ที่ร้านมันเผาแสนอร่อย
ชาหลัวกำลังกัดมันตากแห้งในมือพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้น และสงสัยว่าหมี่เปรี้ยวเผ็ดคืออะไร
“มันคืออาหารแสนอร่อยที่ทำมาจากผักสี่ชนิด ว่ากันว่า เมื่อได้กินแล้วจะหยุดกินไม่ได้เลย”
คนขายมันเผาอธิบายสิ่งที่เรียกว่าหมี่เผ็ดเปรี้ยว อย่างออกรสออกชาติ
ถึงแม้ว่าคนขายเองจะไม่เคยกินมาก่อนก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ได้กลิ่นก็อยากกินเหมือนกัน
“พี่ใหญ่…”
ชาหลัวหันมองชาหน่าด้วยสายตากระตืนรือร้น
“รู้แล้วๆ เราจะไปกินกัน”
ชาหน่ายิ้มอย่างอ่อนโยนให้น้องสาว
ที่จริงอาหารที่ทำมาจากผักสี่ชนิดนั้นก็ดึงดูดความสนใจของชาหน่าเหมือนกัน
“นี่ค่ะ”
คนขายส่งห่อมันตากแห้งให้กับชาหลัว
เค่อม่านั้นรู้หน้าที่เข้าไปรับห่อของมาจากคนขายทันที
ก่อนที่ทุกคนจะเดินออกจากร้านมันเผาไป
ชาหน่าหันมองหยู่ฉินหลานและถามอย่างสุภาพ
“ท่านครับ หากต้องการกินหมี่เปรี้ยวเผ็ดต้องไปทางไหนครับ”
“ไปที่ร้านบะหมี่”
หยู่ฉินหลานชี้นิ้วไปทางร้านตรงกันข้าม
“พี่ใหญ่ๆ เราไปกันเถอะ”
ชาหลัวเดินนำหน้าออกไปอย่างตื่นเต้น พร้อมกับปีกสีส้มที่กระพือเบาๆ
ทุกคนเลยเดินไปที่ร้านบะหมี่
คนขายรีบออกมาต้อนรับทันที
“สนใจอยากกินบะหมี่รึเปล่าค่ะ”
“ใช่ๆ พวกเราอยากกินบะหมีร้อนๆ”
ชาหลัวพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าฟัง
“ได้เลยค่ะ รับกี่ที่ดีคะ”
คนขายพูดด้วยน้ำเสียงที่ยินดี
ชาหลัวหันกลับไปมองพี่ชายของเธออีกครั้้งและพูดอย่างหนักแน่น
“ขอสองชามค่ะ”
ชาหนาเองก็ไม่ได้ห้ามอะไร เขาเดินเข้าไปในร้านแและดึงเก้าอี้มานั่งลงกับโต๊ะ ก่อนที่น้องสาวจะตามมานั่งที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ
“ราคาหนึ่งชามอยู่ที่ 30 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด ทั้งหมดสองชามเท่ากับ 60 ผลึกสัตว์อสูรค่ะ”
พนักงานเข้ามาคิดเงินที่โต๊ะ
“ห้ะ”
ชาหน่าถึงกับหรี่ตาลง และไม่คิดว่าราคามันจะแพงขนาดนี้
เขาเม้มปากเล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบผลึกสัตว์อสูรชั้นกลางระดับต่ำออกมาหกชิ้น และส่งให้ไป
“รอสักครู่นะค่ะ”
คนขายรับผลึกสัตว์อสูรไปและตรงไปยังห้องครัว
หยู่ฉินหลานนั่งด้วยท่าทางสง่างามอยู่อีกฝั่งของร้านและเฝ้าดูอยู่เงียบๆ
“ท่านหยู่ไม่รับด้วยหรอกค่ะ?”
คนขายคนเดิมเดินออกมาและถามขึ้น
หยู่ฉินหลานส่ายนิ้วอันเรียวงามของเธอและตอบกลับไป
“ไม่”
ทุกวันนี้อาหารสองในสามมื้อจะเป็นหมี่เปรี้ยวเผ็ดอยู่แล้ว ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกอยากที่จะกินมันอีกต่อไป
“พี่ใหญ่ ร้านนี้ตกแต่งได้สวยจริงๆ”
ชาหลัวพูดขึ้นขณะมองไปรอบๆ ร้านบะหมี่
มีภาพวาดและของตกแต่งเต็มไปหมด ทุกอย่างดูแปลกตามาก ผนังก็ยังทำมาจากไม้ ที่มีสิ่งเหล่านี้ได้เพราะหยู่เฟ่ยหยานใช้เวลาว่างมาตกแต่งร้านตลอด
“อืม…ใช่น่าสนใจมาก”
ชาหน่าพูดพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ
ในตำหนักเจ้าเมืองปักษานั้น จะมีแต่โครงกระดูกแและหนังสัตว์ตกแต่งมันทำให้บรรยากาศดูอึมครึม และกำแพงก็ยังทำมาจากหินเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น
“มาแล้วค่ะ! บะหมี่เปรี้ยวเผ็ด”
คนขายเดินออกมาจากครัวพร้อมกับถาดที่ใส่ชามของหมี่เปรี้ยวเผ็ดเอาไว้
จ็อกๆ
เค่อม่าและหน่วยของเขาสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าร้านก็ท้องร้องขึ้นมาทันทีเมื่อได้กลิ่น
ฟุตฟิต
ชาหลัวตักวุ้นเส้นขึ้นมาก่อนที่จะลองดมกลิ่นดู และค่อยส่งมันเข้าปากไปด้วยความอยากรู้ในรสชาติ
เด็กสาวผมสีส้มถึงกับคิ้วขมวดทันทีเมื่อเส้นสัมผัสกับลิ้น ก่อนที่จะเริ่มตักกินอย่างรวดเร็ว
“อะอร่อย—ซูด อร่อยมาก”
ชาหลัววกัดกินเคี้ยววุ้นเส้นไม่หยุดด้วยปากเล็กๆ ของเธอ
ชาหนาถึงกับประหลาดใจในปฏิกิริยาตอบสนองของน้องสาว และสงสัยว่ามันอร่อยขนาดนั้นจริงหรอ
เขาจึงลองตักวุ้นเส้นขึ้นมาแล้วกัดเข้าไปคำเล็กๆ
งั้ม….ซูดๆ
ไม่ว่าจะโลกไหนก็ตามหัวใจของการกินบะหมี่คือการซดและซูดเสียงดัง
คนขายได้แต่ยิ้นเล็กๆ ด้วยความพึ่งพอใจ และรู้สึกคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้
คนขายนั้นไม่ลืมที่จะแนะนำเพิ่ม
“กินเส้นคู่กับน้ำซุปจะยิ่งอร่อยขึ้นค่ะ”
ซุปที่ทำมาจากมะเขือเทศเคียวจนเข้มข้น ทำให้รสชาติที่จัดจ้าน
เมื่อได้ยินชาหลัวจึงลองตักน้ำซุปขึ้นมาลองชิมดู และเธอก็ตกหลุมรักมันทันที และยกทั้งชามขึ้นมาซดอย่างช้าๆ
“อ้าา รู้สึกดีจริงๆ”
เธอวางชามใบใหญ่ลงและตะโกนออกมาทันที
“ขออีกชาม!”
หลังจากตะโกนออกไป เธอก็มองไปยังพี่ใหญ่ของเธอ
“ทำไมหยุดกินล่ะ พี่”
“เอามาอีกหนึ่ง”
ชาหนาสั่งเพิ่มด้วยพร้อมกับควักผลึกสัตว์อสูรในกระเป๋าส่งให้คนขายทันที
“ได้เลยค่ะ”
คนขายรับผลึกสัตว์อสูรมาด้วยความยินดี
ไม่นานหมี่เปรี้ยวเผ็ดอีกสองชามก็มาถึง
ซูดๆ
ครั้งนี้สองพี่น้องกินมันอย่างช้าๆ เพื่อที่จะได้รับรสของหมี่เปรี้ยวเผ็ดได้เต็มที
“พี่ใหญ่ น้องว่าเราควรซื้อกลับไปฝากท่านพ่อกับพี่รองนะ”
ชาหลัวพูดขึ้นก่อนที่จะตักวุ้นเส้นเข้าปาก
ชาหน่าเองก็คิดว่ามันก็สมเหตุสมผล เขาจึงมองไปที่คนขายและถามขึ้น
“สามารถซื้อห่อกลับไปได้ไหม?”
“ได้ค่ะ เรามีบริการห่อแยกเส้นกับน้ำซุปให้”
คนขายตอบพร้อมกับอธิบาย
“หลังจากซื้อไปแล้วเพียงแค่เอาน้ำซุปกับเส้นเทรวมกัน แล้วเอาไปต้มให้อุ่นสักพักก็กินได้รสชาติไม่ต่างจากกินที่ร้านแล้วค่ะ”
วิธีการซื้อห่อกลับไปกินถูกคิดขึ้นเพื่อที่จะส่งอาหารไปยังหอสามดวงดาว
“ว้าว ไม่ลำบากเลยแบบนี้”
ชาหลัวมองพี่ใหญ่ของเธอ ด้วยใบหน้าที่ใสซื่อ
ชาหน่ายิ้มอย่างลำบากใจ แต่น้องสาวของเขาเองก็ทำตัวดีไม่นอกลู่นอกทางและคิดถึงคนอื่นตลอด
“ถ้างั้น ขอแบบห่อกลับให้สองที่”
ชาหน่าพูดขึ้นพร้อมกับหยิบผลึกสัตว์อสูรให้
“ได้เลยค่ะ รอสักครู่นะคะ”
คนขายรีบเดินกลับเข้าไปในครัวทันที
เมื่อกลับมาอีกครั้ง คนขายก็กลับมาพร้อมกับชามดินเผาสองอันและถุงที่ทำมาจากกระดาษที่ในนั้นแบ่งเส้นกับน้ำซุปให้เรียบร้อยแล้ว
หน่วยลาดตระเวนของเค่อม่าเข้าไปรับของอย่างระมัดระวังทันที
“ไปที่หอสมบัติกันเถอะ”
ชาหน่าลุกขึ้น
“ใช่ๆ เราไปซื้อชาประกายแสงกัน”
-ชาหลัวเมื่อนึกขึ้นได้ก็นึกถึงรสชาติของน้ำชาที่เคยกินอีกครั้ง
หยู่ฉินหลานลุกขึ้นและผายมือออกไปอย่างสง่างาม
“งั้นเชิญทางนี้”
ทุกคนออกจากร้านบะหมี่แล้วเดินไปที่หอสมบัติที่อยู่สุดถนนการค้า
ชาหลัวจับไปที่ท้องของเธอ แม้ว่าจะพึ่งกินข้าวที่บ้านมาแต่หลังจากกินบะหมี่ผัดเปรี้ยวหวานไปสองชาม กับมันเผา ทำให้เธอไม่รู้สึกอยากที่จะกินอะไรอีกแล้ว
เมื่อชาหน่าเห็นน้องสาวแสดงท่าทางอิ่ม แต่ก็ยังอยากที่จะกินอีกก็จึงปลอบใจน้องสาวของตัวเอง
“ไม่ต้องคิดมาก ไว้เรากลับมากินใหม่ก็ได้”
“เมืองเต่าทมิฬยังอยู่ที่เมืองปักษาสองสามวัน ในช่วงเวลานั้นสามารถแวะมาที่ถนนการค้าได้ทุกเมื่อ”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยท่าทางใจดี
“ใช่แล้ว งั้นพรุ่งนี้เราจะกลับมาใหม่!”
ชาหลัวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และเริ่มวางแผนว่าจะกินอะไรบ้างวันพรุ่งนี้
……
“หอสมบัติอยู่ที่นี่”
หยู่ฉินหลานเดินนำจนมาถึงหน้าอาคารสูงสามชั้น
ชาหน่าพยักหน้าและพาน้องสาวเดินเข้าไปที่ชั้นแรกของหอสมบัติ
“ยินดีต้อนรับค่ะ ให้รับใช้อะไรดีคะ”
คนขายทักทายอย่างอบอุ่นทันที
“เราต้องการซื้อใบชาประกายแสง”
ชาหลัวพูดออกมาทันที
“งั้นเชิญทางนี้ค่ะ แล้วนั่งรอสักครู่”
แววตาของคนขายเป็นประกายและยิ้มออกมาอย่างจริงใจ
“ชาประกายแสงครึ่งกิโลราคา 500 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต่ำระดับสุดยอดค่ะ”
“เอานี่”
ชาหน่าหยิบผลึกอสูรสัตว์ชั้นกลางระดับทั่วไปให้ 5 ก้อน
หลังจากที่คนขายรับไปตรวจสอบแล้ว คนขายก็เดินไปหยิบขวดแก้วขนาดเล็กที่หลังโต๊ะออกมา
บนขวดโหลนั้นมีลวดลายที่สวยงามและเขียนว่า ชาประกายแสงเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ และมีตัวหนังสือเล็กๆ เขียนว่าผลิตขึ้นในเมืองเต่าทมิฬที่มุมของขวดโหล
“ของที่ลูกค้าต้องการค่ะ”
คนขายยื่นขวดโหลให้ด้วยมือทั้งสองข้าง
“ขวดใบนี้สวยจัง”
ชาหลัวรับมาและหมุนขวดดูด้วยความสนใจ
ก่อนที่เธอจะลองเปิดฝาออกดู ภายในนั้นเต็มไปด้วยใบชาที่ส่งกลิ่มหอมสดชื่น
“มันเป็นของจริง”
ชาหลัวกระซิบข้างๆ ชาหน่าเบาๆ
ชาหน่าเพียงพยักหน้าเห็นด้วยเท่านั้น
ก่อนที่คนขายจะเริ่มแนะนำสิ่งอื่น
“ยังมีของดีๆ อีกหลายอย่างในหอสมบัติแห่งนี้ให้เลือกซื้อ สนใจดูไหมค่ะ”
“มีอะไรอีก”
ชาหลัวถูกดึงดูดด้วยความพูดเหล่านี้ทันที และอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น
“มีต้นอ่อนของพืชขายค่ะ”
คนขายเริ่มพาทุกคนไปเดินชมของ
ที่บนโต๊ะเคาเตอร์มีกระถางดินเผาห้าใบ และในนั้นมีต้นอ่อนเล็กๆ สูงได้ 20-30 เซนติเมตร และมีสภาพสมบูรณ์
“ต้นอ่อนนี้เป็นต้นอ่อนของผลไม้”
นัยน์ตาของชาหน่าหดลงทันที เมื่อเห็นว่ามันเป็นต้นอ่อนของอะไร
“แต่ละอันขายอยู่ที่ 200 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด”
คนขายกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่! ฉันจำได้ว่าท่านพ่อต้องการต้นอ่อนผลไม้มาตลอด”
ชาหลัวพูดออกมาทันที
ชาหน่าเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกันได้แต่พูดแค่ว่า
“พี่รู้”
เขามองไปที่ต้นอ่อนและพูดขึ้น
“ต้องการต้นอ่อนสองต้นครับ”
คนขายมุมปากยกสูงขึ้นและพูดต่อ
“ทั้งหมด 400 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดค่ะ”
“เอานี่”
ชาหน่าหยิบผลึกสัตว์อสูรออกมาจ่ายทันที
และเมื่อลองแตะไปที่กระเป๋าผลึกสัตว์อสูรของเขา มันทำให้เขารู้แล้วว่าตอนนี้เขาใช้ผลึกสัตว์อสูรไปเกือบจะหมดแล้ว
พวกของเค่อม่าเข้ามารับต้นอ่อนไปอย่างระมัดระวัง
“เรายังมีโคมไฟ ที่ไม่ต้องใช้ไฟในการจุดให้ความสว่างด้วยนะคะ มันคือแมลงเต่าทองหนึ่งตัวขายในราคา 100 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดค่ะ”
คนขายเริ่มขายของต่อทันที
“....”
ชาหน่าถึงกับมุมปากกระตุก
และคิดในใจว่าสมแล้วที่ทำไมที่นี่ถึงชื่อหอสมบัติ
“พี่ใหญ่ ตำหนักเจ้าเมืองเราเลี้ยงแมลงพวกนี้เอาไว้ให้แสงสว่างกับตำหนักเจ้าเมืองตอนกลางคืนก็ไม่แย่นะ”
ชาหลัวกระพริบตามองพี่ชายของเธอหลายครั้ง
“คือวันนี้เราซื้อมาหลายอย่างแล้ว เราคงขนกลับไปไม่ไหว”
ชาหน่าพูดอย่างใจเย็น
“พรุ่งนี้เราค่อยกลับมากันใหม่”
ที่จริงแล้วตอนนี้เขาหมดตัวแล้ว
ชาหลัวมองกลับไปยังทหารที่ติดตามเธอมา ก็เห็นว่าถือของเต็มไม้เต็มมือไปหมด
“ก็ได้ งั้นพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
ชาหลัวพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ และยอมเข้าใจแต่โดยดี
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved