เช้าตรู่ของวันต่อมา
ตุบ ตุบ ตุบ!
มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งอย่างรีบร้อน
“เกิดอะไรขึ้น”
เยี่ยลี่ยี่ที่ยืนอยู่ข้างถนน เห็นถึงความผิดปกติ จึงพยายามเงี่ยหูฟังรอบๆ และถามคนที่อยู่ใกล้ตัว
“ต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่เลย”
เยี่ยลี่ยี่ดูจริงจังขึ้นมาทันที
เธอหันไปบอกผู้ติดตามของเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไปดูเร็วเข้า”
“ขอรับ”
ใบหน้าของผู้ติดตามของเธอดูจริงจังขึ้นมา และไปรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว
“เฉิงเหมา ขอให้กลับมาอย่างปลอดภัยเถอะ”
เยี่ยลี่ยี่พูดด้วยความเป็นห่วง
ที่นอกเมืองเซิงหนางบนภูเขาสูงแห่งหนึ่ง
“นั้นมันอะไร”
คนหัวสิงโตอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ
และมองไปยังเมืองเซิงหยางที่มีกลุ่มคนมากมายกำลังกรูกันเข้าไปในเมือง
“ทำไมพวกเขาดูรีบร้อนที่จะกลับเข้าเมืองกัน”
หัวหมาป่าเกิดความสงสัยจึงพูดขึ้น
“ไม่รู้สิ มันยากเกินไปที่จะคาดเดา”
หัวสิงโตพูดขึ้นพร้อมกับส่ายหัว
“พวกเขากำลังหนีฝูงสัตว์อสูรรึป่าว”
หัวหมีพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“แต่นี้ก็อยู่ห่างจากป่าว่านกู่ ไม่น่าจะมีฝูงสัตว์อสูรบุกเมืองได้”
หัวสิงโตพูดขัดทันที
“ใช่นั้นก็จริง”
หัวหมีเกาหัวตัวเองด้วยความมึนงง
“ดูสิ ขนาดแม่ทัพทั้งสามของเมืองเซิงหยางยังต้องปรากฏตัว”
หัวหมาป่าพูดขึ้นด้วยความตกใจ
“เมื่อกี้ว่าไงนะ!”
หัวสิงโตถึงกับผงะด้วยความตกตะลึง และพยายามเพ่งมองทันที
ท่ามกลางฝูงชนมากมาย ที่บนกำแพงเมืองเซิงหยางนั้น มีคนสามคนที่แต่งตัวต่างกันยืนอยู่
คนซ้ายสุดคือแม่ทัพที่พวกเขาเจอเมื่อคืน ผู้ตื่นขั้น 7 หอกกระดูกหลี่เอ๋อกู่
และคนตรงกลางทั่วทั้งตัวพันไปด้วยผ้าพันแผลสีขาว จนมองไม่เห็นว่ามีหน้าตาเช่นไร และสูงเพียง 160 เซนติเมตร
แม่ทัพคนนี้มีนามว่า ผ้าห่อศพเฟ่ยฉี๋
คนสุดท้ายทางขวามีผมยาวสีดำไปถึงข้อเท้า ไม่ว่าจะมองจากด้านหลังหรือหน้าก็ถูกปกคลุมไปด้วยเส้นผม และเห็นหน้าเพียงครึ่งเดียว
นามของเขาคือ ปีศาจผมดำฉือชู
“ดูเหมือนว่าจะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ ไม่งั้นไม่มีทางที่แม่ทัพทั้งสามจะออกหน้าพร้อมกันแบบนี้”
หัวหมีนั้นดูสงสัยอย่างมาก
“เราควรจะเข้าไปในเมือง เพื่อหาความจริง เพราะดูจากสถานการณ์แล้วเหมือนพวกเขาเตรียมพร้อมจะรับมืออะไรสักอย่าง”
หัวหมาป่าเริ่มเสนอความคิด
และคิดว่ามันคงไม่ปลอดภัยสำหรับผู้กลายพันธ์ขั้น 5 สามคนที่อยู่นอกเมืองในขณะที่ทุกคนกำลังแห่กันกลับเข้าเมืองแบบนี้
“ไปกันเถอะ เข้าไปในเมืองก่อน”
หัวสิงโตกล่าวขึ้น
เขาดึงเสื้อคลุมหัวมาปิดบังใบหน้าเอาไว้ และกระโดดลงไปจ่ากเนินเขา เข้าสู่เมืองเซิงหยางทันที
ณ กำแพงเมืองเซิงหยาง
หนี่จี๋ชาใส่เสื้อคลุมปิดบังมิดชิด พร้อมกับกลุ่มคนในชุดเดียวกันยืนอยู่บนกำแพงเมืองและมองออกไปภายนอก
“มันจะมีสัตว์อสูรบุกโจมตีเมืองได้ยังไง? สัตว์อสูรตัวนั้นไม่ได้กลิ่นไอของคนผู้นั้นงั้นหรอ”
ในเวลานี้หนี่จี๋ชารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แต่เมื่อผ้าห่อศพเฟ่ยฉี๋ หรือหัวหน้าของเธออยู่ด้วย ก็ทำให้เธอรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย
เพราะเรื่องการบุกของสัตว์อสูรทำให้เธอยังไม่ส่งตัวหยางปิงให้กับหัวหน้าของเธอในตอนนี้ และพอที่จะซื้อเวลาให้หยางปิงได้อีกหน่อย
“หรือว่าสัตว์อสูรตัวนี้อาจจะคิดว่ากลิ่นไอของท่านเจ้าเมืองเป็นการท้าทายมัน ไม่งั้นมันคงไม่กล้าพุ่งเข้าใส่แบบนี้”
“แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดี ครั้งก่อนก็มีสัตว์อสูรแบบนี้บุกเข้ามา และถูกท่านแม่ทัพหลี่เอ๋อกู่จัดการไปทำให้ทั้งเมืองมีเนื้อดีๆ กิน”
“คราวนี้สัตว์อสูรคงจะแข็งแกร่งไม่น้อย ถึงกับทำให้สามแม่ทัพใหญ่ออกหน้าแบบนี้ได้”
“ต่อให้มันแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็ต้องตายอยู่ดี ฉันรอกินมื้อเย็นแสนอร่อยจากเนื้อมันไม่ไหวแล้ว”
“…..”
เสียงฝูงชนบนกำแพงเมืองพูดกันไปต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้
ในเวลาเดียวกันเฉิงเหมาเองกับกลุ่มของเขาก็มาถึงกำแพงเมือง ด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
เขาไม่ได้กลัวเรื่องสัตว์อสูรร้ายบุกมาเลย แต่กังวลเรื่องอื่น
“เฉิงเหมา!!”
เสียงของหญิงสาวที่คุ้นเคยดังขึ้น เขามองไปยังฝูงชนมากมายและเห็นหญิงสาวที่หน้าตาคุ้นเคย
“ทุกคนปลอดภัยดีไหม”
เยี่ยลี่ยี่ถามขึ้นพร้อมกับมองกลุ่มคนของเธอ
“พวกเราสบายดีคุณหนู แต่หาล่าเหยื่อไม่ได้เลย”
เฉิงเหมาส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้
เขานำทีมออกไปล่าตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่พบสิ่งใดที่พอล่าได้เลย ซึ่งทำให้ทุกคนในกลุ่มของเขาเครียดมาก
“ดีแล้วที่ทุกคนยังปลอดภัยอยู่”
เยี่ยลี่ยี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“คุณหนู เรื่องในคราวนี้…”
เฉิงเหมาเปิดปากพูดขึ้นพร้อมกับมองไปรอบๆ ฝูงชนที่มารวมตัวกัน และกลืนคำพูดนั้นลงไป
“ท่านลุงไปรู้อะไรมางั้นหรอ…”
เยี่ยลี่ยี่ถามด้วยความสงสัยทันที
เธอเฝ้ามองดูคนที่เร่งรีบกลับเข้ามาในเมือง และรู้สึกได้เลยว่ามันเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น
“มันเหมือนกับครั้งที่เมืองสิบขั้น…”
เฉิงเหมาพูดด้วยความระมัดระวัง
“!? ท่านลุงจะหมายความว่า เมืองเต่าทมิฬงั้นหรอ”
เยี่ยลี่ยี่เบิกตากว้าง และเข้าใจทันทีว่าเฉิงเหมาหมายถึงอะไร
“ใช่ขอรับ มันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แล้ว และน่าจะมาถึงในเร็วๆ นี้”
เฉิงเหมาพูดอย่างแผ่วเบา
“อีกแล้วงั้นหรอ? ไม่แปลกที่ทุกคนจะดูเสียขวัญกัน”
เยี่ยลี่ยี่พูดพร้อมกับมองไปรอบๆ
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น”
เฉิงเหมาเองก็ตอบอย่างไม่แน่ใจ
เขาไม่รู้ว่าเมืองเต่าทมิฬต้องการจะมาทำการค้าขายด้วย หรือต้องการจะเปิดศึกใหญ่
“หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น”
เยี่ยลี่ยี่กล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
เธอไม่ใช่ตัวกลางในการเจรจาเหมือนตอนเมืองสิบขั้นอีกแล้ว บางที่หากทั้งสองไม่ลงรอยกันอาจเกิดการต่อสู้ใหญ่ขึ้นได้
แล้วที่อีกด้านหนึ่งของประตูเมือง ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ประหลาดใจเกิดขึ้นอีก
“พวกแกสองคนก็มาด้วยงั้นหรอ!”
หัวสิงโตพูดขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะจ้องมองสาวหูแมวกับหญิงสาวร่างเล็กอีกคน
“ฮึ่ม!! ทำไม! ทำไมจะมาไม่ได้ ในเมื่อพวกแกยังมาได้ พวกฉันก็มาได้”
ซิไป่ฉี่เท้าเอวพร้อมกับพูดอย่างไม่พอใจ มองไปยังกลุ่มนักล่าจากเมืองหมื่นอสูรที่อยู่ต่อหน้าพวกเธอ
เธอไม่ได้กลัวทีมนักล่าพวกนี้ ตราบใดที่ยังอยู่ในเมืองเซิงหยาง เธอมั่นใจว่าคงไม่มีใครกล้าที่จะท้าทายขุมพลังของเมืองเซิงหยางเด็ดขาด
“เหม็นสาบ…”
มิอาเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อถอยห่างจากทีมนักล่าของเมืองหมื่นอสูร
“นังโสโครกเอ๊ย!!”
อยู่ๆ หัวสิงโตก็ด่าออกมาด้วยความเดือดดาล
มันกางกรงเล็บออก และหวังจะตบไปบนหน้าของมิอาสักสองสามครั้ง
“ช้าก่อน!!! อย่าได้ใจร้อน!”
หัวหมาป่าเข้ามากดแขนของหัวสิงโตลง
มันไม่ดีแน่หากจะก่อเรื่องในเมืองเซิงหยางเวลานี้ เพราะพวกเขาอาจจะถูกเล่นงานโดยแม่ทัพทั้งสามพร้อมกันก็ได้
“บัดซบ!! เกลียดพวกแม้งชะมัด!”
หัวสิงโตสบทด้วยความโมโห และพยายามสงบสติอารมณ์ และมองไปยังมิอาด้วยสายตาที่อาฆาต
“....”
มิอาเมินหน้าหนีด้วยความรังเกียจ และเต็มไปด้วยความเย็นชาอย่างมาก
“กร่อด!!!”
เสียงขบฟันของหัวสิงโตลั่นขึ้น พร้อมกับเส้นเลือดบนใบหน้าที่ปูดออกมา
เขาถูกนังแมวแสดงท่าทางรังเกียจอย่างที่สุด
“แกจะได้เจอดีแน่!”
เมื่อเห็นท่าทางของมิอา และท่าทางของซิไป่ฉี่มันทำให้เขาโกรธจนแทบอาเจียนเป็นเลือด
“ฉันพูดความจริง พวกแกเหม็นสาบมาก”
มิอาพูดอย่างแผ่วเบา
“อย่าห้าม!! วันนี้มันจะต้องถูกฉีกเป็นชิ้นๆ”
หัวสิงโตพยายามพุ่งตัวออกไปแต่โดนกลุ่มของเขาหยุดเอาไว้อย่างสุดกำลัง
“ใจเย็น!! อย่าไปคิดกับมันสิ!”
หัวหมาป่าพยายามกอดตัวของหัวสิงโตเอาไว้และพูดให้หัวสิงโตใจเย็นลง
“ไม่!! วันนี้ฉันจะต้องได้ฉีกร่างของมัน! อย่ามาขวางสิเว้ย!”
หัวสิงโตดูดุร้ายอย่างมาก ราวกับเสือที่กำลังคลุ้มคลั่ง
“เออ!!”
หัวหมาป่าปล่อยตัวของหัวสิงโต ให้วิ่งออกไปข้างหน้าสองสามก้าว และไปยืนต่อหน้ามิอากับซิไป่ฉี่
หัวสิงโตไม่กล้าที่จะลงมือ และรู้สึกขายหน้าอย่างมาก มันเพียงแค่ตวัดกรงเล็บออกไปเฉียดหน้าทั้งสองคนเพื่อแก้เขิน
ก่อนที่จะหันกลับมามองสหายของมันด้วยสีหน้าที่แข็งทื่อ
หัวหมาป่ากางมือออกราวกับจะพูดว่า ‘ก็แกบอกว่าอย่ามาขวาง’
หัวหมีหันหน้าหนีพร้อมกับพยายามเกร็งตัวไม่ให้ไหล่สั่น
นั้นเพราะเขากำลังกลั้นขำอย่างสุดชีวิต และไม่ทำให้เพื่อนของเขาขายหน้าไปมากกว่านี้
“อุ้ฟฟ!”
มีเสียงหัวเราะหลุดออกมาหนึ่งคำ ก่อนที่หัวหมีจะเอามือปิดปากเอาไว้ และก้มลงไปกับพื้น
“ทนเอาไว้…”
หัวหมาป่าพูดขึ้น และเอาเท้าสะกิดเพื่อนของมัน
“พ–พ–พยา–พยามอยู่”
หัวหมีตัวเกร็งไปทั้งตัวพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพราก
“วันนี้พวกแกโชคดี…ฉันใจเย็นลงแล้ว”
หัวสิงโตเมินหน้าหนีพร้อมกับเก็บกรงเล็บของมันอย่างรวดเร็ว ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ฮ–ฮุ–ฮ่าๆๆๆ”
ซิไป่ฉี่หลุดหัวเราะเสียงดังออกมาทันที
เมื่อเหห็นว่าหัวสิงโตกำลังหน้าแตก เธอก็อดไม่ได้ที่จะขำ
“อย่าหัวเราะให้มากไป”
มิอาสะกิดซิไปฉี่ด้วยเท้า
“ก็เจ้าแมวยักษ์มันตลกดี! ฮะๆ”
ซิไป่ฉี่หัวเราะจนตัวท้องแข็งไปหมด
“ก็ตลกนิดหน่อย”
มิอาพูดราวกับเห็นด้วย
“แมวยักษ์?”
หัวสิงโตที่พึ่งเดินถอยออกไปหากลุ่มของมัน เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ถึงกับโมโหขึ้นมาอีกครั้ง
เขาเป็นถึงผู้กลายพันธ์สิงโตที่สง่างาม และถูกเรียกว่าพญาสิงโต
แต่ตอนนี้หญิงสาวทั้งสองมองเขาไม่ต่างจากแมวตัวใหญ่ตัวหนึ่งงั้นหรอ?
หัวสิงโตหันไปมองหัวหมาป่ากับหมี ที่ทั้งสองคนเวลานี้ทำท่าทางไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
“....”
เขาระงับอารมณ์โกรธลง และแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่นั้น
หากว่าเขาเกิดโมโหและพุ่งเข้าไปอีกครั้ง มันจะยิ่งน่าอายมากกว่าเดิม เพราะเพื่อนของเขาคงไม่ห้ามแน่นอน
และเขาจะขอจดจำความแค้นนี้เอาไว้ และจะเก็บไปคิดบัญชีกับทั้งสองคนนี้อย่างแน่นอน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved