มู่เหลียงเอื้อมมือไปรับเกราะหมวกสีเทาจากอาหลี่เช่อ และพลิกดูสองสามครั้ง
ก่อนที่จะพยักหน้าและพูดออกมา
“มันเป็นยุทธภัณฑ์ระดับกลางที่ใช้งานได้จริง”
“....”
อาหลี่ย่าถึงกับมุมปากกระตุก เธอมั่นใจว่าเกราะป้องกันหัวใจของเธอใช้งานได้จริงมากกว่าเกราะหมวกนี้
“มีอะไรอีกไหมที่อยากรู้เกี่ยวกับเมืองเต่าทมิฬ”
มู่เหลียงมองไปที่สองพี่น้องและถามขึ้น
อาหลี่ย่าเลยถามด้วยความสงสัยทันที
“พวกเราอยากรู้ว่าแต้มสะสมที่เขียนในใบประกาศคืออะไร”
“แต้มสะสม เป็นหน่วยแลกเปลี่ยนที่ใช้ในเมืองเต่าทมิฬ ทั้งซื้อของกิน เครื่องใช้ และของอื่นๆ”
หยู่ฉินหลานเข้ามาตอบแทนทันทีด้วยท่าทางอันสง่าของเธอ
“ที่นี่มีโรงอาหารอยู่ที่ชั้นสองของเนินสูง เพียงจ่ายแต้มสะสมเล็กน้อยก็พอแล้วที่จะกินจนอิ่ม และกินได้มากเท่าที่ต้องการ”
“นั้นยอดเยี่ยมไปเลย”
แววตาของอาหลี่ย่าเป็นประกายขึ้นมา
“ใช่แล้ว แต้มสะสมยังทำอะไรได้อีกหลายอย่าง เรื่องนี้จะได้รู้ภายหลัง”
หยู่ฉินหลานพูดด้วยน้ำเสียงที่ใจดี
“เข้าใจแล้ว”
อาหลี่ย่ากับพี่สาวของเธอมองหน้ากัน
“งั้นก็ยินดีต้อนรับสู่เมืองเต่าทมิฬ”
แววตาของมู่เหลียงดูสดใสขึ้นมาเล็กน้อย
“พวกเรายินดีที่จะได้รับใช้ท่านเจ้าเมือง”
อาหลี่ย่าดึงพี่สาวของเธอให้โค้งคำนับให้มู่เหลียง
มู่เหลียงเพียงก้มหัวเล็กน้อย และพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ฉินหลาน พาทั้งคู่ไปยังบ้านใหม่ของพวกเขาที่ชั้นสองเถอะ”
“รับทราบค่ะ”
หยู่ฉินหลานพยักหน้ารับ
เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย และยิ้มให้กับสองสาว
“ไปกันเถอะ ฉันจะพาทั้งสองคนไปยังบ้านใหม่เอง”
“ค่ะ”
อาหลี่ย่าตอบอย่างสบายใจ เธอกำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่
หยู่ฉินหลานพาทั้งสองเดินออกไปจากห้องทดลองของมู่เหลียง และไปนอกตำหนักเจ้าเมือง
“ท่านหยู่ ….ฉันเรียกท่านแบบนี้ได้ไหม”
อาหลี่ย่าถาม”
“ได้”
หยู่ฉินหลานตอบพร้อมกับยิ้มให้อย่างสดใส
อาหลี่ย่าชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่เหนือหัวพวกเธอ และถามอย่างสงสัย
“ท่านหยู่ นี้คือต้นอะไร”
หยู่ฉินหลายตอบเบาๆ
“มันคือต้นชาเขียวประกาย เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเต่าทมิฬ”
“ต้นชาเขียวประกาย….”
อาหลี่ย่าพยักหน้าเล็กน้อย และรีบเดินตามหยู่ฉินหลานไป
ระหว่างทางอาหลี่ย่ากับพี่สาวของเธอได้มองดูสภาพแวดล้อมรอบๆ ด้วยความสงสัย
“เอ้าแม่…นั้นแม่จะไปไหน”
มีเสียงดังมาจากท้องฟ้า ก่อนที่หยู่เฟ่ยหยานจะบินโฉบลงมาในชุดเกราะหงส์เพลิง
หยู่ฉินหลานเงยหน้าขึ้นและตอบอย่างไม่สนใจมากนัก
“แม่จะพาสองคนนี้ไปที่พักของพวกเขา”
“พวกเธอป็น….”
หยู่เฟ่ยหยานกระพือปีกให้หยุดนิ่งกลางอากาศ
เพื่อมองดูสองสาวด้วยความสงสัย
ในเวลาเดียวกันอาหลี่เช่อกับน้องสาวก็เห็นหยู่เฟ่ยหยานที่อยู่ในชุดเกราะหงส์เพลิง และสนใจตัวชุดเกราะทันที
“นั่นมันคงไม่ใช่ยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับสูงนะ?”
อาหลี่เช่อคาดเดา
“ทั้งสองคนนี้คือช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับกลางที่ย้ายมาอยู่กับเมืองเต่าทมิฬ”
หยู่ฉินหลานเริ่มอธิบาย
“ช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณ….”
หยู่เฟ่ยหยานพูดด้วยความประหลาดใจ
หยู่ฉินหลานขมวดคิ้ว และพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“เลิกถามเซ้าซี้ได้แล้ว”
“เข้าใจแล้วแม่ หนูไปลาดตระเวนต่อแล้ว”
หยู่เฟ่ยหยานโบกมือให้ก่อนที่จะบินจากไป
“ท่านหยู่ เมื่อครู่นั้นลูกสาวของท่านงั้นหรอ”
อาหลี่ย่าอดไม่ได้ที่จะถาม
“.....”
หยู่ฉินหลานชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่จะพยักหน้าอย่างนิ่งสงบ
“ใช่นั้นลูกสาวของฉันเอง”
“ท่านหยู่ ดูเหมือนคนที่ไม่เคยมีลูกมาก่อนเลย ท่านยังดูสาวอยู่มาก”
อาหลี่เช่อพูดด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ ท่านดูไม่เหมือนคนอายุ 30 เลย”
อาหลี่ย่าเห็นด้วย
“....”
เริ่มเกิดเส้นดำบนหน้าผากของหยู่ฉินหลาน
เธอหันกลับไปและรักษาภาพลักษณ์อันสง่างามเอาไว้ และพูดด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรเท่าไหร่
“มันคงเสียมารยาท หากจะพูดเรื่องอายุของคนอื่น”
“เอ่อ…ขออภัยท่านหยู่พวกเราไม่ได้ตั้งใจ”
อาหลี่ย่ารู้สึกเสียหน้าอย่างมาก และรีบกดหัวพี่สาวให้ก้มลงขอโทษอย่างเร็ว
หลังจากขอโทษแล้ว ทั้งสองสาวก็ยืดตัวตรง และยิ้มเจือนๆ บนใบหน้า
“เอาเถอะ งั้นรีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
แววตาสีฟ้าของหยู่ฉินหลานเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย
เธอเหลือบมองก่อนที่จะเดินต่อ
สองพี่น้องได้แต่มองหน้ากัน และแอบแลบลิ้นให้อย่างล้อเลียนและเดินตามไป
อาหลี่เช่อเดินตามหลังหยู่ฉินหลานอย่างใกล้ชิด และอดไม่ได้ที่จะถาม
“ท่านหยู ชุดเกราะที่ลูกสาวท่านสวมเป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับสูงรึป่าว?”
“ใช่”
หยู่ฉินหลานตอบอย่างไม่ใส่ใจ
อาหลี่ย่าจึงถามด้วยความตกใจ
“ที่นี่มีช่างยุทธภัณฑ์ระดับสูงด้วยงั้นหรอ?”
“ถูกต้องมีช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับสูงอยู่ในเมืองเต่าทมิฬ”
หยู่ฉินหลานหยุดและหันกลับมองและพูดต่อ
“ที่จริงทั้งสองก็ได้เจอกับเขาไปแล้ว”
“ห้ะ พวกเราเจอไปแล้ว?”
อาหลี่ย่ากระพริบตาของเธอด้วยความสับสน
คนที่พาพวกเธอมางั้นหรอ? หรือว่าใครกัน
“ท่านหมายถึง ท่านเจ้าเมืองยังงั้นหรอ”
อาหลี่เช่อถามด้วยความลังเล
“ใช่แล้ว”
หยู่ฉินหลานเดินมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่งก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปในบ้าน
“เจ้าเมืองเต่าทมิฬเป็นช่างยุทธภัณฑ์ระดับสูง!”
อาหลีย่าถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เป็นไปได้ยังไงที่จะเป็นช่างยุทธภัณฑ์ระดับสูงได้ด้วยอายุน้อยเพียงเท่านี้
เกิดรอยยิ้มบนมุมปากของหยู่ฉินหลาน ก่อนที่เธอจะดึงความคิดที่ฟุ้งซ่านของทั้งสองกลับมา
“นี่คือที่พักของพวกเธอ มีสองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว หนึ่งห้องน้ำ และมีสนามหน้าบ้านด้วย”
“มันใหญ่มาก ทั้งหมดนี้ให้พวกเราจริงๆ งั้นหรอ?”
อาหลี่เช่อรู้สึกตกใจ
เธอมองไปรอบๆ ดูตัวบ้านที่ใหญ่โต และสนามหน้าบ้านมันมากเกินไปสำหรับสองคน
แม้ว่าจะมีสองห้องนอน แต่ภายในห้องก็เหมือนบ้านหลังเล็กอีกหลังที่มีทุกอย่างครบ ทั้งหน้าต่างกระจกกำแพงกั้นอย่างดี
“ใช่ ต่อจากนี้ไปทั้งคู่สามารถอยู่ที่นี่ได้”
หยู่ฉินหลานพยักหน้าอย่างนิ่งสงบ
และพูดต่อ
“เดี๋ยวฉันจะเอาใบสะสมแต้มให้ภายหลัง และจะให้เงินเดือนล่วงหน้าหนึ่งเดือนเอาไว้ซื้อของเข้าบ้าน”
“ใบแต้มสะสม?”
อาหลี่เช่อรู้สึกสงสัย
หยู่ฉินหลานเลยอธิบายอย่างง่ายๆ
“มันเป็นหลักฐานว่าตอนนี้มีแต้มสะสมเหลือเท่าไร ซึ่งเป็นเหมือนกระเป๋าเงินของพวกเธอในเมืองเต่าทมิฬ”
“เข้าใจแล้ว”
อาหลี่เช่อกระพริบตา และรู้สึกตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ที่นี่
“ถ้างั้นพวกเธอพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะกลับมาในตอนเที่ยง”
หยู่ฉินหลานหันหลังและเดินออกไป
สองพี่น้องถูกทิ้งให้จมอยู่กับความจริงที่ดูเหมือนกับความฝัน
สิบนาทีต่อมา
หยู่ฉินหลานกลับมาที่ตำหนักเจ้าเมือง และไปพบมู่เหลียงที่ห้องทำงาน
“จัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
มู่เหลียงถามพร้อมกับจิบชาร้อนๆ
“พวกเธอดูชอบใจมาก”
หยู่ฉินหลานวางมือของเธอบนไหล่ของมู่เหลียงและเริ่มนวด
“ช่าย….ไม่มีอะไรดีไปกว่าการนวดของเธอเลย”
มู่เหลียงยิ้มมุมปากก่อนที่จะใช้มือตบไปที่หลังมือของหยู่ฉินหลานเบาๆ
“ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ”
แววตาของหยู่ฉินหลานเป็นประกายเล็กน้อย
มีน้ำให้เพียงพอทุกวัน แค่นี้ก็สามารถดึงดูดคนให้มาที่เมืองเต่าทมิฬได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงแต้มสะสมและบ้านพักฟรีอีก
“สงสัยจริงๆ ว่าจะมีช่างยุทธภัณฑ์คนอื่นๆ มาเข้าร่วมกับเราอีกไหม”
มู่เหลียงหลับตาพริ้มและเพลิดเพลินไปกับการนวด
“ช่างยุทธภัณฑ์วิญญาณไม่ใช่ตัวตนธรรมดาทั่วไป พวกเขามีจำนวนไม่มาก และไม่ต้องพูดถึงช่างยุทธภัณฑ์ระดับกลางเลยด้วยซ้ำ
หยู่ฉินหลานมองบนด้วยท่าทางมีเสน่ห์
“งั้นหรอ”
มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ อย่างเขินอาย
“ว่าแต่ มู่เหลียงจะจัดงานให้ทั้งสองยังไง”
หยู่ฉินหลานถามด้วยความสงสัย
“ฉันตั้งใจว่าจะตั้งโครงการใหม่ เป็นโรงงานที่เกี่ยวกับยุทธภัณฑ์วิญญาณเท่านั้น และจะปล่อยให้สองคนนี้ดูแล”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“โรงงานผลิตยุทธภัณฑ์วิญญาณ? แล้วจะสร้างของแบบไหนออกมากัน”
มือของหยู่ฉินหลานหยุดไปชั่วขณะ
“ยังไม่ได้คิด เอาไว้ให้พวกเธอมาหาฉันหลังมื้อเที่ยงแล้วกัน”
มู่เหลียงหรี่ตาลงก่อนที่จะงีบหลับไป
“ได้”
หยู่ฉินหลานเห็นแบบนั้นจึงเดินออกไปเงียบๆ พร้อมกับใบแต้มสะสม มุ่งหน้าสู่ชั้นสองของเนินสูง
ตอนเที่ยง
หลังจากกินมื้อเที่ยงแล้ว มู่เหลียงก็กลับไปที่ห้องทำงาน โดยมีกล่องไม้ในมือ ซึ่งข้างในมีเกล็ดสีขาววางอยู่
มันเป็นเกล็ดของงูเหมันที่เขาไปเอามาด้วยตัวเอง
ก็อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
เสียงของเว่ยหยูหลันก็ดังตามมา
“นายท่าน อาหลี่ย่ากับอาหลี่เช่อมาเข้าพบ”
“ให้ทั้งคู่เข้ามา”
มู่เหลียงตอบเบาๆ
ปัง
เสียงประตูเปิดออก ก่อนที่อาหลี่ย่ากับอาลี่เช่อจะเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ที่หน้าโต๊ะทำงาน
“มื้อเที่ยงเป็นไงบ้าง?”
มู่เหลียงถามก่อนพร้อมกับหัวเราะเล็กน้อย
“มันอร่อยมาก”
แววตาของอาหลี่ย่าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
เธอกับพี่สาวไปที่โรงอาหาร และกินอาหารไปมากมายหลายอย่างเท่าที่ต้องการ โดยใช้แต้มสะสมไปน้อยนิด
อาหารผักต่างๆ มีมูลค่าแค่ 2 แต้มสะสมเท่านั้น ซึ่งไม่ได้แพงอะไรเลย
“ในเมื่ออิ่มแล้ว งั้นมาเริ่มงานกัน”
มู่เหลียงยิ้มมุมปาก และผลักกล่องไม้ไปด้านหน้าทั้งสอง
“นี่คือ?”
อาหลี่เช่อก้าวไปข้างหน้าเพื่อดูสิ่งที่อยู่ในกล่อง แต่เธอไม่รู้ว่ามันเป็นเกล็ดของอะไร
“มันคือเกล็ดของงูเหมัน มีคุณสมบัติเป็นไอเย็น พวกเธอเอากลับไปศึกษาดู”
มู่เหลียงพูดก่อนที่จะส่งแบบร่างของบางสิ่งให้
“และหาวิธีการสร้างสิ่งนี้ขึ้น”
แบบร่างนั้นเป็นสิ่งที่มู่เหลียงได้รับแรงบันดาลใจมาจากตู้เย็นในโลกเดิมของเขา
“กล่องหรอ?”
อาหลี่ย่ามองดูและพูดออกมาด้วยความสงสัย มันดูไม่เหมือนกับยุทธภัณฑ์วิญญาณเลย
และในนั้นไม่ได้กล่าวถึงวิธีทำ เพียงระบุว่าต้องทำสิ่งใดได้ และเป็นเพียงแค่แนวความคิดเท่านั้น
“ใช่”
มู่เหลียงพยักหน้า
“ได้เราจะตั้งใจทำ”
อาหลี่ย่าและพี่สาวมองหน้ากัน ก่อนที่จะตัดสินใจรับสิ่งนี้กลับไปศึกษาดู
มู่เหลียงเลยพูดอย่างใจเย็น
“ต่อไปจะมีโรงงานให้พวกเธอ และพวกเธอต้องดูแลจัดการโรงงานนี้ด้วย ส่วนรายละเอียดไว้ฉันจะบอกภายหลัง”
“เข้าใจแล้ว”
อาหลี่ย่าพยักหน้า
“งั้นไปเถอะ หมดเรื่องแล้ว”
มู่เหลียงโบกมือให้
“ค่ะ”
อาหลี่เช่อและน้องสาว กล่าวลา และหันหลังจากไป
“ฉันเองไม่รู้เลยว่าจะทำได้รึป่าว…”
มู่เหลียงพูดกับตัวเองเบาๆ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved