ตอนที่ 207

“ถ้างั้นก็เอากากพวกนี้ไปให้เจ้าแพะแล้วกัน”

มินโฮเม้มปากด้วยความเสียดายก่อนที่จะมองไปยังถังน้ำที่ดูขุ่นหกถัง

สีหน้าตอนนี้ของมินโฮทำให้มู่เหลียงแอบขำเล็กน้อย

“นี่เราจะต้องดื่มน้ำพวกนี้เป็นมื้อเที่ยงจริงๆ งั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีถามด้วยความสงสัย

“ไม่อยู่แล้ว มันยังต้องผ่านกรรมวิธีแปรรูปอีก”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับหัวเราะอย่างชอบใจ

เขายื่นมือออกไปและใช้พลังควบคุมน้ำของเขา

ทำให้ของเหลวภายในถังเริ่มระเหยหายไป ทำให้เกิดความชื้นขึ้นเต็มห้องครัวไปหมด

ถังทั้งหก มีบางสิ่งตกตะกอนอยู่ก้นถังที่เห็นได้อย่างชัดเจน

“แบบนี้มันสะดวกจริงๆ”

มู่เหลียงพูดกับตัวเอง

เดิมทีขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้เวลาในการทำนานมากเพื่อแยกน้ำออกจากตัวแป้ง ต้องปล่อยให้แป้งตกตะกอน แต่ด้วยพลังควบคุมน้ำของมู่เหลียงทำให้การแยกน้ำออกจากแป้งได้อย่างรวดเร็ว

“เอ๋!”

มินโฮถึงกับมองด้วยความตกตะลึงและถามทันที

“มู่เหลียงแล้วฉันจะทำขั้นตอนนี้ยังไง”

“ก็ไม่ยากนักหรอก เอาน้ำพวกนีไปต้มให้เดือด แล้วรอจนน้ำระเหยออกมา และตักตะกอนแป้งขึ้นมา”

มู่เหลียงอธิบายขั้นตอนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

“ฉันเข้าใจแล้ว”

มินโฮพยักหน้าอย่างจริงจัง

“แล้วผงพวกนี้คืออะไร มันคือแป้งที่พูดถึงงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีหยิบผงขึ้นมาเล็กน้อย

“ใช่สิ่งนี้เรียกว่าแป้ง หรือเรียกให้ถูกคือแป้งมันเทศ”

มู่เหลียงนึกถึงความทรงจำเก่าๆ และพูดต่อ

“พวกมันเอามาทำเป็นอาหารเส้นได้ อย่างหมี่เผ็ดเปรี้ยว”

“หมี่เผ็ดเปรี้ยว?”

สาวๆ ต่างมองหน้ากัน พวกเธอไม่เคยได้ยินชื่ออาหารแบบนี้มาก่อน

“รับรองว่าทุกคนจะชอบมัน”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ชอบใจ

เว่ยหยูหลันเองก็มีหัวไวไม่น้อย เธอเอาแป้งทั้งหมดมารวมไว้ในถังเดียวโดยที่มู่เหลียงไม่ได้สั่ง

“ไปต้มน้ำร้อนให้หน่อย”

มู่เหลียงพูดขึ้น

“ค่ะ”

เว่ยหยูหลันขานรับและรีบหันไปต้มน้ำทันที

มู่เหลียงไปเอาหม้อกระเบื้องมาหนึ่งใบ ก่อนที่จะเติมน้ำและแป้งเข้าไปในอัตราส่วนที่เหมาะสม และเริ่มนวดให้เข้ากัน

“นายท่านน้ำร้อนได้แล้ว”

เว่ยหยูหลันกลับมาพร้อมกับกาต้มน้ำร้อน

“เทลงไปช้าๆ”

มู่เหลียงหลีกทางให้เว่ยหยูหลันเทน้ำร้อนลงไปในหม้ออย่างช้าๆ

“แบบนั้นแหละ”

มู่เหลียงไปเอาตะเกียบมาและคนแป้งอย่างรวดเร็วในทิศทางตามเข็มนาฬิกา

เมื่อแป้งโดนน้ำร้อนมันจะค่อยๆ สุก และเหนียวนุ่มขึ้น

เส้นที่ได้จากขั้นตอนนี้จะมีลักษณะที่ยืดหยุ่นและรสชาติดี

“พอแล้ว”

มู่เหลียงบอกให้หยุดเทน้ำ

ในขณะที่แป้งยังอุ่นอยู่ เขาก็เติมแป้งลงไปเพิ่ม และเริ่มนวดอีกครั้ง

“ไปเอาน้ำมันมา”

มู่เหลียงพูดโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมามอง

“เอานี้น้ำมัน”

มินโฮรีบหันกลับไปเอาน้ำมันให้มู่เหลียง

มู่เหลียงเอื้อมมือไปรับ และตักน้ำมันสองช้อนและเทลงไปในแป้ง ก่อนที่จะเริ่มนวดอีกครั้ง และเติมน้ำเย็นลงไปที่ละนิดๆ

หรือง่ายๆ หากมองว่าแป้งแห้งเกินไปก็จะเติมน้ำ หากว่าแป้งดูเหลวเกินไปก็จะเติมแป้งลงไปจนเหนี่ยวขึ้นรูปอีกครั้ง

“ใกล้จะได้แล้ว ไปต้มน้ำใส่หม้อมา หลังจากนี้เราจะทำวุ้นเส้นกันแล้ว”

มู่เหลียงพูดก่อนที่จะหยิบก้อนแป้งขึ้นมานวดในมือ

“ค่ะ”

เว่ยหยูหลันรีบหั่นกลับไปต้มน้ำอีกครั้ง ด้วยท่าทางที่แข็งขัน

มู่เหลียงหม้ออีกใบมารองน้ำร้อนที่เหลือ และเจาะรูที่ก้นหม้อใบใหม่ในขนาดที่เท่ากันอย่างแม่นยำ

“อ้ะ!! ของดีๆ”

ซิไป่ฉีถึงกับนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความเสียดาย

“ไม่ต้องห่วงมันยังเอากลับมาใช้ได้อยู่”

มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ

เขายืดตัวขึ้น พร้อมกับสะบัดน้ำออกจากหม้อ แล้วตักก้อนแป้งลงในหม้อที่มีรู และเขย่าเบาๆ ให้แป้งไหลลออกมาตามรูเหมือนกับเส้น

แป้งถูกขึ้นรูปเป็นเส้นไหลออกมาจากหม้อน้ำที่ร้อน และแทบจะสุกในทันที ทำให้เมื่อเส้นลงมาถึงถ้วยที่รองอยู่ด้านล่างเส้นจึงไม่ติดกัน

มู่เหลียงเอาตะเกียบคีบเส้นที่ไหลออกมา และเอาไปแช่ในน้ำเย็นที่เตรียมไว้

ตัวของเส้นเย็นลงในทันที และเริ่มที่จะดูโปร่งแสงเล็กน้อย

มู่เหลียงลองหยิบเส้นขึ้นมาดึงดู และพบว่ามันเหนี่ยวนุ่มกำลังดี

“เสร็จแล้ว”

มู่เหลียงยิ้มออกมาอย่างพอใจ

“เราจะกินแบบนี้เลยหรอ?”

มินโฮถามด้วยความประหลาดใจและจ้องมองเส้นในมือของมู่เหลียง

“ยัง ต้องปรุงอีกครั้งเป็นขั้นตอนสุดท้าย”

มู่เหลียงหันมองมินโฮด้วยสายตาที่อ่อนโยน

“เข้าใจแล้ว…”

มินโฮจดจำสิ่งนี้ได้ในทันที

“เอาล่ะ งั้นมาทำให้แป้งพวกนี้เป็นวุ้นเส้นให้หมดกันเถอะ”

มู่เหลียงพูดขึ้น เมื่อเห็นว่าแววตาของแต่ละคนนั้นดูสนใจอย่างมาก

“ฉันเองๆ”

ซิไป่ฉีเสนอตัวขึ้นก่อนทันที

“เธอตัวเตี้ยเกินไป ฉันทำเอง”

มิอายกมือขึ้นและกดไหล่ของซิไป่ฉีเอาไว้

“ยัยแมวเน่า! ฉันไม่ได้เตี้ยสักหน่อย”

ซิไป่ฉีพูดอย่างโมโห

“ถ้างั้นก็อย่าเขย่งละกัน”

มิอาพูดอย่างเย็นชา

ซิไป่ฉีมีความสูงเพียง 140 เซนติเมตร เธอต้องเขย่งเท้าเพื่อที่จะยกหม้อขึ้นรูปเส้น ไม่งั้นแป้งจะตกถึงพื้นก่อนที่มันจะสุก

“งั้นก็ยืนบนเก้าอี้สิ”

มู่เหลียงถึงกับยิ้มออกมาอย่างชอบใจ

“โถ่….ให้ตายสิ ทำไมฉันถึงไม่สูงขึ้นสักที”

ซิไป่ฉีบ่นออกมาพร้อมกับแยกเขี้ยวน้อยๆ ของเธออย่างหงุดหงิด

มิอาเอื้อมมือไปหยิบหม้ออย่างง่ายดาย และพูดอย่างเย็นชาเหมือนเดิม

“ถ้างั้น ก็รอให้โตขึ้นกว่านี้ก่อนแล้วกัน”

“ไม่เห็นต้องรอ ฉันบินได้!”

ซิไป่ฉีพูดขึ้นพร้อมกับทำท่าจะกางปีกออก แววตาของเธอได้เปลี่ยนเป็นสีทองทันที

“หยุดเลย! หากเธอทำแบบนั้นที่นี่ได้เละไปหมดแน่”

มิอาตวาดออกมาทันที

ซิไป่ฉีที่กำลังจะกางปีกก็พึ่งเห็นว่าที่นี่มันแคบเกินไป และคนก็อยู่เยอะเกิน

มู่เหลียงเองก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือจะนึกเสียใจดีกับการที่บอกให้สาวๆ มาช่วยทำ

“ใจเย็นก่อน อย่าทะเลาะกัน”

มู่เหลียงพูดขึ้นอย่างใจเย็น

“ถ้างั้นต้องให้ฉันได้ลองทำมัน”

ซิไป่ฉีเริ่มต่อรอง

“อายุต้อง 20 แล้วยังทำตัวเหมือนเด็กอีก”

มิอาบ่นออกมาพร้อมกับมุมปากที่ยกสูง

“อะไรนะ ซิไป่ฉีอายุ 20 แล้วงั้นหรอ!”

มินโฮถึงกับอุทานด้วยความตกใจ

-เธอมองสาวร่างเล็กด้วยอย่างถี่ถ้วน และดูจากภายนอกแล้วเธอดูไม่ต่างจากเด็กอายุสิบสี่สิบห้าเลยด้วยซ้ำ

“ไม่จริงนะ….เธออายุยี่สิบแล้วจริงๆหรอ”

มู่เหลียงเองก็แปลกใจเหมือนกัน

นี่งั้นหรอที่เรียกว่า ผู้เยาว์แบบถูกกดหมาย (ถ้าจะแปลแบบอีกอย่างก็จะเป็น -นี่งั้นหรอโลลิแบบถูกกฏหมาย-)

“นี้!! ยัยแมวเน่า อย่าได้มาประกาศเรื่องอายุของฉันสิ!”

ซิไป่ฉีดูโกรธด้วยความอับอาย

เธอแยกเขี้ยวใส่และข่มขูมิอา

“โดนฉันกัดแน่นังแมว!”

มิอาเพียงยกมือขึ้นและดันหัวของซิไป่ฉีเอาไว้ แค่นั้นซิไป่ฉีก็เข้าไม่ถึงตัวมิอาแล้ว

“งั้นก็ลองดูสิ”

มิอาพูดขึ้นอย่างเยาะเย้ย

“นี้ เธออายุยี่สิบจริงๆ งั้นหรอ”

มู่เหลียงยังถามต่อด้วยความสงสัย

“ถามอยู่นั้นแหละ มาให้ฉันดูดเลือดสิ แล้วจะตอบให้!!”

ซิไป่ฉีดแสดงเขี้ยวของเธออย่างภาคภูมิใจ

เพราะความโมโหทำให้เธอลืมตัว และเผลอหลุดปากออกไป

“ไม่ดีกว่า”

มู่เหลียงส่ายหัวทันที

เขาเองก็สงสัยเหมือนกันว่าหากถูกแวมไพร์กัดจะกลายเป็นแวมไพร์ด้วยไหม?

“.....”

