ตกดึก
ที่ยอดของเนินเขามีกองเพลิงที่กำลังลุกโชนอย่างร้อนแรงอยู่
มีชายสองคนอยู่ตรงนั้น คนหนึ่งสูงใหญ่อีกคนผอมเตี้ยเป็นผู้เฝ้ายามในค่ำคืนนี้ และสาดส่องสายตาออกไปรอบๆ ตลอด
“ครั้งนี้หัวหน้าคงไม่สบอารมณ์อย่างมาก ที่ถูกค่ายเล็กๆ หลอกต้มซะเปื่อย”
คนตัวเตี้ยพูดขึ้น
คนตัวสูงเหลือบมองลงไปที่ล่างเนินเขาแห่งนี้ก่อนที่จะพูดขึ้น
“ใครจะว่ายังไงก็ช่าง แต่คนของเราตายไปสี่คน!”
“ยังดีที่หัวหน้าเอะใจ ส่งหัวหน้าหน่วยค้นหาออกไปก่อน จนรู้ว่าร่องรอยของพวกมันหายไปหลายวันแล้ว ไม่งั้นพวกเราคงไม่ต่างจากคนโง่ที่ไล่ล่าฝุ่น”
“หวังว่าพรุ่งนี้ตอนกลับไป เขาจะแบ่งน้ำให้พวกเราบ้าง”
“เดี๋ยว…ดูนั้นสิ ตรงนั้นมีแสงสว่างไม่ใช่หรอ?”
คนตัวเตี้ยลุกขึ้นยืนและมองไปจุดที่เรืองแสงขึ้นมา เพราะมันมืดมากเลยสังเกตเห็นได้ง่าย
คนตัวสูงอีกคนหันไปมองก่อนที่จะพูดห้ามเอาไว้
“อย่าไปมองมัน! แล้วอย่าได้สนใจแสงนี้เด็ดขาด มันจะฆ่าแกได้!”
“อะไร? พูดอะไรของแก มันอาจจะเป็นคนก็ได้ เราต้องไปดู”
คนตัวเตี้ยสวนกลับไปทันที
“แกอยากตายงั้นหรอ?”
คนตัวสูงพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก
“แกไม่รู้รึไงว่าสัตว์อสูรตอนกลางคืนหน้ากลัวขนาดไหน และพวกมันยังฉลาดเป็นกรดอีก แสงพวกนั้นมันอาจจะทำขึ้นเพื่อล่อเหยือให้เข้าไปติดกับก็ได้”
“เรื่องจริงหรอเนี่ย!”
คนตัวเตี้ยผงะถอยด้วยความหวาดกลัว
“รอดูให้ดี เดียวแสงพวกนั้นก็จะหายไปแล้ว”
คนตัวสูงพูดด้วยน้ำเสียงที่ข่มเหง
“เอ๋!! มันหายไปจริงๆ ด้วย”
“เห็นไหม ข้าพูดถูก สัตว์อสูรบางชนิดมันใช้แสงเพื่อล่อเหยือของมัน บางทีเจ้าตัวเมื่อกี้อาจจะตัวใหญ่โตเท่ากับเนินเขาลูกเล็กๆ ได้เลย”
“พอแล้ว พอแล้ว ข้าไม่อยากฟังอีกแล้ว”
แล้วค่ำคืนนี้ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้งโดยที่ทั้งสองไม่พูดอะไรกันอีกเลย
แม้ว่าเป็นวันใหม่แล้ว แต่ท้องฟ้าก็ยังไม่สว่างดีนัก
กลุ่มเคราโลหิตได้มารวมตัวกันและเดินทางกลับฐาน
หลังจากรู้ว่าถูกหลอกซ้ำสอง ทำให้บรรยากาศในการเดินทางนั้นกดดันอย่างมาก เซียฮูเองก็แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดหลายครั้ง จนทำให้สมาชิกหลายคนบาดเจ็บ
แม้แต่เยี่ยฉ่าย และหัวหน้าหน่วยอีกคนก็ยังไม่กล้าพูดอะไรต่อหน้าเซียฮูสักคำเดียว เพราะกลัวว่าจะยิ่งทำให้เซียฮูหงุดหงิดมากขึ้น
จนกระทั้งถึงเย็นพวกเขากลับมาถึงทางเข้าหุบเขาก็เห็นว่ามีกองกำลังสองร้อยกว่าคนที่นำโดยเซียเต๋ารออยู่
“พวกแก!! มาทำอะไรที่นี่ แล้วใครเฝ้าฐานตอนนี้!”
สีหน้าของเซียฮูนั้นมืดครึ้มขึ้นมาทันที พร้อมกับจับด้ามมีดที่เอว
หากว่าคำตอบนั้นไม่เข้าหูแม้แต่นิดเดียว ถึงจะเป็นลูกชายก็ตามเขาจะทำให้นอนเป็นผักไปสองสามวันเลยทีเดียว
“ท่านพ่อ…โรงเพาะชำของท่านถูกขโมยไปแล้ว”
เซียเต๋านั้นหดคอลงทันที แสดงออกถึงความหวาดกลัวอย่างสุดขีด ก่อนที่จะพูดออกมาอย่างสั่นเทา
“มะ-มะ–มีคนบุกเข้าไปในโรงเพาะชำของท่านพ่อ และขโมยของหลายสิ่งออกไป”
“ว่าไงนะ!! แล้วปลาอัญมณีหละ!”
เซียฮูถึงกับระเบิดอารมณ์ออกมาทันที และชักมีดออกมาจ่อคอลูกชายตัวเอง ก่อนที่จะตะคอกใส่
“ไม่!! ไม่อยู่แล้ว!!”
เซียเต๋านั้นไม่สามารถทนต่อแรงกดดันนี้ได้ และสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตจากพ่อของตัวเอง ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นต่ออย่างดีใจ
“แต่มันเอาน้ำกับเนื้อตากแห้งไปนิดเดียว!!”
“ไอ้ลูกโง่!!!”
ด้วยสีหน้าที่มนหมองของเซียฮู เขาตบหน้าลูกชายเข้าไปสุดแรงทำให้เซียเต๋านั้นกระเด็นออกไปสามสี่เมตร
ปลาอัญมณีถือเป็นรากฐานความมั่นคงของกลุ่มเคราโลหิต และยังเป็นปัจจัยหลักที่กลุ่มนี้ยังคงอยู่ได้!
หากไม่มีปลาอัญมณีแล้ว กลุ่มเคราโลหิตจะล่มสลายในไม่ช้าก็เร็ว และจะไม่มีใครเชื่อฟังคำสั่งของเขาอีก
ถ้าเซียเต๋าไม่ใช่ลูกชายของเขา ปานี้เซียฮูคงตัดหัวทิ้งไปแล้ว
“ไปไหนก็ไป!!”
เซียฮูตะโกนไล่ทุกคนที่อยู่รอบๆ เหลือไว้แค่หัวหน้าหน่วยทั้งหมดกับเซียเต๋า
เขาไม่ได้กลับไปยังหุบเขา แต่กลับนั่งลงบนก้อนหินข้างทาง ก่อนที่เซียฮูจะเค้นเสียงถามออกมา
“ใครก็ได้ ช่วยอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดระหว่างที่ฉันไม่อยู่ที”
“เมื่อคืนมีขโมยปีนผาด้านหลังขึ้นมา และแอบเข้าไปในเรืองเพาะชำ และปิดทางเข้าจากด้านใน”
เซียเต๋าเอามือจับหน้าฝั่งที่ถูกตบ ก่อนที่จะลุกขึ้นมาพูด
“เมื่อคืนกว่าที่เราจะทำลายเข้าไปได้ พวกขโมยมันก็หนีไปหมดแล้ว…..ลูกพยายามออกตามหาพวกมันทั้งฐานก็ไม่เจอ สั่งให้คนดักทุกทางออกก็ไม่เห็นใครเข้าออก”
“ไอ้ลูกโง่!! พวกมันปีนเข้ามาจากผาด้านหลัง แล้วมันจะไปหลบอยู่ในฐานได้ไง!!!”
เซียฮูใช้สายตาที่แดงก้ำเพราะความโกรธมองไปยังเซียเต๋าด้วยความรู้สึกที่อดกลั้น
หนึ่งในหัวหน้าหน่วยนามเฉียวหูพูดขึ้น
“หัวหน้า ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือออกล่าหัวขโมยนั้น”
“ใช่ท่านหัวหน้า มันน่าจะหนีไปได้ไม่ไกล เราน่าจะติดตามร่องรอยของมันได้อยู่”
หัวหน้าอีกคนพูดเสริมขึ้นและเห็นด้วยกับความคิดนี้
หัวขโมยคนนี้พึ่งจะไปได้ไม่ถึงวันสองวัน ไม่มีทางที่จะตามไม่ทัน
“ฮึ! แล้วมันทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้าง!”
เซียฮูถอนหายใจแรงหนึ่งครั้งก่อนที่จะระงับอารมณ์โกรธลง
“เชือกสีขาวนี้”
เซียเต๋านั้นได้หยิบเชือกสีขาวที่ดูโปร่งแสงออกมาจากกระเป๋าของเขา
“หมาล่าเนื้อ!! จัดการ”
เซียฮูโยนเชือกนี้ให้กับผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วย
“รับทราบ”
หัวหน้าหน่วยคนนั้นหยิบเชือกขึ้นมาพร้อมกับสูดดมมัน
หลังจากที่สูดดมกลิ่นได้สักพัก เขาก็ดำดิ่งเข้าไปในความทรงจำของเขา ก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“หัวหน้า….กลิ่นนี้เหมือนกับคนที่อาศัยอยู่ที่ค่ายนั้น”
“นี้แกจะบอกว่า มีคนที่อยู่ในค่ายที่มันหลอกข้า เป็นหัวขโมยงั้นหรอ!”
เซียฮูถึงกับเลิกคิ้วขึ้น
“ใช่ กลิ่นมันเหมือนกันมาก ราวกับว่ามาจากคนคนเดียวกัน”
หมาล่าเนื้อตอบอย่างมั่นใจ
“ดี!! ดี! ถ้างั้นจะได้คิดบัญชีกับมันที่เดียวเลย”
เซียฮูแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย มันช่างเป็นร้อยยิ้มที่น่ากลัวอย่างมาก ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง
“ตามฉันมา!! ฉันอยากจะเห็นเหลือเกินว่า ไอ้คนที่กล้าหลอกฉันและขโมยของของฉันไปจะเป็นคนแบบไหน!”
“ขอรับ”
หัวหน้าหน่วยทั้งหมดขานรับทันที
ก่อนที่หมาล่าเนื้อจะสูดดมเชือกสีขาวนี้ฟอดใหญ่อีกครั้ง
“ยังมีของแบบนี้เหลืออยู่อีก”
เซียเต๋านั้นสั่งให้คนของเขาไปเอาเชือกสีขาวที่เก็บมาได้ออกมาทั้งหมด
ซูดดดดดด
หลังจากที่หัวหน้าหมาล่าเนื้อสูดดมอยู่หลายครั้ง อยู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน
เซียฮูพูดขึ้นทันที
“บอกฉัน ว่าแกเจออะไร”
“เชือกพวกนี้มีกลิ่นมากกว่าสองกลิ่น มีกลิ่นหนึ่งจางๆ”
หัวหน้าหมาล่าเนื้อพูดขึ้น
“และอีกสองกลิ่นที่แรงมาก แต่ไม่น่าใช่กลิ่นของมนุษย์”
“ฉันไม่สนว่าจะเป็นคนหรือตัวห่าเหวอะไรทั้งนั้น”
เซียฮูตะวาดเสียงดังขึ้นก่อน
“ตอบฉันอย่างเดียว….ว่าแกตามหาเจ้าของกลิ่นพวกนี้ได้หรือไม่….”
“สบายๆ หัวหน้า เชือกพวกนี้มีกลิ่นที่แรงมากไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะตามกลิ่นพวกนี้ไป และค้นหาร่องรอยอื่นๆ ของพวกมัน”
หัวหน้าหมาล่าเนื้อพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
เขาเป็นผู้กลายพันธ์ ที่มีความสามารถดมกลิ่นได้เหมือนสุนัข ตราบใดที่กลิ่นเหล่านี้มีอายุไม่เกินสองสามวัน เขาสามารถติดตามร่องรอยได้ทั้งหมด
“ไปเอาน้ำกับเนื้อให้กับทุกคนกิน!”
เซียฮูตะโกนอย่างเดือดดาล
เขาตัดสินใจว่าจะพากำลังคนทั้ง 500 คนของเขาไล่ล่าหัวขโมยคนนี้
ในเมื่อปลาอัญมณีหายไปแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรที่จะให้รักษากำลังคนเหล่านี้อีกต่อไป
ต่อให้สูญเสียไปเท่าไร แต่หากได้ปลาอัญมณีกลับคืนมาก็ถือว่าคุ้มค่า
“ครับท่านพ่อ”
เซียเต๋ารับคำสั่ง และรีบไปนำอาหารและน้ำให้กับทุกคน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved