ตกดึก
ที่หน้าประตูหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง มิอากับซิไป่ฉีกำลังนั่งคดตัวเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น ก่อนที่จะลืมตาขึ้นที่ละคน
“เธอต้องการจะลงมือตอนนี้เลยไหม”
ซิไป่ฉีถามเบาๆ
“ไปจากนี้ก่อน”
มิอาพูดขึ้นพร้อมกับร่างที่สั่นไหว
ก่อนที่ทั้งคู่จะแอบหายเข้าไปในเงามืดและซ่อนตัวจากมุมอาคารนั้นไป
“เราต้องบินข้ามไป และอย่าเคลื่อนไหวเยอะ”
มิอาพูดเตือน
“เข้าใจแล้ว”
ซิไป่ฉีพยักหน้า
เธอกางปีกออกพร้อมกับกอดร่างของมิอาเอาไว้ และตีปีกอย่างแรงจนทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
มิอาใช้ความสามารถของเธอในการควบคุมเงา นำเงาทั้งหมดปกคลุมร่างของพวกเธอเอาไว้ หากมองดูจากที่ไกลๆ จะเห็นเหมือนก้อนสีดำ
(แก้ไขครับ ผมน่าจะอ่านแล้วตีความผิดว่ามิอามีความเชี่ยวชาญในการดูมุมของเงา แต่มันคือพลังของมิอาเลยครับที่สามารถกำหนดทิศทางและบงการเงาได้)
ไม่นานหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ร่อนลงมาบนกำแพงเมืองเว่ยฉาย
“ไปกันเถอะ”
มิอาไม่รอช้ามุ่งหน้าต่อทันที
เธอได้ใช้วิธีการเดียวกันอีกครั้งใช้เงาปกคลุมร่างกาย ทำให้บนกำแพงเมืองเว่ยฉายจะเห็นก้อนเงาสีดำสองร่าง
“จะปล่อยให้พวกมันเข้าไปแบบนี้งั้นหรอ?”
ลี่ลี่ถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“ตามพวกมันไปก่อน และดูว่ามันมีจุดประสงค์อะไร”
หยางปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
คืนนี้ทั้งคู่ได้รับหน้าที่ดูแลที่ส่วนนี้ของกำแพงเมืองเว่ยฉาย
เพราะแค่กองกำลังของกองทัพไม่เพียงพอที่จะดูแลได้ทั่วถึง หรือมีความสามารถพอที่จะรับมือกับผู้มีพลังวิเศษได้ เพราะแบบนั้นหน่วยภูติผีจะมีหน้าที่รับมือผู้มีพลังวิเศษเหล่านั้น
ที่จริงทั้งหยางปิงและลี่ลี่จัดการพวกที่แอบเข้ามาหลายคนแล้ว แต่คราวนี้ผู้ที่แอบเข้ามานั้นมีความสามารถในการเร้นกายที่แปลกประหลาด
“ตามไป”
หยางปิงเปิดพลังล่องหนของชุดเกราะ และกระโดดตามไป
“....”
ลี่ลี่เองก็เปิดใช้เกราะภูติผีแล้วตามไปติดๆ
ในเวลานี้ทั้งมิอาและซิไป่ฉีไม่รู้เลยว่าตัวตนของพวกเธอถูกพบแล้ว
หลังจากนั้นทั้งคู่เข้ามาในเขตเมืองชั้นใน ได้เห็นบ้านเมืองและรูปร่างสิ่งก่อสร้างที่คล้ายกันไปหมด
“ทำไมสิ่งปลูกสร้างพวกนี้ดูเหมือนกันไปหมด”
นัยน์ตาของซีไป่ฉีเป็นสีแดงและสามารถมองเห็นได้ดีในความมืด
เธอแปลกใจไม่น้อย เพราะถนนหนทางและบ้านเมืองดูสะอาดอย่างมาก
“หาบ้านสักหลังแล้วเข้าไปสอดแนมดูก่อน”
นี่เเป็นครั้งแรกที่มิอาได้เห็นผังสิ่งปลูกสร้างที่ดีแบบนี้
“เดี๋ยวฉันไปหาเอง”
ซิไป่ฉีย่นจมูกเพื่อสูดดมกลิ่น และเจอสถานที่มีกลิ่นแรงที่สุด
เธอชี้ไปข้างหน้าและพูดขึ้น
“ทางนั้น….บ้านหลังนั้นไม่ธรรมดาแน่ๆ”
หลังจากถูกไล่ล่ามานานถึงหนึ่งปี พลังของแวมไพร์ของเธอก็เริ่มแสดงออกมามากขึ้น
ตัวอย่างเช่น หากที่ไหนมีกลิ่นหอมดึงดูดเธอมากเท่าไร แปลว่าตรงนั้นมีคนที่แข็งแกร่งอยู่
ยิ่งเป็นคนที่แข็งแกร่งมากเท่าไร เลือดของพวกเขาย่อมเพิ่มพลังให้เธอได้ มันเป็นสิ่งที่ร่างกายของซิไป่ฉีตอบสนองเองตามสัญชาตญาณ
“ได้”
มิอานั้นเริ่มชินกับการชี้นำของซิไป่ฉีแล้วในเรื่องนี้
ทั้งสองมาถึงหน้าประตูบ้านที่ซิไป่ฉีได้กลิ่นแรงที่สุด
มิอาใช้พลังควบคุมเงาเพื่อไขกรประตูออก
หญิงสาวทั้งสองเข้ามาในบ้านอย่างเงียบๆ และมองดูรอบๆ
มีชุดเครื่องเรือนปกติธรรมดา และหม้อดินเผา
“ไม่มีคน…”
ซิไป่ฉีมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ แต่เธอไม่เห็นใครเลยสักคน
“ฉันเดาว่าพวกเขาพึ่งจะออกไป”
มิอาสัมผัสไปที่กองไฟในบ้าน และรู้สึกว่ามันยังอุ่นๆ อยู่
“หมายถึงพวกหน่วยยามลาดตระเวนงั้นหรอ”
ซิไป่ฉีถามขึ้น
“ก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะบ้านตอนกลางคืนมีคนอาศัยอยู่น้อยมาก”
มิอาพูดอย่างใจเย็น
“ถ้าเป็นแบบนี้ ฉันก็ไม่เกรงใจหล่ะ”
ซิไป่ฉีพูดขึ้นด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายลง
เธอเห็นว่าในหม้อดินเผายังมีอาหารเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง
เป็นซุปเนื้อแบบง่ายๆ
“ไม่หิวหรอ”
ซิไป่ฉีมองไปยังมิอาด้วยความสงสัย และส่งสายตาแบบเด็กน้อยให้
“มากินอะไรกันก่อนเถอะ”
ตลอดทั้งวันที่ผ่านมาทั้งสองแทบไม่ได้กินอะไรกันเลย เพราะของกินในถนนการค้านั้นราคาแพงมาก หากพวกเธอต้้องการที่จะอยู่อย่างอิ่มท้องคงต้องจ่ายผลึกสัตว์อสูรจำนวนมาก
“.....”
มิอาคิ้วขมวด และรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปหาซิไป่ฉีและแบ่งของมากิน
ที่นอกประตู
หยางปิงและลี่ลี่มองดูทั้งสองสาวอยู่ และคิดว่าทั้งคู่บุกเข้ามาในเมืองชั้นในเพื่อขโมยของกินเท่านั้นเองงั้นหรอ?
คนที่มายังถนนการค้าได้จะเป็นพวกอดอยากได้อย่างไร
ลี่ลี่แสดงท่าทางสื่อสารกับหยางปิง
“ทั้งสองคนนี้…..เกี่ยวข้อง….อะไรกับเว่ยกัง….รึป่าว?”
ใช่ นี้คือบ้านของเว่ยกัง
ตอนนี้เว่ยกังเป็นแม่ทัพดูแลป้อมประตูเมือง และมักจะกลับบ้านมาเฉพาะในช่วงวันหยุดเท่านั้น
เว่ยหยูหลันเองก็อาศัยอยู่ที่ตำหนักเจ้าเมือง และไม่ค่อยจะกลับมาบ้านเท่าไร
มีเพียงซูเอ๋อที่ไปกลับบ้านอยู่บ่อยๆ เพื่อกินข้าว ก่อนที่จะกลับไปยังสวนในตำหนัก
แล้วช่วงเย็นเธอจะยุ่งเป็นพิเศษทำให้เหนื่อยมากๆ เธอก็จะนอนค้างในพื้นที่สวนเป็นบางครั้ง
หยางปิงเองก็แสดงท่าทางตอบกลับไป
“จับตา….ดูไปก่อน”
ความจริงแล้วหยางปิงกับลี่ลี่จะจับกุมทั้งสองคนตั้งแต่กำแพงเว่ยฉายเลยก็ได้
แต่ที่ปล่อยให้ทั้งคู่เข้ามา ก็เพื่อดูว่าสองคนนี้มีจุดประสงค์อะไร จะได้เฝ้าระวังสิ่งนั้นให้ดีขึ้นในอนาคต
นี้คือเหตุผลที่ยอมปล่อยให้ทั้งสองเข้ามาในเมืองชั้นในแบบนี้
เพราะหากมีสายลับเข้ามามากกว่านี้พวกเธออาจจะดูแลไม่ทั่วถึง
“หมดแล้วงั้นหรอ?”
ซิไป่ฉีมองไปยังหม้อที่ว่างเปล่า
เธอยังไม่อิ่มเลยด้วยซ้ำ จึงเริ่มเข้าไปลื้อหาของกินในห้องครัวต่อ
ซิไป่ฉีมองไปรอบๆ และไม่เห็นว่ามีของกินอีกแล้ว จึงบ่นออกมา
“บ้านนี้ยากจนชะมัด พวกเขาไม่มีอาหารเก็บไว้เลย”
“หยุดหาได้แล้ว”
มิอาดูดคราบน้ำซุปที่นิ้ว พร้อมกับลุกขึ้นยืน
“เราไปหาดูที่อื่นดีกว่า”
เธอไม่ลืมจุดประสงค์ของเธอ และไม่ได้มาเพื่อหาของกิน
“เฮ้อ”
ซิไป่ฉีถอนหายใจ
ทั้งสองเดินออกจากบ้านไปและล็อคประตูคืนที่เดิม
“ไปตรงนั้น”
มิอาชี้ไปที่เนินสูง
“จะไปตรงนั้นจริงๆ งั้นหรอมันเสี่ยงที่จะถูกเจอตัวมากเลยนะ”
ซิไป่ฉีมองขึ้นไป และรู้ได้โดยทันทีว่ามันน่าจะเป็นที่อยู่ของเจ้าเมืองเต่าทมิฬ
“เพราะมันอันตรายถึงคู่ควรที่จะลอง”
มิอาแสดงออกถึงท่าทางที่จริงจัง
เป้าหมายของเธออีกอย่างที่มายังเมืองเต่าทมิฬ นั้นคือหาวิธีปลูกพืชในจำนวนมาก และวิธีการเลี้ยงดูพืชให้เติบโต
“เธอบ้าไปแล้วรึไง!”
ซิไป่ฉีคิ้วขมวดเข้าหากัน พร้อมกับยืนเท้าเอว
ก่อนที่จะถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
“ฉันเองก็คงบ้าเหมือนกันที่ตามเธอมาแบบนี้”
“แค่ระวังตัว หากดูท่าไม่ดีก็ถอยกลับทันที”
ในแววตาของมิอาฉายออกถึงรอยยิ้มที่ดูตื่นเต้น
เธอใช้เงาห่อหุ้มร่างของเธอและซิไป่ฉีเอาไว้ ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังเนินสูง
ทั้งสองขึ้นมาบนเนินสูงอย่างง่ายดาย
และเห็นว่าบนนี้มีต้นไม้และพืชพันธ์เขียวชอุ่มไปหมด สร้างความตกตะลึงให้ทั้งคู่อย่างมาก
ลี่ลี่สะกิดหยางปิงด้วยมือของเธอ และแสดงท่าทาง
“ถึงเวลา…ลงมือแล้ว….พวกเขา….มาถึง…ตำหนักเจ้าเมืองแล้ว”
ตอนนี้ไม่สำคัญอีกแล้วว่าทั้งสองคนที่แอบเข้ามานั้นต้องการอะไร
หากว่าเป้าหมายของทั้งคู่คือการเข้าไปในตำหนักเจ้าเมือง ก็มีแต่ความตายที่รออยู่
“ลง…มือ”
หยางปิงชี้ให้ท่าทางสัญญาณบอกกับลี่ลี่ และชี้ไปทางสาวผมดำ นั้นคือเป้าหมายของเธอ
“ได้…ไม่มีปัญหา”
ลี่ลี่แสดงท่าทางตอบกลับอย่างเงียบๆ
คู่ต่อสู้ของเธอในครั้งนี้คือเด็กสาวผมทองที่ไว้ผมแกะสองข้าง
ลี่ลี่เองก็ไม่คิดว่าจะเจอคนที่มีความสูงพอๆ กับเธอแบบนี้
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved