“เฟ่ยหยานคิดไหมว่า….สิ่งที่เธอพูดเสี่ยวไกจะได้ยิน และมันจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง”
มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับมุมปากที่ยกสูง และมองไปยังหยู่เฟ่ยหยานอย่างชั่วร้าย
“เอ่อ….เสี่ยวไกคงไม่เข้าใจภาษามนุษย์หรอกใช่ไหม?”
หยู่เฟ่ยหยานถามด้วยสีหน้าดูไม่มั่นใจ
เธอก้าวไปยืนอยู่ด้านหลังของมู่เหลียงด้วยความกลัว
“บางที มันอาจจะเข้าใจเล็กน้อยก็ได้”
มู่เหลียงเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
อย่างไรก็ตามสัตว์เลี้ยงของเขานั้นสามารถสื่อสารกับเขาได้ผ่านกระแสจิต และเข้าใจสิ่งที่เขาพูด แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นพูดมันจะเข้าใจไหม
“.....คือ…บอกเสี่ยวไกที…ฉันไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้น”
หยู่เฟ่ยหยานนั้นทำท่าราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัว และกระตุกแขนมู่เหลียงหลายครั้ง ด้วยสีหน้าซีดเซียว
ใช้ว่าเธอจะกล้าไปแกล้งหรือแหย่เสี่ยวไก แท้จริงแล้วเธอนั้นกลัวมันมาก ก็นั้นมันกิ้งก่ายักษ์ขนาดตัวถึง 8 เมตรจะไม่ให้กลัวได้ยังไง
“เฮ่อ….เธอนี้มันจริงๆ เลย”
มู่เหลียงไม่รู้ว่าจะพูดยังไงกับเธอดี
เขามองดูหยู่เฟ่ยหยานที่ทำท่าทางหวาดกลัว และพูดด้วยรอยยิ้ม
“เอ้าล่ะๆ มันไม่ได้ยินที่เธอพูดเมื่อครู่”
“จริงหรอ!!”
หยู่เฟ่ยหยานถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เพราะงั้นถอยออกไปได้แล้ว”
มู่เหลียงมองดูหยู่เฟ่ยหยานอย่างเอ็นดู และผลักเธอออกไปเบาๆ
หยู่ฉินหลานที่มองดูทั้งสองก็รู้สึกหวิวๆ ขึ้นมาในใจ และเอามือขึ้นมาทาบที่อก ด้วยความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
“แม่…เป็นอะไรไป”
หยู่เฟ่ยหยานหันกลับมาและเห็นว่าแม่ของเธอมีอาการแปลกๆ จึงร้องถามขึ้นอย่างเป็นห่วง
“ไม่สบายตรงไหนรึป่าว”
“ไม่…ไม่ แม่สบายดี”
หยู่ฉินหลานตอบอย่างอึกๆ อักๆ และยังรู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเมื่อถูกมู่เหลียงมองมา
“ยังเจ็บแผลอยู่งั้นหรอ”
มู่เหลียงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“มันแค่…คัน…เล็กน้อย”
หยู่ฉินหลานตอบอย่างสับสน และพยายามคิดหาเหตุผลให้กับตัวเอง
“ใช่ แค่คันแผลเท่านั้น”
“โถ่แม่ทำฉันใจหายหมด”
หยู่เฟ่ยหยานถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่เธอก็เห็นว่าหน้าของแม่เธอแดงขึ้นมาผิดปกติ
“มู่เหลียง! อาหารพร้อมแล้ว!”
มินโฮโผล่มาที่ประตูบ้าน และตะโกนขึ้น แต่เมื่อมินโฮเห็นมู่เหลียงในชุดเกราะ เธอก็ถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
“กลับกันเถอะ แล้วค่อยคุยกันระหว่างกินข้าวก็ได้”
มู่เหลียงเดินนำหน้าไปยังบ้านทันที
เมื่อเดินผ่านมินโฮเขาก็ได้ใช้นิ้วดันปากของมินโฮอย่างแผ่วเบาให้ปิดสนิท
“น้ำลายไหลออกมาแล้ว..”
“ห๊ะ!”
มินโฮรีบเช็ดมุมปากทันทีด้วยความตกใจ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีน้ำลาย เธอก็รู้ตัวทันทีว่าเธอถูกหลอกอีกแล้ว
และพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“มู่เหลียง!! นายหลอกฉันอีกแล้วน่ะ!”
“ก็เมื่อกี้ฉันเช็ดน้ำลายให้เธอไปแล้วไง..”
มู่เหลียงยืนอยู่ในห้องโถง ตรงจุดแขวนเสื้อเกราะ
และเขาก็มองเห็นเว่ยหยูหลัน ที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยแววตาใสซื่อ
เด็กสาวอายุสิบสามปีคนนี้ได้ช่วยงานบ้านทั้งหมด และเป็นลูกมือเบอร์หนึ่งของมินโฮ
“นายท่านมู่เหลียง”
เว่ยหยูหลันทักทายอย่างสุภาพ
“อืม”
มู่เหลียงพยักหน้ารับ และเดินเข้าบ้านไป
ก่อนที่เขาจะโบกมือเพื่อเรียกมินโฮ
“มินโฮมานี้เร็ว ช่วยฉันถอดชุดเกราะที”
หลายวันมานี้ มินโฮนั้นเป็นผู้ช่วยในการถอดชุดเกราะอยู่หลายครั้ง จนเธอนั้นเริ่มจะชำนาญ
ไม่นานชุดเกราะก็ถูกถอดออกอย่างรวดเร็ว และวางไว้บนเก้าอี้ไม้
“ถึงชุดจะไม่หนักและคล่องตัว แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ใส่”
มู่เหลียงนั่งลงและบ่นออกมาเกี่ยวกับตัวชุดเกราะ
หยู่ฉินหลานรีบเดินนำหน้าลูกสาวเธอเข้ามา และนั่งลงข้างๆ มู่เหลียงทันที
เธอนั่งเอามือเท้ากับโต๊ะ และถามด้วยความสงสัย
“มู่เหลียงนายคิดจะสร้างชุดเกราะพวกนี้จำนวนมากไหม”
หยู่เฟ่ยหยานเองที่มาถึงเมื่อได้ยินก็ตั้งใจฟังคำตอบของมู่เหลียง และนั่งลงมองชุดเกราะอย่างสนอกสนใจ
เธอแอบสัมผัสชุดเกราะอย่างระมัดระวัง และลองเอาเกราะแขนมาสวมดู พร้อมกับตรวจสอบวิธีการทำงานของมัน
“ชุดเกราะบางชนิดจะสร้างจำนวนมาก แต่ชุดเกราะล่องหนนี้จะสร้างให้เฉพาะหน่วยพิเศษของเมืองเต่าทมิฬเท่านั้น”
มู่เหลียงทำชุดเกราะล่องหนขึ้นมา ไม่ได้เอาไว้ใช้เอง
ยังไงเขาก็มีพลังล่องหนอยู่แล้ว และทำให้ผิวหนังแข็งเหมือนเกร็ดได้ เพราะงั้นชุดเกราะนี้ไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาเลย
แต่มันมีไว้สำหรับกองกำลังพิเศษที่เขาจะตั้งขึ้น และอาจจะเป็นไพ่ไม้ตายลับของเมืองเต่าทมิฬ
“หน่วยพิเศษ?”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยความสงสัย เธอไม่เคยได้ยินเรื่องหน่วยพิเศษในเมืองเต่าทมิฬมาก่อน
“ฉันยังไม่ได้ก่อตั้งมันขึ้นตอนนี้”
มู่เหลียงพูดขึ้น เขารู้อยู่แล้วว่ามีคนยอมสมัครเป็นหน่วยพิเศษแน่นอน
นั้นคือลี่เยว่ที่ตอนนี้ไม่อยู่ในเมืองเต่าทมิฬ หากว่าเธอได้สวมชุดเกราะล่องหนนี้ เธอก็ไม่ต้องกลัวเรื่องการปกปิดอาการโรคผีมายาอีกต่อไป
“แล้วใครจะเป็นสมาชิก?”
หยู่ฉินหลานถามต่อด้วยความอยากรู้
“ตอนนี้มีเพียงเท่านี้ก่อน”
มู่เหลียงตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มินโฮและเว่ยหยูหลันเอาอาหารมาจัดวาง
วันนี้มินโฮเป็นคนเตรียมอาหาร และเมื่อจัดจานเสร็จแล้วเธอก็นั่งลงที่ตรงข้ามกับมู่เหลียง
ผัดผักกะหล่ำปลี ซุปมะเขือเทศ และเนื้อย่าง
มู่เหลียงมองดูอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ อาหารมื้อนี้มันดูฟุ่มเฟือยอย่างมาก หากเทียบกับเมื่อก่อน
นั้นก็เพราะสวนของเขาให้ผลผลิตเร็วมาก
หลังจากพืชไม้และผักต่างๆ ได้รับผลของอาณาเขตแสงดาวพวกมันก็เติบโตได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะมะเขือเทศ และกะหล่ำปลี
ดังนั้นทำให้คฤหาสน์เจ้าเมืองนั้นสามารถที่จะกินได้อย่างฟุ่มเฟือยมากขึ้น และอาหารทุกมื้อสามารถมีกะหล่ำปลีได้
“รีบกินเถอะ”
มู่เหลียงตัดเนื้อย่างอย่างบรรจง
นี้คือเนื้อของสัตว์อสูรที่เซียวหงล่ามาได้ในวันนี้
ไม่กี่วันก่อนมู่เหลียงออกไปล่าพร้อมกับสัตว์อสูรเลี้ยงของเขา และมีอัตราการล่าสำเร็จสูง และปลอดภัยอีกด้วย
หลังจากที่ลองลิ้มรสเนื้อแล้ว มู่เหลียงก็ถามขึ้นเบาๆ
“แล้ว….โหย่วเฟ่ยล่ะ เธอไม่มากินข้าวด้วยกันงั้นหรอ”
มินโฮมองไปยังเว่ยหยูหลันที่อยู่ข้างๆ และเธอได้บอกว่าให้เว่ยหยูหลันนำอาหารไปให้โหย่วเฟ่ยแล้ว
สำหรับมินโฮนั้นยังไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าตรงๆ กับโหย่วเฟ่ย เธอจึงใช้ลูกมือเบอร์หนึ่งของเธอจัดการเรื่องนี้
เว่ยหยูหลันก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนที่จะพูดอย่างสุภาพ
“คุณโหย่วเฟ่ยบอกว่าใกล้จะทำยาเสริมพลังสำเร็จแล้ว จึงไม่อยากที่จะเสียเวลา”
“เฮ้อ เธอคนนั้นเป็นพวกหมกมุ่นจริงๆ”
มู่เหลียงส่ายหัวอย่างอ่อนใจ
ก่อนที่จะโบกมือไปทางเว่ยหยูหลัน
“เธอเองก็ไปหาอะไรกินเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
เว่ยหยูหลันโค้งคำนับ ก่อนที่จะเดินกลับไปยังห้องครัวที่พึ่งสร้างขึ้นใหม่ เธอนั้นตั้งตารอเลยว่าอาหารของสาวใช้วันนี้จะเป็นอะไร
เพราะแม้แต่อาหารของสาวใช้ก็ยังดูดีกว่าอาหารที่บ้านของเธอเสียอีก
หยู่ฉินหลานนั้นมองดูเว่ยหยูหลันจากไป ก่อนที่จะถามขึ้น
“มู่เหลียงนายมีแผนอะไรต่อจากนี้”
“ก็พอมีเล็กน้อย”
มู่เหลียงตอบก่อนที่จะยกถ้วยซุปขึ้นจิบ
“ฉันกำลังต้องการใครสักคนมารับบทเป็นหัวขโมย”
“หัวขโมย? เพื่อจะเข้าไปขโมยของในเมืองสิบขั้นงั้นหรอ?”
หยู่ฉินหลานถามด้วยใบหน้าที่ครุ่นคิด
“ไม่…ขโมยของไปจากพวกเราแทน”
มู่เหลียงยกนิ้วชี้ขึ้น และส่ายไปมาเบาๆ
“เอ้า! ทำไมล่ะ?”
หยู่ฉินหลานรู้สึกสับสน
“งั้นฉันขอถามอะไรสักหน่อย มีวิธีการอะไรที่จะทำให้สามารถแลกเปลี่ยนผลึกสัตว์อสูรได้ในจำนวนมากๆ บ้าง”
มู่เหลียงกลับยิงคำถามกลับมาแทนคำตอบ
“สิ่งนั้น….ก็คงมีเพียงสร้างความน่าเชื่อถือ และชื่อเสียงที่ดีเท่านั้น”
หยู่ฉินหลานคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบ เธอพยายามคิดหลายวิธีการมาก
“การสร้างความน่าเชื่อถือในการซื้อขายนั้นไม่ยาก แต่ไม่จำเป็นต้องคิดมากในเรื่องนี้ด้วย”
มู่เหลียงส่ายหัวเล็กน้อย เพราะทันทีที่เต่าทมิฬน้อยเข้าใกล้เมืองสิบขั้น พวกเขาจะรู้ตัวทันที
มู่เหลียงมั่นใจว่าเมืองใหญ่แบบนี้จะต้องมีสายสืบหรือหน่วยสอดแนมอยู่รอบๆ เมือง เมื่อไรที่พวกเขาไปถึง ข่าวเรื่องการมาถึงของเขาจะไปถึงเมืองสิบขั้นก่อนแล้ว
ดังนั้นมู่เหลียงเองก็ไม่คิดที่จะปกปิดอะไรอีก เขาจะอยู่บนเต่าทมิฬและแสดงเจตจำนงที่จะมาเยี่ยมเยียนเมืองสิบขั้น
ชื่อเสียงงั้นหรอ? มันจะไปเท่ากับความรู้สึกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรยักษ์ได้ยังไง
“แล้วนางกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่”
หยู่ฉินหลานถามต่อด้วยีวามสงสัย
“ที่ยังกังวลตอนนี้ไม่ใช่เรื่องตัวฉันเอง แต่กลัวว่าคนอื่นจะไม่กล้าค้าขายกับฉันเท่าที่ควร”
มู่เหลียงถอนหายใจ
ยิ่งมีชื่อเสียงมากก็ย่อมมีข้อเสียมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน หรือกล่าวง่ายๆ ผู้คนจะยำเกรงเขาเกินไป
“งั้นแปลว่านายมีแผนที่จะเปิดตัวเต่าทมิฬน้อยใช่ไหม”
หยูฉินหลานเข้าใจได้ทันที และถามขึ้น
การเปิดตัวเต่าทมิฬน้อยนั้นสามารถสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี
“ใช่ เพียงลำพังคงไม่สามารถที่จะติดต่อ และเข้าถึงผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็ว”
มู่เหลียงเองก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกองกำลังใดของเมืองสิบขั้น แต่เขาก็ไม่อยากที่จะมาเสียเวลาในการหาตัวพ่อค้า และพยายยามสร้างข้อได้เปรียบในการต่อรอง
“ถ้าเป็นแบบนั้น มันจะดึงดูดความสนใจมากเกินไป และอาจจะลุกลามไปถึงการซุ่มโจมตี หรือเปิดฉากต่อสู้กันโดยตรง”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นด้วยความวิตก
“ไม่….ไม่ต้องคิดมากขนาดนั้น”
มู่เหลียงอยู่ๆ น้ำเสียงก็ดูมั่นใจมากขึ้น
ด้วยตัวของเต่าทมิฬน้อย เขาไม่กลัวการบุกหรือโจมตีใดๆ ทั้งสิ้น บางทีพวกที่คิดจะโจมตีพวกเขาคงได้พบกับแนวป้องกันของเมืองที่เกินจะจินตนาการได้
ในแง่ทางยุทธศาตร์แล้วมู่เหลียงเป็นต่ออยู่มาก
“แล้วแผนของนายคืออะไร”
หยู่ฉินหลานถามต่อด้วยความสงสัยเล็กน้อย และพยายามเชื่อมโยงทุกอย่างเข้ากับเรื่องหัวขโมยที่มู่เหลียงพูดก่อนหน้านี้
“แค่จะสร้างราคาสินค้าให้มันแพงสุดๆ ไปเลยเท่านั้นเอง”
เมื่อพูดจบมุมปากของมู่เหลียงก็ยกสูงขึ้น และพูดต่อด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์
“ถ้าเราแกล้งทำเป็นว่ามีหัวขโมยแอบเอาของเมืองของเราออกไปขาย และลดจากราคาจริง”
“แผนการนี้พวกเขาก็จะรีบแย่งกันซื้อของจากหัวขโมยของเราทั้งหมด!”
เมื่อได้ยินแผนการนี้หยู่ฉินหลานมีเพียงสิ่งเดียวที่นึกออกนั้นคือ พ่อค้าเจ้าเล่ห์!
“อะไรสีหน้าแบบนั้นหมายความว่าไง?”
มู่เหลียงเมื่อเห็นสีหน้าของหยู่ฉินหลานก็ถามขึ้นทันที
เขาได้เรียนรู้กลโกงของพ่อค้าในโลกของเขา เพราะการค้าขายในโลกเดิมของเขานั้นแข่งขันสูงมาก ทำให้พ่อค้าทุกคนต้องมีเล่ห์เหลี่ยมที่ลึกล้ำมาก
การตั้งราคาแลกเปลี่ยนในราคาสูงในสิบวันที่ผ่านมาก็เป็นหนึ่งในแผนการของมู่เหลียง
มู่เหลียงต้องการขายทุกอย่างที่เขามี และไม่ต้องการให้ราคาของมันต่ำเกินไป
แผนการนี้ของทุกอย่างจะถูกขายอย่างรวดเร็ว และเพราะแบบนั้นเกราะล่องหนถึงถูกสร้างขึ้นมาสำหรับงานนี้ด้วย
(พรุ่งนี้หยุดหนึ่งวันนะครับ ผู้แปลขนของย้ายที่อยู่ แล้วอาจจะลงล่าช้าในช่วงอาทิตย์หน้าเพราะย้ายที่อยู่ เลยมีหลายอย่างไม่ลงตัว ต้องขอภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วย)
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved