ตอนที่ 72

ปัง ปัง ปัง

“ท่านย่า!! ปล่อยข้าออกไป ปล่อยข้า!!”

หลู่ชวนนั้นทุบประตูอย่างแรง

เขาต้องการจะออกไปยังบ้านของนายหัวกลุ่ม และคัดค้านไม่ให้ท่านปู่ของเขายกหยู่เฟ่ยหยานกับคนจากเผ่าพันพฤกษา

ท่านยาของหลู่ชวนได้แต่พยายามเกลี้ยกล่อมให้หลู่ชวนใจเย็นลง

“หลานรัก…อยู่บ้านเถอะ อย่าได้ไปขัดขวางเรื่องของท่านปู่เลย”

“ไม่!! ข้าไม่ได้จะไปขัดขวางท่านปู่ แต่แค่ไม่ให้หยู่เฟ่ยหยานแต่งงานไปกับคนอื่น นางต้องเป็นของข้า”

หลู่ชวนคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

“เด็กน้อยเจ้าควรเลือกคนที่คู่ควรกับเจ้ามากกว่า หยู่เฟ่ยหยานนั้นดุร้ายเกินไปไม่เหมาะกับหลานหรอก”

ท่านย่าของหลู่ชวนพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง และกล่าวอย่างผู้ที่เคยผ่านโลกนี้มาอย่างยาวนาน

“ย่าคิดว่าลูกสาวของตระกูลผู้อาวุโสซีค่อนข้างดีเลยทีเดียว รูปร่างสมบูรณ์น่าจะให้กำเนิดเด็กง่าย”

“ไม่!! คนที่ข้าต้องการคือหยู่เฟ่ยหยาน!”

หลู่ชวนตะโกนตอบอย่างดื้อรั้น

“แต่นางไม่ชอบเจ้า”

ท่านย่าของหลู่ชวนเริ่มบ่นและพูดแทงใจดำหลานของเธอ

“นางไม่ได้ชอบเจ้าเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเจ้า แล้วแบบนี้ยังจะอยากไปหานางอีกงั้นหรอ?”

หลู่ชวนตะโกนตอบอย่างมั่นใจ

“ไม่!! อีกแค่นิดเดียว นางก็จะเป็นของข้าแล้ว ขอแค่มีเวลา ข้านั้นเหมาะสมกับนางที่สุดแล้ว”

“โถ่ๆ หลานรัก มันสายไปแล้ว ท่านปู่ของเจ้าตกลงกับเผ่าพันพฤกษาไปแล้ว”

ท่านย่าของหลู่ชวนถอนหายใจ และส่ายหัว

“เมื่อถึงเวลากลุ่มของเรากับเผ่าของพันพฤกษาจะร่วมกัน ผ่านการแต่งงานระหว่างหัวหน้าเผ่ากับหยู่เฟ่ยหยานและหยู่จู”

“เป็นไปไม่ได้ ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้”

หลู่ชวนกระแทกประตูอีกครั้ง

ปัง ปัง ปัง

“ข้าไม่เชื่อท่านย่าหรอก!! ท่านปู่สัญญากับข้าแล้วว่าจะให้ข้าแต่งงานกับหยู่เฟ่ยหยาน”

“หลานรัก! ได้โปรดอย่าทำให้ย่าลำบากใจเลย ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์กับเผ่าพันพฤกษาจะรวมกัน และอาจก่อตั้งเป็นเมืองได้”

“ท่านปู่โกหก! ข้าต้องการแค่หยู่เฟ่ยหยานเท่านั้น”

เสียงร้องคำรามของหลู่ชวนดังไปทั่วบ้านของผู้อาวุโสใหญ่

จนมู่เหลียงและสามสาวที่แอบลักลอบเข้ามานานแล้วได้ยินทั้งหมด พวกเขาซ่อนตัวและฟังเรื่องราวทุกอย่าง

“ในที่สุดส่วนสุดท้ายก็ปรากฏ ที่แท้อาวุโสใหญ่ของกลุ่มต้องการจะเข้าร่วมกับเผ่าอื่น”

มู่เหลียงเคยนึกถึงเหตุผลอื่น แต่ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลที่แน่ชัดได้สักที

ตอนนี้เขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทั้งทีมนักล่า และทหารของกลุ่มจะยอมทำตามคำสั่งของผู้อาวุโสใหญ่

เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ได้ทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ใช้เป็นข้ออ้างหว่านล้อมทุกคน และทำตามความตั้งใจที่จะเข้ากับเผ่าใหญ่ และจะไม่ต้องพึ่งพาหยู่จูที่เป็นแหล่งน้ำเดียวอีกต่อไป ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอนาคตหากหยู่จูไม่อยู่อีกแล้ว

ดังนั้นความสำคัญของหยู่จูจึงหมดไป ทำให้เธอกับลูกสาวของเธอได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองแทน และถูกใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยน

และเป็นไปได้ว่าเผ่าพันพฤกษาจะมองหยู่จูเป็นแค่เครื่องผลิตน้ำมีชีวิต

“ตอนนี้เราควรทำเช่นไรดี”

ลี่เยว่มองด้วยแววตาที่เย็นชา

“เริ่มกันเลย ไปขนของมีค่ากัน ผู้อาวุโสใหญ่ต้องมีของดีๆ เก็บอยู่แน่”

มู่เหลียงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

มู่เหลียงมั่นใจเลยว่าบ้านของผู้อาวุโสใหญ่จะต้องมีอะไรดีๆ เก็บอยู่เยอะแน่นอน เพราะขนาดที่พักของเซียฮูที่เป็นกลุ่มโจรภูเขา ยังเต็มไปด้วยของล้ำค่ามากมาย

“ได้…เดี๋ยวฉันไปคุยกับท่านย่าคนนั้นสักหน่อย เผื่อหล่อนจะใจดีนำทางให้เราก็ได้”

ลี่เยว่ลุกขึ้นก่อนที่จะแอบย่องไปด้านหลังของท่านย่าของหลู่ชวน

หลังจากนั้นก็เกิดการเจรจากันแบบ ‘สันติ’ และเป็นมิตรแบบลี่เยว่ขึ้น ทำให้ท่านย่าของหลู่ชวนยอมพาทั้งหมดไปยังสวนที่อยู่หลังบ้าน เพื่อไปยังเรือนกระจกขนาดใหญ่

คบไฟถูกจุดขึ้นทุกจุดจนเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในนี้

“ไม่คิดเลยว่าตาแก่นั้นจะมีโรงเพาะชำพืชพันธ์ใหญ่ขนาดนี้!”

มู่เหลียงถึงกับประหลาดใจกับภาพที่เห็น เรือนกระจกแห่งนี้ใหญ่ขนาดสนามฟุตบอลสองสนามได้

แล้วภายในเรือนกระจกแห่งนี้เต็มไปด้วยพืชพันธ์และต้นไม้หลายชนิด และเรือนกระจกแห่งนี้ใช้หนังสัตว์มาเป็นผ้าม่านปิดบังสายตาคนภายนอกเอาไว้

“พวกเจ้าเป็นใครกัน! สามีข้าเป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ของกลุ่ม อีกไม่นานเขาก็จะกลับมาแ…อู้ว!!!…”

ขณะที่ท่านย่าของหลู่ชวนกำลังเปิดปากข่มขู่อยู่ๆ เธอก็หยุดชะงักลง

มู่เหลียงยิงใยไปปิดปากท่านย่าของหลู่ชวน และจับหญิงชราไว้กับเก้าอี้

“ต้องใช้น้ำเท่าไรเนี่ยในการรดทั้งเรือนกระจกแห่งนี้”

ลี่เยว่จ้องมองไปยังพื้นที่กว้างที่เต็มไปด้วยพืชพันธ์สีเขียวเต็มไปหมด และพื้นดินเองก็ดูชุ่มชื่นอย่างมาก

“เดาเลยว่าพวกน้ำที่ใช้รดทั้งเรือนกระจกนี้ คงมากกว่าสระเก็บน้ำของเราเสียอีก”

มู่เหลียงอุทานขึ้นพร้อมกับส่ายหัว

เขาไม่คาดคิดเลยว่าผู้อาวุโสใหญ่ของกลุ่ม จะสร้างเรือนกระจกแบบนี้ อีกทั้งภายในยังเต็มไปด้วยพืชผลเต็มไปหมด

ไม่แปลกใจที่เขาออกคำสั่งให้งดน้ำ เพื่อที่เขาจะได้มีน้ำใช้รดพืชผลในเรือนกระจกแห่งนี้

“โห!! ที่นี่ปลูกพืชเยอะกว่าสวนที่บ้านของเราอีก!”

มินโฮนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นพืชพันธ์ต่างๆ ที่เธอไม่รู้จัก

“อันนี้มันสมุนไพรนิ!! อันนี้ก็ด้วย!”

โหย่วเฟ่ยนั้นวิ่งไปรอบๆ และก้มลงดูพืชและดอกไม้หลายชนิดภายในสวน และสามารถแยกแยะพวกมันได้ทันที

“มู่เหลียง เราคงต้องเลือกแล้วล่ะ ว่าจะเอาอะไรกลับไปบ้าง”

ลี่เยว่พูดขึ้น

“ทำไมต้องเลือก?”

คิ้วของมู่เหลียงยกสูงขึ้น ก่อนที่จะผายมือออกและพูดขึ้นว่า

“เราจะเอาไปทั้งหมด!”

มู่เหลียงมีกิ้งก่าสามสีที่ตัวใหญ่ยักษ์ไม่ต่างจากรถบรรทุ ตัวของมันใหญ่พอที่จะขนของทุกอย่างออกไป

“มู่เหลียง! นี้นายเอาจริงงั้นหรอ!”

นัยน์ตาสีน้ำเงินของลี่เยว่เบิกกว้างด้วยความตกใจ

“คำไหนคำนั้น! เราจะเอากลับไปให้หมด”

มู่เหลียงพูดอย่างนุ่มนวล

“ไม่อยากให้ที่บ้านมีพื้นที่สีเขียวมากขึ้นงั้นหรอ?”

ที่จริงมู่เหลียงมีเมล็ดพืชอีกหลายชนิด และพืชพันธ์อีกหลายสิบอย่าง หากว่าเขาได้พืชพันธ์หมดทั้งเรือนกระจกนี้ เอาไปปลูกในสวนของเขา พวกมันจะได้รับผลของอาณาเขตแสงดาว จะยิ่งทำให้วพวกมันเจริญเติบโตได้มากกว่านี้

“แน่นอน ฉันก็หวังให้เป็นแบบนั้น”

นัยน์ตาของลี่เยว่ดูเป็นประกายขึ้นมาทันที

แม้ว่าจะไม่ต้องออกไปไหน และอยู่บ้านเฉยๆ ก็ยังสามารถมองเห็นต้นไม้เขียวขจีได้ ไม่ว่าใครก็ต้องฝันถึง

แต่ลี่เยว่นั้นก็เป็นกังวลอย่างมาก

“แต่พวกผู้อาวุโสใกล้จะกลับมาแล้ว”

“งั้นเราก็ต้องรีบลงมือกันหน่อย”

มู่เหลียงก้มลงไปเอามือแตะพื้น

“เปิดใช้งานควบคุมปฐพี”

พื้นที่ทั่วทั้งเรือนกระจกสั่นไหว เหมือนกับผิวน้ำที่เกิดระลอกคลื่น ก่อนที่พืชไม้ต่างๆ จะผุดขึ้นมาจากพื้น มันเหมือนกับว่าพื้นดินกำลังขับพืชพันธ์เหล่านี้ออกไป

“อะไรน่ะ??”

หญิงสาวทั้งสามได้แต่ยืนตกตะลึงกับภาพที่เห็น และพยายามที่จะทรงตัวไม่ให้ตัวเองล้มลง

ฉากที่เห็นมันน่าอัศจรรย์อย่างมาก เกิดมาพวกเธอไม่เคยพบเห็นภาพอะไรแบบนี้มาก่อน

“มันไม่เกินไปหน่อยงั้นหรอ?”

มินโฮอ้าปากค้างพร้อมกับดึงหูกระต่ายของเธอลงมาด้วยความตกใจ

“ช่างเป็นผู้ชายที่น่าทึ่งจริงๆ!”

โหย่วเฟ่ยนั้นมองมู่เหลียงด้วยสายตาที่เป็นประกายมากกว่าเก่า ตัวของเธอนั่งลงกับพื้นปล่อยให้ตัวไหลไปตามคลื่นของดิน

“พลังระดับนี้มันเท่ากับผู้ตื่นขั้น 6 แล้ว และแทบจะใกล้เคียงกับขั้น 7”

ลี่เยว่คิดภายในใจ

สำหรับผู้ตื่นขั้น 7 นั้นมีอยู่แค่ในเมืองใหญ่ๆ และมีเพียงไม่กี่เมืองเท่านั้น

“อื้อ!! อื้อ!! อื้อ!! อื้อ!! อื้อ!! “

ท่านย่าของหลู่ชวนส่ายหัวพร้อมกับแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น และมองดูทุกอย่างด้วยความกลัว

“เร็ว! รีบขนของไปไว้บนตัวของเสี่ยวไก”

สีหน้าของมู่เหลียงซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เขายกมือขึ้นมาเพื่อปาดเหงื่อบนหน้าผาก

เขาสูญเสียพลังไปมากกับการถอนพืชพันธ์พวกนี้ออกจากดิน และทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้รากของพวกมันเสียหาย

เพล้ง!

ทันใดม่านที่ปิดเรือนกระจกก็ขาดออกพร้อมกับเสียงกระจกแตก แล้วกิ้งก่าตัวยักษ์ใหญ่ก็ปรากฏกายขึ้น

มันเดินเข้าไปหยุดต่อหน้าสามสาว เพื่อให้ทั้งหมดง่ายต่อการขนของออกไป และขนาดตัวของมันก็สามารถขนของไปได้ทั้งหมด

“มู่เหลียงพักก่อนเถอะ ที่เหลือพวกเราจัดการเอง”

ลี่เยว่ได้สติก่อนใคร และรีบขนต้นไม้ พืชพันธ์ต่างๆ ขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวไก

ส่วนโหย่วเฟ่ยนั้น ก็หยิบสมุนไพรคุณภาพดีออกไป เพื่อไม่ให้พวกมันบอกช้ำ

“มู่เหลียง ยังสบายดีอยู่ไหม?”

มินโฮเข้ามาถามพร้อมกับถือต้นไม้ไว้ในมือสองต้น

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลเรื่องฉัน”

มู่เหลียงยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนที่จะโบกมือไปมา

เขาแค่เหนื่อยล้าทางจิตใจ เพราะใช้พลังปราณไปเยอะมาก แต่ร่างกายของเขาไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย

“มู่เหลียงไม่เป็นไรจริงๆ นะ?”

มินโฮมองหน้ามู่เหลียงที่ซีดเซียวก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรจริงๆ ขอพักสักประเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าตอบกลับไปอย่างจริงจัง

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”

มินโฮมองดูอย่างเป็นห่วง ก่อนที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เธอรีบวิ่งไปหาเสี่ยวไก และขนต้นไม้ขึ้นไป

“มินโฮเดี๋ยวก่อน….เอาสิ่งที่อยู่ในมือของเธอให้ฉันดูก่อนได้ไหม?”

มู่เหลีองพึ่งจะสังเกตเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของมินโฮ มันเป็นสิ่งที่เขาคุ้นตาเอามากๆ

“เอานี้”

มินโฮยื่นให้อย่างเชื่อฟัง

“ไม่จริงนา!”

หลังจากได้เห็นมันใกล้ๆ มู่เหลียงก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

เขาแน่นิ่งอยู่ นานและแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น

“งั้นฉันไปขนของอย่างอื่นต่อนะ”

มินโฮไม่อยากกวนมู่เหลียงที่ตัวแข็งทื่อไปเฉยๆ เธอวิ่งออกไปช่วยขนของต่อทันที

“ไม่คิดว่าจะได้เห็นมันเทศที่นี่”

มู่เหลียงเมื่อได้สติกลับมา เขาก็ฉีกยิ้มกว้าง และมองไปยังมันเทศที่เจออย่างยินดี

แค่สิ่งนี้สิ่งเดียวก็คุ้มค่ามากแล้วที่จะมายังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์

ด้วยความสมบูรณ์ของพืชผลที่เก็บไปได้ ในไม่ช้าวิกฤตเรื่องอาหารจะถูกแก้ไขทีละน้อย

สุดท้ายแล้วมันไม่เกินจริงเลย ที่ต่อไปจะสามารถกินอะไรก็ได้ที่อยากกิน

สิ่งนี้เป็นไปไม่ได้ในระยะสั้น แต่ท่าระยะยาวก็ไม่แน่

“นี่จะเป็นหนึ่งในรากฐานอำนาจของเรา”

มู่เหลียงถือมันเทศด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม