เมื่อใกล้เที่ยง
ที่ตำหนักเจ้าเมืองเต่าทมิฬ เว่ยหยูหลันพาทั้งเซียวมี่และป๋าฟูไปที่ห้องครัว
“ช่วงเวลานี้ของวัน เราจะเริ่มเตรียมมือกลางวันกัน”
เว่ยหยูหลันกล่าว
“ค่ะ”
เซียวมี่กับป๋าฟูตอบพร้อมกันและตั้งใจที่จะเรียนรู้
“ขอบอกเอาไว้ก่อนว่า ต่อไปคนที่จะนำพวกเราทุกคนคือท่านมินโฮโปรดจำเอาไว้”
“ท่านมินโฮ?”
ป๋าฟูกระพริบตาด้วยความสงสัย
เว่ยหยูหลันเข้าไปกระซิบข้างหูป๋าฟู
“ท่านมินโฮ เปรียบเสมือนน้องสาวของท่านเจ้าเมือง”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ป๋าฟูพยักหน้าอย่างจริงจัง
“แล้ววันนี้ท่านมินโฮไม่มางั้นหรอ?”
เซียวมี่ถามด้วยความสงสัย
เซียวมี่รู้จักมินโฮอยู่แล้ว
“เดี๋ยวก็ได้เจอในไม่ช้า”
เว่ยหยูหลันตอบ
ในตำหนักเจ้าเมืองมีคนแปลกหน้าสองคน ดีที่ว่ามินโฮออกไปที่ถนนการค้า เพื่อเตรียมทำร้านขายน้ำ ไม่งั้นเธอคงได้แต่หลบทั้งสองคนเป็นแน่
“เอาล่ะ วันนี้ฉันจะสอนวิธีการทำซุปมะเขือเทศก่อน”
เว่ยหยูหลันไปหยิบมะเขือเทศสีแดงออกมาหลายลูก ก่อนที่จะวางไว้บนเขียงไม้
“มะเขือเทศ?”
ป๋าฟูแอบกลืนน้ำลาย และคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่าผักอย่างงั้นหรอ
“จำเอาไว้ว่าต้องล้างผักทุกครั้งก่อนที่จะเอามาปรุงอาหาร”
เว่ยหยูหลันเอามะเขือเทศลงไปในอ่าง
ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“และอีกอย่างที่สำคัญ พวกเธอต้องล้างมือทุกครั้งก่อนทำอาหาร เรื่องนี้ขอให้จำขึ้นใจ”
“ค่ะ”
ป๋าฟูเมื่อได้ยินก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อยและสะเทือนใจ
เธอนึกถึงสมัยที่อยู่ในเมืองไป๋หลี่ ซึ่งน้ำมีให้ดื่มทุกๆ สองวันเท่านั้น แม้แต่จะล้างมือก็ยังไม่เคยจะมีพอ
แต่ที่นี่สามารถใช้น้ำได้อย่างฟุ่มเฟือย และล้างมือได้ตลอดเวลา
“นอกจากการล้างมือแล้ว พวกเธอต้องอาบน้ำทุกวันเพื่อรักษาความสะอาดของตัวเองด้วย”
เว่ยหยูหลันบอกทั้งสองขณะที่ล้างมะเขือเทศ
“ต้องอาบน้ำทุกวันด้วยงั้นหรอ?!”
ป๋าฟูนัยน์ตาเบิกกว้าง
“ใช่ ท่านเจ้าเมืองเป็นคนสั่ง”
เว่ยหยูหลันพูดอย่างจริงจัง
“ท่านเคยกล่าวไว้ว่า ในเมื่อเรายังต้องกินทุกวัน เพราะงั้นก็ต้องอาบน้ำทุกวันด้วย เพื่อรักษาความสะอาดและห่างไกลโรค”
“ค่ะ”
ป๋าฟูจดจำทุกคำพูดทันที
เว่ยหยูหลันหยิบมีดขึ้นมา และหั่นมะเขือเทศไปด้วย
“มะเขือเทศที่ล้างเสร็จแล้ว ให้เอามาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนที่จะเอาไปใส่ในหม้อเพื่อเตรียมปรุงต่อไป”
ป๋าฟูและเซียวมี่มองดูและตั้งใจดูทุกขั้นตอน
เจ็ดแปดนาทีต่อมา อาหารจานแรกก็เสร็จ
“จำขั้นตอนได้ไหม”
เว่ยหยูหลันถาม ขณะที่เอาฝาหม้อมาปิดหม้อซุปมะเขือเทศเอาไว้ เพื่อไม่ให้มันเย็นเร็วเกินไป
“จำได้ค่ะ”
ป๋าฟูมองดูและจดจำอย่างยากลำบาก เพราะระหว่างที่ดูเธอก็ต้องทนกับความหิวจากการดูการทำซุปมะเขือเทศ
นอกจากนี้มันยังเป็นอาหารที่ทำมาจากผักล้ำค่าอีกด้วย
“ต่อไป ฉันจะสอนทำหมี่เปรี้ยวเผ็ด”
เว่ยหยูหลันพูดต่อ และเอาถ้วยแก้วออกมา
“หมี่เปรี้ยวเผ็ดคืออะไร?”
ป๋าฟูถามด้วยความสงสัย
“มันคืออาหารสุดแสนอร่อยที่ท่านเจ้าเมืองคิดขึ้น”
สีหน้าของเว่ยหยูหลันแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ เธอนั้นเทิดทูนมู่เหลียงเป็นอย่างมาก
“หมี่เปรี้ยวเผ็ด แสนอร่อย”
เซียวมี่กลืนน้ำลาย
ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอทำงานที่หอโภชนาการในถนนการค้า เมื่อเดินผ่านร้านหมี่เธอก็มักจะแอบมองอยู่เสมอๆ
เว่ยหยูหลันยิ้มและพูดต่อ
“ในวันข้างหน้าเธอจะได้กินมัน อย่างน้อยเดือนละสองครั้ง”
เว่ยหยูหลันได้กินหมี่เปรี้ยวเผ็ดหลังจากที่ได้รับการอนุญาตพิเศษจากมู่เหลียง ทำให้เธอได้กินเดือนละสองครั้ง ซึ่งถือเป็นข้อดีของการได้ทำงานในตำหนักเจ้าเมือง
“จริงหรอ?!”
เซียวมี่และป๋าฟูถามขึ้นพร้อมกันด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ แต่ฉันจะขอปรึกษาท่านหยู่ก่อน”
เว่ยหยูหลันตอบเบาๆ
หากว่าป๋าฟูกับเซียวมี่ได้รับสิทธิ์เท่ากับเธอ นั่นหมายความว่าทั้งสองสามารถได้กินหมี่เปรี้ยวเผ็ดเป็นอาหารระหว่างวันได้
“ถ้างั้นต้องรบกวนพี่หลันหลันแล้ว”
ป๋าฟูพูดด้วยความยินดี
“อย่าพึ่งคาดหวังอะไรมาก มาเรียนวิธีการทำหมี่เปรี้ยวเผ็ดก่อนเถอะ”
เว่ยหยูหลันยิ้มเล็กน้อย
“ให้พวกเราช่วยทำอะไรบ้าง”
เซียวมี่กับป๋าฟูเสนอตัวช่วยงานอย่างกระตือรือร้นทันที
เว่ยหยูหลันได้สอนทั้งสองอย่างละเอียด ทำให้ภายในหนึ่งชั่วโมงทั้งคู่ก็เรียนรู้ไปได้หลายอย่าง
สาวใช้ทั้งสามไปยังห้องอาหารและถือจานอาหารที่ดูน่ากินไปวางไว้บนโต๊ะ
ตอนที่อยู่บนทางเดินเว่ยหยูหลันได้กระซิบบอกเตือนทั้งสองคนก่อนที่จะเข้าไป
“เดินตามฉันมานะ แล้วทำตามทุกอย่างที่ฉันทำ อย่าได้เสียมารยาทเด็ดขาด”
เซียวมี่พยักหน้าเธอพอรู้เรื่องพวกนี้มาบ้างจากหอโภชนาการ
ป๋าฟูนั้นดูกังวลมากกว่าปกติ เจ้าเมืองเต่าทมิฬจะใจดีเหมือนกับท่านหยู่รึป่าวก็ไม่รู้
“รีบจัดจานเร็วเข้า ก่อนที่ท่านเจ้าเมืองจะมา”
เว่ยหยูหลันกล่าวขณะที่จัดโต๊ะอาหาร
“ค่ะ”
ป๋าฟูขานรับ
แกร็งๆ
เสียงของข้อต่อชุดเกราะดังขึ้น
นั้นคือหยู่เฟ่ยหยานที่เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
“หือ…เด็กใหม่งั้นหรอ?”
หยู่เฟ่ยหยานมองดูสาวใช้คนใหม่ที่หน้าตาไม่คุ้นเคย
“ท่านหยู่เฟ่ยหยาน ให้ฉันช่วยถอดชุดเกราะก่อน”
เว่ยหยูหลันเดินเข้าไปหา และช่วยถอดชุดเกราะอย่างชำนาญ
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อป๋าฟู”
ป๋าฟูนึกถึงสิ่งที่เว่ยหยูหลันสอนก่อนหน้านี้ได้ และรีบคำนับให้ทันที
“สาวใช้ใหม่งั้นหรอ”
หยู่เฟ่ยหยานพยักหน้า และมองดูชุดสาวใช้ของป๋าฟู
ป๋าฟูพูดขึ้นอย่างเขินอาย
“ค่ะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะมาทำงานที่ตำหนักเจ้าเมือง”
“ดีๆ ที่นี่จะได้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น”
หยู่เฟ่ยหยานพูดอย่างเป็นกันเอง
เธอดึงเก้าอี้ประจำของเธอออกมาและนั่งลงก่อน
“....”
ป๋าฟูถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นว่าพี่สาวผมสีแดงคนนี้ไม่ใช่คนดุร้ายและดูเข้าถึงได้ง่าย
ตุบๆ
ลี่เยว่เดินเข้ามาในชุดเกราะภูติผี แต่หมวกของชุดเกราะถูกถอดไปแล้วมีเพียงหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าของเธอเท่านั้น
ป๋าฟูตัวเกร็งขึ้นมาทันที เมื่อจำหญิงสาวที่เย็นชาที่ตรวจร่างกายเธอได้
“มู่เหลียงยังไม่มาหรอ”
ลี่เยว่ถามด้วยน้ำเสียงเย็นๆ
ก่อนที่สาวใช้คนไหนจะตอบ ก็มีเสียงที่ดูอบอุ่นดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“ฉันมาแล้ว”
มู่เหลียงเดินมาพร้อมกับรอยยิ้ม เขาเดินผ่านลี่เยว่และลูบหัวเธอเบาๆ
ภายใต้หน้ากากของลี่เยว่นั้นปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก และดูมีความสุขอย่างมาก
“โอะ สาวใช้ใหม่งั้นหรอ ชื่ออะไรละ”
มู่เหลียงสังเกตเห็นหญิงสาวในชุดสาวใช้
“ฉะ–ฉันชื่อป๋าฟูค่ะ”
ป๋าฟูตอบด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและตื่นเต้น
“ท่านเจ้าเมือง ฉ–ฉันเซียวมี่ค่ะ”
เซียวมี่พยายามแนะนำตัวเองอย่างมั่นใจ
“อย่าได้เกร็งเกินไป”
มู่เหลียงโบกมือพร้อมกับยิ้มให้
ในตอนนั้นเองที่หยู่ฉินหลานเดินเข้ามาพร้อมกับมองเซียวมี่กับป๋าฟู ก่อนที่จะนั่งลงข้างมู่เหลียง
มู่เหลียงหันมองดูรอบๆ และพูดขึ้น
“แล้วมินโฮไปไหน? ยังอยู่ถนนการค้าอยู่อีกหรอ”
“เดี๋ยวก็น่าจะกลับมาในเร็วๆ นี้”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไพเราะ
เมื่อพูดจบ หญิงสาวหูกระต่ายก็เดินเข้ามาในห้องอาหาร เมื่อเห็นป๋าฟูกับเซียวมี่เธอก็ดูเขินอายขึ้นมาและเดินแอบๆ ไปนั่งลงข้างมู่เหลียง
“นั่นคือท่านมินโฮ”
เว่ยหยูหลันกระซิบข้างหูป๋าฟู
เด็กสาวผมสั้นพยักหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยิน
“อย่าได้หักโหมมากนัก อีกหลายวันกว่าจะถึงเมืองหมื่นอสูร”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับหยิกแก้มของมินโฮเบาๆ
“ไม่แล้ว ตอนนี้ฉันไม่มีอะไรให้ยุ่งแล้ว”
มินโฮรู้สึกอายมากที่ถูกหลายคนจ้องมอง
แก้มของเธอแดงและมองมู่เหลียงด้วยแววตาที่ขุ่นเคือง
มู่เหลียงหันหน้าไปทางเว่ยหยูหลันและถาม
“เอาเถอะ แต่วันนี้ได้เพิ่มอาหารให้โหย่วเฟ่ยแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ”
เว่ยหยูหลันตอบอย่างรวดเร็ว
“ดีแล้วส่งอาหารให้กับเธอก่อน แล้วบอกด้วยว่าให้เธอพักผ่อนเยอะๆ อย่าหักโหมร่างกายมากนัก”
มู่เหลียงพูดอย่างสุขุม
โหย่วเฟ่ยไม่นานมานี้กำลังศึกษายาเสริมพลังระดับ 3 อยู่ ซึ่งตอนนี้มันก็อยู่ในช่วงสำคัญของการทดลองทำให้เธอแทบไม่ออกไปไหนจากห้องวิจัยของเธอเลย
“ค่ะ”
เว่ยหยูหลันตอบและรีบไปที่ห้องครัวเพื่อเอามื้ออาหารไปให้
….
ก่อนที่เธอจะออกไป ก็เหลือบมองสาวใช้ทั้งสอง และขยิบตาให้เล็กน้อย เป็นการบอกให้พวกเธอตั้งใจทำงาน
“....”
ป๋าฟูก้มหัวลง และไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดี
เว่ยหยูหลันเดินจากไปโดยไม่ได้ให้คำแนะนำอะไรเพิ่มเติมอีก
“งั้นเริ่มกินกันเถอะ”
มู่เหลียงหยิบตะเกียบขึ้นมาและคีบเนื้อทอดหนึ่งชิ้นวางบนจานของมินโฮ
เซียวมี่เคยทำงานเป็นพนักงานของหอโภชนาการ ก็พอรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง
เธอก้าวไปข้างหน้าและเติมซุปให้มู่เหลียง
ป๋าฟูเริ่มเข้าใจและช่วยเติมซุปให้กับทุกคน
หยู่ฉินหลานสังเกตดูทุกอย่างอยู่เงียบๆ และพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ป๋าฟูนั้นเป็นเด็กฉลาดเหมาะกับงานสาวใช้
“....”
มินโฮกระดิกหูไปมา และหลบหน้าป๋าฟูระหว่างมื้ออาหาร
แต่ในวันข้างหน้าทั้งสองก็ต้องทำงานร่วมกัน เมื่อไหร่ที่มินโฮคุ้นเคยกับป๋าฟูก็คงจะเข้าหากันได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น
สิบนาทีต่อมาเว่ยหยูหลันเดินกลับมา
“นายท่าน จัดส่งมื้ออาหารให้ท่านโหย่วเฟ่ยเรียบร้อยแล้วค่ะ”
เว่ยหยูหลันพูดอย่างฉะฉาน
“ดี …ดี…”
มู่เหลียงตอบพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่จะคีบเนื้อแบ่งให้หยู่ฉินหลาน
พร้อมกับถามขึ้น
“ฉินหลาน วันนี้มีกี่คนที่ได้งานแล้ว”
หยู่ฉินหลานเอียงหัวเล็กน้อย เพื่อคิดและตอบ
“มีมากกว่า 300 คนได้เริ่มทำงานแล้ว ยังมีบางส่วนที่ร่างกายยังไม่ฟื้นเต็มที่ เลยต้องพักฟื้นก่อนสักระยะ”
“เลือกคนมาทำงานในพื้นที่สวนผลไม้อีกสักสองสามคนด้วย”
มู่เหลียงกล่าวเสริม
“ได้”
หยู่ฉินหลานจดจำในทันที
“.....”
ป๋าฟูได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกใจเต้นขึ้นมา เธอเริ่มคิดว่าจะแนะนำให้ลุงเหอเกิ่นไปทำงานที่สวนด้วยได้ไหม
หลังจากผ่านไปสิบนาที เมื่อทุกคนกินกันจนอิ่มแล้ว ก็เริ่มที่จะแยกย้ายออกไปจากห้องอาหารกัน เหลือเพียงสาวใช้ทั้งสามคน
“เอาล่ะ นำจานพวกนี้กลับไปที่ห้องครัว อีกคนไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดโต๊ะ”
เว่ยหยูหลันเริ่มเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วเข้าไปเก็บจานบนโต๊ะ
ป๋าฟูกับเซียวมี่ก็เข้าไปช่วยเก็บจานและเดินกลับไปห้องครัว
“เธอสองคนล้างจานกันไปก่อน เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน”
เว่ยหยูหลันพูดขึ้น
“ค่ะ”
เซียวมี่กับป๋าฟูมองหน้ากัน และล้างจานอย่างตั้งใจ เพราะพวกเธอหิวมากในตอนนี้
หลังจากทั้งสามเข้าครัวไปได้สิบนาที ก็ทำความสะอาดทุกอย่างจนหมด และเอาจานขึ้นมาผึ่งให้แห้ง
“มากินข้าวกันเถอะ”
เว่ยหยูหลันพูดพร้อมกับสูดดมกลิ่นหอมๆ
ในที่สุดงานช่วงเที่ยงก็หมดลง และตอนนี้คือเวลาพักของสาวใช้
“ในที่สุดก็ได้กินแล้ว”
ป๋าฟูตั้งตารออาหารอย่างตื่นเต้น
อาหารที่ทำมานั้นยกมาวางไว้ในห้องเล็กๆ ข้างห้องครัวซึ่งเป็นห้องกินข้าวของสาวใช้
ป๋าฟูกับเซียวมี่เดินตามเข้าไปก็เห็นหม้อตั้งอยู่บนโต๊ะ
อาหารของวันนี้คือเนื้อผัดเถามันเทศ ที่พอสำหรับสามคน
“ถ้าหิวก็รีบกินเถอะ”
เว่ยหยูหลันนั่งลง และคีบเนื้อด้วยตะเกียบก่อนที่จะส่งเนื้อเข้าปาก
“มีผักในมื้ออาหารคนงานด้วยหรอ”
แววตาของป๋าฟูเป็นประกายและเบิกกว้าง
“นี่คือข้อดีของการเป็นสาวใช้ในตำหนักเจ้าเมือง”
เว่ยหยูหลันพูดพร้อมกับขยิบตาให้
“นี้มันดีมาก”
ป๋าฟูพูดอย่างประหลาดใจ
เธอคิดว่าสาวใช้จะกินดีเกินไปรึป่าว สิ่งนี้มันน่ากลัวเกินไปสำหรับคนที่เคยอยู่ในเมืองไป๋หลี่
“กินเร็วเข้า บ่ายนี้ฉันจะพาไปหาท่านโหย่วเฟ่ย แล้วไปเก็บผักในสวนหลังตำหนัก”
เว่ยหยูหลันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงใจดี
“ค่ะ”
ป๋าฟูกับเซียวมี่ขานรับ และคีบเถามันเทศเข้าปาก
หลังจากนั้นทั้งสองก็เริ่มกินกันอย่างจริงจัง และหลงไหลไปกับรสชาติของอาหารมื้อนี้
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved