ตอนที่ 81

ภายในกำแพงสูงใหญ่ที่มู่เหลียงพึ่งสร้างขึ้นมา

หยู่จู หยู่เฟ่ยหยาน รวมไปถึงกลุ่มของเว่ยกังต่างยืนตกตะลึง และมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด พวกเขาเห็นต้นไม้สูงใหญ่อยู่ใจกลางสถานที่แห่งนี้ และเต็มไปด้วยสีเขียวขจี

“ที่นี่…..งดงามมาก”

หยู่เฟ่ยหยานปากอ้าค้างราวกับได้เห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์

“มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ!”

แม้แต่หยู่จูเองก็อุทานออกมาเบาๆ โดยที่ไม่รู้ตัว สิ่งนี้มันเกินกว่าที่เธอจินตนาการไว้เสียอีก ไม่คิดว่าจะได้เห็นสีเขียวขจีมากขนาดนี้

“สถานที่แห่งนี้ มันวิเศษยิ่งนักราวกับคนละโลกเลย”

เว่ยกังเองก็มองไปยังต้นไม้สูงใหญ่ด้วยสายตาที่เป็นประกาย

เขาเคยได้ยินมาจากคนเฒ่าคนแก่ ที่เล่าๆ ต่อกันมาว่าต้นไม้นั้นมีสีเขียว ให้ร่มเงาและสูงใหญ่ วันนี้เขาได้มาเห็นกับตาของตัวเองแล้ว

“สิ่งนั้นคือต้นไม้จริงๆ ใช่ไหม?”

มีหลายคนเริ่มร้องอุทานออกมาด้วยความสงสัย

“ต้นไม้สีเขียวแบบนี้ดูแล้วสบายใจยังไงไม่รู้”

มีหลายเสียงพูดมากขึ้น

“....”

มู่เหลียงเพียงยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของคนเหล่านี้ มันทำให้เขารู้สึกว่าไม่เสียแรงที่ทุ่มเทไป

“มู่เหลียง!! มานี้เร็ว!”

มินโฮตะโกนลงมาจากเนินสูง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านของพวกเขา พร้อมกับลี่เยว่ที่ยืนอยู่ด้านหลังและโบกมือให้

“จะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

มู่เหลียงตะโกนกลับไป พร้อมกับส่งกระแสจิตสั่งให้เต่าทมิฬน้อยเดินทางออกจากกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์

ก่อนที่เขาจะประกาศต่อหน้าทุกคน

“ทุกคน โปรดเลือกบ้านหลังที่ชอบตามใจได้เลย สถานที่แห่งนี้ถูกจัดเตรียมไว้ให้ทุกคนแล้ว”

“ขอบคุณท่านมาก!”

เว่ยกังกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง

มู่เหลียงที่อุ้มหยู่จูอยู่ก็เดินพาทุกคนเข้าไปในหมู่บ้านที่เขาสร้างขึ้น

“โห!! ดูสิมีบ้านต้องหลายหลัง!”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นวิ่งไปสำรวจรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น

เธอมองไปซ้ายที ขวาที และสอดส่องสายตาไปทุกทิศ

ก่อนที่เธอจะวิ่งกลับมาหามู่เหลียง ด้วยแววตาใสซื่อไร้เดียงสา และพูดอย่างตื่นเต้นว่า

“มู่เหลียงทำไมบ้านที่นี่เหมือนกันหมดเลย!”

เธอถามแต่เธอไม่ปล่อยให้มู่เหลียงตอบ และพูดต่อทันที

“ถนนหนทางก็สะอาด และเรียบเสมอกัน ไม่มีกลิ่นเหม็น อากาศก็สดชื่น!”

“แล้วหยู่เฟ่ยหยานคิดว่าไง”

มู่เหลียงฟังเสียงของหญิงสาวที่ดูตื่นเต้นอย่างมีความสุข และถามต่อ

“เธอชอบสถานที่แห่งนี้รึป่าว?”

“ที่นี่ดีมาก….ดีกว่ากลุ่มทะเลสาบพระจันทร์เสียอีก”

หยู่เฟ่ยหยานตอบอย่างไม่ลังเล

“และฉันก็ชอบมัน!”

คำพูดนี้ของหยู่เฟ่ยหยานทำให้มุมปากของมู่เหลียงโค้งขึ้น

ก่อนที่เขาจะหันไปมองทางพวกเว่ยกังที่กำลังเลือกหาบ้านใหม่อย่างตื่นเต้น ก่อนที่จะพูดออกไป

“ลุงเว่ยกัง ลุงช่วยจัดแจงหาบ้านให้ทุกครอบครัวด้วยด้วยนะ”

“รับทราบครับ”

เว่ยกังขานรับอย่างดีใจ

เขาเริ่มจัดแจง แบ่งส่วนที่อยู่อาศัยทันที โดยไม่ได้เดินตามมู่เหลียงกับหยู่เฟ่ยหยานไปด้วย

“พวกเธอทั้งสองต้องอยู่ในสถานที่ดีกว่านี้”

มู่เหลียงที่อุ้มหยู่จูอยู่ก็พูดขึ้นและพาทั้งสองขึ้นไปบนเนินสูงของสถานที่แห่งนี้

“บนนั้นมีต้นไม้เยอะไหม?”

หยู่เฟ่ยหยานถามด้วยความอยากรู้

“ใช่ บนนั้นมีต้นไม้และพืชนานาพันธ์”

มู่เหลียงตอบพร้อมพยักหน้าเบาๆ

หยู่จูและหยู่เฟ่ยหยานนั้นเป็นตัวตนระดับสูงของกลุ่ม ดังนั้นการที่จะให้พวกเขาอาศัยอยู่กับกลุ่มเว่ยกังนั้นคงดูไม่เหมาะสม ซึ่งมันคงเป็นการเสียมารยาท

“นายท่านมู่เหลียง งั้นเมืองเต่าทมิฬที่ท่านพูดถึง….”

หยู่จูนั้นเหมือนจะคิดอะไรได้ และเงยหน้าขึ้นเพื่มมองมู่เหลียง

เธอหรี่ตาลงก่อนที่จะถามอย่างไม่แน่ใจ

“เมืองที่ท่านว่า….อย่าบอกนะว่ามันคือที่นี่”

“ถูกต้อง นี่คือเมืองเต่าทมิฬ”

มู่เหลียงบอกความจริงแต่โดยดี และไม่ปิดบังอะไรอีกแล้ว

เขาก้มหน้าลงเพื่อสบตากับหยู่จูเล็กน้อย และกระพริบตาหลายครั้งก่อนที่จะถามขึ้น

“ผิดหวังงั้นหรอ?”

“ไม่ ไม่”

หยู่จูตอบด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ ก่อนจะหันหน้าหนีอย่างเขินอาย เธอไม่กล้าสบตากับมู่เหลียงตรงๆ

“นี่คือเมืองเต่าทมิฬ….”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก

“ถ้างั้นต้มไม้ใหญ่ที่เราเห็นตอนแรกนั้นก็….ต้นชาศักดิ์สิทธิ์ ที่มาของใบชาประกายแสงใช่ไหม!”

“ถูกต้องแล้ว นั้นคือต้นชาเขียวประกาย”

มู่เหลียงพยักหน้าตอบ

“ข้าอยากไปดูใกล้ๆ”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นรีบเร่งฝีเท้าขึ้นไปบนเนินทันที และหายลับไปจากสายตาของทั้งสองคน

“เธอดูมีความสุขมากเลย”

มู่เหลียงพูดขึ้นขณะที่มองเด็กสาวผมแดงหายลับตาไป

“ก่อนหน้านี้ เธอมีแค่ความทุกข์”

แววตาสีฟ้าของหยู่จูนั้นสั่นไหว และฉายออกถึงความเวทนา

เธอนั้นกดดันลูกสาวของเธอมากเกินไป ทำให้หยู่เฟ่ยหยานนั้นไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แต่เด็กสาวก็แสร้งทำเป็นว่าเธอไม่เป็นอะไรมาตลอด

“แต่ต่อไป สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับเธออีกแล้ว”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน และเดินขึ้นมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย

เขาเห็นมินโฮกับลี่เยว่มองมาที่เขาอย่างไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก

“เกิดอะไรขึ้น?”

มู่เหลียงแกล้งถามอย่างไม่รู้ไม่ชี้

เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งศึกระหว่างสามสาวนี้ เพราะงั้นเขาจะไม่ทำให้เรื่องมันดูวุ่นวายไปมากกว่านี้

วิธีรับมือที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์แบบนี้คือไหลไปตามน้ำเท่านั้น

มินโฮส่ายหน้า ก่อนที่จะยิ้มแปลกๆ ออกมา

“ไปกินข้าวเช้ากันเถอะ”

“จริงสิ…ทุกคนก็น่าจะหิวกันหมดแล้ว”

มู่เหลียงที่อุ้มหยู่จูอยู่ก็อุทานขึ้น ก่อนที่จะมองไปที่ห้องโถงของบ้าน

เขาไม่เห็นเด็กสาวผมสีทอง ด้วยความสงสัยเขาจึงถามขึ้น

“แล้วโหย่วเฟ่ยไปไหนแล้ว”

“เธอศึกษาต้นสมุนไพรอยู่ในสวน”

ลี่เยว่พูดพร้อมกับชี้ไปทางสวนที่มีร่างหนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ ตะคุมๆ อยู่ใกล้ๆ ต้นชา โดยที่หยู่เฟ่ยหยานยืนมองอยู่อย่างเงียบๆ

“ไปเรียกสองคนนั้นมา….ถึงเวลากินข้าวเช้าแล้ว”

มู่เหลียงชำเลืองมองเล็กน้อย ก่อนที่จพูดต่อ

“เมื่อมากันครบ ฉันมีเรื่องที่จะบอกทุกคน”

“อือ”

ลี่เยว่พยักหน้ารับ ก่อนที่จะจ้องไปยังหยู่จูที่อยู่ในอ้อมแขนของมู่เหลียง และเดินออกไปเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร

“เอ้าหล่ะ….สงสัยฉันคงต้องลงไปเดินเองแล้วสินะ”

หยู่จูบ่นพึมพำออกมา ด้วยความเขินอาย

ต่อหน้าสองสาวเธอไม่กล้าที่จะแกล้งสำออยอีกต่อไปได้

“ไหวใช่ไหม”

มู่เหลียงพูดด้วยความเป็นห่วง

“ก็คงจะไหวแล้ว”

หยู่จูเม้นริมฝีปากเล็กน้อย แสดงออกถึงรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์

“ได้”

มู่เหลียงตอบก่อนที่จะวางหยู่จูอย่างเบามือ

“โอ้ยย!!..”

ขาของหยู่จูเมื่อถึงพื้นเธอก็เดินกะโผลกะเผลก และเกือบจะล้มลง

“ให้ฉันช่วยก่อนดีกว่า”

มู่เหลียงเข้าไปพยุงตัวของหยู่จูเอาไว้ และพาเธอเดินไปยังห้องโถง

“ชิร์!”

มินโฮสบถออกมาเบาๆ อย่างไม่พอใจ พร้อมกับทำปากจู๋

วันนี้บนโต๊ะอาหารมีซุปมะเขือเทศ และมีเนื้อย่างวางอยู่หลายแผ่น

“กลิ่นหอมดีจัง”

หยู่จูพูดขึ้นเมื่อนั่งลงบนโต๊ะ และมองไปยังซุปสีแดงที่อยู่ตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“กินข้าวก่อน!! เดี๋ยวค่อยไปศึกษาต่อก็ได้!!”

ลี่เยว่ลากโหย่วเฟ่ยเข้ามาในห้องโถงอย่างทุลักทุเล

“แต่….ขออีกนิดเดียว! เกือบจะได้รู้อะไรดีๆ แล้ว”

โหย่วเฟ่ยนั้นถูกลากถูมา และจับนั่งลงบนเก้าอี้อย่างไม่เต็มใจ แล้วตอนนั้นเองที่เธอได้สบตากับมู่เหลียง

ทำให้เธอนิ่งสงบ และเชื่องราวกับลูกหมาน้อย

แล้วหยู่เฟ่ยหยานก็เดินตามเข้ามา เธอลงนั่งข้างแม่ของเธอ และพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

“แม่! ต้นไม้หล่ะ ต้มไม้เต็มไปหมดเลย!”

“งั้นทุกคนนั่งงลงก่อน”

มู่เหลียงมองไปยังมินโฮและลี่เยว่ที่ยังไม่ได้นั่งลง

“เข้าใจแล้ว”

เด็กสาวทั้งสองสบตากัน ก่อนที่จะเลือกลงมานั่งประกบข้างมู่เหลียง และแสดงท่าทางขึงขัง

“วันนี้ เราจะกล่าวต้อนรับหยู่จู กับหยู่เฟ่ยหยาน และโหย่วเฟ่ย เข้ามาเป็นสมาชิกของเมืองเต่าทมิฬของเรา”

มู่เหลียงพูดขึ้นพร้อมกับชูถ้วยซุปมะเขือเทศขึ้น ก่อนที่จะพูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัด

“หวังว่าทุกคนจะมีความสุขภายในเมืองเต่าทมิฬแห่งนี้!”

“ขอบคุณ”

หยู่เฟ่ยหยานเลียนแบบสิ่งที่มู่เหลียงทำ และชูถ้วยซุปขึ้น ให้ความสนอกสนใจพิธีต้อนรับนี้มาก

ลี่เยว่ให้โหย่วเฟ่ยถือถ้วยซุป

“เอาถ้วยขึ้นมา!”

“อะ– โอ้”

โหย่วเฟ่ยถือถ้วยซุปขึ้นมาด้วยความมึนงง

เธอเพิ่งจะได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเต่าทมิฬ อย่างงงๆ ไม่ใช่ว่าเธอมาที่นี่เพื่อศึกษาต้นไม้และสมุนไพรงั้นหรอ?

ทำไมเธอถึงได้เข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬหน้าตาเฉยแบบนี้?

“งั้นกินข้าวกันเถอะ”

มู่เหลียงจิบซุปเบาๆ ถือเป็นการบอกทุกคนให้เริ่มกินได้

“ฉันหิวมาทั้งคืนแล้ว!! ยิ่งตอนนี้ยิ่งหิว”

หยู่เฟ่ยหยานไม่รออะไรอีกแล้ว เธอรีบหยิบเนื้อย่างขึ้นมากินด้วยความดีใจ

“ซุปนี้รสชาติแปลกประหลาด และอร่อยจริงๆ”

หยู่จูเมื่อได้ลองกินน้ำซุปไปสองสามคำ เธอก็อุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ

“ไหนหนูขอลองบ้าง!”

หยู่เฟ่ยหยานกลืนเนื้อลงคอไป ก่อนที่จะซดน้ำซุปตามไปติดๆ

แล้วแววตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นอย่างสดใส และพูดออกมาทันที

“ทั้งหวาน ทั้งเปรี้ยว สดชื่นจริงๆ”

“ดูสิ มินโฮพวกเขากำลังชมซุปที่เธอทำอยู่นะ”

มู่เหลียงหันไปมองมินโฮที่ทำท่าเขินอายอย่างดีใจ

“ฉันแค่ทำตามที่มู่เหลียงสอนเท่านั้นเอง….”

มินโฮใบหน้าแดงก่ำ และรู้สึกอายเล็กน้อย

“หลังจากกินข้าวเช้าแล้วก็พักผ่อนก่อน เมื่อคืนพวกเราแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย”

มู่เหลียงต้องการให้มินโฮพักผ่อนมากกว่านี้ เธอพึ่งอายุ 14 นั้นหมายความว่า เธอยังอยู่ในวัยเติบโต และหากยังพักผ่อนไม่เพียงพอแบบนี้อีก มีหวังเธอคงไม่มีแรงสู้กับโลกที่โหดร้ายแห่งนี้ได้แน่

“อือ”

มินโฮพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง

“ลี่เยว่…ถอดหน้ากากนั้นแล้วกินข้าวดีๆ”

มู่เหลียงหันไปเห็นว่าลี่เยว่ยังไม่ถอดหน้ากาเลยดุเธอ

“ไม่….ฉันกินทั้งๆ แบบนี้ได้”

ลี่เยว่หันหน้าเล็กน้อยไปทางสองแม่ลูกหยู่

เพราะสองแม่ลูกยังอยู่ตรงนี้ทำให้เธอไม่กล้าที่จะถอดหน้ากากออก เพราะกลัวว่ามันจะสร้างปัญหาให้กับมู่เหลียงอีก

เพราะตอนนี้ทั้งสองแม่ลูกหยู่ และกลุ่มของเว่ยกังไม่รู้ว่า ในกลุ่มของมู่เหลียงมีผู้ติดเชื้อโรคผีมายาอยู่

และพวกเขาน่าจะรู้ความน่ากลัวของโรคร้ายนี้ดี และคงสร้างความหวาดผวาให้กับทุกคน

“ได้…”

มู่เหลียงอ่านจากท่าทางของลี่เยว่ออกทันที และรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่

ก่อนที่เขาจะหันหน้าไปทางสาวผมทอง

“โหย่วเฟ่ยงั้นเธอเองก็ถอดผ้าพันหน้าออกเถอะ จะได้กินสะดวกๆ”

“ไม่!!”

โหย่วเฟ่ยตอบด้วยท่าทางหวาดระแวงทันที

“ไม่ต้องอายหรอก ไม่เป็นไร ถ้าเธอจะเอามันออก”

มู่เหลียงโบกมือไปมาราวกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย

ตอนนี้ทั้งหยู่เฟ่ยหยานและหยู่จูนั้นได้มองไปยังสองสาวที่พยายามปิดบังใบหน้า และมีท่าทางแปลกๆ ทำให้สองแม่ลูกสนใจสองสาวนี้ทันที

ลี่เยว่ชำเลืองมองไปยังสองแม่ลูก และยกหน้ากากขึ้นเล็กน้อย พอที่จะสอดเนื้อย่างเข้ามาได้ โดยที่ไม่เห็นใบหน้า

“....”

ทั้งหยู่จู และหยู่เฟ่ยหยานมองทั้งสองอยู่หลายครั้ง ก่อนที่จะหันมามองหน้ากันเอง

มู่เหลียงที่กินเนื้อย่างอยู่ ก็เห็นว่าหยู่จูนั้นกำลังสนใจอะไรบางอย่าง เขาเองไม่คาดคิดว่าสตรีที่มีภาพลักษณ์สูงส่งจะมีนิสัยขี้สงสัยเหมือนเด็กแบบนี้

“หึ้ม”

หยู่จูนรับรู้ถึงสายตาของมู่เหลียงทำให้เธอนั้นเปลี่ยนความคิด และรีบสร้างหัวข้อสนทนาขึ้นมาทันที

“นายท่านมู่เหลียง….ที่จริงแล้วท่านคือผู้ปกครองเมืองเต่าทมิฬใช่ไหม?”

“เรียกฉันว่ามู่เหลียงก็พอแล้ว”

มู่เหลียงนั้นอยากจะบอกหยู่จูหลายครั้งแล้ว ไม่ต้องเรียกยกย่องเขาขนาดนั้นก็ได้ ก่อนทีี่เขาจะตอบอย่างใจเย็น

“ใช่ ฉันคือผู้ปกครองที่นี่”

“ถ้าเช่นนั้น ก็อย่าได้เรียกฉันว่าหยู่จูอีกเลย เรียกฉันว่าหยู่ฉินลานเถอะ”

ชื่อจริงของเธอคือหยู่ฉินหลาน ต่อจากนี้จะไม่มีหยู่จูอีกแล้ว

นายหัวแห่งกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ตัวตนของความเศร้าโศกก็ไม่มีอยู่อีกแล้ว

การใช้ชื่อที่แท้จริงอีกครั้ง ก็เหมือนกับการที่เธอจะได้เริ่มต้นไหม่

“หยู่ฉินหลาน เป็นชื่อที่เพราะดี”

มู่เหลียงกล่าวชมด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล

“ขอบคุณ”

ใบหน้าอันทรงเสน่ห์ของหยู่ฉินหลานนั้นแดงขึ้นเล็กน้อย ตอบรับด้วยความยินดี

“ง่ำๆ”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นเคี้ยวอะไรเต็มปากไปหมด และทำหน้าประหลาดใจที่เห็นว่าแม่ของเธอเพียงถูกชมเล็กน้อย กลับเขินอายหมือนเด็กสาวไร้เดียงสา

ก่อนที่วินาทีต่อมา

“โอ้ย!!”

หยู่เฟ่ยหยานร้องลั่นขึ้นมาทันที

เธอทำหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด และลูบไปที่ต้นขาของเธอหลายครั้ง นั้นเพราะเธอถูกหยู่ฉินหลานหยิก ข้อหาที่มองด้วยสายตาแบบนั้น

“นี้!! ลูกสาว!! กินให้เยอะๆ เลยนะ!”

หยู่ฉินหลานนั้นเอาเนื้อย่างป้อนใส่ปากของลูกสาวหลายชิ้นไม่หยุด

“อือๆๆ”

หยู่เฟ่ยหยานนั้นไม่อาจจะขัดขืนได้ และมองไปรอบๆ เพื่อหาความช่วยเหลือ

หยู่ฉินหลานได้แก้แค้นลูกของเธอสำเร็จแล้ว

ก่อนที่เธอจะกลับมาคุยกับมู่เหลียงต่อ

“มู่เหลียง เราเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้เข้าเมืองเต่าทมิฬใช่ไหม”

“ก็น่าจะแบบนั้น…”

ก่อนที่มู่เหลียงจะชำเลืองมองไปทางมินโฮและลี่เยว่

“ถ้าเป็นแบบนี้…..มันก็เกินคาดที่ฉันคิดไว้”

หยู่ฉินหลานนั้นแสดงออกทันทีถึงความหนักใจ

ก่อนที่เธอจะนึกถึงข้อเสนอเมื่อคืนที่มู่เหลียงมอบให้ ทำให้เธอเข้าใจทุกอย่าง

“ฉันเองก็ไม่บังคับใครหรอกนะ”

มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไม่…นายไม่ได้บังคับใคร”

หยู่ฉินหลานตอบทันที

ความจริงเธออาจจะพอใจกับสิ่งนี้ด้วยซ้ำ สถานที่แห่งนี้พึ่งตั้งขึ้นใหม่ เช่นเดียวกันเธอก็จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ด้วย และยังได้แสดงความสามารถของเธอให้มากกว่านี้ และเป็นอิสระอยากทำอะไรก็ทำ

“ถ้าเช่นนั้น ก็ขอกล่าวต้อนรับอีกครั้งสู่เมืองเต่าทมิฬ”

มู่เหลียงกล่าวอย่างจริงใจ

“เป็นเกียรติของฉันแล้ว”

หยู่ฉินหลานนั้นเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนที่จะยิ้มที่มุมปาก

เธอยอมเข้าร่วมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และไม่ได้ต้องการมาตรวจสอบอะไร

“เอ๋?”

หยู่เฟ่ยหยานถึงกับมึนงง ก็เมื่อครู่มู่เหลียงก็พึ่งจะกล่าวต้อนรับไปเองไม่ใช่งั้นหรอ?

“มู่เหลียง งั้นขอถามอะไรอีกสักอย่าง จุดมุ่งหมายของนายต่อจากนี้คืออะไร”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นเพราะอยากรู้วทิศทางของเมืองเต่าทมิฬ และจุดมุ่งหมายของมู่เหลียง เพื่อเธอจะได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานที่แห่งนี้

“ฉันต้องการผลึกสัตว์อสูรจำนวนมาก เอามากเท่าที่จะมากได้ เพื่อทำให้เต่าทมิฬน้อยเติบโตมากกว่านี้ และพวกเราจะได้มีพื้นที่อยู่อาศัยกว้างขึ้น!”

มู่เหลียงบอกสิ่งที่เขาต้องการทันที

“นายยังต้องการผลึกสัตว์อสูรมากขนาดไหนกัน?”

หยู่ฉินหลานถามด้วยความสงสัยเพราะเมื่อครู่เขาก็ได้ผลึกสัตว์อสูรจากเธอไปจำนวนมากเหมือนกัน

“เอาเป็นว่า หยู่ฉินหลานเธอมีความคิดอะไรดีๆ รึป่าว”

มู่เหลียงต้องการข้อเสนอแนะจากหญิงสาวในการเก็บรวบรวมผลึกสัตว์อสูร

“ถ้าหากต้องการผลึกสัตว์อสูรจำนวนมากๆ เราก็ต้องไปเมืองใหญ่ และต้องเป็นเมืองการค้าด้วย”

หยู่ฉินหลานนั้นเสนอความคิดออกมา

“แล้วเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดคือเมืองไหน”

มู่เหลียงหันกลับไปถามลี่เยว่ทันที

ลี่เยว่ทำหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะนึกออกอยู่ชื่อหนึ่ง

“เมืองสิบชั้น”

หยู่ฉินหลานที่กำลังจะเอ่ยปากพูดก็ถึงกับนิ่งสงบไป เมืองที่เธอคิดออกนั้นใหญ่กว่าเมืองนี้ และบางทีการไปที่นั้นอาจจะให้ผลตอบแทนมากกว่า

“ไกลจากที่นี่แค่ไหน”

มู่เหลียงถามต่อ

“ประมาณ 9 วันจากที่นี่”

ลี่เยว่ตอบอย่างใจเย็น

ก่อนที่เธอจะมองไปยังหยู่ฉินหลาน ที่พูดออกมาอย่างแผ่วเบา

“มีเมืองใหญ่อีกเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านมากกว่า แต่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 23 วัน”

“ไม่จำเป็นแล้ว เราจะไปเมืองสิบขั้นกัน”

มู่เหลียงตอบอย่างสุขุม

“ฮะ?!”

หยู่ฉินหลานถึงกับตกใจ ก่อนที่จะเหล่มองไปยังลี่เยว่

ปรากฏว่าเด็กสาวคนนี้รู้นิสัยมู่เหลียงดี