ตอนที่ 273

เมืองเต่าทมิฬ ถนนหลักสาม เขตเมืองรอบนอก

อาคารที่เคยว่างเเปล่าตอนนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คน

บ้านเลขที่ 4 อาคาร 4 ถนนหลักสองเส้นสาม

ป๋าฟูดึงแขนเสื้อของป๋านู ราวกับต้องการอะไรสักอย่าง

“พ่อวันนี้เเราพักกันก่อน พ่อจะได้หายเร็วขึ้น”

ยารักษาที่ป๋านูได้กินไปนั้นถูกซึมซับจนหมดแล้ว ทำให้บาดแผลเกือบทั้งหมดเริ่มแห้งและตกเป็นสะเก็ด

“พ่อหายดีแล้ว ไม่ต้องห่วง”

ป๋านูลูบหัวลูกสาว

แววตายังฉายออกถึงความเศร้า ลูกสาวของเขาต้องร่วมทุกข์ทรมานกับเขามาตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ตอนนี้ได้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว

ทั้งสองอยู่ในเมืองเต่าทมิฬได้สองวันแล้ว และหลงรักเมืองนี้อย่างสมบูรณ์

นอกจากภายนอกจะไม่มีกระแสลมแรงที่พัดฝุ่นกับทรายเข้ามาแล้ว ยังไม่มีเสียงตะโกนขู่เข็ญจากพวกทหารอีกด้วย

“แต่…สีหน้าพ่อยังซีดอยู่เลย”

ป๋าฟูพูดอย่างจริงจัง

เวลานี้ป๋าฟูดูดีขึ้นมากแล้ว แม้ว่าจะใส่ชุดที่ขาดรุ่งริ่งเหมือนเดิม แต่เธอได้อาบน้ำแล้ว ทำให้เธอดูดีขึ้น

หลังจากย้ายเข้ามาในเมืองเต่าทมิฬ สองพ่อลูกก็ได้ยินว่าไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำใช้ ทำให้ทั้งคู่ดีใจมาก

หลังจากได้ยินป๋านูก็รีบไปเข้าแถวตักน้ำทันที และวิ่งไปกลับอยู่ห้าหกครั้ง เพื่อจะได้อาบน้ำที่เรียกว่าอาบน้ำจริงๆ

“พ่อไม่เป็นไรแล้วจริงๆ”

ป๋านูพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

เขายกมือขึ้นและหยิกแก้มลูกสาวเบาๆ แม้ว่าจะหยิกไปแล้วเจอแต่ผิวหนังก็ตาม

แต่เพราะแบบนั้นทำให้แววตาของป๋านูดูทุกข์ใจอีกครั้ง เพราะสมัยอยู่ในเมืองไป๋หลี่นั้นพวกเขาแทบไม่ได้กินอะไรเลย ทำให้ขาดสารอาหารอย่างมาก แม้แต่ลูกสาวของเขาเองก็ซูบผอมติดกระดูก

ดังนั้นเขาจะต้องรีบหางานทำเร็วๆ เพื่อจะได้มีแต้มสะสมมาเลี้ยงดูลูกสาวของเขาให้อ้วนท้วมกว่านี้

“ถ้างั้นหนูก็จะออกไปหางานทำด้วย หนูสามารถก่อสร้างถนนได้”

“....”

คำพูดนี้ของลูกสาวทำให้ป๋านูถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

เขากุมมือลูกสาวของเขา และมองดูบาดแผลที่เต็มมือน้อยคู่นี้ไปหมด และชาตินี้คงเป็นแผลเป็นตลอดชีวิต

“พ่อ..หนูทำได้”

ป๋าฟูพูดอย่างมั่นใจ แก้มบางๆ ที่ไม่มีเนื้อของเธอ เหมือนกับฉีกยิ้มอยู่

“เมืองเต่าทมิฬไม่มีงานหนักแบบนั้นอีกแล้วลูก”

ป๋านูพูดด้วยน้ำเสียงที่เอ็นดู

ถนนในเมืองสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเป็นถนนที่สมบูรณ์แบบ

“ถ้างั้น หนูจะไปที่ลานกว้างแล้วไปหาดูว่ามีงานอะไรเปิดรับคนบ้าง”

ป๋าฟูยังพูดอย่างมั่นใจและดูดื้อรั้น

เธอต้องการจะช่วยพ่อเธอแบ่งเบาภาระลง

หัวใจของป๋านูนั้นรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที ก่อนที่จะดีดเบาๆ ไปที่จมูกของลูกสาว

“ลูกยังอ่านหนังสือไม่ออกเลยด้วยซ้ำ”

“ก็….”

ป๋าฟูอ้าปากเล็กน้อย และก้มหน้าลงด้วยความเศร้าสร้อย

ก็อกๆ

มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

“เหอเกิ่นหรอ”

ป๋านูพูดขึ้น

เขานึกถึงเพื่อนของเขา และเป็นคนเดียวที่จะมาเคาะเรียกเขาแต่เช้าแบบนี้

ป๋านูยืนขึ้นและเดินไปที่ประตู เมื่อเปิดออกมาก็เห็นเป็นหญิงสาวที่งดงามอยู่ตรงหน้า

“สวัสดี”

หยู่ฉินหลานกล่าวทักทาย

ข้างหลังเธอมีหน่วยพิทักษ์เนินสูงมาด้วยสองคน

นอกจากนี้แล้วยังมีเด็กสาวอีกคนคือเซียวมี่ที่มาจากหอโภชนาการ

ตอนเช้าหยู่ฉินหลานไปลับเธอและจะย้ายเธอกลับไปทำงานที่ตำหนักเจ้าเมือง

เซียวมี่ เฝ้ารอเวลานี้มานานมาก และในที่สุดเธอก็จะได้ไปตำหนักเจ้าเมืองสักที

สีหน้าของป๋านูดูจริงจังขึ้น และตอบอย่างช้าๆ

“ท่าน..ท่านหยู่..”

ท่ายหยู่เป็นชื่อที่เขาได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่สายสืบที่เรียกหยู่ฉินหลาน

ทำให้ป๋านูไม่รู้ว่าการเรียกเธอแบบนี้จะถูกต้องหรือไม่

“พี่สาวคนสวย!!”

ป๋าฟูยื่นหน้าออกมาและทักทายทันที

หยู่ฉินหลานมองเด็กสาวอย่างละเอียด และพยักหน้าให้

“สาวน้อยพออาบน้ำอาบท่าแล้วดูดีขึ้นเยอะเลยนะ”

“ท่านหยู่ เกิดอะไรขึ้นรึป่าวครับ”

ป๋านูถามด้วยความกังวล

“ฉันเอาบัตรประชาชนมาให้เท่านั้น”

หยู่ฉินหลานหยิบบัตรประชาชนออกมาจากกระเป๋าสองใบ

“บัตรประชาชน?”

ป๋านูรับมาด้วยความประหลาดใจ

บัตรประชาชนนั้นดูสวยงามมาก และยังมีข้อมูลของเขาเขียนยู่ด้วย

“....”

ก่อนที่เขาจะดูบัตรประชาชนของลูกสาว

แต่เขาอ่านหนังสือไม่ออก

“นี้คือบัตรประชาชน ที่จะบ่งบอกว่าเป็นประชาชนของเมืองเต่าทมิฬ เก็บไว้ให้ดี มันจะถูกใช้อีกหลายครั้งในวันข้างหน้า”

หยู่ฉินหลานอธิบายต่อ

“เข้าใจแล้วครับ”

ป๋านูกำบัตรไว้แน่นโดยที่ไม่รู้ตัว หลังจากได้ยินที่หยู่ฉินหลานบอก

“แล้วเป็นไง หางานได้รึยัง”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูผ่อนคลายมากกว่าแรก

“ผมกำลังจะเตรียมตัวออกไปหาอยู่นี้ละครับ”

ป๋านูพูดอย่างรวดเร็ว

“งั้นฉันมีงานหนึ่งสนใจไหม ค่าจ้างเป็น 100 แต้มสะสมต่อเดือน”

หยู่ฉินหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง

แววตาของป๋านูเป็นประกาย 100 แต้มสะสมนั้นเยอะมาก

เขาจึงรีบถามกลับทันที

“งานอะไรครับ”

“ก็งานในไร่สวน ค่อยดูแลและจัดการสิ่งต่างๆ ภายในสวน”

หยู่ฉินหลานกล่าวด้วยท่าทางที่สงบ

“ไร่สวน”

ป๋านูถึงกับตกตะลึง เมืองเต่าทมิฬมีไร่สวนผลไม้ด้วยงั้นหรอ”

“ลองคิดดูก่อนก็ได้”

หยู่ฉินหลานพูดต่อพร้อมกับมองไปที่ป๋าฟู

“ผมทำครับ”

ป๋านูตอบอย่างไม่ลังเล

“เอาล่ะ งั้นไปรายงานตัวที่ตำหนักเจ้าเมืองพรุ่งนี้ แล้วจะมีคนพาไปที่สวนผลไม้”

หยู่ฉินหลานพูดต่อด้วยเสียงที่ไพเราะ

สวนผลไม้นั้นตั้งอยู่ที่ด้านหลังของเนินสูง และมีหมาป่าจันทราอาศัยอยู่ หากจะเข้าไปต้องมีคนของมู่เหลียงพาไปเท่านั้น

“ครับๆ”

ป๋านูตอบซ้ำหลายครั้ง

“พี่สาวคนสวย มีงานให้ฉันทำบ้างไหม”

จู่ๆ ป๋าฟูก็ถามขึ้น

“สาวน้อยอยากทำงานด้วยงั้นหรอ”

หยู่ฉินหลานถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน และยิ้มเล็กน้อย

นี้ไม่ใช่ว่าเข้าทางเธอเลยงั้นหรอ?

วันนี้หยู่ฉินหลานไม่ได้มาเพื่อพบกับป๋านูอย่างเดียว แต่เธอต้องการมาเจอป๋าฟู

ถึงเวลาที่จะคัดเลือกสาวใช้นักสู้แล้ว

เมื่อถึงเมืองหมื่นอสูร เธอจะยิ่งยุ่งมากกว่านี้แน่

เธอต้องนำเซียวมี่กับป๋าฟูไปฝึกสอนให้เร็วที่สุด ก่อนที่เธอจะไม่มีเวลา

“ใช่ๆ ฉันอยากทำงาน”

ป๋าฟูพยักหน้าอย่างแรง

ป๋านูดึงตัวลูกสาวไปด้านหลัง และหัวเราะแห้งๆ

“ท่านหยู่ ป๋าฟูแค่ล้อเล่น เธอไม่อยากทำงานหรอก”

“พ่อหนูอายุ 14 แล้วนะ!”

ป๋าฟูทำงหน้าจริงจัง และไม่พอใจอย่างมาก

“ฉันจะทำงาน”

“มีงานที่ตำหนักเจ้าเมือง ซึ่งเหมาะกับเด็กน้อยคนนี้มาก”

หยู่ฉินหลานกล่าวด้วยรอยยิ้ม

ป๋านูดูลังเลอยู่เล็กน้อย และคิดว่ามีงานที่เหมาะกับลูกสาวเขาจริงๆ งั้นหรอ

“จริงหรอพี่สาว”

แววตาของป๋าฟูเป็นประกาย

หยู่ฉินหลานก้าวไปด้านหน้าและพูดพร้อมรอยยิ้ม

“งานสาวใช้ อยากทำรึป่าวล่ะ”

“ทำๆ ฉันจะทำ”

ป๋าฟูพยักหน้าทันที

แม้ว่าเธอจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาวใช้คืออะไร

“ท่านหยู่ ป๋าฟูยังเด็กอยู่…”

น้ำเสียงของป๋านูดูแผ่วลง

“ไม่ต้องเป็นห่วง เธอจะไม่เป็นไร”

หยู่ฉินหลานมองไปที่ป๋านู

“พ่อ…พี่สาวคนสวยไม่โกหกหรอก”

ป๋าฟูพูดอย่างออดอ้อน

จากมุมของเด็กสาว หยู่ฉินหลานเป็นคนที่ช่วยชีวิตพ่อของเธอเอาไว้ ไม่มีทางที่จะเป็นคนเลวร้ายแน่นอน

“ถ้างั้น…ก็ได้”

ป๋านูยอมจำนน

เขาไม่อยากให้ลูกสาวออกไปตกระกำลำบากอีกแล้ว แต่ป๋าฟูนั้นมีนิสัยเหมือนกับภรรยาของเขาที่ตายไปแล้ว คือเธอมีนิสัยที่ดื้อรั้นมาก

“ถั้างั้นเก็บของแล้วตามฉันมา”

หยู่ฉินหลานกล่าวด้วยสีหน้าพอใจ

“ไม่ต้องเก็บหรอก”

ป๋าฟูดึงเสื้อผ้าของตัวเองเพราะนี้คือทั้งหมดที่เธอมี

“ไปตอนนี้เลยหรือท่านหยู่”

ป๋านูถามด้วยความตกใจ

“ใช่ มีอีกหลายอย่างที่เธอจะต้องเรียนรู้”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นก่อนที่จะหันหลังกลับไป

“พ่อ หนูไปกับพี่สาวคนสวยก่อนนะ”

ป๋าฟูโบกมือเล็กๆ ของเธอให้พ่อ

“ท่านหยู่ วันนี้ผมเองก็เริ่มงานได้เลยหรือไม่”

ป๋านูถามด้วยความกังวล กลัวลูกสาวจะไปตำหนักเจ้าเมืองเพียงลำพัง

“ได้ งั้นก็ตามมาเลย”

หยู่ฉินหลานตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

ป๋านูถอนหายใจ ก่อนที่จะปิดประตูล็อคบ้าน และเดินตามหยู่ฉินหลานไปอย่างระมัดระวัง

บนท้องถนน

เซียวมี่มองไปยังป๋าฟูอย่างสงสัย ต้องอดอยากขนาดไหนถึงจะอยู่ในสภาพนี้ได้

สิบนาทีต่อมาหยู่ฉินหลานก็พาทุกคนมายังพื้นที่เนินสูง

“ท่านหยู”

อามันที่ยืนเฝ้าทางขึ้นอยู่ก็ได้แสดงความเคารพแบบทหารให้

“อือ”

หยู่ฉินหลานยกมือขึ้นตอบรับ

“ตรวจได้ตามปกติเลย”

“ค่ะ”

อามันพยักหน้าและเข้าไปตรวจสอบดูเซียวมี่กับป๋าฟู

“โปรดยกมือขึ้นสูงให้ความร่วมมือในการตรวจค้นด้วย”

อามันพูดขึ้นอย่างเย็นชา

“ค่ะ”

เซียวมี่ยกมือขึ้นและให้ความร่วมมือ

ป๋านูกับลูกสาวเองก็ยกมือขึ้นเหมือนกัน และรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก

อามันและหน่วยพิทักษ์อีกคนเข้าไปตรวจสอบทั้งสามอย่างถี่ถ้วน

ผู้ชายก็ตรวจผู้ชายผู้หญิงก็ตรวจผู้หญิง

สองนาทีต่อมา

อามันส่ายหัวเล็กน้อย

“ไม่พบสิ่งผิดปกติ”

“อืม”

หยู่ฉินหลานขานรับและพูดขึ้น

“ไปกันเถอะ”

“ฟูวว”

ป๋านูถอนหายใจด้วยความโล่งอกและเดินตามหยู่ฉินหลานไป

เขามองไปรอบๆ พื้นที่เนินสูงด้วยความสงสัย เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวขจี

“มีต้นไม้เต็มไปหมดเลย”

ป๋านูอุทานออกมาอย่างประหลาดใจ

ไม่กี่นาทีต่อมาทั้งหมดก็ขึ้นมาถึงตำหนักเจ้าเมือง

“ท่านหยู่”

เว่ยหยูหลันทักทายด้วยน้ำเสียงที่เคารพ

หยู่ฉินหลานพยักหน้าให้ และพูดขึ้น

“เซียวมี่ ป๋าฟูสองคนนี้จะมาเริ่มงานตั้งแต่วันนี้ เพราะงั้นน้องหลันช่วยสอนงานพวกเธอด้วย”

สาวใช้นักสู้นั้นนอกจากเรื่องต่อสู้แล้วยังต้องเรียนรู้มารยาทต่างๆ ของสาวใช้ และเรียนรู้การทำงานบ้านงานเรือน การทำอาหารและทักษะอื่นอีก

“ค่ะ”

เว่ยหยูหลันขานรับ และมองไปยังเซียวมี่กับป๋าฟู

ตุบๆ

ลี่เยว่ปรากฏตัวขึ้นเธอพึ่งมาจากห้องทำงานของมู่เหลียง

หยู่ฉินหลานเห็นจึงทักทายด้วยรอยยิ้ม

“น้องสาวลี่เยว่ มาได้พอเหมาะพอดี พาสองคนนี้ไปตรวจสอบอย่างละเอียดที ทั้งคู่มารับตำแหน่งสาวใช้ในตำหนักเจ้าเมืองนับจากนี้”

-การเข้าพื้นที่เนินสูงนั้นจะต้องตรวจสอบพื้นหลังอย่างละเอียด เพราะคนกลุ่มนี้จะเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของเมืองได้

กล่าวก็คือแม้แต่ต้องถอดเสื้อผ้าเพื่อตรวจดูให้ละเอียดก็ต้องทำ

“ได้”

ลี่เยว่พยักหน้ารับหลังจากได้ยินประโยคนี้

เธอมองไปที่เซียวมี่กับป๋าฟูที่ดูเขินๆ อยู่

ทั้งคู่เมื่อสบตากับลี่เยว่ก็รู้สึกกลัวเล็กน้อย หากเทียบกับหยู่ฉินหลานที่ดูสง่างามและดูเป็นกันเอง ลี่เยว่นั้นกลับดูเย็นชามาก

“ตามฉันมา ฉันจะพาไปพบท่านเจ้าเมือง”

หยู่ฉินหลานพูดพร้อมกับเหลือบมองป๋านู

ผู้ที่จะเข้าไปทำงานในสวนผลไม้นั้นจะได้รับการตรวจสอบจากมู่เหลียงก่อน

“ครับ”

อยู่ๆ ป๋านูก็เกิดกลัวขึ้นมา

เจ้าเมืองเต่าทมิฬคนนี้จะเป็นคนเลวร้ายเหมือนกับเจ้าเมืองไป๋หลี่หรือป่าว นี้เป็นสิ่งที่เขาคิด

ก็อกๆ

หยู่ฉินหลานพาป๋านูมาที่ห้องทำงานของมู่เหลียงก่อนที่จะเคาะประตู

เมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากมู่เหลียงเธอจึงเปิดประตูเข้าไป

ปึง

เสียงของประตูเปิดออก หยู่ฉินหลานเดินเข้ามาและยิ้มเล็กน้อย

“มู่เหลียง ฉันพาคนดูแลสวนมาแนะนำ”

มู่เหลียงเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ป๋านู

“ท่านเจ้าเมือง…”

ป๋านูโค้งคำนับให้ทันที

เขาไม่คิดว่าเจ้าเมืองเต่าทมิฬจะหนุ่มขนาดนี้

“เป็นไง เริ่มคุ้นเคยกับที่นี่รึยัง”

มู่เหลียงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ครับ ที่นี่ดีมากเลยครับท่านเจ้าเมือง”

ป๋านูตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

เจ้าเมืองเป็นห่วงชีวิตส่วนตัวของเขาด้วยงั้นหรอ? นี้คือสิ่งที่ป๋านูคิด และทำให้เขาตื้นตันใจมาก

“ดีแล้ว”

มู่เหลียงหยิบผลึกแก้วออกมาจากลิ้นชัก

และวางมันลงบนโต๊ะก่อนที่จะผลักออกไปด้านหน้า พร้อมกับพูดอย่างสุขุม

“เอาของสิ่งนี้ติดตัวทุกครั้งที่จะเข้าออกสวนผลไม้”

มันคือบัตรผ่านสำหรับเข้าออกสวนผลไม้ที่มู่เหลียงสร้างขึ้น

แต่ละชิ้นมีขนาดเท่าฝ่ามือและมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยม มีรูปสลักนูนของราชาหมาป่าอยู่บนผลึก

“ครับ…”

ป๋านูเข้าไปรับผลึกแก้วมาอย่างระมัดระวัง และเก็บมันอย่างดี

“ตอนนี้ัสวนอยู่ภายใต้การดูแลของนายแล้ว หลังจากนี้จะมีคนตามไปช่วยงานภายหลัง

มู่เหลียงพูดต่อ

สวนผลไม้ตอนนี้ไม่ใช่เล็กๆ แน่นอนว่าป๋านูคนเดียวดูแลไม่ไหวแน่

“ครับ”

ป๋านูขานรับอย่างรวดเร็ว

“พาเขาไปที่สวนผลไม้”

มู่เหลียงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูอ่อนโยน

“ค่ะ”

หยู่ฉินหลานตอบรับทันที