ตอนที่ 142

“ท่านเจ้าเมือง….”

มีคนงานเปิดประตูห้องทดลองเพื่อต้อนรับมู่เหลียง

“จัดการพวกนี้ด้วย”

มู่เหลียงชี้ไปยังต้นกกที่กองอยู่ข้างนอก

“ขอรับ”

เจ้าหน้าที่หลายคนรีบออกไปจัดการเก็บต้นกกทันที

คนที่อยู่ในห้องทดลองพวกนี้เป็นคนที่ได้รับการฝึกสอนจากมู่เหลียง ต่อไปพวกเขาอาจจะเปิดร้านขายกระดาษเป็นของตัวเองได้

“มันเอาไว้ทำอะไร”

ลี่ลี่ถามพร้อมกับมองดูอ่างน้ำที่เรียงกัน

มู่เหลืองชำเลืองมองไปยังคนงานที่กำลังทำกระดาษอยู่ และเริ่มอธิบาย

“นี่คือขั้นตอนการลอกกระดาษเปียก”

นอกจากอ่างแล้วก็ยังมีโครงที่ใช้ขึงกระดาษทำจากใยแมงมุม เพราะไม่มีไม้ไผ่ในการทำกรอบไม้ และไม้ทั่วไปก็ไม่มีความยืดหยุ่นพอและแตกหักง่าย

“ทำให้กระดาษเปียกงั้นหรอ?”

ลี่ลี่ไม่เข้าใจสิ่งที่เห็นเลยแม้แต่น้อย

“ไปกันเถอะ เข้าไปข้างในก่อน”

มู่เหลียงเดินก้าวเข้าไปในห้องทดลองแห่งนี้

เมื่อเดินเข้ามาได้ก้าวสองก้าว ไอความร้อนก็โพยพุ่งออกมาจนกระทบกับใบหน้า ที่ด้านหลังมีหม้อเหล็กขนาดใหญ่ ที่ต้มน้ำเดือดจัด

“แล้วนี้คืออะไร”

ลี่ลี่ยืนเขย่งตัวเพื่อจะมองว่าสิ่งที่อยู่ในหม้อนั้นคือะไร

“อย่าหยุดสิ มู่เหลียงเดินไปอีกห้องแล้ว”

ลี่เยว่ผลักตัวลี่ลี่ให้เดินต่อ

“โถ่!”

ลี่ลี่เดินต่ออย่างไม่สบอารมณ์

“มีหลายอย่างเปลี่ยนไปในช่วงหลายวันนี้”

ลี่เยว่บ่นออกมาเบาๆ

เธอรู้แล้วว่ามู่เหลียงกำลังตั้งใจทำสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่มันรวดเร็วเกินไปจนเธอนั้นไม่ทันสังเกต และอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกนี้คืออะไร

ทั้งสองเดินเข้าไปถึงห้องด้านในก็พบว่าเป็นห้องที่มีชั้นวางของเต็มไปหมด และเหมือนเอาไว้อบหรือตากแห้งอะไรสักอย่าง

และทั้งคู่ก็เห็นว่ามู่เหลียงกำลังยืนคุยกับชายสูงวัยคนหนึ่ง

“นายท่าน นี้คือกระดาษขาวที่ผ่านการแช่มากกว่าหนึ่งวัน”

ชื่อของชายชราผู้นี้คือเลาเหมิง เป็นช่างทำม้วนหนังสัตว์ เขาย้ายตามลูกชายมาอยู่ในเมืองเต่าทมิฬ

ลูกชายของเขาเป็นหัวขโมยที่ถูกจับได้ แต่ตอนนี้เป็นทหารในกองทัพไปแล้ว

เดิมทีเลาเหมิงนั้นทำม้วนหนังสัตว์ขายที่บ้าน ส่งให้กับเจ้าเมืองเพื่อแลกกับอาหารและน้ำ

เมื่อมู่เหลียงรู้ว่ามีคนมีความสามารถเช่นนี้อยู่ในกลุ่มผู้ย้ายเข้ามาใหม่ด้วย ทำให้เขาสร้างห้องทดลองนี้ขึ้นมาทันที

“นี่ดีที่สุดแล้วงั้นหรอ?”

มู่เหลียงหยิบกระดาษขึ้นมา และสัมผัสดู เขาลูบไปบนผิวของกระดาษ และพบว่ามันไม่เหนียวเกินไป และไม่แข็งมากนัก

“ขอรับ กระผมทำตามขั้นตอนที่ท่านเจ้าเมืองบอกทุกอย่าง มันเป็นกระดาษที่ดีที่สุด”

เลาเหมิงดูแลทุกขั้นตอนในการผลิตอย่างเข้มงวด

ตอนนี้เลาหมิงได้พบสิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้ว กระดาษพวกนี้ดีกว่าหนังสัตว์เป็นไหนๆ ทำไมเขาจะต้องหันกลับไปทำม้วนหนังสัตว์อีก

“แล้วกระดาษพวกนี้ล่ะ”

มู่เหลียงมองไปยังกระดาษอันอื่นที่อยู่บนชั้นวาง

“พวกมันบางเกินไป และฉีดขาดง่าย เพียงใช้แรงเล็กน้อยก็ขาดแล้ว”

เลาเหมิงส่ายหัวก่อนที่จะอธิบาย

เขาไม่พอใจกับกระดาษพวกนี้มากๆ มันเกิดจากการทำกระดาษแบบเปียก และเขาเองไม่มีประสบการณ์

“ผลิตแบบนี้ให้ฉันอีก”

มู่เหลียงสัมผัสไปบนกระดาษสีเหลืองอ่อน และรู้สึกชื่นชอบมันทันที

เขาเกลียดเวลาเข้าห้องน้ำ และการล้างชำระ หากมีกระดาษไว้เช็ดก้นจะดีมาก

“เอ่อ…มันใช้เขียนได้หรือขอรับไ

เลาเหมิงรู้สึกสับสน

“ไม่…มันไม่ได้เอาไว้เขียน”

มู่เหลียงส่ายหัวก่อนตอบ

กระดาษชำระจะใช้ในตำหนักเจ้าเมืองเท่านั้น เพราะถึงจะทำขายไปมันก็ยังแพงสำหรับคนทั่วไปอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม ต้นกกที่นำมาสร้างกระดาษนั้นปลูกแค่ในพื้นที่สวนบนเนินสูง ทำให้การผลิตกระดาษนั้นได้น้อย

“แล้วต้องการเท่าไหร่ขอรับ”

เลาเหมิงถามต่อ

“ไม่ต้องเยอะมาก เอาแค่หนาสักหนึ่งนิ้วพอ จากนั้นก็ตัดแบ่งให้ขนาดเท่าฝ่ามือ”

มู่เหลียงอธิบายเบาๆ

“รับทราบแล้ว”

เลาเหมิงขานรับอย่างสุภาพ

“ที่จริงฉันขอให้ทำกระดาษธรรมดาๆ เองนะ”

มู่เหลียงไม่ได้คิดว่ากระดาษที่ได้จะคุณภาพดีเกินไปขนาดนี้

กระดาษที่เลาเหมิงสร้างขึ้นนั้นพิธีพิถันอย่างมาก

แต่ที่เขาสอนนั้นเป็นแค่ความรู้พื้นฐานทั้งหมด แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยทำ

“ถ้างั้นก็นี้ขอรับ”

เลาเหมิงหยิบกล่องไม้ออกมา

ภายในนั้นเต็มไปด้วยกระดาษสีเหลืองอ่อน และพื้นผิวของมันยังพอเห็นเป็นใยต้นกกได้อยู่

กระดาษในกล่องพวกนี้พึ่งจะเป็นผลผลิตที่ได้จากห้องทดลองกระดาษ ทำให้ขนาดของมันยังดูไม่สม่ำเสมอกันเท่าไหร่

“ทำกระดาษแบบนี้จำนวนมากออกมาที”

มู่เหลียงมองดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น

เขาสอนวิธีทำกระดาษไปแล้ว และไม่ได้ต้องการกระดาษเนื้อดีมาก เขาต้องการกระดาษที่ผลิตง่ายต้นทุนต่ำ

เพราะการทำกระดาษเนื้อดีนั้นเสียเวลาและต้องละเอียดอ่อนอย่างมาก และหนึ่งวันทำได้ไม่กี่แผ่นเท่านั้น

“ห้า…”

เลาเหมิงถึงกับสับสนอีกครั้ง

เขามองไปยังกระดาษที่ทำอย่างหยาบๆ และมองไปยังแผ่นกระดาษชั้นดีที่แขวนตากอยู่

“กระดาษแบบนั้นดีก็จริง แต่ผลิตได้ไม่มาก”

มู่เหลียงพูดขึ้นเพื่ออธิบาย แต่ยังไงกระดาษพวกนั้นจะถูกส่งไปยังตำหนักเจ้าเมืองอยู่ดี เพื่อใช้งานอื่นต่อไป

มันคงเหมาะที่จะใช้วาดภาพไม่น้อย

แล้วยิ่งเป็นหนังสือที่มีปกกระดาษแข็งจะยิ่งมีมูลค่าสูงมากขึ้นหากนำไปขาย

เขาไม่ลืมว่าพวกเว่ยกังและซานหยางนั้นไม่เก่งเรื่องตัวหนังสือ ดังนั้นเขาจะสร้างระบบการศึกษาพื้นฐานขึ้นในไม่ช้า

และกระดาษอีกส่วนจะเอาไว้ทำหนังสือสำหรับขายให้กับผู้คนที่เดินในถนนการค้า และขายในราคาสูงมากๆ ไม่น่าจะยากเกินไปที่จะขายในราคาหนึ่งแสนผลึกสัตว์อสูร

หากว่าขายหนังสือได้สักสิบเล่ม เขาจะมีแต้มวิวัฒนาการถึง 1 ล้านแต้ม และเพิ่มระดับให้สัตว์อสูรเป็นระดับ 7 ได้อีกตัว

“เข้าใจแล้วขอรับ”

เลาเหมิงนั้นได้ยินว่ากระดาษดีๆ จะถูกไปใช้ทำงานพิเศษสำหรับตำหนักเจ้าเมือง แค่นี้เขาก็มีความสุขมากแล้ว

และเขาเองก็คิดว่ามันสมเหตุสมผลมากๆ เพราะเมื่อทุ้มแรงทำกระดาษดีๆ ออกมาแล้ว เขาก็ไม่อยากให้มันถูกใช้อย่างสูญเปล่า

“จากนี้ไป จะให้เรียกห้องทดลองนี้ว่า โรงผลิตกระดาษ”

มู่เหลียงพูดอย่างสบายๆ เป็นกันเอง

เขาคงไม่ให้มันชื่อห้องทดลองแบบนี้ตลอดไป

เพราะในอนาคตคงมีห้องทดลองแบบนี้เกิดขึ้นอีกหลายแห่งในเมืองเต่าทมิฬ ทั้งศึกษาการสร้างอาวุธ และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ อีกมากมาย

“ขอรับนายท่าน”

เลาเหมิงไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกอะไรที่จะเปลี่ยนชื่อของสถานที่แห่งนี้

“ไปทำงานต่อเถอะ”

มู่เหลียงโบกมือให้ชายชราไปทำงานต่อ

“ขอรับ”

เลาเหมิงเดินออกไปอย่างช้าๆ

ลี่ลี่กระพริบตาหลายครั้งด้วยความอยากรู้อยากเห็น และมองเลาเหมิงที่เดินจากไป

เธอเข้ามาจับดูกระดาษอย่างระวัง และถามด้วยความตื่นเต้น

“ท่านมู่เหลียง พวกนี้จะถูกใช้แทนม้วนหนังสัตว์จดบันทึกใช่ไหม!”

“แล้วเธอคิดยังไงกับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ล่ะ”

มู่เหลียงหัวเราะน้อยๆ และถามกลับไป

“มันยอดเยี่ยมมาก”

ลี่ลี่ยกนิ้วโป้งให้ด้วยความจริงใจ

หลังจากได้สัมผัสกระดาษพวกนี้แล้ว ทำให้เธอรู้สึกแขยงม้วนหนังจดบันทึกทันที

เพราะม้วนหนังทั้งหนา และมีกลิ่นคาว ผิวก็ไม่เรียบ

“เมื่ออยากจะเขียนเรื่องราวผจญภัยก็ใช้กระดาษพวกนี้เขียนบันทึก เมื่อเขียนจบแล้วก็จัดเรียงแล้วนำไปเข้าเล่มเป็นหนังสือ”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับมองไปยังกองกระดาษที่อยู่รอบๆ

“จริงงั้นหรอ!”

ลี่ลี่พูดด้วยแววตาที่เป็นประกาย

“ทุกอย่างที่พูดคือความจริงสาวน้อย”

มู่เหลียงหยิบกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยกระดาษลงมาจากชั้นวาง

“มาฉันรับเอง”

ลี่เยว่เข้าไปข้างๆ และช่วยรับของ

“ฉัน…ฉันจะเขียนเรื่องราวผจญภัยให้เสร็จภายในร้อยวัน!”

ลี่ลี่ถูกเติมเชื้อไฟแห่งนักเขียน และลดระยะเวลาทำงานของเธอลง

“ถ้างั้นก็เหนื่อยหน่อยนะ”

มู่เหลียงส่งกล่องไม้ให้และเดินจากไป

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ของเขาสำเร็จไปแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

“ท่านมู่เหลียง แล้วสิ่งประดิษฐ์อื่นล่ะ”

ลี่ลี่นึกขึ้นได้เลยถามต่อทันที

แน่นอนว่าเธอนั้นรู้สึกชอบสิ่งประดิษฐ์ของมู่เหลียงมาก แต่สิ่งต่อไปก็คงน่าอัศจรรย์เหมือนกัน

“...”

ลี่เยว่มองเพื่อนเธอด้วยแววตาสงสัย และรู้สึกว่าลี่ลี่ตอนนี้ดูแปลกไป เหมือนกับเด็กๆ ที่ได้เจอของเล่นใหม่ และตั้งแต่มาถึงโรงผลิตกระดาษ เธอแทบไม่จดอะไรสักอย่างเลย

“งั้นกลับไปดูกัน”

มู่เหลียงพูดอย่างผ่อนคลาย

มันใกล้เที่ยงแล้ว เขาไม่รู้ว่าหยู่ฉินหลานผู้ทรงเสน่ห์คนนั้นจะทำงานได้มากน้อยขนาดไหนแล้ว