“ดอกไม้นั้นอยู่ในถังไม้นี้”
มู่เหลียงชี้ไปยังถังไม้ที่เขาเอามาด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่ามันอยู่ในถังไหน
“ขอ!! ขอเปิดดูเลยได้ไหม!”
ลี่เยว่นั้นดูรีบร้อนอย่างบอกไม่ถูก
“ขอแค่ดอกไม้ที่มีปีกก็พอ ของอย่างอื่นฉันจะไม่แตะต้องเลย”
“ก็ได้…..ก็ได้”
มู่เหลียงโบกมืออนุญาตลี่เยว่
ด้วยความแข็งแกร่งของมู่เหลียงตอนนี้ เขาสามารถรับมือกับหญิงสาวตัวเล็กๆ -นี้ได้สบายๆ ทำให้ไม่ต้องกังวลอะไร
นอกจากนี้แล้วจากประสบการณ์ที่เขาผ่านโลกมานั้น เขามองออกว่าหญิงสาวคนนี้แค่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งเท่านั้น
“ขอบคุณ!!”
ลี่เยว่กล่าวขอบคุณอย่างสุภขาพ
“รื้อดูแล้วกัน ฉันก็จะไม่ได้ว่ามันอยู่ถังไหน”
มู่เหลียงเดินไปตบไหล่ของลี่เยว่เบาๆ ก่อนที่จะพูดขึ้น
“ฉันไปขนของก่อนล่ะ”
การปล่อยให้มินโฮยกของคนเดียวคงเป็นงานหนักเกินไปสำหรับเด็กตัวเล็กๆ และต้องขนของทั้งหมดเข้ามาในบ้านด้วย
เมื่อมู่เหลียงเห็นมินโฮที่สีหน้าแตกตื่นก็รู้ได้ทันทีว่าเธอนั้นตกใจอย่างมากกับจำนวนของที่เขาเอามา
มินโฮถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“มู่เหลียงนี้…..นายเล่นเอามาหมดฐานเลยรึป่าว”
“ไม่หรอก ยังเหลืออีกต้องเยอะ”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับนึกถึงกองเนื้อตากแห้งที่เขาทิ้งเอาไว้
“เอามาแค่หนึ่งในสิบจากทั้งหมดเอง”
มินโฮถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงมีความสุข
“ดีแล้ว ถึงจะไม่เยอะมาก แต่ก็พอที่เราจะใช้ได้อีกนาน”
“.....”
ลี่เยว่นั้นนั่งเปิดถังไม้อย่างระมัดระวัง แต่ก็สนใจในสิ่งที่มู่เหลียงกับมินโฮพูดกันด้วย
อยู่ๆ มุมปากของลี่เยว่ก็ยกขึ้นเล็กน้อย และคิดในใจว่า คนบ้านนี้มันยังไงกัน…พึ่งจะเข้าไปหยามพวกเคราโลหิตมาหมาดๆ กลับไม่มีท่าทางกระวนกระวายใจเลย
มู่เหลียงตัดใยที่ห่อของออกจากตัวเสี่ยวไกและเซียวหง และเอาใยที่ห่อเนื้อเข้าไปเก็บไว้ในบ้าน
ม้วนผ้าถูกนำมากองไว้ที่มุมหนึ่งของห้องโถง
และของอื่นๆ ก็ถูกวางและจัดเรียงไว้เป็นอย่างดีในห้องโถงกลาง
ตอนนี้ห้องโถงเต็มไปด้วยสิ่งของเต็มไปหมด เหลือแค่พื้นที่ทางเดินรอบๆ โต๊ะเท่านั้น
“ไปๆ มาๆ บ้านนี้ดูเล็กไปเลย”
มู่เหลียงบ่นขึ้นก่อนที่จะมองไปยังห้องโถงที่เต็มไปด้วยของ เขาเริ่มมีความคิดที่จะสร้างห้องเก็บของเพิ่ม
“มันไม่เล็กเกินไปหรอก ก็แค่ตอนนี้มัน……”
มินโฮพูดขึ้นและมองไปรอบๆ พร้อมกับยิ้มเจือนๆ
แต่การที่เห็นของเต็มไปหมดแบบนี้ก็ทำให้มินโฮรู้สึกมีความสุขมาก
ปัง!
มีเสียงอะไรบางอย่างตกลงพื้น มันได้ขัดจังหวะการพูดคุยของทั้งสองคนทันที
“เกิดอะไรขึ้น?”
มู่เหลียงหันไปมองทางต้นเสียงทันที และเห็นว่าลี่เยว่นั้นมองดูถังไม้ด้วยสายตาที่เบิกกว้าง มือของเธอค้างอยู่กลางอากาศ และมีแค่ฝาถังเท่านั้นที่ถืออยู๋
“มันตายแล้ว…..ดอกปีกนางฟ้า….ตายแล้ว”
ลี่เยว่ตัวสั่นสะท้านไปทั้งตัว แววตาของเธอมันดูว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา เธอมองมู่เหลียงด้วยความรู้สึกที่สิ้นหวัง
“ดอกปีกนางฟ้านั้นคือชื่อของมันงั้นหรอ?”
มู่เหลียงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปหยิบถังไม้ขึ้นมา และเห็นดอกไม้เหี่ยวๆ แห้งๆ อยู่ในนั้น
หลังจากดูอย่างละเอียดแล้ว เขาก็เห็นว่าที่ตัวกลีบดอกนั้นมันมีรูปร่างคล้ายปีก สมกับชื่อของมัน
แต่ดอกไม้นี้มันได้เหี่ยวเฉาแล้ว
มู่เหลียงมองดูลี่เยว่ที่กำลังเศร้าสร้อย และถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“ลี่เยว่ เธอจะเอามันไปทำอะไร”
ลี่เยว่ก้มหน้าลง และพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา
“ดะ-ดอกปีกนางฟ้า ท-ทุกๆ สิบวันมันจะผลิตน้ำค้างออกมาที่เรียกว่าน้ำตานางฟ้า มันเป็นยาพิเศษรักษาได้แทบทุกโรค”
“เธอเชื่อในยาวิเศษด้วยงั้นหรอ?”
มู่เหลียงถึงกับขมวดคิ้ว
ยาที่รักษาได้ทุกอย่างนั้นแม้ว่าเขาจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าไม่มีอยู่จริง แต่ยารักษาได้ทุกอย่างมันน่าสงสัยเกินไปสำหรับเขา
“จริงสิ!! ฉันได้ยินคำบอกเล่ามาจากหลายแห่ง”
ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นและมองมู่เหลียงด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า เธอนั้นแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่อีกแล้ว
“งั้นเธอ…ต้องการจะเอามารักษารอยที่หน้าใช่ไหม?”
มู่เหลียงกลั้นใจก่อนจะถามออกไป
“ฉันไม่หวังว่ามันจะรักษาฉันได้ แต่ขอแค่มันระงับการแพร่กระจายของโรคผีมายานี้ไว้ได้ก็พอ”
มือของลี่เยว่เริ่มสั่น
เธอเองก็ไม่เชื่อหรอกว่าจะมียาอะไรรักษาได้ทุกโลก แต่อย่างน้อยก็ขอแค่ได้ลอง
เพราะหากว่ามันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา…..
ลี่เยว่ใช้นิ้วทั้งห้าของเธอจับไปบนรอยแดงนั้น และเริ่มที่จะร้องไห้
“ม-ไม่มีเวลาแล้ว ในไม่ถึงครึ่งปีฉันก้จะกลายเป็นปีศาจน่าเกียจน่ากลัวเหมือนกับพวกผี”
หลังจากที่สืบเสาะหาอยู่นาน จนในที่สุดปีก่อนลี่เยว่ก็รู้ว่าเซียฮูผู้เป็นหัวหน้าของกลุ่มเคราโลหิตมีเมล็ดของดอกปีกนางฟ้าเก็บอยู่
ทำให้เธอคิดว่าเซียฮูคงปลูกดอกปีกนางฟ้าได้แล้ว
ไม่ว่าจะได้ดอกหรือเมล็ดมา มันก็พอที่จะยืดชีวิตของเธอออกไปได้อีก
แต่อย่างไรความจริงมักโหดร้ายกับทุกคนเสมอ ชีวิตมักจะมอบความหวังให้ และบดขยี้มันต่อหน้า
“อย่าคิดมากเลย…ยังเหลือเวลาอีกต้องครึ่งปีไม่ใช่หรอ”
มู่เหลียงจับมือของหญิงสาวและพยายามพูดปลอบเธอ
“อีกอย่างมันอาจจะยังไม่ตายก็ได้ และมีวิธีฟื้นคืนชีพมันอยู่”
“ไม่มีทางหรอก….มันตายแล้ว…..ของที่ตายแล้วจะไปฟื้นได้ไง”
ลี่เยว่ส่ายหัวอย่างสิ้นหวัง ราวกับคนไร้ชีวิต
ที่จริงดอกปีกนางฟ้านั้นยังไม่ตายเลยทีเดียว
มู่เหลียงเลยพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”
มู่เหลียงเอื้อมมือเข้าไปแตะดอกปีกนางฟ้า ก่อนที่จะมีเสียงดังที่คุ้นเคย ดังขึ้นภายในใจ
-ติ๊ง! ตรวจพบพืชที่ฝึกได้-
ฝึก….มู่เหลียงเอ่ยคำนี้ภายในใจ
-ติ๊ง!! ตรวจพบดอกปีกนางฟ้าระดับ 0….เริ่มทำการฝึก-
-ใช้แต้มฝึกฝน 10 แต้ม ทำการฝึกฝนดอกปีกนางฟ้าระดับ 0-
-ฝึกสำเร็จ ดอกปีกนางฟ้าระดับ 1-”
มู่เหลียงถึงกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจกับคำว่า ดอกปีกนางฟ้าระดับ 1
-ติ๊ง! เจ้านายต้องการสืบทอดพลังมาจากดอกปีกนางฟ้า และรับทักษะน้ำตานางฟ้าหรือไม่-
“รับ”
มู่เหลียงยอมรับความสามารถนี้มาด้วยสีหน้าแปลกๆ
-ทำการถ่ายทอดความสามารถสู่ร่างเจ้านาย ได้รับความสามารถน้ำตานางฟ้าระดับ 1-
ลี่เยว่ที่นั่งก้มหน้าอมทุกข์อยู่นั้นไม่ได้เห็นว่ามู่เหลียงทำสิ่งใด
และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย
“ฉันไม่เคยได้ยินว่าดอกปีกนางฟ้ามันจะฟื้นได้หลังจากเหี่ยวไปแล้ว”
“นั้นก้เพราะเธอไม่เคยได้ยิน ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นไปไม่ได้”
มู่เหลียงถือถังไม้ขึ้นมาก่อนที่จะยัดมันเข้าไปในอ้อมกอดของหญิงสาว
“เอ๋?”
ลี่เยว่รับมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
และวินาทีต่อมา
นัยน์ตาสีน้ำเงินที่เคยเศร้าหมองกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที และแสดงออกราวกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
“เป็นไปไม่ได้!!! ดอกปีกนางฟ้ามัน….”
ลี่เยว่กอดถังไว้แน่น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน กลัวว่าสิ่งนี้จะเป็นแค่ภาพลวงตา
“ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้หรอกนะจำไว้”
มู่เหลียงพูดขึ้น
“นาย….นายทำให้ดอกปีกนางฟ้าฟื้นขึ้นมางั้นหรอ!”
แล้วลี่เยว่ก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังมู่เหลียง
เธอจ้องมองมู่เหลียงด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง และเชิดชูบูชามู่เหลียงราวกับเทพพระเจ้า
“แล้วที่นี้…จะไม่บอกหน่อยหรอว่า ไอโรคผีมายามันคือโรคอะไร”
มู่เหลียงนั้นสงสัยมานานแล้วเกี่ยวกับโรคนี้ แต่ยังไม่ได้ถามออกไป
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved