โครก คราก
ในช่วงกลางวันของเมืองเซิงหยาง หัวหมาป่าของทีมนักล่าเมืองหมื่นอสูรในชุดคลุมสีดำ แสดงออกถึงสีหน้าที่บิดเบี้ยวจากเสียงท้องที่ร้องคำราม
“ไปหาอะไรกินกันก่อน”
หัวสิงโตเหลือบมองเพื่อนร่วมทีม
และยิ่งหิวมากขึ้นไปเมื่อได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาหารที่มาจากเมืองเต่าทมิฬ หรือของขึ้นชื่ออย่างมันเผา
ทั้งสามไม่ได้เห็นแก่กินจึงพยายามไม่สนใจ และหลังจากที่ตกลงกันแล้ว หัวหมีก็ได้รับหน้าที่เฝ้าป้อมเทียนเหมิน จับตาดูมิอากับซิไป่ฉีไม่ให้หนีไปได้
หัวสิงโตและหัวหมาป่าเข้าไปในเมืองเซิงหยางเพื่อหาของกิน
แล้วตอนนั้นที่หัวหมาป่าก็ฟุตฟิตจมูกขึ้น
“แถวนี้มีอาหารอยู่ด้วย”
ก่อนที่หัวหมาป่าจะชี้ไปทางถนนทางซ้ายมือ
“นำทางไปเลย”
หัวสิงโตกุมท้องเอาไว้ และคิดหาทางจัดการกับเสียงท้องร้องของตัวเอง
หัวหมาป่านำทางไปพร้อมกับสูดดมกลิ่นเป็นระยะ เพื่อหาทิศทางของกลิ่น
“ที่นี่มีกลิ่นอาหารที่หอมมาก”
หัวหมาป่าหยุดลง ตรงหน้าบ้านที่มีกลิ่นหอมเย้ายวนลอยออกมานอกหน้าต่าง
หัวสิงโตถึงกับคำรามขึ้น
“ทนไม่ไหวแล้วเว้ย!”
ความหิวได้ทำให้เขาหงุดหงิดมากขึ้น
ก่อนที่หัวสิงโตจะเตะประตูเข้าไปอย่างเกรี้ยวกราด!
“เห้ย!! อะไรวะ”
เสียงร้องดังลั้นขึ้นก่อนที่จะเงียบหายไป
หัวหมาป่าเดินตามเข้ามาพร้อมกับเห็นร่างชายหญิงสองคนนอนหมอบอยู่ที่พื้น
“ฆ่าไปแล้วงั้นหรอ?”
หัวหมาป่าถามขึ้นพร้อมกับเลิกคิ้ว
“ไม่…..แค่ทำให้สลบไปเท่านั้น”
หัวสิงโตตอบอย่างไม่พอใจเท่าไร
เขาพยายามไม่ทำให้เกิดการหลั่งเลือดขึ้นไม่งั้นอาจจะถูกตัวตนที่แข็งแกร่งของเมืองเซิงหยางไล่ล่าได้
หัวสิงโตเดินตรงดิ่งเข้าไปหยิบบางสิ่งขึ้นมาก่อนที่จะสูดดม พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอ
สิ่งนั้นคือมันเทศเผา
“นี้สินะ….ที่มาของกลิ่นหอม”
หัวหมาป่าก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับหยิบมันเผาชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาดม
เนื้อสีส้มปนแดง และมีกลิ่นที่หอมหวานทำให้ยิ่งอยากอาหารมากขึ้นไปอีก
หัวสิงโตไม่สามารถทนได้อีกต่อไป โยนชิ้นมันเผาเข้าไปในปากและเคี้ยวมันทั้งเปลือกทั้งเนื้อในทีเดียว
“รสชาติของมันดีมาก”
หัวสิงโตอุทานขึ้นพร้อมกับมองดูมันเผาในมือของหัวหมาป่าอย่างหิวกระหาย
หัวหมาป่าเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงรีบยัดมันเผาเข้าปากไปทันที โดยลืมคิดที่จะเก็บไว้แบ่งให้กับหัวหมี
หัวสิงโตถึงกับยิ้มออกมาอย่างสมเพชตัวเองที่คิดจะแย่งมันเผาชิ้นเล็กๆ ที่ไม่พอร่องฟันเขาเลยด้วยซ้ำ
ก่อนที่ทั้งสองจะช่วยกันลื้อหาของในบ้านหลังนี้ และเจอเนื้อตากแห้งเล็กๆ พอที่จะแบ่งคนละครึ่งได้
“ที่นี่ดูโทรมมาก”
หัวสิงโตจิปากก่อนที่จะเดินออกไป
“ไปหาบ้านอื่นเถอะ”
หัวหมาป่าเดินตามหัวสิงโตไป และใช้จมูกของตัวเองเดินดมกลิ่นไปเรื่อยๆ เพื่อหาเป้าหมายต่อไป
ระหว่างที่เดินอยู่หัวหมาป่าก็หยุดชะงักลง และสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง
“มีอะไร”
หัวสิงโตถามขึ้นโดยที่สีหน้านิ่งเฉย
หัวหมาป่าพยายามที่จะสูดดมเพื่อให้แน่ใจ ก่อนที่ประกายแสงในแววตาของมันจะดุร้ายขึ้น
และพูดด้วยน้ำเสียงที่ต่ำ
“ได้กลิ่นของนังสองหัวขโมยนั้น มันอยู่ใกล้ๆ แถวนี้”
“จริงหรอ!”
หัวสิงโตถึงกับขมวดคิ้ว และพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง
“ไม่ใช่ว่าพวกมันอยู่ในเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ”
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่นี้เป็นกลิ่นของพวกมันแน่ๆ”
หัวหมาป่าพูดขึ้นด้วยสีหน้ามั่นใจ
“นำทางไป”
หัวหมาป่าสูดดมกลิ่น และพยายามที่จะแยกแยะเฉพาะกลิ่นของมิอากับซิไป่ฉี จากกลิ่นที่ตีกันมั่วซั่วไปหมด
ทั้งสองเดินไปตามซอกซอยและหยุดลงที่บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไป
“ที่นี่”
หัวหมาป่ามองไปยังบ้านตรงหน้า พร้อมกับยกมือขึ้นนวดจมูกของตัวเอง เพราะใช้ดมกลิ่นจนกล้ามเนื้อเกร็งไปหมด
ตูม!!
หัวสิงโตไม่รอช้าเตะประตูเข้าไปทันที
ในบ้านมิอากำลังนอนซบอยู่บนอกของซิไป่ฉีด้วยสีหน้าซีดเซียว ทั้งสองลืมตาขึ้นและเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แววตาของพวกเธอก็ฉายออกถึงความสิ้นหวัง และโกรธแค้นอย่างมาก
ทั้งสองหนีออกมาจากเมืองเต่าทมิฬเมื่อคืนและกลับเข้ามาในเมืองเซิงหยางโดยอาศัยความมืดพรางตัวเข้ามา และพบว่ามีบ้านร้างเก่าๆ ที่พอจะหลบพักฟื้นได้
“ให้ตายซิ…พวกหน้าขนมันยังอยู่”
ดวงตาของซิไป่ฉีฉายออกถึงความขุ่นเคืองอย่างมาก
หัวสิงโตกัดฟันและเค้นเสียงออกมา
“ไม่คิดว่าพวกแกจะมามุดหัวอยู่ที่นี่ได้ นึกว่ายังหลบอยู่ในเมืองเต่าทมิฬเสียอีก”
หัวหมาป่าแยกเขี้ยวและพูดด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด
“ที่แท้ก็มาซ่อนตัวที่นี่ ปล่อยให้พวกเราไปนั่งเฝ้านอกเมืองต้องนาน!”
“เหอะ เพราะแบบนี้ไงพวกแกถึงได้โง่เง่านัก”
ซิไป่ฉีตะคอกกลับไป
ตอนนี้สภาพของเธอก็ไม่สู้ดีนัก แต่เธอก็ยังกล้าที่จะพูดยั่วยุพวกมัน
“หนีไป….ทิ้งฉันไว้”
มิอาเม้มปากและกระซิบข้างหูซิไป่ฉี
“เธอพอที่จะหนีได้ หนีไปซะ”
“หยุดพูดไร้สาระสักที!”
ซิไป่ฉีเอามือไปปิดปากของมิอาไม่ให้พูดต่อ
“หนี?”
หัวสิงโตได้ยินก็ยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมาทันที
“หากวันนี้พวกแกไม่มอบไข่อสูรจิตอัสนีมละก็ อย่าได้คิดที่จะไปไหนทั้งนั้น”
“หึ! น่าเสียดายนะ”
ซิไป่ฉีเบ้ปากก่อนที่จะตอบ มือของเธอยังคงปิดปากของมิอาเอาไว้ โดยที่ไม่สนใจสายตาที่จะพยายามส่งสัญญาณให้กับเธอเลย
“น่าเสียดาย…..น่าเสียดายอะไรของแก”
หัวหมาป่าถึงกับคิ้วขมวด
ซิไป่ฉีกล่าวด้วยสีหน้าที่ดูพอใจ
“ก็น่าเสียดายที่ไข่อสูรจิตอัสนีที่พวกแกต้องการนักหนาไม่ได้อยู่กับพวกเราอีกแล้ว”
หัวสิงโตถึงกับตวาดออกมาสุดเสียง
“อย่ามาหลอกพวกเราให้ยาก!! ใครจะเชื่อคำพูดของนังโจรแพศยาอย่างพวกแก!”
“แล้วทำไมไม่คิดว่า สภาพของพวกเราถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?”
ซิไป่ฉีพูดอย่างเย็นชา
ทำให้หัวสิงโตเริ่มคิดว่าหรือจะจริงอย่างที่นังหัวขโมยนี้พูด?
เป็นไปได้ไหมว่าเมืองเต่าทมิฬแย่งชิงไข่ไปแล้ว
แล้วประกอบกับสภาพของทั้งสองที่ดูย่ำแย่มาก ก็สมเหตุสมผล
“ไม่ล่ะ พวกแกอาจจะแกล้งเล่นละครตบตาก็ได้”
หัวหมาป่าพูดแย้งขึ้น
“เล่นละคร?”
ซิไป่ฉีพ่นลมหายใจอย่างดูถูกออกมา และมองทั้งสองราวกับมองสัตว์ที่โง่งม
ก่อนที่จะกัดฟันและเค้นเสียงพูดออกไปอย่างเจ็บแค้น
“พวกแกตาบอดรึไง หรือไม่ก็โง่เต็มขั้นที่มองไม่ออกว่าอันไหนของจริง อันไหนละคร”
“หากนี้เป็นการตบตาจริงๆ พวกฉันคงไม่มีวันโดนพวกแกจับได้แบบนี้หรอก!!!”
“....”
หัวหมาป่านั้นโกรธจนต้องกัดฟัน
แต่เอาจริงๆ แล้วทั้งสองเองก็รู้สึกว่าสิ่งที่ซิไป่ฉีพูดเป็นความจริง แต่ใบหน้าของทั้งคู่ยังแสดงออกถึงความเย็นชาอยู่
ก่อนที่หัวหมาป่ากับหัวสิงโตจะหันมามองหน้ากัน พร้อมกับจิตสังหารที่แผ่ออกมา
ทั้งคู่ต้องการระบายความแค้นและความโกรธที่สะสมมาเป็นเวลานาน แต่พวกเขาจะห้ามใจไม่ให้ฆ่ามิอาและซิไป่ฉีได้ยังไงก่อนที่จะซักจนรู้ว่าไข่อยู่ที่ไหน
มิอายกมือขึ้น และเอามือของซิไป่ฉีออก และพยายามหายใจอย่างแรง
ก่อนที่จะกัดฟันและพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
“หนีไปซะ! พวกมันไม่ปล่อยพวกเราแน่”
ซิไป่ฉีกางปีกออก นัยน์ตาของเธอกลายเป็นสีแดงสด และพยายามจะอุ้มมิอาไปด้วย
“ฉันไม่ทิ้งเธอไว้แน่”
ซิไป่ฉีสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะพูดออกมา
ซิไป่ฉีและมิอาอยู่ด้วยกันมาเป็นปีทั้งคู่ต่างผูกพันไม่ต่างจากพี่น้อง จะให้ใครทิ้งใครไว้เบื้องหลังได้ยังไง
“วันนี้จะไม่มีใครได้ไปไหนทั้งนั้น”
หัวสิงโตตะคอกเสียงอย่างเกรี้ยวกราด
ก่อนที่จะเกร็งไปที่ข้อเท้าของตัวเอง และเตรียมที่จะพุ่งตัวออกไปตะปบทั้งคู่
“ก็บอกให้หนีไปไงเล่า!!”
มิอาพยายามตะโกนออกมาสุดเสียง
ซิไป่ฉีกอดมิอาแน่นขึ้น และพยายามจะหนีไปด้วยกัน พร้อมกับหลบการโจมตีของหัวสิงโตไปด้วย
ตูม!!
กรงเล็บของหัวสิงโตฟาดเข้ากับกำแพงบ้านแตกละเอียดในพริบตา
หัวหมาป่าเมื่อเห็นแบบนี้ก็ลงมือด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่รีบจัดการให้เร็วสิ่งที่เกิดขึ้นจะไปดึงดูดความสนใจของแม่ทัพแห่งเมืองเซิงหยางได้
หัวสิงโตได้โอกาสก็ง้างหมัดและต่อยออกไปใส่ทั้งสองอีกครั้ง
“เราจะต้องมาตายแบบนี้จริงๆ งั้นหรอ”
มิอาคิดอยู่ภายในใจอย่างขมขื่น
ภาพของน้องสาวผุดขึ้นมาในหัวตลอด และหวังว่าจะได้พบเจอน้องสาวอีกสักครั้ง
“หลบไม่พ้นแล้ว!!!”
ซิไป่ฉีตะโกนออกมาอย่างไม่พอใจ แววตาของเธอดูสิ้นหวังอย่างมาก
“ในที่สุดก็เจอตัวสักที…”
เสียงของหญิงสาวที่ดูเย็นชาดังขึ้นจากอีกฝั่งของกำแพงบ้านที่พัง
“ใคร!”
สีหน้าของหัวสิงโตและหัวหมาป่าเปลี่ยนไปดูมืดครึ้มทันที
“หลีกไปให้พ้น”
หยางปิงพูดอย่างไม่แยแส
เธออยู่ในสภาวะล่องหน ก่อนที่จะตวัดดาบปัดหมัดของหัวสิงโตออกไป
ลี่ลี่เองก็เข้าสกัดการโจมตีของหัวหมาป่า
“อะไรวะ มองไม่เห็นตัวพวกมันเลย”
หัวสิงโตถึงกับอุทานขึ้นมา เมื่อรู้สึกถึงอะไรสักอย่างปัดหมัดของตัวเองออกไป
“พวกมันมีกันสองคน!”
หัวหมาป่าพูดขึ้นพร้อมกับกระโดดถอยหลังออกไปอย่างหวาดระแวง
จมูกของเขาได้กลิ่นว่ามีคนสองคนอยู่ต่อหน้าพวกเขา แต่กลับไม่เห็นตัว
มิอากับซิไป่ฉีถึงกลับหน้าเปลี่ยนสีอีกครั้ง โดยรู้ทันทีว่าทั้งสองคนนี้เป็นคนจากเมืองเต่าทมิฬ มาเพื่อจับกุมพวกเธอ
ซิไป่ฉีกระซิบถามมิอาอย่างแผ่วเบา
“เราจะเอายังไงดี”
“รอดูไปก่อน ถ้ามีจังหวะเราค่อยหนี”
มิอาหายใจเข้าลึกๆ และพยายามที่จะรวบรวมกำลังอีกครั้ง
“ได้”
ซิไป่ฉีตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“พวกแกเป็นใคร!?”
หัวสิงโตคำรามออกมา พร้อมกับหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
เขาเปิดสัมผัสของตัวเองอย่างเต็มที่ และมองดูไปข้างหน้ายอย่างระมัดระวัง หากเป็นศัตรูที่มองไม่เห็นแบบนี้ ต้องสังเกตทุกอย่างให้ดี ไม่งั้นจะถูกหลอกได้
หัวหมาป่านั้นนิ่งสงบมากในตอนนี้ เขาสามารถใช้จมูกดมกลิ่นและระบุตำแหน่งได้ แค่นี้ก็พอแล้วที่จะหลบการโจมตีได้
“ไม่สำคัญว่าเป็นใคร แต่เธอสองคนนี้พวกแกไม่มีสิทธิ์แตะต้อง”
ลี่ลี่โบกมือออกไปและพูดอย่างไม่แยแส
ซิไป่ฉีถึงกับนัยน์ตาเบิกโพลงและพูดขึ้น
“พวกเขามาจากเมืองเต่าทมิฬ และเป็นคนเอาไข่อสูรจิตอัสนีไป!”
“.???”
ลี่ลี่กับหยางปิงถึงกับมุมปากกระตุก และอยากจะเข้าไปปิดปากของซิไป่ฉีด้วยเชือกจริงๆ
“พวกแกมาจากเมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ?”
สีหน้าของหัวสิงโตและหมาป่าเปลี่ยนไป
ตัวตนที่ล่องหนได้แบบนี้ หากจะเอาไข่อสูรจิตอัสนีไปได้นั้นก็ไม่แปลกเลยจริงๆ
“ส่งไข่อสูรจิตอัสนีมาซะ”
หัวสิงโตพูดขึ้นพร้อมกับส่งเสียงข่มขู่
ลี่ลี่ถึงกับมองบนด้วยความเอือมระอา
“หากสิ่งใดก็ตามอยู่ในหีบของท่านเจ้าเมืองของเราแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเอาออกมาอีก”
“พอเถอะ อย่าคุยไร้สาระกับพวกมันเลย รีบทำงานของเราให้เสร็จดีกว่า”
ลี่ลี่พยักหน้า
“เข้าใจแล้ว”
“เห้ย!!”
หัวหมาป่าตะโกนขู่ไปอีกครั้ง
เขาสามารถดมกลิ่นระบุตำแหน่งของหยางปิงได้ ก่อนที่จะกางกรงเล็บออกและตบไปยังตำแหน่งที่หยางปิงอยู่
ทีมของเขาไล่ตามไข่อสูรจิตอัสนีมาต้องนาน แต่กลับถูกคนกลุ่มนี้แย่งเอาไปต่อหน้าต่อตา เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้
แครง แครง!!
หยางปิงใบดาบปัดกรงเล็บของหัวหมาป่าออกไป ก่อนที่จะเริ่มเปิดฉากต่อสู้กัน
ที่ด้านข้าง แววตาของมิอาก็เป็นประกายขึ้น เพราะเธอได้โอกาสหนีแล้ว
มิอาพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“ไปกันเถอะ”
“อือ”
ซิไป่ฉีตอบรับก่อนที่จะกระพืบปีก และใช้พลังที่เหลือพามิอาหนีไปด้วย
“เดี๋ยวเราแยกกัน แล้วไปเจอกันที่จุดนัดพบที่นัดกันไว้”
มิอาออกคำสั่งทันที ทั้งคู่ได้สร้างที่ซ่อนไว้หลายแห่งในเมืองเพื่อรองรับเหตุการณ์อย่างวันนี้
“ได้”
ซิไป่ฉีตอบพร้อมกับปล่อยมิอาลงแล้วแยกไปอีกทาง แบบนี้ดีที่สุดแล้วที่จะหนีออกไปจากสถานการณ์นี้ได้
มิอาเองก็ใช้ความคล่องตัวของผู้กลายพันธ์แมวของเธอ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว และยังใช้พลังของเงาช่วยในการเคลื่อนไหวอีกด้วย
ทำให้พลังที่พึ่งฟื้นกลับขึ้นมาหมดไปอีกครั้ง
“โถ่ปล่อยพวกเธอหลุดมือไปอีกแล้ว!”
ลี่ลี่มองดูมิอาหนีหายไปลับสายตา
ก่อนที่เธอจะชกประสานหมัดกับหัวสิงโตอย่างหงุดหงิด ทำให้ทั้งคู่กระเด็นถอยหลังกันไปคนละสามสี่ก้าว
หยางปิงพูดขึ้น
“อย่าไปเสียเวลากับพวกมันอีก ภารกิจของเราต้องมาก่อน”
หยางปิงสลัดตัวเองออกจากหัวหมาป่า และเตรียมตัวที่จะถอยทันที
“อย่าได้คิดไปจากที่นี่ หากไม่คืนไข่อสูรจิตอัสนีมา!”
หัวหมาป่าไล่ตามไปติดๆ
หัวสิงโตเองก็รู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย ประสาทสัมผัสกลิ่นของเขาด้อยกว่าของหัวหมาป่า ทำให้ไม่สามารถระบุตำแหน่งของศัตรูได้
“ใครมันกล้ามาไล่ล่ากันในเมืองเซิงหยางของเรา?”
มีเสียงหนึ่งตะโกนคำรามส่งมาราวกับลูกปืนใหญ่
“แย่ล่ะ!! หนีก่อน”
สีหน้าของหัวหมาป่านั้นจริงจังขึ้นมาทันที
แล้วในที่สุดเหตุการณ์นี้ก็ได้ไปดึงดูดผู้แข็งแกร่งในเมืองเซิงหยางเข้า และมันคงหน้ากลัวกว่านี้หากไปดึงดูดตัวตนระดับแม่ทัพให้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
“ไป”
หยางปิงและลี่ลี่ถอยออกไปอย่างไม่รีบร้อน
หัวหมาป่านั้นไม่สบอารมณ์อย่างมาก แต่ต้องยอมเพื่อจะเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็น
เขากัดฟันแน่นก่อนที่จะถอยตามหัวสิงโตไป
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved