ตอนที่ 181

ตกดึก

ที่หน้าประตูหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง มิอากับซิไป่ฉีกำลังนั่งคดตัวเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ก่อนที่จะลืมตาขึ้นที่ละคน

“เธอต้องการจะลงมือตอนนี้เลยไหม”

ซิไป่ฉีถามเบาๆ

“ไปจากนี้ก่อน”

มิอาพูดขึ้นพร้อมกับร่างที่สั่นไหว

ก่อนที่ทั้งคู่จะแอบหายเข้าไปในเงามืดและซ่อนตัวจากมุมอาคารนั้นไป

“เราต้องบินข้ามไป และอย่าเคลื่อนไหวเยอะ”

มิอาพูดเตือน

“เข้าใจแล้ว”

ซิไป่ฉีพยักหน้า

เธอกางปีกออกพร้อมกับกอดร่างของมิอาเอาไว้ และตีปีกอย่างแรงจนทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า

มิอาใช้ความสามารถของเธอในการควบคุมเงา นำเงาทั้งหมดปกคลุมร่างของพวกเธอเอาไว้ หากมองดูจากที่ไกลๆ จะเห็นเหมือนก้อนสีดำ

(แก้ไขครับ ผมน่าจะอ่านแล้วตีความผิดว่ามิอามีความเชี่ยวชาญในการดูมุมของเงา แต่มันคือพลังของมิอาเลยครับที่สามารถกำหนดทิศทางและบงการเงาได้)

ไม่นานหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ร่อนลงมาบนกำแพงเมืองเว่ยฉาย

“ไปกันเถอะ”

มิอาไม่รอช้ามุ่งหน้าต่อทันที

เธอได้ใช้วิธีการเดียวกันอีกครั้งใช้เงาปกคลุมร่างกาย ทำให้บนกำแพงเมืองเว่ยฉายจะเห็นก้อนเงาสีดำสองร่าง

“จะปล่อยให้พวกมันเข้าไปแบบนี้งั้นหรอ?”

ลี่ลี่ถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“ตามพวกมันไปก่อน และดูว่ามันมีจุดประสงค์อะไร”

หยางปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

คืนนี้ทั้งคู่ได้รับหน้าที่ดูแลที่ส่วนนี้ของกำแพงเมืองเว่ยฉาย

เพราะแค่กองกำลังของกองทัพไม่เพียงพอที่จะดูแลได้ทั่วถึง หรือมีความสามารถพอที่จะรับมือกับผู้มีพลังวิเศษได้ เพราะแบบนั้นหน่วยภูติผีจะมีหน้าที่รับมือผู้มีพลังวิเศษเหล่านั้น

ที่จริงทั้งหยางปิงและลี่ลี่จัดการพวกที่แอบเข้ามาหลายคนแล้ว แต่คราวนี้ผู้ที่แอบเข้ามานั้นมีความสามารถในการเร้นกายที่แปลกประหลาด

“ตามไป”

หยางปิงเปิดพลังล่องหนของชุดเกราะ และกระโดดตามไป

“....”

ลี่ลี่เองก็เปิดใช้เกราะภูติผีแล้วตามไปติดๆ

ในเวลานี้ทั้งมิอาและซิไป่ฉีไม่รู้เลยว่าตัวตนของพวกเธอถูกพบแล้ว

หลังจากนั้นทั้งคู่เข้ามาในเขตเมืองชั้นใน ได้เห็นบ้านเมืองและรูปร่างสิ่งก่อสร้างที่คล้ายกันไปหมด

“ทำไมสิ่งปลูกสร้างพวกนี้ดูเหมือนกันไปหมด”

นัยน์ตาของซีไป่ฉีเป็นสีแดงและสามารถมองเห็นได้ดีในความมืด

เธอแปลกใจไม่น้อย เพราะถนนหนทางและบ้านเมืองดูสะอาดอย่างมาก

“หาบ้านสักหลังแล้วเข้าไปสอดแนมดูก่อน”

นี่เเป็นครั้งแรกที่มิอาได้เห็นผังสิ่งปลูกสร้างที่ดีแบบนี้

“เดี๋ยวฉันไปหาเอง”

ซิไป่ฉีย่นจมูกเพื่อสูดดมกลิ่น และเจอสถานที่มีกลิ่นแรงที่สุด

เธอชี้ไปข้างหน้าและพูดขึ้น

“ทางนั้น….บ้านหลังนั้นไม่ธรรมดาแน่ๆ”

หลังจากถูกไล่ล่ามานานถึงหนึ่งปี พลังของแวมไพร์ของเธอก็เริ่มแสดงออกมามากขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากที่ไหนมีกลิ่นหอมดึงดูดเธอมากเท่าไร แปลว่าตรงนั้นมีคนที่แข็งแกร่งอยู่

ยิ่งเป็นคนที่แข็งแกร่งมากเท่าไร เลือดของพวกเขาย่อมเพิ่มพลังให้เธอได้ มันเป็นสิ่งที่ร่างกายของซิไป่ฉีตอบสนองเองตามสัญชาตญาณ

“ได้”

มิอานั้นเริ่มชินกับการชี้นำของซิไป่ฉีแล้วในเรื่องนี้

ทั้งสองมาถึงหน้าประตูบ้านที่ซิไป่ฉีได้กลิ่นแรงที่สุด

มิอาใช้พลังควบคุมเงาเพื่อไขกรประตูออก

หญิงสาวทั้งสองเข้ามาในบ้านอย่างเงียบๆ และมองดูรอบๆ

มีชุดเครื่องเรือนปกติธรรมดา และหม้อดินเผา

“ไม่มีคน…”

ซิไป่ฉีมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ แต่เธอไม่เห็นใครเลยสักคน

“ฉันเดาว่าพวกเขาพึ่งจะออกไป”

มิอาสัมผัสไปที่กองไฟในบ้าน และรู้สึกว่ามันยังอุ่นๆ อยู่

“หมายถึงพวกหน่วยยามลาดตระเวนงั้นหรอ”

ซิไป่ฉีถามขึ้น

“ก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะบ้านตอนกลางคืนมีคนอาศัยอยู่น้อยมาก”

มิอาพูดอย่างใจเย็น

“ถ้าเป็นแบบนี้ ฉันก็ไม่เกรงใจหล่ะ”

ซิไป่ฉีพูดขึ้นด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายลง

เธอเห็นว่าในหม้อดินเผายังมีอาหารเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง

เป็นซุปเนื้อแบบง่ายๆ

“ไม่หิวหรอ”

ซิไป่ฉีมองไปยังมิอาด้วยความสงสัย และส่งสายตาแบบเด็กน้อยให้

“มากินอะไรกันก่อนเถอะ”

ตลอดทั้งวันที่ผ่านมาทั้งสองแทบไม่ได้กินอะไรกันเลย เพราะของกินในถนนการค้านั้นราคาแพงมาก หากพวกเธอต้้องการที่จะอยู่อย่างอิ่มท้องคงต้องจ่ายผลึกสัตว์อสูรจำนวนมาก

“.....”

มิอาคิ้วขมวด และรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปหาซิไป่ฉีและแบ่งของมากิน

ที่นอกประตู

หยางปิงและลี่ลี่มองดูทั้งสองสาวอยู่ และคิดว่าทั้งคู่บุกเข้ามาในเมืองชั้นในเพื่อขโมยของกินเท่านั้นเองงั้นหรอ?

คนที่มายังถนนการค้าได้จะเป็นพวกอดอยากได้อย่างไร

ลี่ลี่แสดงท่าทางสื่อสารกับหยางปิง

“ทั้งสองคนนี้…..เกี่ยวข้อง….อะไรกับเว่ยกัง….รึป่าว?”

ใช่ นี้คือบ้านของเว่ยกัง

ตอนนี้เว่ยกังเป็นแม่ทัพดูแลป้อมประตูเมือง และมักจะกลับบ้านมาเฉพาะในช่วงวันหยุดเท่านั้น

เว่ยหยูหลันเองก็อาศัยอยู่ที่ตำหนักเจ้าเมือง และไม่ค่อยจะกลับมาบ้านเท่าไร

มีเพียงซูเอ๋อที่ไปกลับบ้านอยู่บ่อยๆ เพื่อกินข้าว ก่อนที่จะกลับไปยังสวนในตำหนัก

แล้วช่วงเย็นเธอจะยุ่งเป็นพิเศษทำให้เหนื่อยมากๆ เธอก็จะนอนค้างในพื้นที่สวนเป็นบางครั้ง

หยางปิงเองก็แสดงท่าทางตอบกลับไป

“จับตา….ดูไปก่อน”

ความจริงแล้วหยางปิงกับลี่ลี่จะจับกุมทั้งสองคนตั้งแต่กำแพงเว่ยฉายเลยก็ได้

แต่ที่ปล่อยให้ทั้งคู่เข้ามา ก็เพื่อดูว่าสองคนนี้มีจุดประสงค์อะไร จะได้เฝ้าระวังสิ่งนั้นให้ดีขึ้นในอนาคต

นี้คือเหตุผลที่ยอมปล่อยให้ทั้งสองเข้ามาในเมืองชั้นในแบบนี้

เพราะหากมีสายลับเข้ามามากกว่านี้พวกเธออาจจะดูแลไม่ทั่วถึง

“หมดแล้วงั้นหรอ?”

ซิไป่ฉีมองไปยังหม้อที่ว่างเปล่า

เธอยังไม่อิ่มเลยด้วยซ้ำ จึงเริ่มเข้าไปลื้อหาของกินในห้องครัวต่อ

ซิไป่ฉีมองไปรอบๆ และไม่เห็นว่ามีของกินอีกแล้ว จึงบ่นออกมา

“บ้านนี้ยากจนชะมัด พวกเขาไม่มีอาหารเก็บไว้เลย”

“หยุดหาได้แล้ว”

มิอาดูดคราบน้ำซุปที่นิ้ว พร้อมกับลุกขึ้นยืน

“เราไปหาดูที่อื่นดีกว่า”

เธอไม่ลืมจุดประสงค์ของเธอ และไม่ได้มาเพื่อหาของกิน

“เฮ้อ”

ซิไป่ฉีถอนหายใจ

ทั้งสองเดินออกจากบ้านไปและล็อคประตูคืนที่เดิม

“ไปตรงนั้น”

มิอาชี้ไปที่เนินสูง

“จะไปตรงนั้นจริงๆ งั้นหรอมันเสี่ยงที่จะถูกเจอตัวมากเลยนะ”

ซิไป่ฉีมองขึ้นไป และรู้ได้โดยทันทีว่ามันน่าจะเป็นที่อยู่ของเจ้าเมืองเต่าทมิฬ

“เพราะมันอันตรายถึงคู่ควรที่จะลอง”

มิอาแสดงออกถึงท่าทางที่จริงจัง

เป้าหมายของเธออีกอย่างที่มายังเมืองเต่าทมิฬ นั้นคือหาวิธีปลูกพืชในจำนวนมาก และวิธีการเลี้ยงดูพืชให้เติบโต

“เธอบ้าไปแล้วรึไง!”

ซิไป่ฉีคิ้วขมวดเข้าหากัน พร้อมกับยืนเท้าเอว

ก่อนที่จะถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้

“ฉันเองก็คงบ้าเหมือนกันที่ตามเธอมาแบบนี้”

“แค่ระวังตัว หากดูท่าไม่ดีก็ถอยกลับทันที”

ในแววตาของมิอาฉายออกถึงรอยยิ้มที่ดูตื่นเต้น

เธอใช้เงาห่อหุ้มร่างของเธอและซิไป่ฉีเอาไว้ ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังเนินสูง

ทั้งสองขึ้นมาบนเนินสูงอย่างง่ายดาย

และเห็นว่าบนนี้มีต้นไม้และพืชพันธ์เขียวชอุ่มไปหมด สร้างความตกตะลึงให้ทั้งคู่อย่างมาก

ลี่ลี่สะกิดหยางปิงด้วยมือของเธอ และแสดงท่าทาง

“ถึงเวลา…ลงมือแล้ว….พวกเขา….มาถึง…ตำหนักเจ้าเมืองแล้ว”

ตอนนี้ไม่สำคัญอีกแล้วว่าทั้งสองคนที่แอบเข้ามานั้นต้องการอะไร

หากว่าเป้าหมายของทั้งคู่คือการเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง ก็มีแต่ความตายที่รออยู่

“ลง…มือ”

หยางปิงชี้ให้ท่าทางสัญญาณบอกกับลี่ลี่ และชี้ไปทางสาวผมดำ นั้นคือเป้าหมายของเธอ

“ได้…ไม่มีปัญหา”

ลี่ลี่แสดงท่าทางตอบกลับอย่างเงียบๆ

คู่ต่อสู้ของเธอในครั้งนี้คือเด็กสาวผมทองที่ไว้ผมแกะสองข้าง

ลี่ลี่เองก็ไม่คิดว่าจะเจอคนที่มีความสูงพอๆ กับเธอแบบนี้