ตอนที่ 168

หอสามดวงดาว เป็นสิ่งปลูกสร้างที่กินพื้นที่มากที่สุดในถนนการค้า และมีหลายชั้นและมีห้องมากที่สุด

มิอาและซิไป่ฉีเดินเข้ามาถึงหน้าหอสามดวงดาวพร้อมกับมองไปรอบๆ และเห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีหน้าต่างเยอะมาก

“เข้าไปกันเถอะ คืนนี้เราจะพักที่นี่”

มิอาเดินนำพาซิไป่ฉีเข้าไปในหอสามดวงดาว

ที่ชั้นแรกเป็นพื้นที่ต้อนรับและมีเคาเตอร์ตั้งอยู่ตรงกลางพร้อมกับพนักงานรออยู่

แม่มดพันหน้านั่งเท้าแก้มเธอด้วยความเบื่อหน่าย

งานที่เธอได้รับมอบหมายนั้นเป็นงานบริการ และดูแลลูกค้าให้ดี แต่เพราะไม่ค่อยมีคนสนใจมากนักจึงเริ่มทำให้เธอรู้สึกกังวลใจ

“นั้นมัน…ลูกค้า!!”

แม่มดพันหน้าเมื่อเห็นคนเดินเข้ามาก็เริ่มแสดงท่าทางที่กระตือรือร้นทันที

เธอยืนขึ้นพร้อมกับพูดอย่างสุภาพ

“ยินดีต้อนรับเจ้าค่ะ ลูกค้าต้องการที่พักไหม”

“ใช่”

มิอาพยัหหน้าตอบ”

“หอสามดวงดาวของเรามีห้องสามแบบ ไม่ทราบว่าลูกค้าต้องการห้องแบบไหนดีเจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้าพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

“เอาดีที่สุด”

ซิไป่ฉีแทรกขึ้นมาพร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้น

แม่มดพันหน้ามองไปยังเด็กสาวตัวเล็กผมสีทอง

ก่อนที่จะมองไปยังหญิงสาวที่ใบหน้าเย็นชา และถามพร้อมกับรอยยิ้ม

“ไม่ทราบว่าจะเอาตามที่คุณหนูท่านนี้ต้องการเลยไหมเจ้าค่ะ”

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ!!”

ซิไป่ฉีคิ้วขมวดทันที

เธอยืนเขย่งเท้า พร้อมกับแยกเขี้ยวเล็กๆ ของเธอ และพูดด้วยความเกรี้ยวกราด

“ฉันแก่กว่าเธออีกรู้ไหม!”

“....”

แม่มดพันหน้าได้แต่มองและกระพริบตาหลายครั้ง

“เอาแบบที่เธอบอก”

มีรอยยิ้มฉายอยู่ในแววตาของมิอา

“ได้เลยเจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้าได้สติกลับมาและดูนิ่งสงบอีกครั้ง

เธอหยิบหนังสือออกมาหนึ่งเล่มพร้อมกับพูดเบาๆ

“โปรดแสดงบัตรผ่านของลูกค้าด้วยค่ะ ราคาค่าห้องที่ดีที่สุดอยู่ที่ 10 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูงเจ้าค่ะ”

“?!!?!”

ซิไป่ฉีถึงกับแน่นิ่งไป และลืมความโกรธไปทันที และถามด้วยความประหลาดใจ

“เมื่อกี้บอกว่าราคาที่พักคือ 10 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูงงั้นหรอ ไม่ได้พูดผิดใช่ไหม?”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้าตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

และบ่นอยู่ภายในใจ คงไม่มีใครจ่ายผลึกสัตว์อสูรมากขนาดนี้เพื่อที่พักหรอก

“งั้นฉันคงอยู่ได้นานเลยสินะ”

ซิไป่ฉีถามต่อพร้อมกับสายตาที่คาดหวัง

“ไม่ค่ะ ได้คืนเดียวเท่านั้น”

แม่มดพันหน้าส่ายหัวพร้อมกับพูดต่อ

“ลูกค้าจะต้องออกจากห้องก่อนเที่ยงของวันต่อไป หากยังอยู่เกินระยะเวลาจะต้องจ่ายผลึกสัตว์อสูรเพิ่ม”

“มันไม่แพงเกินไปงั้นหรอ”

สีหน้าอันไร้เดียงสาของซิไป่ฉีถึงกับแข็งทื่อไปทันที

“แล้วลูกค้ายังต้องการห้องพักอยู่ไหมเจ้าค่ะ”

“งั้นขอห้องที่ถูกที่สุดให้หน่อย”

มิอาตอบทันที

เธอคิดว่ามันแพงเกินไปสำหรับการเข้าพักหนึ่งคืน แลกกับผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสูงถึง 10 ก้อน หากมองผิวเผินนี้มันคือการปล้นชัดๆ

“เจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้าพยักหน้าตอบ

เธอรับบัตรผ่านของทั้งสองมา และเริ่มเขียนบันทึกลงในหนังสือ ก่อนที่จะพูดขึ้น

“ค่าที่พักของห้องคือสิบผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับกลาง”

“..??...”

ซิไป่ฉีถึงกับพูดไม่ออก และรู้สึกว่ามันยังแพงไปอยู่ดีสำหรับการพักคืนเดียว

มิอาหยิบผลึกสัตว์อสูรออกมาจ่ายอย่างเงียบๆ และตัดสินใจว่าจะไม่อยู่ที่หอสามดวงดาวนานเกินไป เพราะมันแพงมาก

ทั้งคู่พอจะหาผลึกสัตว์อสูรได้บ้างตอนที่อยู่เมืองเซิงหยาง และด้วยค่าใช้จ่ายขนาดนี้ คงทำให้พวกเธอได้ไปนอนข้างถนนแน่

“งั้นลูกค้าโปรดตามฉันมาเจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้าเดินนำทางไป

“เราไม่ต้องขึ้นไปอีกชั้นงั้นหรอ”

ซิไป่ฉีถามขึ้นและมองไปยังบันได

“ชั้นบนนั้นเป็นห้องพิเศษ”

แม่มดพันหน้ากล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม

และมาหยุดตรงหน้าห้องหนึ่งก่อนที่แม่มดพันหน้าจะไขล็อคห้องให้ พร้อมกับเริ่มแนะนำสถานที่

“ห้องนี้เป็นห้องคู่มีหนึ่งเตียงนอนใหญ่ และมีห้องน้ำในตัว”

“อาบน้ำ!”

ซิไป่ฉีพูดขึ้นทันที

“ถ้างั้นเชิญพักผ่อนตามสบายเลยเจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้ายื่นกุญแจห้องให้ ก่อนที่จะกล่าวเสริม

“แต่หากว่าลูกค้าจ่ายเสริมอีก 10 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับกลาง ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินกับการแช่อ่างน้ำร้อน”

“และหากว่าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม โปรดแจ้งได้ที่แผนกต้อนรับ”

แล้วแม่มดพันหน้าก็เดินจากไปด้วยท่าทางอันเป็นธรรมชาติ

“คนผู้นี้น่ากลัวยิ่งนัก”

มิอาพูดด้วยน้ำเสียงที่ชื่นชม

“มองภายนอกอาจจะดูธรรมดา แต่เป็นถึงผู้มีพลังขั้น 5”

ซิไป่ฉีตอบพร้อมกับกอดอกด้วยสีหน้าไม่พอใจเท่าไร

“เข้าไปในห้องก่อนเถอะ”

มิอาพูดก่อนที่จะเดินเข้าห้องไป พร้อมกับซิไป่ฉี

“ว้าว!! ห้องนี้ตกแต่งได้สวยจริงๆ”

ซิไป่ฉีเมื่อเข้ามาก็ถึงกับอุทานด้วยความตกใจ

พื้นทำมาจากไม้ แม้ว่าผนังห้องจะเป็นกำแพงหินสีแดงก็ตาม แต่การตกแต่งภายในนั้นกลับเข้ากันได้อย่างดี

“เตียงนุ่มมาก”

ซิไป่ฉีทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ด้วยความตื่นเต้น

เธอดึงผ้าห่มออกมาและพบว่ามันเป็นผ้านวมที่หนามาก ทำมาจากหนังสัตว์อย่างดี

ซิไป่ฉีมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้น

เนื่องจากทั้งสองคนมักจะนอนค้างกลางแจ้ง หรือเรียกได้ว่านอนกลางดินกินกลางทราย ห้องนี้จึงมอบประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับพวกเธอ

ในที่สุดทั้งสองก็เข้าใจว่าทำไมราคาที่พักถึงแพงนัก เพราะเมื่อเทียบกับห้องพักที่พวกเธอเคยพักมามันต่างราวฟ้ากับเหว และไหนจะมีห้องน้ำในตัวอีก

ทำให้ซิไป่ฉีคิดไม่ออกเลยว่าห้องอีกสองแบบที่แพงกว่าจะมีหน้าตาเช่นไร

แค่นี้ห้องมันก็หรูหรามากแล้ว

ก็อกๆ

มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

“นั่นใคร”

ซิไป่ฉีเดินมาที่ประตูพร้อมกับถามอย่างใจเย็น

“ดิฉันเอาน้ำมาให้เจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ

“เอาน้ำมาให้งั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีเปิดประตูออก

และเห็นว่าพนักงานต้อนรับคนเดิมมาพร้อมกับแจกันดินเผาสองใบ

“น้ำบริการไม่คิดค่าใช้จ่ายเจ้าค่ะ”

แม่มดพันหน้าส่งแจกันน้ำให้พร้อมกับหันหลังเดินจากไป

“ให้น้ำมาจริงๆ งั้นหรอ? เราจะดื่มดีไหม?”

ซิไป่ฉีวางแจกันที่โต๊ะในห้อง

“ลองตรวจสอบดูก่อนว่ามีพิษไหม”

มิอาพูดอย่างสุขุม

ปกติแล้วแวมไพร์จะมีภูมิต้านทานที่พิเศษมาก ทำให้พิษบางชนิดไม่ส่งผลกับเผ่าพันธ์นี้ แล้วสำหรับแวมไพร์พิษนั้นเหมือนกับขนมหวานกินล้างปาก

“ได้”

ซิไป่ฉีเทน้ำใส่ถ้วยใบเล็กและลองจิบดู

ก่อนที่เธอจะส่ายหัวเล็กน้อย

“น้ำพวกนี้ไม่มีพิษ ก็แค่น้ำเปล่าธรรมดา”

งั้นพักกันก่อน เราจะออกไปอีกครั้งตอนเย็น

มีอายกแจกันน้ำขึ้นดื่ม ก่อนที่จะมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม

“โถ้….”

ซิไป่ฉีมองดูน้ำในแจกันและก้มดูท้องที่หิวโหยของเธอ

อึ้กๆ

เธอดื่มน้ำเพื่อดับความหิว ซึ่งมันก็ช่วยได้เล็กน้อยเท่านั้น

ซิไป่ฉีขึ้นไปบนเตียงนอนนุ่มๆ เธอดมผ้าห่มและรู้ว่ามันสะอาดมากแถมไม่มีกลิ่นอับด้วย

ฟรี้ๆ

ไม่นานซิไป่ฉีก็หลับไป

“....”

มิอาลืมตาขึ้นพร้อมกับมองดูซิไป่ฉีที่นอนอยู่อีกฝั่งของเตียง

มีร่องรอยความรู้สึกผิดอยู่บนใบหน้าของเธอ เธอเองก็ละอายใจที่พาซิไป่ฉีออกมาลำบากแบบนี้

อันที่จริงไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เธอเริ่มปฏิบัติกับซิไป่ฉีเหมือนกับน้องสาวคนหนึ่ง

แล้วเวลาก็เริ่มผ่านไปอย่างช้าๆ จนในที่สุดท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีส้มและใกล้จะมืดลงทุกที

ครืน!!! ปึง!!

เสียงประตูเทียนเหมินปิดดังสนั่น

ที่ด้านนอกป้อมเทียนเหมินนั้น มีหัวสัตว์สามคนนั่งเฝ้าอยู่ และกำลังก่อกองไฟเพื่อย่างเนื้อกิน

“ให้ตายสิ แค่นังผู้หญิงตัวเหม็นสองคนไม่น่าทำให้พวกเราออกมาลำบากแบบนี้เลย”

หัวสิงโตบ่นขึ้นด้วยความโกรธจัด

พวกเขาต้องนอนกลางดินกลางทรายอีกวันหนึ่ง

“แล้ววจะเอาไงต่อดี”

หัวหมาป่าถาม

“เราจะแอบเข้าไปกันไหม”

หัวหมีเสนอความคิดขึ้นและเงยหน้ามองสัตว์อสูรยักษ์

“ไม่เราขึ้นไปไม่ได้”

หัวสิงโตห้ามเอาไว้พร้อมกับถอนหายใจ

และนึกถึงคนที่พาพวกก่อปัญหาในเมืองเต่าทมิฬลงมา คนผู้นั้นมีความแข็งแกร่งถึงขั้น 5

“ไข่จิตอสูรอัสนี กำลังจะฝักออกมาแล้ว”

หัวหมาป่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลง

“หากเราไม่ทำอะไรสักอย่าง คงโดนายท่านโฮวลงโทษแน่”

“ใช่ นายท่านโฮวให้ความสำคัญกับไข่ใบนั้นมาก”

หัวหมีเองก็กล่าวเสริมด้วย

“แล้วพวกแกคิดว่าควรทำเช่นไร? ขึ้นไปหาที่ตายบนนั้นงั้นหรอ?”

หัวสิงโตตวาดทันที

เขาเลือกที่จะไม่รับภารกิจต่อสู้กับสัตว์อสูรขั้น 6 และรับภารกิจตามล่าไข่แทน เพราะคิดว่ามันเป็นงานที่ง่าย และยังได้รับผลตอบแทนดีอีกด้วย และคงมากพอที่เขาจะเพิ่มระดับขั้นพลังของตัวเองได้

แต่ใครจะไปคิดว่าหญิงสาวทั้งสองนั้นจะลื่นไหลและจับตัวได้ยากขนาดนี้

“แล้วเราจะเอาไงดี หรือว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากนายท่านโฮว”

หัวหมีเริ่มเสนอความคิดอีกครั้ง

“ไม่ เราต้องไปเอาไข่ใบนั้นกลับมาด้วยตัวเอง”

หัวสิงโตปฏิเสธความคิดนี้โดยไม่หยุดคิดแม้แต่น้อย

ท่านโฮวที่กลุ่มนี้กล่าวถึงเป็นผู้มีพลังขั้น 7 ของเมืองหมื่นอสูร

“ดูนัjน! มีคนพยายามจะขึ้นไป”

หัวหมาป่าขยับจมูกไปมาเมื่อได้กลิ่นแปลกๆ

เขาเคยเป็นหน่วยสำรวจมาก่อน ทำให้สายตาตอนกลางคืนนั้นพอที่จะมองเห็นร่างรางๆ ได้สองสามร่างที่ด้านข้างของสัตว์อสูรยักษ์

“พวกมันคงเป็นหัวขโมยของเมืองเซิงหยาง….คงคิดจะแอบเข้าไปขโมยของในเมืองเต่าทมิฬสินะ”

หัวสิงโตมองดูด้วยความสนใจ

ตุบๆ

ไม่นานหัวขโมยที่ปีนขึ้นไปก็ตกลงมา เพราะโดนบางสิ่งที่มองไม่เห็นผลักตก

“อ้าากก!!!”

เสียงกรีดร้องดังไปทั่ว

“....”

นักล่าจากเมืองหมื่นอสูรได้แต่จ้องมองด้วยสายตาที่เหม่อลอย และมองดูกลุ่มคนที่ตกลงมา

แล้วตอนนั้นเองกิ้งก่ายักษ์ขนาดตัว 8 เมตรก็ปรากฏตัวขึ้นที่เชิงผา และมองไปมาทางพวกเขา

“อยู่เฉยๆ อย่าขยับ”

หัวสิงโตพูดด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว

“เข้าใจแล้ว”

หัวหมาป่าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ และเหงื่อเย็นๆ ก็ไหลออกมาท่วมหลัง

“ไม่คิดว่า….จะมีสัตว์อสูรเฝ้าสถานที่แห่งนี้อยู่ด้วย”

หัวหมีพูดอย่างแผ่วเบา

พวกเขาโชคดีมากที่เชื่อคำพูดหัวหน้า ไม่งั้นพวกเขาคงมีชะตากรรมไม่ต่างจากหัวขโมยพวกนี้ ที่ถูกสัตว์อสูรผลักตกลงมา

“เจ้าตัวนี้อย่างน้อยก็แข็งแกร่งอยู่ในขั้น 5”

หัวหมาป่ากระซิบเบาๆ

“เดี๋ยว….”

ก่อนหน้านี้หัวสิงโตก็มีความคิดที่จะปีนขึ้นไปเหมือนกัน แต่เมื่อเจอภาพแบบนี้ความคิดเหล่านั้นก็ปลิวหายไปจนหมด