ตอนที่ 230

ที่ร้านมันเผาแสนอร่อย

ชาหลัวกำลังกัดมันตากแห้งในมือพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้น และสงสัยว่าหมี่เปรี้ยวเผ็ดคืออะไร

“มันคืออาหารแสนอร่อยที่ทำมาจากผักสี่ชนิด ว่ากันว่า เมื่อได้กินแล้วจะหยุดกินไม่ได้เลย”

คนขายมันเผาอธิบายสิ่งที่เรียกว่าหมี่เผ็ดเปรี้ยว อย่างออกรสออกชาติ

ถึงแม้ว่าคนขายเองจะไม่เคยกินมาก่อนก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ได้กลิ่นก็อยากกินเหมือนกัน

“พี่ใหญ่…”

ชาหลัวหันมองชาหน่าด้วยสายตากระตืนรือร้น

“รู้แล้วๆ เราจะไปกินกัน”

ชาหน่ายิ้มอย่างอ่อนโยนให้น้องสาว

ที่จริงอาหารที่ทำมาจากผักสี่ชนิดนั้นก็ดึงดูดความสนใจของชาหน่าเหมือนกัน

“นี่ค่ะ”

คนขายส่งห่อมันตากแห้งให้กับชาหลัว

เค่อม่านั้นรู้หน้าที่เข้าไปรับห่อของมาจากคนขายทันที

ก่อนที่ทุกคนจะเดินออกจากร้านมันเผาไป

ชาหน่าหันมองหยู่ฉินหลานและถามอย่างสุภาพ

“ท่านครับ หากต้องการกินหมี่เปรี้ยวเผ็ดต้องไปทางไหนครับ”

“ไปที่ร้านบะหมี่”

หยู่ฉินหลานชี้นิ้วไปทางร้านตรงกันข้าม

“พี่ใหญ่ๆ เราไปกันเถอะ”

ชาหลัวเดินนำหน้าออกไปอย่างตื่นเต้น พร้อมกับปีกสีส้มที่กระพือเบาๆ

ทุกคนเลยเดินไปที่ร้านบะหมี่

คนขายรีบออกมาต้อนรับทันที

“สนใจอยากกินบะหมี่รึเปล่าค่ะ”

“ใช่ๆ พวกเราอยากกินบะหมีร้อนๆ”

ชาหลัวพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าฟัง

“ได้เลยค่ะ รับกี่ที่ดีคะ”

คนขายพูดด้วยน้ำเสียงที่ยินดี

ชาหลัวหันกลับไปมองพี่ชายของเธออีกครั้้งและพูดอย่างหนักแน่น

“ขอสองชามค่ะ”

ชาหนาเองก็ไม่ได้ห้ามอะไร เขาเดินเข้าไปในร้านแและดึงเก้าอี้มานั่งลงกับโต๊ะ ก่อนที่น้องสาวจะตามมานั่งที่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ

“ราคาหนึ่งชามอยู่ที่ 30 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด ทั้งหมดสองชามเท่ากับ 60 ผลึกสัตว์อสูรค่ะ”

พนักงานเข้ามาคิดเงินที่โต๊ะ

“ห้ะ”

ชาหน่าถึงกับหรี่ตาลง และไม่คิดว่าราคามันจะแพงขนาดนี้

เขาเม้มปากเล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบผลึกสัตว์อสูรชั้นกลางระดับต่ำออกมาหกชิ้น และส่งให้ไป

“รอสักครู่นะค่ะ”

คนขายรับผลึกสัตว์อสูรไปและตรงไปยังห้องครัว

หยู่ฉินหลานนั่งด้วยท่าทางสง่างามอยู่อีกฝั่งของร้านและเฝ้าดูอยู่เงียบๆ

“ท่านหยู่ไม่รับด้วยหรอกค่ะ?”

คนขายคนเดิมเดินออกมาและถามขึ้น

หยู่ฉินหลานส่ายนิ้วอันเรียวงามของเธอและตอบกลับไป

“ไม่”

ทุกวันนี้อาหารสองในสามมื้อจะเป็นหมี่เปรี้ยวเผ็ดอยู่แล้ว ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกอยากที่จะกินมันอีกต่อไป

“พี่ใหญ่ ร้านนี้ตกแต่งได้สวยจริงๆ”

ชาหลัวพูดขึ้นขณะมองไปรอบๆ ร้านบะหมี่

มีภาพวาดและของตกแต่งเต็มไปหมด ทุกอย่างดูแปลกตามาก ผนังก็ยังทำมาจากไม้ ที่มีสิ่งเหล่านี้ได้เพราะหยู่เฟ่ยหยานใช้เวลาว่างมาตกแต่งร้านตลอด

“อืม…ใช่น่าสนใจมาก”

ชาหน่าพูดพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ

ในตำหนักเจ้าเมืองปักษานั้น จะมีแต่โครงกระดูกแและหนังสัตว์ตกแต่งมันทำให้บรรยากาศดูอึมครึม และกำแพงก็ยังทำมาจากหินเป็นส่วนใหญ่อีกด้วย

ไม่นานหลังจากนั้น

“มาแล้วค่ะ! บะหมี่เปรี้ยวเผ็ด”

คนขายเดินออกมาจากครัวพร้อมกับถาดที่ใส่ชามของหมี่เปรี้ยวเผ็ดเอาไว้

จ็อกๆ

เค่อม่าและหน่วยของเขาสองคนที่เฝ้าอยู่หน้าร้านก็ท้องร้องขึ้นมาทันทีเมื่อได้กลิ่น

ฟุตฟิต

ชาหลัวตักวุ้นเส้นขึ้นมาก่อนที่จะลองดมกลิ่นดู และค่อยส่งมันเข้าปากไปด้วยความอยากรู้ในรสชาติ

เด็กสาวผมสีส้มถึงกับคิ้วขมวดทันทีเมื่อเส้นสัมผัสกับลิ้น ก่อนที่จะเริ่มตักกินอย่างรวดเร็ว

“อะอร่อย—ซูด อร่อยมาก”

ชาหลัววกัดกินเคี้ยววุ้นเส้นไม่หยุดด้วยปากเล็กๆ ของเธอ

ชาหนาถึงกับประหลาดใจในปฏิกิริยาตอบสนองของน้องสาว และสงสัยว่ามันอร่อยขนาดนั้นจริงหรอ

เขาจึงลองตักวุ้นเส้นขึ้นมาแล้วกัดเข้าไปคำเล็กๆ

งั้ม….ซูดๆ

ไม่ว่าจะโลกไหนก็ตามหัวใจของการกินบะหมี่คือการซดและซูดเสียงดัง

คนขายได้แต่ยิ้นเล็กๆ ด้วยความพึ่งพอใจ และรู้สึกคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้

คนขายนั้นไม่ลืมที่จะแนะนำเพิ่ม

“กินเส้นคู่กับน้ำซุปจะยิ่งอร่อยขึ้นค่ะ”

ซุปที่ทำมาจากมะเขือเทศเคียวจนเข้มข้น ทำให้รสชาติที่จัดจ้าน

เมื่อได้ยินชาหลัวจึงลองตักน้ำซุปขึ้นมาลองชิมดู และเธอก็ตกหลุมรักมันทันที และยกทั้งชามขึ้นมาซดอย่างช้าๆ

“อ้าา รู้สึกดีจริงๆ”

เธอวางชามใบใหญ่ลงและตะโกนออกมาทันที

“ขออีกชาม!”

หลังจากตะโกนออกไป เธอก็มองไปยังพี่ใหญ่ของเธอ

“ทำไมหยุดกินล่ะ พี่”

“เอามาอีกหนึ่ง”

ชาหนาสั่งเพิ่มด้วยพร้อมกับควักผลึกสัตว์อสูรในกระเป๋าส่งให้คนขายทันที

“ได้เลยค่ะ”

คนขายรับผลึกสัตว์อสูรมาด้วยความยินดี

ไม่นานหมี่เปรี้ยวเผ็ดอีกสองชามก็มาถึง

ซูดๆ

ครั้งนี้สองพี่น้องกินมันอย่างช้าๆ เพื่อที่จะได้รับรสของหมี่เปรี้ยวเผ็ดได้เต็มที

“พี่ใหญ่ น้องว่าเราควรซื้อกลับไปฝากท่านพ่อกับพี่รองนะ”

ชาหลัวพูดขึ้นก่อนที่จะตักวุ้นเส้นเข้าปาก

ชาหน่าเองก็คิดว่ามันก็สมเหตุสมผล เขาจึงมองไปที่คนขายและถามขึ้น

“สามารถซื้อห่อกลับไปได้ไหม?”

“ได้ค่ะ เรามีบริการห่อแยกเส้นกับน้ำซุปให้”

คนขายตอบพร้อมกับอธิบาย

“หลังจากซื้อไปแล้วเพียงแค่เอาน้ำซุปกับเส้นเทรวมกัน แล้วเอาไปต้มให้อุ่นสักพักก็กินได้รสชาติไม่ต่างจากกินที่ร้านแล้วค่ะ”

วิธีการซื้อห่อกลับไปกินถูกคิดขึ้นเพื่อที่จะส่งอาหารไปยังหอสามดวงดาว

“ว้าว ไม่ลำบากเลยแบบนี้”

ชาหลัวมองพี่ใหญ่ของเธอ ด้วยใบหน้าที่ใสซื่อ

ชาหน่ายิ้มอย่างลำบากใจ แต่น้องสาวของเขาเองก็ทำตัวดีไม่นอกลู่นอกทางและคิดถึงคนอื่นตลอด

“ถ้างั้น ขอแบบห่อกลับให้สองที่”

ชาหน่าพูดขึ้นพร้อมกับหยิบผลึกสัตว์อสูรให้

“ได้เลยค่ะ รอสักครู่นะคะ”

คนขายรีบเดินกลับเข้าไปในครัวทันที

เมื่อกลับมาอีกครั้ง คนขายก็กลับมาพร้อมกับชามดินเผาสองอันและถุงที่ทำมาจากกระดาษที่ในนั้นแบ่งเส้นกับน้ำซุปให้เรียบร้อยแล้ว

หน่วยลาดตระเวนของเค่อม่าเข้าไปรับของอย่างระมัดระวังทันที

“ไปที่หอสมบัติกันเถอะ”

ชาหน่าลุกขึ้น

“ใช่ๆ เราไปซื้อชาประกายแสงกัน”

-ชาหลัวเมื่อนึกขึ้นได้ก็นึกถึงรสชาติของน้ำชาที่เคยกินอีกครั้ง

หยู่ฉินหลานลุกขึ้นและผายมือออกไปอย่างสง่างาม

“งั้นเชิญทางนี้”

ทุกคนออกจากร้านบะหมี่แล้วเดินไปที่หอสมบัติที่อยู่สุดถนนการค้า

ชาหลัวจับไปที่ท้องของเธอ แม้ว่าจะพึ่งกินข้าวที่บ้านมาแต่หลังจากกินบะหมี่ผัดเปรี้ยวหวานไปสองชาม กับมันเผา ทำให้เธอไม่รู้สึกอยากที่จะกินอะไรอีกแล้ว

เมื่อชาหน่าเห็นน้องสาวแสดงท่าทางอิ่ม แต่ก็ยังอยากที่จะกินอีกก็จึงปลอบใจน้องสาวของตัวเอง

“ไม่ต้องคิดมาก ไว้เรากลับมากินใหม่ก็ได้”

“เมืองเต่าทมิฬยังอยู่ที่เมืองปักษาสองสามวัน ในช่วงเวลานั้นสามารถแวะมาที่ถนนการค้าได้ทุกเมื่อ”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยท่าทางใจดี

“ใช่แล้ว งั้นพรุ่งนี้เราจะกลับมาใหม่!”

ชาหลัวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และเริ่มวางแผนว่าจะกินอะไรบ้างวันพรุ่งนี้

……

“หอสมบัติอยู่ที่นี่”

หยู่ฉินหลานเดินนำจนมาถึงหน้าอาคารสูงสามชั้น

ชาหน่าพยักหน้าและพาน้องสาวเดินเข้าไปที่ชั้นแรกของหอสมบัติ

“ยินดีต้อนรับค่ะ ให้รับใช้อะไรดีคะ”

คนขายทักทายอย่างอบอุ่นทันที

“เราต้องการซื้อใบชาประกายแสง”

ชาหลัวพูดออกมาทันที

“งั้นเชิญทางนี้ค่ะ แล้วนั่งรอสักครู่”

แววตาของคนขายเป็นประกายและยิ้มออกมาอย่างจริงใจ

“ชาประกายแสงครึ่งกิโลราคา 500 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต่ำระดับสุดยอดค่ะ”

“เอานี่”

ชาหน่าหยิบผลึกอสูรสัตว์ชั้นกลางระดับทั่วไปให้ 5 ก้อน

หลังจากที่คนขายรับไปตรวจสอบแล้ว คนขายก็เดินไปหยิบขวดแก้วขนาดเล็กที่หลังโต๊ะออกมา

บนขวดโหลนั้นมีลวดลายที่สวยงามและเขียนว่า ชาประกายแสงเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ และมีตัวหนังสือเล็กๆ เขียนว่าผลิตขึ้นในเมืองเต่าทมิฬที่มุมของขวดโหล

“ของที่ลูกค้าต้องการค่ะ”

คนขายยื่นขวดโหลให้ด้วยมือทั้งสองข้าง

“ขวดใบนี้สวยจัง”

ชาหลัวรับมาและหมุนขวดดูด้วยความสนใจ

ก่อนที่เธอจะลองเปิดฝาออกดู ภายในนั้นเต็มไปด้วยใบชาที่ส่งกลิ่มหอมสดชื่น

“มันเป็นของจริง”

ชาหลัวกระซิบข้างๆ ชาหน่าเบาๆ

ชาหน่าเพียงพยักหน้าเห็นด้วยเท่านั้น

ก่อนที่คนขายจะเริ่มแนะนำสิ่งอื่น

“ยังมีของดีๆ อีกหลายอย่างในหอสมบัติแห่งนี้ให้เลือกซื้อ สนใจดูไหมค่ะ”

“มีอะไรอีก”

ชาหลัวถูกดึงดูดด้วยความพูดเหล่านี้ทันที และอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น

“มีต้นอ่อนของพืชขายค่ะ”

คนขายเริ่มพาทุกคนไปเดินชมของ

ที่บนโต๊ะเคาเตอร์มีกระถางดินเผาห้าใบ และในนั้นมีต้นอ่อนเล็กๆ สูงได้ 20-30 เซนติเมตร และมีสภาพสมบูรณ์

“ต้นอ่อนนี้เป็นต้นอ่อนของผลไม้”

นัยน์ตาของชาหน่าหดลงทันที เมื่อเห็นว่ามันเป็นต้นอ่อนของอะไร

“แต่ละอันขายอยู่ที่ 200 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอด”

คนขายกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม

“พี่ใหญ่! ฉันจำได้ว่าท่านพ่อต้องการต้นอ่อนผลไม้มาตลอด”

ชาหลัวพูดออกมาทันที

ชาหน่าเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนกันได้แต่พูดแค่ว่า

“พี่รู้”

เขามองไปที่ต้นอ่อนและพูดขึ้น

“ต้องการต้นอ่อนสองต้นครับ”

คนขายมุมปากยกสูงขึ้นและพูดต่อ

“ทั้งหมด 400 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดค่ะ”

“เอานี่”

ชาหน่าหยิบผลึกสัตว์อสูรออกมาจ่ายทันที

และเมื่อลองแตะไปที่กระเป๋าผลึกสัตว์อสูรของเขา มันทำให้เขารู้แล้วว่าตอนนี้เขาใช้ผลึกสัตว์อสูรไปเกือบจะหมดแล้ว

พวกของเค่อม่าเข้ามารับต้นอ่อนไปอย่างระมัดระวัง

“เรายังมีโคมไฟ ที่ไม่ต้องใช้ไฟในการจุดให้ความสว่างด้วยนะคะ มันคือแมลงเต่าทองหนึ่งตัวขายในราคา 100 ผลึกสัตว์อสูรชั้นต้นระดับสุดยอดค่ะ”

คนขายเริ่มขายของต่อทันที

“....”

ชาหน่าถึงกับมุมปากกระตุก

และคิดในใจว่าสมแล้วที่ทำไมที่นี่ถึงชื่อหอสมบัติ

“พี่ใหญ่ ตำหนักเจ้าเมืองเราเลี้ยงแมลงพวกนี้เอาไว้ให้แสงสว่างกับตำหนักเจ้าเมืองตอนกลางคืนก็ไม่แย่นะ”

ชาหลัวกระพริบตามองพี่ชายของเธอหลายครั้ง

“คือวันนี้เราซื้อมาหลายอย่างแล้ว เราคงขนกลับไปไม่ไหว”

ชาหน่าพูดอย่างใจเย็น

“พรุ่งนี้เราค่อยกลับมากันใหม่”

ที่จริงแล้วตอนนี้เขาหมดตัวแล้ว

ชาหลัวมองกลับไปยังทหารที่ติดตามเธอมา ก็เห็นว่าถือของเต็มไม้เต็มมือไปหมด

“ก็ได้ งั้นพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”

ชาหลัวพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ และยอมเข้าใจแต่โดยดี