ตอนที่ 257

เปรี้ยง!!

ท้องฟ้าเกิดฟ้าร้องขึ้นพร้อมกับสายฟ้าที่พาดผ่านท้องฟ้าไป

ผ่านไปครึ่งวันท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มลง ราวกับจะเกิดพายุฝน

“ยังไม่ถึงอีกหรอ?”

ซิไป่ฉีเม้มปากถามและมองดูเมฆสีดำที่อยู่เหนือหัวด้วยความหวาดกลัว

เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนและไม่สบายใจอย่างมาก

“เราต้องหาที่พักก่อน หากบินแบบนี้ต่อไปมีหวังโดนฟ้าผ่าตายแน่”

ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฟ้าดินเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหยั่งรู้ได้

เพราะก่อนหน้านี้ทุกอย่างยังดูดีอยู่เลย แต่พริบตาเดียวท้องฟ้าก็มืดครึ้มลง

“เราเกือบจะถึงดินแดนเขียวขจีแล้ว ฉันรู้สึกได้”

มิอาเอากล่องเหล็กเท่าหัวแม่มือออกมาจากคอเสื้อเธอ

กล่องเหล็กนี้เป็นตัวบอกตำแหน่งมันจะวิ่งเข้าหาอีกขั้วหนึ่งของมันเหมือนกับแม่เหล็ก

มุมหนึ่งของกล่องเหล็กได้ชี้ขึ้นไปด้านบน

“ดินแดนเขียวขจีอยู่ข้างหน้าแล้ว เราใกล้ถึงเต็มที่”

มิอาตะโกน

“รู้แล้ว!”

หลานตี๋เองก็มีกล่องเหล็กนี้เช่นเดียวกัน และห้อยอยู่ที่คอ

ก่อนที่หลานตี๋จะกระพือปีกและทะยานเพิ่มระดับขึ้น

“นี้จะทำอะไร! พวกเธอไม่อยากมีชีวิตแล้วรึไง”

ซิไป่ฉีมองไปยังทั้งสองด้วยสายตาที่ว่างเปล่า และเห็นว่าหลานตี๋ยังบินสูงขึ้นไปอีก

“ให้ตายสิ พวกเธอสองคนเสียสติไปแล้วรึไง”

ซิไป่ฉีขบเขี้ยวเล็กๆ ของเธอ และรู้สึกลังเลก่อนที่จะบินตามไปที่สุด

ฟิ้วว!

ลมในหูของซิไป่ฉีดังขึ้นเรื่อยๆ และทั้งสามก็เข้าใกล้เมฆสีดำเข้าทุกขณะ

“หยุดอย่าได้เข้าไปในนั้น!”

ซิไป่ฉีร้องออกมาอย่างหวาดกลัว

“ไม่เป็นไร ตามมา!”

มิอาเอียงหัวเล็กน้อย และกล่องเหล็กของเธอก็ชี้ตรงเข้าไปในกลุ่มเมฆดำ

ก่อนที่หลานตี๋กับมิอาจะหายไปต่อหน้าซิไป่ฉี

“เอ๋!”

ซิไป่ฉีหยุดชะงัก และกระพือปีกอยู่กลางอากาศ เพื่อดูให้มั่นใจก่อน

ด้วยความตกใจเธอจึงตะโกนออกมาเสียงดัง

“มิอา!!! หลานตี๋!!”

อยู่ๆ คนสองคนจะหายไปได้ยังไง

“เข้ามาเร็วสิ”

เสียงของมิอาดังขึ้นมาจากด้านหน้าของเธอ แต่ซิไป่ฉีกลับมองไม่เห็นใคร

“???”

ซิไป่ฉีได้แต่มึนงง

หรือว่าข้างหน้านั้นคือดินแดนเขียวขจี

ซิไป่ฉีกัดฟันด้วยความสับสน หัวใจของเธอเต้นเร็วและรัวก่อนที่เธอจะกระพือปีกอย่างแรงและพุ่งตรงเข้าไป

ฟู!!

ซิไป่ฉีรู้สึกเหมือนบินผ่านอะไรมาสักอย่าง เมื่อเธอลืมตาขึ้นก็เห็นทุกอย่างที่เปลี่ยนไป

สิ่งแรกที่เห็นเลยคือสีที่เข้มและน้ำตาลราวกับไม้

“นี่คือดินแดนเขียวขจีงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีอ้าปากน้อยๆ ของเธอด้วยความประหลาดใจ

สิ่งที่เธอเห็นคือบ้านเมืองที่ทำมาจากไม้ทั้งหลัง บ้านพื้นกำแพงเมืองล้วนทำมาจากไม้

เป็นเมืองที่ใหญ่โตมาก แบ่งออกเป็นสามระดับภายในเมือง

ที่ชั้นแรกเป็นพื้นที่ใหญ่สุด พอๆ กับพื้นที่บนหลังของเต่าทมิฬที่ระดับ 7 จากนั้นก็ถูกยกระดับชั้นขึ้นไป และบ้านตามชั้นก็น้อยลง ไล่จนไปถึงชั้นสาม

ซิไป่ฉีอ้าปากกว้างด้วยความประหลาดใจ และเห็นว่าบ้านทุกหลังที่อยู่ใต้เธอนั้นดูทรุดโทรม และมีคนจำนวนมากช่วยกันซ่อมแซมอยู่

“ลงมาเร็ว”

มิอาและหลานตี๋ที่กลายร่างเป็นมนุษย์แล้วได้ยืนโบกมือเรียกอยู่ที่กำแพงเมือง

ซิไป่ฉีที่ได้ยินก็กระพือปีกไปตามเสียง และลงไปยืนบนกำแพงที่ทำมาจากไม้

ตุบ

เมื่อเท้าของเธอสัมผัสกับพื้นก็เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดขึ้น ร่างของเธอเซไปมาเล็กน้อยก่อนที่จะยืนได้มั่งคง ก่อนที่จะเก็บปีกที่ด้านหลัง และนัยน์ตาของเธอก็กลับมาเป็นสีทองปกติอีกครั้ง

หลังจากที่ยืนได้มั่นคงแล้ว เธอก็อดใจไม่ไหวที่จะถาม

“ที่นี่คือดินแดนเขียวขจีงั้นหรอ”

“ใช่ที่นี่แหละ”

มิอาพยักหน้า

“....”

ทันใดนั้นเองซิไป่ฉีเองก็ตระหนักได้

“งั้นดินแดนเขียวขจีก็ลอยอยู่บนท้องฟ้า? แล้วก็ถูกพรางตาเอาไว้ด้วยงั้นหรอ ไม่แปลกเลยที่จะไม่มีคนเจอ”

“ถูกต้อง ดินแดนเขียวขจีงั้นเคลื่อนที่ได้ และต้องมีกุญแจนำทางถึงจะหาเจอ”

มิอาพูดพร้อมกับ เขย่ากล่องเหล็กที่ห้อยอยู่ที่คอ

ซิไป่ฉีมองดูด้วยความสงสัยและถาม

“นั้นก็คือกุญแจสินะ”

“ใช่ มันเป็นชิ้นส่วนที่มาจากแก่นของดินแดนแห่งนี้ มันจะสามารถระบุตำแหน่งของดินแดนเขียวขจีได้”

“แก่นของดินแดนเขียวขจีคืออะไร”

ซิไป่ฉีเริ่มถามอย่างกับเด็กขี้สงสัย

มิอาลดน้ำเสียงลงและพูดเบาๆ

“มันคือหินแร่พิเศษที่ทำให้ดินแดนนี้ลอยได้ แก่นนี้และคือสาเหตุที่ทำให้ดินแดนนี้ลอยไปมา”

“งั้นหรอ”

ซิไป่ฉีพยักหน้าอย่างช้าๆ

เธอมองไปที่ชั้นแรกของดินแดนเขียวขจี และเห็นถนนที่ทรุดโทรม ก่อนที่เธอจะขำเล็กน้อย

มันต่างจากภาพที่เธอเคยคิดในหัวมากๆ

ดินแดนเขียวขจีเป็นเหมือนเกาะที่ลอยฟ้าบินไปมา

และเพราะอยู่บนท้องฟ้าเลยถูกกระแสลมที่รุนแรงมากพัดบ้านเรือนพัง

ร่างกายของซิไป่ฉีแกว่งไปมา อีกครั้งก่อนที่เธอจะพยายามยืนให้มั่นคง

“ที่นี่หนาวจัง”

ซิไป่ฉีรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา

“ลงไปจากนี่เถอะ”

มิอาเก็บกล่องเหล็ก และเดินลงบันไดไม้ไป

“แล้วทำไมถึงมองไม่เห็นเมืองลอยฟ้านี้ได้ล่ะ”

ซิไป่ฉีถามด้วยความประหลาดใจ

“มันคือพลังของผู้อาวุโสคนที่สอง”

มิอาพูดขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง

“ผู้อาวุโสคนที่สองเป็นผู้ตื่น ที่มีพลังในการสร้างภาพลวงตา”

ผู้มีอำนาจสูงสุดของดินแดนเขียวขจีคือเหล่าสภาผู้อาวุโส และประกอบไปด้วยผู้อาวุโสทั้งหมด 4 คน และเรียงตามลำดับความแข็งแกร่งจากลำดับ

“แล้วยังไง?”

ซิไป่ฉีกระพริบตาถามอย่างไม่เข้าใจ

มิอาเลยอดไม่ได้ที่จะตอบ

“ผู้อาวุโสคนที่สองใช้พลังของท่านในการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมโดยรอบ และสร้างท้องฟ้าปลอมๆ ปิดบังดินแดนเขียวขจีเอาไว้”

ทันใดซิไป่ฉีก็เข้าใจว่าทำไมโลกภายนอกถึงมองไม่เห็นดินแดนเขียวขจี

เพราะไม่มีใครคิดว่าดินแดนแห่งนี้จะถูกปกคลุมไปด้วยภาพเมฆลวงตา

เมื่อทั้งสามก้าวลงมาจากกำแพงมือง และเดินไปตามท้องถนนทุกก้าวที่เดินนั้นก็เกิดเสียงดังขึ้นตลอด

แกร็กๆ

“ที่นี่ทำไมดูทรุดโทรมจัง”

ซิไป่ฉียิ้มเจือนๆ และมองไปยังมิอาด้วยสายตาที่รู้สึกไม่พอใจ

ถ้าเธอรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เธอคงไม่มาด้วย และขออยู่ที่เมืองเต่าทมิฬดีกว่า

“ฉันทำอะไรไม่ได้ที่นี่ลมพัดรุนแรงมาก”

สายตาของมิอากระตุก

ที่ระดับความสูงหลายพันเมตร ลมที่พัดมานั้นรุนแรงมากจนทำประตูหรือหน้าต่างพังบ่อยๆ

ดังนั้นผู้คนจึงซ่อมพื้นที่เมืองและบ้านทุกวัน

“ในเมื่อมีลมแรง ทำไมไม่รู้จักเรียนรู้ทำแบบเมืองเต่าทมิฬล่ะ สร้างกำแพงแก้วขึ้นมากั้นเอาไว้?”

ซิไป่ฉีเบ๋ปาก

“..!!”

มิอาถึงกับหยุดชะงัก และนัยน์ตาเบิกกว้าง

เธอหันหน้าไปทางซิไป่ฉีและพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

“จริงด้วย เราแค่ทำกำแพงกั้นให้เหมือนเมืองเต่าทมิฬ”

“เห็นไหมว่าฉันฉลาดแค่ไหนไ

ซิไป่ฉีเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูภูมิใจ

“ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปเสนอท่านผู้อาวุโส”

มิอาพยักหน้าเห็นด้วย

“แต่เกรงว่าผู้อาวุโสจะไม่เห็นด้วยนี้สิ”

หลานตี๋พูดขึ้นด้วยแววตาที่ดูสับสน ก่อนที่จะหาวออกมา

เธอเดินทางมาหลายวัน และไม่ได้พักเลย ตอนนี้เธออยากจะนอนพักมากๆ

“ไม่ลองก็ไม่รู้”

มิอาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ชั้นสามของเมือง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและทำงานของผู้อาวุโส

ดินแดนเขียวขจีแบ่งออกเป็นสามชั้น และชั้นแรกเป็นที่อยู่อาศัยของคนงานทั่วไป

เหล่าเด็กๆ และเจ้าหน้าที่อายุน้อยจะอยู่ที่ชั้นสอง ชั้นสามเป็นพื้นที่ของผู้อาวุโสระดับสูง