ตอนที่ 258

มิอากำลังคิดว่าจะพูดยังไงดีกับผู้อาวุโส

หลานตี๋หาวออกมาอีกครั้ง และพูดด้วยน้ำเสียงชวนหลงใหล

“ไปที่ชั้นสามกันเถอะ และรีบไปพบท่านผู้อาวุโสกัน”

หลานตี๋เองก็อยากจะกลับไปรายงานตัวไวๆ และกลับไปนอน

“อืม ไปกัน”

มิอาพยักหน้าและรีบเดินไปยังพื้นที่ใจกลางเมืองชั้นหนึ่ง และขึ้นไปบนชั้นต่อไป

ถนนที่ชั้นหนึ่งของดินแดนเขียวขจีนั้นดูซับซ้อนและดูลึกลับมาก วิธีการที่จะขึ้นไปชั้นสองได้นั้นต้องผ่านเข้าไปในพื้นที่ใจกลาง

มิอาเดินนำหน้าไป โดยมีซิไป่ฉีเดินตามหลังไปติดๆ พร้อมกับมองซ้ายขวาสำรวจเส้นทางไปด้วย

สองข้างทางนั้นมีถังไม้ขนาดต่างๆ มากมายตั้งอยู่ และมีต้นไม้ปลูกอยู่ แต่สภาพของต้นไม้เหล่านั้นก็ไม่ได้ดีนัก

เกินครึ่งเหี่ยวเฉามีเพียงไม่กี่ต้นเท่านั้นที่มีสีเขียวสมบูรณ์

“มิอา ต้นไม้พวกนี้เคยใช้เป็นต้นไม้ประดับถนนงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีถามอย่างสงสัย

เพราะสิ่งที่เห็นทำให้เธอนึกถึงพื้นที่เนินสูงของเมืองเต่าทมิฬที่เต็มไปด้วยสีเขียวมากมาย

มินโฮเคยเล่าให้เธอฟังว่า ต้นไม้พวกนี้เป็นต้นไม้ประดับเท่านั้น ส่วนพืชผลที่กินได้นั้นจะถูกปลูกไว้ในพื้นที่เฉพาะ

“ไม่ทั้งหมด ทั้งหมดนี้เป็นการทดลองเท่านั้น”

มิอาส่ายหัวก่อนที่จะอธิบาย

“พวกเรากำลังหาสาเหตุที่ทำให้ต้นไม้และพืชทุกชนิดเหี่ยวเฉา”

“งั้นหรอ ต้นไม้และพืชพวกนี้ดูเหมือนกำลังจะตายเลย”

ซิไป่ฉีบ่นเบาๆ

ต้นไม้และพืชสีเขียวตามท้องถนน เทียบไม่ได้เลยกับต้นไม้และพืชที่ปลูกในเมืองเต่าทมิฬ

“...เฮ้อ”

มิอาถอนหายใจ

เธอมองไปยังต้นไม้ตามท้องถนน มีนักวิจัยนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ เพื่อสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงของต้นไม้

ส่วนใหญ่ทุกคนมีสีหน้าที่หมองมน ดวงตาเต็มไปด้วยรอยคล้ำ และสภาพจิตใจของพวกเขาดูแย่มาก

หลังจากผ่านไปหลายปี การศึกษาและวิจัยคืบหน้าน้อยมาก

“มิอา?”

เสียงที่ดูประหลาดใจแต่ดูลังเลดังขึ้นจากด้านหลัง

มิอาย้อนกลับไปดูและเห็นร่างที่คุ้นเคย

แววตาของมิอาดูเป็นประกายขึ้น และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด

“ลิลิน่า!! ไม่ได้เจอกันต้องนาน!”

“เธอกลับมาตอนไหน”

ลิลิน่าเดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เธอมีผมสีเขียวที่ปลิวไปตามแรงลม

แววตาที่สวยคมดุจพญาหงส์ดูมีความสุขมาก และมายืนอยู่ต่อหน้ามิอา

“ฉันพึ่งมาถึงเอง”

มิอาตอบและมองดูเพื่อนของเธอที่มีส่วนสูงเท่ากัน

เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยและพูดขึ้น

“ไม่ได้เจอกันต้องปีหนึ่ง เธอไม่ได้เปลี่ยนไปเลย”

“ฉันจะมีอะไรให้เปลี่ยนไปได้อีกล่ะ”

ลิลิน่ายิ้มมุมปากและสำรวจเพื่อนของเธอ

“แต่เธอดูผอมลงไปนะ หนึ่งปีที่ผ่านมาคงลำบากไม่น้อยเลยสิ”

“นิดหน่อย”

มิอาตอบเบาๆ

ลิลิน่ายิ้ม ก่อนจะพยักหน้าและหันไปสนใจหลานตี๋กับซิไป่ฉี

สำหรับหลานตี๋เธอรู้จักอยู่แล้ว แต่ไม่สนิทมากนัก

ส่วนซิไป่ฉีนั้นดูใหม่มากสำหรับเธอ

มิอาสังเกตเห็นว่าลิลิน่ากำลังมองเพื่อนของเธออยู่ เลยแนะนำขึ้น

“ขอแนะนำให้รู้จัก คนนี้คือซิไป่ฉี”

ลิลิน่ายกคางขึ้นเล็กน้อย และพูดทักทาย

“สวัสดี”

“สวัสดี…”

แววตาสีทองของซิไป่ฉีหรี่ลงเล็กน้อย

นัยน์ตาสีเขียวเข้มของลิลิน่าเป็นประกายขณะที่มองซิไป่ฉีอีกครั้ง เพราะน้อยคนที่ในดินแดนเขียวขจีจะมีคนผมสีทองแบบซิไป่ฉี

ก่อนที่เธอจะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คุณซิไป่ฉี ไม่ใช่คนของดินแดนเขียวขจีใช่ไหม?”

มิอาส่ายหัวเล็กน้อยและตอบเบาๆ

“ใช่ แต่ฉันกำลังจะพาเธอไปแนะนำต่อผู้อาวุโสเพื่อรองรับเข้าดินแดนเขียวขจี”

ก่อนที่ลิลิน่าจะโน้มตัวเข้าไปถามเบาๆ ที่ข้างหูมิอา

“แล้วเธอได้ทดสอบแล้วรึยัง”

ดินแดนเขียวขจีไม่ใช่ว่าใครจะเข้าร่วมก็ได้

ลิลิน่าเป็นผู้ตรวจสอบของดินแดนเขียวขจี ทำให้เธอมีหน้าที่ตรวจสอบคนแปลกหน้า

“เธอร่วมเดินทางกับฉันมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว”

มิอาพยักหน้าช้าๆ

“เรื่องนี้ต้องสอบถามผู้อาวุโสก่อน”

สีหน้าลิลิน่าดูอ่อนลง

“ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าจะเข้าร่วมกับดินแดนเขียวขจี ที่นี่ดูไม่มีอะไรพิเศษเท่าไร”

ซิไป่ฉีเบ้ปาก เมื่อได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนพูดกัน

สายตาของเธอฉายออกถึงความผิดหวังเมื่อได้เห็นดินแดนเขียวขจี หากเทียบกับเมืองเต่าทมิฬ

“ซิไป่ฉี อย่าได้พูดอะไรไม่เข้าท่า”

มิอาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลง

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินคนพูดว่าดินแดนเขียวขจีไม่ได้มีอะไรพิเศษ

ก่อนที่ลิลิน่าจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูภาคภูมิใจ

“ดินแดนเขียวขจีเป็นเมืองที่ดีที่สุด และพิเศษที่สุด ใครๆ ก็ต่างยอมรับ”

หลานตี๋เม้มปาก และความง่วงนอนของเธอก็ได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้ยินประโยคนี้

ดินแดนเขียวขจีดีที่สุด?

“ไม่ล่ะ เมืองเต่าทมิฬดีกว่าเป็นไหนๆ ดีกว่าที่ทรุดโทรมแบบนี้”

ซิไป่ฉีพูดด้วยความไม่พอใจ

มิอามุมปากกระตุก เพราะคำพูดของเธอทำให้ทั้งสองเริ่มทะเลาะกันงั้นหรอ

“เมืองเต่าทมิฬดีกว่าแน่นอน”

หลานตี๋พูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

เธอยังคิดถึงเมืองเต่าทมิฬอยู่เลยด้วยซ้ำ

“มันดีขนาดนั้นเลยงั้นหรอ?”

ลิลิน่าขมวดคิ้วและมองมิอาด้วยใบหน้าที่สงสัย

มิอาพยักหน้าเล็กน้อย และพูดอย่างหนักใจ

“ที่นั่นมันก็ดีจริงๆ นั้นแหละ….”

ลิลิน่าถึงกับขมวดคิ้วและจ้องเขม้งไปที่มิอา หากมันมาจากปากของเพื่อนเธอ นั้นแปลว่าสิ่งนี้เชื่อถือได้

ก่อนที่เธอจะเอ่ยถามเสียงดัง

“แล้วเมืองเต่าทมิฬอยู่ที่ไหน?”

“เมืองเต่าทมิฬนั้นเคลื่อนที่ได้ และถูกสร้างอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณ ล่าสุดคืออยู่ที่เมืองปักษาก่อนที่เราจะออกมา”

มิอาพูดเบาๆ

“เมืองที่สร้างอยู่บนหลังของสัตว์อสูรโบราณ!”

ความสงสัยยิ่งปรากฏชัดบนใบหน้าของลิลิน่ามากขึ้น

หากเป็นอย่างที่พูดจริง ไม่มีทางเลยที่เธอจะไม่รู้จักเมืองเต่าทมิฬ

“..น้องสาวฉันเองก็อยู่ที่นั่น”

มิอาพูดต่อ

“เธอเจอน้องสาวด้วยงั้นหรอ”

สีหน้าของลิลิน่าดูประหลาดใจมากขึ้นไปอีก

เมื่อเธอได้ยินมิอาพูดถึงน้องสาว

มิอาเพียงพยักหน้า

“ใช่ น้องสาวฉันมีชีวิตที่ดีเลยตอนนี้”

“งั้นเธอก็หมดห่วงได้แล้วสินะ”

ลิลิน่าเข้ามายินดีกับมิอาด้วยความจริงใจ

แต่ตอนนี้เธอจำเรื่องของเมืองเต่าทมิฬเอาไว้แล้ว และคิดว่าเมืองนั้นจะเทียบกับดินแดนเขียวขจีได้งั้นหรอ

“ไปรายงานผู้อาวุโสกันเถอะ”

หลานตี๋พูดขัดจังหวะขึ้น

เธอรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาอีกครั้ง และอยากกลับไปนอน เธอจึงขัดขึ้นเพราะกลัวว่าการพูดคุยนี้จะไม่จบสิ้น

“ได้”

มิอาพยักหน้าอย่างเฉยชา

“ไปกันเถอะ ฉันเองก็มีเรื่องจะรายงานท่านผู้อาวุโสด้วย”

ลิลิน่าก้าวไปด้านหน้า

“ชิ…”

ซิไป่ฉีจิ้ปากเล็กน้อย

เธอรู้สึกไม่ชอบหญิงผมเขียวคนนี้เลย

มิอาเลยตบไปที่หัวซิไป่ฉีเบาๆ

“เธอไม่ใช่คนเลวร้ายหรอก”

“ก็อาจจะ”

ซิไป่ฉีขบฟันของเธอเล็กน้อย

-มิอาเองก็ตกใจเหมือนกันที่ ลิลิน่าภูมิใจและคิดว่าดินแดนเขียวขจียิ่งใหญ่ที่สุด

ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น ผู้คนในดินแดนแห่งนี้ ก็คิดเช่นเดียวกัน และเป็นความภาคภูมิใจของชาวดินแดนเขียวขจี

หลานตี๋ยักไหล่ และนำทุกคนขึ้นไปในกลางของชั้นแรก

มิอาดึงตัวของซิไป่ฉีและรีบเดินตามไป

“มิอา…ฉันไม่อยากอยู่ที่ดินแดนเขียวขจี”

ซิไป่ฉีพูดขึ้นมาทันที

มิอาหยุดชะงักและเดินช้าลง

เธอหันกลับไปถามอย่างช้าๆ พร้อมกับสีหน้าสงสัย

“ทำไม?”

“สถานที่แห่งนี้มันไม่เหมาะกับฉันเลย ฉันชอบเมืองเต่าทมิฬมากกว่า”

ซิไป่ฉีมองไปรอบๆ และเห็นแต่บ้านไม้ที่ทรุดโทรมเต็มสองฝั่งถนน และมีนักวิจัยที่ไม่ต่างจากผีดิบเดินไปมาและหมกมุ่นกับการศึกษา

ที่นี่กลิ่นก็ไม่ดี ไม่มีกลิ่นดอกไม้ หรือกลิ่นธรรมชาติเลยด้วยซ้ำ

มิอาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้น

“มากันฉันและพบท่านผู้อาวุโสก่อน หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะอยู่หรือไม่อยู่”

“เข้าใจแล้ว”

ซิไป่ฉีเม้มปากของเธอเล็กน้อยก่อนที่จะเดินต่อไป