ตอนที่ 63

“พ่อ….”

“เสียงลูกนกลูกหมาที่ไหนอีก”

มู่เหลียงปัดมือไปมาราวกับว่าทำงานเสร็จสิ้นแล้ว และดูเหมือนว่าศิลปะการต่อสู้ของหน่วยรบพิเศษที่เขาเคยสังกัดอยู่นั้นจะใช้ได้ผลดีเยี่ยม

“แก!! ไปลงนรกซะ!”

เซียเต๋านั้นถือมีดพุ่งเข้าใส่มู่หลียงทันที

ปึก!

ลูกศรยาวได้พุ่งผ่าอากาศ แทงทะลุคอของเซียฮูจากด้านข้าง โดยที่เขาไม่ทันระวังตัว

“อ๊อค อ็อค…”

เลือดเริ่มเอ่อล้นออกมาจากปากของเซียฮู ก่อนเขาจะล้มลงและขาดใจตายไป

“หนี!!”

กลุ่มเคราโลหิตที่ยังรอดอยู่ก็มีคนร้องตะโกนขึ้นก่อนที่จะวิ่งไปอีกฝั่งของถนน

แต่หลังจากนั้นไม่นาน

“อ้าาากก!!”

เสียงกรีดร้องของกลุ่มเคราโลหิตที่เหลือก็ดังขึ้น

ตุบๆ

ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงของฝีเท้ามากมาย

ทีมนักล่าของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ได้มาถึงแล้ว พร้อมกับทหารองครักษ์ที่สวมเกราะเหล็กเต็มตัว

พวกเขารีบเข้าไปคุ้มกันหยูเฟ่ยหยานกับหยูจูทันที

“แหม่…มาตามเวลาจริงๆ …..มาตอนจบเรื่องแล้ว”

มู่เหลียงบ่นพึมพำก่อนที่จะหันหลังเดินกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม

“หยุด! แกจะไปไหน!”

ทันใดหนึ่งในทหารองครักษ์ตะโกนขึ้น

“หุบปากไปเลย!!”

หยูเฟ่ยหยานนั้นตะคอกใส่ทันที

“เขาเป็นคนที่ช่วยพวกเราเอาไว้ พวกแกยังกล้าเสียมารยาทกับเขาอีกงั้นหรอ! หากว่ารอพวกแกมาถึง ฉันกับแม่คงเป็นศพไปแล้ว”

“อะเอ่อ…”

คนที่พูดขึ้นถึงกับไปไม่ถูก และเดินถอยออกไป

“ดูเหมือนว่าการทดสอบพลังใหม่ต้องไว้โอกาสหน้าเสียแล้ว”

มู่เหลียงยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ เขาคิดว่าจะได้ลองทดสอบขีดจำกัดของตัวเองแล้วเสียอีก

ทีมนักล่าหลายคนไม่รู้ว่าเหตุใดหยูเฟ่ยหยานถึงหยุดพวกเขาเอาไว้

แต่ที่จริงมู่เหลียงกะจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ก่อเรื่องขึ้นเพื่อวัดพลังของตัวเอง

ตึกๆ

ไม่นานก็มีอีกกลุ่มหนึ่งมาถึง

คนที่คุ้มกันอยู่หลีกทางให้กับชายสูงวัยที่แหวกเข้ามากลางวง

“หยูจูอยู่ไหน!”

นั้นคือผู้อาวุโสใหญ่ของกลุ่ม เขาเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางร้อนรน

“เธอยังอยู่ดีอยู่ไหม”

“ทางนี้ครับท่าน”

ทีมนักล่าเรียกพร้อมกับเปิดทางให้

ผู้อาวุโสสูงสุดเดินเข้ามาพร้อมกับผู้อาวุโสอีกสองสามคน และเมื่อเห็นสภาพของหยูจูในอ้อมแขนของหยูเฟ่ยหยาน ก็ถึงแสดงสีหน้าที่วิตกกังวล

“อาการบาดเจ็บเป็นเช่นไรบ้าง? แล้วแบบนี้มันจะส่งผลต่อการผลิตน้ำสำหรับวันพรุ่งนี้รึป่าว”

ผู้อาวุโสใหญ่พูดขึ้นด้วยความกังวลใจ

“แก!! ตาบอ…”

หยูเฟ่ยหยานสีหน้าดูดุร้ายขึ้นมาทันที และกำลังจะเอ่ยปากด่า แต่ก็ถูกแม่ของเธอห้ามเอาไว้

“อย่าพูดจาไม่เข้าท่า…”

หยูจูส่ายหัวเบาๆ และมองไปยังลูกสาวของเธอ

ตอนนี้เธอบาดเจ็บหนัก ถ้าหากว่าตาแก่พวกนี้หาเรื่องหยูเฟ่ยหยานขึ้นมา เธอก็ไม่อาจจะปกป้องลูกสาวของเธอได้

“หมอ!! หมออยู่ไหน!! รีบมาดูนายหัวเร็วเข้า!”

ผู้อาวุโสใหญ่ของกลุ่มตะโกนเสียงดังเรียกหาหมอทันที

เวลานี้เขาไม่มีอารมณ์มาสนใจใครทั้งสิ้น แม้แต่หยูเฟ่ยหยานที่อยู่ข้างๆ เขาก็ยังไม่ชายตามอง

เพราะหากเกิดอะไรขึ้นกับหยูจู น้ำที่เก็บอยู่ในค่ายจะหมดลงในไม่ช้า

เพราะแม้แต่ที่มาของชื่อกลุ่มก็เกิดจากสระน้ำขนาดใหญ่ใจกลางค่าย ที่เป็นรูปเสี้ยวพระจันทร์ ที่กลุ่มนี้ใช้เป็นที่เก็บน้ำ

แต่สระนี้ก็ไม่เคยมีน้ำเต็มเลยสักครั้งเดียว

“มาแล้วเจ้าค่ะ!”

แพทย์หญิงรีบวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าที่แตกตื่น และเมื่อเธอได้ตรวจดูอาการของหยูจูแล้วสีหน้าของเธอยิ่งบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด

แพทย์หญิงส่ายหัว พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำ

“แผลสาหัสมาก และจำเป็นต้องพักฟื้นหลายวัน”

“ทำให้หายเร็วๆ ไม่ได้งั้นหรอ!”

ผู้อาวุโสใหญ่ถามขึ้นด้วยความร้อนใจ

เพราะหากว่าหยูจูพักฟื้นอยู่จะไม่มีใครผลิตน้ำได้

“ดิฉันไม่มียารักษาดีๆ หรือยาลับหรอกเจ้าค่ะ”

แพทย์หญิงก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกอับจนหนทาง

ที่จริงเธอมีความรู้เรื่องการแพทย์แค่เล็กน้อย และรักษาได้แค่โรคพื้นๆ และบาดแผลเล็กๆ เธอไม่ใช่แพทย์ หรือหมอใหญ่จากเมือง

“ปั๊ดโถ่เว้ยย”

ผู้อาวุโสใหญ่นั้นถึงกับกระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ

เขาหันมองไปยังกลุ่มชายสูงวัยที่อยู่รอบๆ และถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตึงเครียด

“แล้วที่นี้…พวกเราจะทำยังไงดี มีความคิดเห็นเช่นไรกันบ้าง”

“พวกเราจะทำอะไรได้ นอกจากรอให้นายหัวพักผ่อนรักษาตัวจนหายสนิท”

“งั้นหลังจากวันนี้ไปเราจะต้องประหยัดน้ำกันแล้ว”

“พวกคนงานก่อสร้างที่อยู่ปลายค่าย ให้เอาชามมารองน้ำทุกๆ สองวัน และต้องอยู่ให้ได้ด้วยน้ำแค่นั้นไปอีกสองสามวัน”

“ทำตามนั้นแล้วกัน”

ชายสูงวัยอีกสองสามคนเห็นด้วยกับความคิดนี้ พวกเขาต้องหาวิธีประหยัดน้ำให้มากที่สุด

“แบบนี้มันจะไม่เป็นอะไรจริงๆ งั้นหรอ”

มู่เหลียงที่ยืนมองอยู่ ได้ยินทุกอย่างที่ผู้อาวุโสกลุ่มนี้พูดกัน และเกิดความสงสัยขึ้น

เพราะถึงจะบอกว่าประหยัดน้ำ แต่นี้มันคือการยกเลิกการให้น้ำกับคนงานก่อสร้างที่อยู่รอบๆ ค่ายแห่งนี้

แล้วเขาก็ได้ยินว่าสำหรับชาวค่ายที่จ่ายภาษีจะให้ใช้น้ำได้แค่หนึ่งในสามเท่านั้น

“นี่แหละความจริงของดินแดนแห่งนี้”

ลี่เยว่ประคองหน้ากากของเธอให้แน่นขึ้น ก่อนที่จะพูดอย่างเย็นชา

“หลายๆ ค่าย และหลายกลุ่มไม่สนใจความเป็นอยู่ของชนชั้นล่างอยู่แล้ว บางครั้งพวกเขาจำเป็นต้องฆ่ากันเองเพื่อลดตัวแบ่งน้ำให้น้อยลง”

“โลกนี้มันบิดเบี้ยวเกินไปแล้ว”

มู่เหลียงอุทานออกมาเมื่อเห็นถึงความโหดร้ายของสังคมในโลกนี้ ที่อำมหิตอย่างมาก

พวกตาเฒ่าพวกนี้กำลังสร้างสถานการณ์ที่บีบบังคับให้คนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อเอาตัวรอด และรักษาชีวิต

เขาจะไม่มีทางที่จะทำอะไรแบบนี้เด็ดขาด

หลังจากที่กลุ่มผู้อาวุโสถกเถียงกันอยู่ พวกเขาก็เริ่มต่อว่าหยูจู

“หยูจูคืนนี้เธอไม่น่าออกมาที่นี่เลยด้วยซ้ำ และควรนอนพักอยู่บ้านเฉยๆ”

“ไอ้พวกโจรเหล่านี้ ให้คนของเราจัดการก็ได้ มันไม่ใช่หน้าที่ของเธอเลยแม้แต่น้อย หากเธอจะดูแลทุกอย่าง แล้วจะเลี้ยงไอ้พวกนี้ไว้ทำไม!”

“ถ้าเธอยังทำตัวแบบนี้อีก ค่ายแห่งนี้จะขาดแคลนน้ำรู้ไหม!”

เสียงบ่นด่าของเหล่าผู้อาวุโสดังไปหมด เพราะแท้จริงแล้วพวกเขากลัวว่าหยูจูนั้นจะเป็นอะไรไป แล้วที่นี้กลุ่มทะเลสาบพระจันทร์จะพังพินาศ

“หุบปากหงำเหงือกของพวกแกสักที!!”

หยูเฟ่ยหยานนั้นคำรามออกมาด้วยความโกรธ เธอโกรธมากจนมีควันลอยขึ้นมาจากหัวของเธอ

หากว่าเธอไม่ประคองแม่ของเธออยู่ ตอนนี้เธอคงตัวลุกเป็นไฟ แล้วปาลูกไฟใส่ตาเฒ่าพวกนี้ทุกคนแล้ว

“หยูเฟ่ยหยาน เวลาแบบนี้เจ้ายังคิดได้แค่นี้งั้นหรอ….”

เหล่าผู้อาวุโสจ้องเขม็งไปยังหยูเฟ่ยหยานด้วยแววตาที่เย็นชา

“ถ้าแกเป็นผู้ตื่นพลังแห่งวารีละก็ พวกเราคงไม่ต้องมากลุ้มใจถึงอนาคตของกลุ่มนี้หรอก!”

“ความคิด….อยากรู้ไหมความคิดของฉันตอนนี้คืออะไร คือสะอิดสะเอียนใบหน้าของพวกแกยังไงล่ะ!!”

หยูเฟ่ยหยานโกรธมากจนสติหลุด และไม่เห็นว่าแม่ของเธอกำลังขยิบตาบอกให้เธอหยุด

เธอประคองแม่ของเธอนั่งลง ก่อนที่จะลุกขึ้นและชี้หน้าผู้อาวุโสใหญ่

“แกบอกว่าแกคิดถึงกลุ่ม แล้วทำไมแกไม่เป็นผู้ตื่นพลังแห่งวารีซะเองล่ะ!! พวกแกมันก็แค่พวกเห็บหมัดที่มาเกาะแม่ฉันเท่านั้น!!”

“นี้แก….แก…คิดจะสร้างปัญหาอีกงั้นหรอ!!”

ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับฉุนขาดและเก็บอาการไม่อยู่

สีหน้าของเขามืดมนลงทันที ด้วยความโมโห

“หยูชิงหลง!!! นี้คือวิธีการที่เธอสั่งสอนลูกของเธองั้นหรอ!! นี้คือสิ่งที่เธอสอนให้ลูกของเธอพูดกับผู้อาวุโสแบบนี้งั้นหรอ!!”

หยูเฟ่ยหยานที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ และเก็บกดมานานก็ได้ตะเบ็งเสียงด่ากลับไป

“อย่ามาเรียกแม่ของฉันด้วยชื่อนั้น ชื่อของแม่ฉันคือหยูจู เป็นายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์!”

“และแม่ฉันสอนให้ฉันรู้จักทำดีกับคนที่คู่ควร และแน่นอนว่าแม่ฉันเองก็สอนให้ฉันปฏิบัติตัวยังไงกับพวกเห็บหมัด”

“แก….แก แกมันไร้เหตุผล!!”

ผู้อาวุโสสูงสุดชี้นิ้วที่สั่นเทาและเต็มไปด้วยความโกรธ ไปทางหยู่เฟ่ยหยาน

ถูกต้องเขาไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมาโต้แย้งสิ่งที่เด็กสาวคนนี้พูดได้ และเพื่อที่เขาจะไม่ขายหน้าไปกว่านี้ เขาควรที่จะถอยออกไปก่อน

“แกมันเกินเยียวยา…หยูเฟ่ยหยาน! พอแล้ว!! กลับกันเถอะ”

ผู้อาวุโสที่เหลือมองหน้ากันก่อนที่จะเดินตามผู้อาวุโสใหญ่ไป แต่แท้จริงแล้วแต่ละคนก็กลัวว่าจะถูกหยูเฟ่ยหยานด่าและฉีกหน้าพวกเขา

“ช่างเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจจริงๆ”

มู่เหลียงหัวเราะชอบใจกับภาพเหตุการณ์นี้

เด็กสาวคนนี้เข้มแข็งมาก และมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมากกว่าที่เขาคิด ไม่คิดเลยว่าเธอจะด่าจนผู้อาวุโสของกลุ่มต้องถอยหนี

“น่าสนใจงั้นหรอ?”

ลี่เยว่พูดขึ้น พร้อมกับจ้องไปทางหยูเฟ่ยหยานและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น่าสนใจ

“อะแฮ่ม….อย่าได้คิด…เลียนแบบเด็ดขาด”

มู่เหลียงพยายามจะไม่สนใจลี่เยว่และรีบตัดบทเธอทันที

พอเขาคิดถึงภาพที่ลี่เยว่ยืนเท้าเอวด่าแล้ว มันได้ทำลายภาพหญิงสาวที่เย็นชาดุจหิมะไปทันที

“โห…”

ลี่เยว่มองดูทุกอย่างโดยที่ไม่กระพริบตา

“ฮึ่ม!!!”

หยูเฟ่ยหยานนั้นพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง เมื่อเห็นว่าทั้งหมดกลับไปหมดแล้ว

เธอเริ่มคลายสีหน้าที่เกรี้ยวกราดของเธอลง และทำตัวตามปกติ ถ้าหากว่าตาเฒ่าพวกนี้ยังไม่ไปเธอก็คงจะด่าอีกชุดใหญ่

“แค่ก!”

หยูจูนั้นไอออกมาพร้อมกับมองบนด้วยความอ่อนใจ

เธอพูดด้วยริมฝีปากที่ซีดเซียว และน้ำเสียงของเธอดูไม่พอใจหลายส่วน

“เฟ่ยหยาน ทำไมลูกถึงไปทำให้พวกเขาขุ่นเคืองใจ เพราะตอนนี้แม่ไม่สามารถกำราบลูกได้ใช่ไหม?”

หยูเฟ่ยหยานนั้นจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังโกรธอยู่

“แม่ก็เห็นว่าพวกมันสนใจอะไรแม่ แม่เจ็บขนาดนี้พวกมันยังสนอยู่แค่ว่าแม่จะสามารถสร้างน้ำให้พวกมันได้ไหม ดูความใจดำของพวกมันสิ!”

“โลกของผู้ใหญ่มันก็แบบนี้แหละเด็กน้อย”

หยูจูนั้นส่ายหัวอย่างอ่อนใจ ก่อนที่จะกุมมือลูกสาวของเธอ

หยูเฟ่ยหยานนั้นยังเด็กอยู่ไม่รู้ว่าโลกของผู้ใหญ่นั้นอยู่ด้วยผลประโยชน์เท่านั้น และพวกเขาจะไม่สนใจผู้อื่น

แต่มีหรือที่หยูจูจะไม่รู้สิ่งที่พวกผู้อาวุโสคิดกับเธอ หากว่าเธอไม่สามารถผลิตน้ำได้และแข็งแกร่ง ตาเฒ่าพวกนี้คงถีบหัวส่งเธอไปแล้ว

“หนูไม่สนใจพวกผู้ใหญ่เลวๆ แบบนี้หรอก ถ้าพวกมันยังกล้าทำแบบนี้กับท่านแม่อีก หนูจะด่าพวกมันให้หงายไปเลย”

หยูเฟ่ยหยานนั้นเม้มริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ

ที่จริงหยูเฟ่ยหยานนั้นไม่ได้สนใจเรื่องผู้ใหญ่ หรือโลกของผู้ใหญ่ เธอแค่ต้องการปกป้องแม่ของเธอเท่านั้น

“โถ่ลูกโง่ของฉัน…..คิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะสั่งสอนแกยังไงดีในวันข้างหน้า”

หยูจูนั้นยิ้มออกมาโดยมีความหมายแอบแฝงอยู่

“อะไรแม่! ทำไมว่าหนูโง่อีกแล้ว”

หยูเฟ่ยหยานมุ้ยปากไม่พอใจ และทำท่าตุ้งติ้งเหมือนเด็ก

“อืม…นี้พวกท่านทั้งสองจะนั่งคุยกันตรงนี้อีกนานไหม…..ไม่รู้สึกหนาวกันรึไง?”

มู่เหลียงพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

หากว่ามู่เหลียงไม่พูดขึ้น สองแม่ลูกคงเถียงกันจนเช้า

“อะแฮ่ม…”

สีหน้าที่ซีดเซียวของหยูจูแดงขึ้นมาเล็กน้อย

เธอจับมือลูกสาวของเธอ

“เฟ่ยหยานพาแม่กลับบ้าน”

“ค่ะ”

“หยูเฟ่ยหยานนั้นพยายามประคองแม่เธอขึ้น แต่เมื่อตอนเธอจะลุกขาของเธอก็เกิดชาขึ้นมาทันที

สีหน้าที่งดงามของหญิงสาวผมแดงแข็งทื่อไปทันที และแววตาของเธอก็ฉายออกถึงความเวทนา ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ

“แม่ เท้าของหนูมันชาไปหมดเลย”

“โถ่ ลูกนี้มันทึ่มจริงๆ”

ใบหน้าที่ทรงเสน่ห์ของหยูจูนั้นยิ้มออกมาเจือนๆ ด้วยความสิ้นหวัง

ก่อนที่หน้าของเธอจะแดงขึ้นเล็กน้อย และส่งสายตามาทางชายหนุ่มที่ยืนอยู่

“นายท่านมู่เหลียง….ท่านพอจะช่วยพยุงฉันไปส่งบ้านได้ไหม?”

“คือ…มันจะดู..ไม่ดีเท่าไร”

มู่เหลียงพูดอย่างลังเลใจ

“มู่เหลียงช่วยทีได้โปรด”

หยูเฟ่ยหยานพูดด้วยน้ำเสียงที่ขอร้องไม่เหมือนกับที่ผ่านมา

“นายช่วยพาแม่ฉันกลับบ้านที เมื่อไรที่ถึงบ้านฉันจะเอาผลึกสัตว์อสูรให้นาย”

“ได้เลยไม่มีปัญหา!”

มู่เหลียงตอบรับทันควัน ก่อนที่จะเดินก้าวเข้าไปอุ้มร่างของหยูจูขึ้นอย่างเบามือ

ร่างของหยูจูนั้นเบามาก และนุ่มนิ่มเหมือนตุ๊กตา

“เออ….”

หยูจูนั้นซบอยู่ที่อกของมู่เหลียง ทำให้เธอได้กลิ่นตัวเฉพาะของมู่เหลียง

มันยิ่งทำให้หน้าของเธอแดงขึ้น

ไม่รู้ว่าทำไม แต่หยูจูไม่ได้รังเกียจกลิ่นนี้ มันต่างจากกลิ่นที่เธอได้กลิ่นเวลาเธออยู่ห่างๆ เขา

“เดี๋ยวฉันไปตามมินโฮก่อน”

ลี่เยว่นั้นมองไปยังสองแม่ลูกด้วยแววตาที่แปลกๆ

และเธอเองก็กลัวว่ามู่เหลียงจะต้องไปยังพื้นที่ใจกลางเพียงคนเดียว

“ได้”

มู่เหลียงพยักหน้าตอบเบาๆ