีเมล็ดของดอกปีกนางฟ้าเก็บอยู่

ทำให้เธอคิดว่าเซียฮูคงปลูกดอกปีกนางฟ้าได้แล้ว

ไม่ว่าจะได้ดอกหรือเมล็ดมา มันก็พอที่จะยืดชีวิตของเธอออกไปได้อีก

แต่อย่างไรความจริงมักโหดร้ายกับทุกคนเสมอ ชีวิตมักจะมอบความหวังให้ และบดขยี้มันต่อหน้า

“อย่าคิดมากเลย…ยังเหลือเวลาอีกต้องครึ่งปีไม่ใช่หรอ”

มู่เหลียงจับมือของหญิงสาวและพยายามพูดปลอบเธอ

“อีกอย่างมันอาจจะยังไม่ตายก็ได้ และมีวิธีฟื้นคืนชีพมันอยู่”

“ไม่มีทางหรอก….มันตายแล้ว…..ของที่ตายแล้วจะไปฟื้นได้ไง”

ลี่เยว่ส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง ราวกับคนไร้ชีวิต

ที่จริงดอกปีกนางฟ้านั้นยังไม่ตายเลยทีเดียว

มู่เหลียงเลยพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”

มู่เหลียงเอื้อมมือเข้าไปแตะดอกปีกนางฟ้า ก่อนที่จะมีเสียงดังที่คุ้นเคย ดังขึ้นภายในใจ

-ติ๊ง! ตรวจพบพืชที่ฝึกได้-

ฝึก….มู่เหลียงเอ่ยคำนี้ภายในใจ

-ติ๊ง!! ตรวจพบดอกปีกนางฟ้าระดับ 0….เริ่มทำการฝึก-

-ใช้แต้มฝึกฝน 10 แต้ม ทำการฝึกฝนดอกปีกนางฟ้าระดับ 0-

-ฝึกสำเร็จ ดอกปีกนางฟ้าระดับ 1-”

มู่เหลียงถึงกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจกับคำว่า ดอกปีกนางฟ้าระดับ 1

-ติ๊ง! เจ้านายต้องการสืบทอดพลังมาจากดอกปีกนางฟ้า และรับทักษะน้ำตานางฟ้าหรือไม่-

“รับ”

มู่เหลียงยอมรับความสามารถนี้มาด้วยสีหน้าแปลกๆ

-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย ได้รับความสามารถน้ำตานางฟ้าระดับ 1-

ลี่เยว่ที่นั่งก้มหน้าอมทุกข์อยู่นั้นไม่ได้เห็นว่ามู่เหลียงทำสิ่งใด

และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย

“ฉันไม่เคยได้ยินว่าดอกปีกนางฟ้ามันจะฟื้นได้หลังจากเหี่ยวไปแล้ว”

“นั้นก้เพราะเธอไม่เคยได้ยิน ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นไปไม่ได้”

มู่เหลียงถือถังไม้ขึ้นมาก่อนที่จะยัดมันเข้าไปในอ้อมกอดของหญิงสาว

“เอ๋?”

ลี่เยว่รับมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

และวินาทีต่อมา

นัยน์ตาสีน้ำเงินที่เคยเศร้าหมองกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที และแสดงออกราวกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น

“เป็นไปไม่ได้!!! ดอกปีกนางฟ้ามัน….”

ลี่เยว่กอดถังไว้แน่น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน กลัวว่าสิ่งนี้จะเป็นแค่ภาพลวงตา

“ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้หรอกนะจำไว้”

มู่เหลียงพูดขึ้น

“นาย….นายทำให้ดอกปีกนางฟ้าฟื้นขึ้นมางั้นหรอ!”

แล้วลี่เยว่ก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังมู่เหลียง

เธอจ้องมองมู่เหลียงด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง และเชิดชูบูชามู่เหลียงราวกับเทพพระเจ้า

“แล้วที่นี้…จะไม่บอกหน่อยหรอว่า ไอโรคผีมายามันคือโรคอะไร”

มู่เหลียงนั้นสงสัยมานานแล้วเกี่ยวกับโรคนี้ แต่ยังไม่ได้ถามออกไป