นัยน์ตาของมิอาถึงกับหดเล็กลงด้วยความตกใจ ก่อนที่จะกระชากคอเสื้อของซิไป่ฉีเข้ามาอย่างกระทันหัน

“เอ่อ…”

ซิไป่ฉีถึงกับตกใจ ก่อนที่เธอจะรู้ตัว

และรีบหันหน้าไปก้มหัวขอโทษมู่เหลียงทันที

“ท่านมู่เหลียงฉันขอโทษ เมื่อครู่ฉันลืมตัว”

คนที่เธอพึ่งจะท้าทายไปนั้นคือผู้มีพลังขั้น 8 หากตัวตนระดับนี้ไม่พอใจขึ้นมาการฆ่าเธอนั้นง่ายดายไม่ต่างจากดีดนิ้ว

“ไม่เป็นไร แต่ฉันมีคำถาม”

มู่เหลียงกลับโบกมือราวกับว่าไม่ต้องใส่ใจเรื่องเมื่อครู่ และถามต่อ

“คนธรรมดาหากถูกเธอกัดหรือดูดเลือดจะกลายเป็นแวมไพร์ด้วยไหม?”

“ไม่”

ซิไป่ฉีตอบด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

หัวใจของเธอเต้นรัวไปหมด และได้แต่ก่นด่าตัวเองอยู่ภายในใจ กล้าดียังไงถึงไปท้าทายมู่เหลียงแบบนั้น

“งั้นหรอ”

มู่เหลียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ก่อนที่เขาจะพูดขึ้น

“งั้นที่เหลือฉันฝากทุกคนด้วย เดี๋ยวฉันจะกลับไปห้องทดลองก่อน แล้วจะกลับมาใหม่ช่วงเที่ยง”

“ค่ะ”

สาวๆ ทุกคนขานรับพร้อมกัน และมองดูมู่เหลียงเดินจากไป

“เธอนี้ชักจะเอาใหญ่ขึ้นทุกทีแล้วนะ กล้าดียังไงถึงไปพูดแบบนั้นกับมู่เหลียง!”

มิอาเมื่อได้ยินว่าฝีเท้าของมู่เหลียงไกลออกไปแล้ว จึงกระชากผมแกละของซิไป่ฉีเข้ามาและพูดอัดหู

ซิไป่ฉีนั้นบ้าบิ่นเกินไป ไม่กลัวถูกมู่เหลียงฆ่าตายรึไง

“ฉัน…ฉันแค่ลืมตัวไปครู่หนึ่งเท่านั้นเอง…”

ซิไป่ฉีตอบอย่างอ่อนใจ

ด้วยบุคคลิกของมู่เหลียงนั้นเป็นกันเองและสบายๆ ทำให้เมื่อได้อยู่ใกล้ๆ ผู้คนมักจะลืมตัวและทำตัวสนิทสนม จนลืมไปว่าผู้ชายคนนี้ทรงพลังขนาดไหน

มิอามองไปยังน้องสาวของเธอและถามขึ้น

“มินโฮ แบบนี้มู่เหลียงจะโกรธรึป่าว”

เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจมากที่ไปขอดูดเลือดคนอื่นแบบนี้ และยิ่งเป็นชายที่ทรงพลังและทรงอำนาจแบบนี้ด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่

“ก็ไม่น่าจะโกรธนะ”

มินโฮตอบอย่างไม่มั่นใจ

“ปกติมู่เหลียงก็ไม่ใช่คนที่โกรธใครง่ายๆ อยู่แล้ว”

นั้นเพราะเธอไม่เคยเห็นมู่เหลียงตอนโมโหเลย จึงไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไร

“ฉันควรหลบหน้าเขาสักพักไหม?”

ซิไป่ฉีพูดอย่างไม่สบายใจเหมือนกัน

“ไม่ต้องหรอก”

มินโฮส่ายหัวก่อนที่จะขำเบาๆ

มู่เหลียงไม่ใช่คนที่น่ากลัวขนาดนั้น

มิอาจับมือของซิไป่ฉีและพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ

“เธอต้องไปขอโทษเขาอย่างจริงจัง ตอนมื้อกลางวันเข้าใจไหม”

“เข้าใจแล้ว”

ซิไป่ฉีตอบและเริ่มไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย