“หนีเร็วสัตว์อสูรมันกำลังจะทำลายค่ายแล้ว!”
“ทีมนักล่าไปอยู่ไหน ทำไมปล่อยให้สัตว์อสูรแบบนี้หลุดเข้ามาได้!”
“หลีก!! ถอยไปสิวะ ใครจะอยู่ก็เชิญข้าไปก่อนล่ะ!”
ตอนนี้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปหมด ทั้งเสียงตะโกน และเสียงด่าสาปแช่งดังสนั่นไปหมด
“เร็วเข้า!”
เว่ยกังนั้นร้องตะโกนขึ้น
ก่อนที่เขาจะพาทีมนักล่าเข้าไปช่วยหยู่จู
ก่อนหน้านี้พวกเขากลัวว่าทีมนักล่าของค่ายจะเข้ามาจับตัวพวกเขาไป ทำให้พวกเขาทิ้งระยะทางจากหยู่จู เพื่อไม่ให้ถูกสงสัย
…..
“เห้ยพวกแก! พาข้าออกไปจากที่นี่เร็ว!!”
ในเวลานี้ผู้อาวุโสใหญ่นั้นหวาดกลัวจนขาแข็งเดินไม่ออก เขาพยายามคว้าทีมนักล่าและทหารแถวนั้นให้ช่วยพาเขาออกไป
แต่ก็ไม่มีใครสนใจผู้อาวุโสใหญ่เลย ทุกคนกำลังแตกตื่นและวิ่งชนกัน ผลักกันล้มลงมั่วซั่วไปหมด
“ไม่!! ข้าไม่อยากตายที่นี่ พาข้าออกไป!”
ผู้อาวุโสใหญ่กรีดร้องด้วยความกลัวสุดขีด
หยู่จูชำเลืองมองไปยังผู้อาวุโสใหญ่ที่ล้มลงกับพื้น ก่อนที่เธอจะหันมามองยังสัตว์อสูรยักษ์ที่อยู่ต่อหน้าเธอ
หยู่จูดึงลูกสาวเข้ามากอดเอาไว้ และพูดด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย
“เฟ่ยหยานเอ๋ย เราคงไปไม่ถึงเมืองเต่าทมิฬแล้วล่ะ”
“ไม่เป็นไรแม่….ไม่เป็นไร”
หยู่เฟ่ยหยานพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา กอดแม่ของเธอแน่น และซุกเข้าไปในอ้อมกอดของแม่เธอ
“ไปกันเถอะ”
ต้าผูนั้นคว้าแขนของลี่ติง ก่อนที่เขาจะมองไปยังเท้าอันใหญ่โตของสัตว์อสูรตัวนี้ และพยายามคาดเดาจุดต่อไปที่มันจะก้าวเดิน
ตูม!!
เท้าของสัตว์อสูรยักษ์ย่ำลงกับพื้นอย่างแรง จนเกิดกระแสลมขึ้น
“ท่านแม่ไม่คิดเลยว่าลูกจะต้องมาตายใต้เท้าของสัตว์อสูรยักษ์แบบนี้”
หยู่จูนั้นลูบหลังของหยู่เฟ่ยหยานอย่างแผ่วเบา พร้อมกับแววตาที่เศร้าสร้อย และนึกถึงวันเก่าๆ ที่ผ่านมา
พี่สาว ฉันคงไม่รอดไปพบเจอพี่อีกแล้ว และไม่อยู่รอฟังความจริงที่พี่แสวงหาได้อีก
…….สิบวินาทีผ่านไป……ยี่สิบวินาทีผ่านไป ทุกอย่างก็ยังนิ่งสงบอยู่
“มันหยุดงั้นหรอ?”
ต้าผูนั้นมองดูอยู่พักใหญ่ และเห็นว่าเท้าของสัตว์อสูรนี้ไม่เคลื่อนไหวอีกเลย
“ห้ะ”
หยู่จูนั้นเริ่มตั้งสติได้อีกครั้ง
ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองดูว่าทำไมสัตว์อสูรตัวนี้ถึงหยุดนิ่งไป
“เฮ้!! ท่านหยู่จู หยู่เฟ่ยหยาน!! ฉันมารับแล้ว!!”
เสียงที่น่าฟังดังขึ้นมาจากด้านบนของสัตว์อสูรยักษ์นี้
“เสียงนี้มัน…”
เมื่อได้ยินเสียงนี้หยู่จูก็รู้ได้ทันทีว่านี้คือเสียงของใคร และเมื่อมองออกไปอีกที ก็เห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังร่อนลงมา
มู่เหลียงค่อยๆ ร่อนตัวลงมาเหมือนกับที่กระโดดลงมาจากหลังคาบ้านหยู่จู มันช่างเป็นภาพที่ดูสง่างามอย่างมาก
เขาส่งสายตาอันซุกซนไปทางหยู่จู และพูดด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
“เอ้า…พิธีต้อนรับหายไปไหนแล้ว?”
“.....”
ใบหน้าของหยู่จูนั้นยิ้มออกมาอย่างบิดเบี้ยว ก่อนที่น้ำตาของเธอจะไหลออกมา
เธอคิดว่าเธอคงจะตายที่นี่แล้ว และเธอจะตายไปทั้งที่ไม่เคยสัมผัสกับความรักหรือมีลูกเป็นของตัวเองเลยด้วยซ้ำ มันทำให้เธอเสียใจอย่างมาก
แต่มู่เหลียงกลับคิดว่าเสียงร้องตะโกนแห่งความวุ่นวายที่เธอได้ยิน เป็นพิธีการต้อนรับเขา
เธอกัดริมฝีปากเบาๆ ก่อนที่จะเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านมู่เหลียง ท่านมันชั่วช้าที่สุด!”
เธอไม่ได้ด่าเพราะเกลียดมู่เหลียง หรือโกรธแต่อย่างใด แต่กลับเป็นคำด่าที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของเธอ
“มู่เหลียง?”
หยู่เฟ่ยหยานที่ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย กับชื่อนี้ เธอก็ถึงกับเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความประหลาดใจ
ก่อนที่เธอจะเห็นรูปร่างที่คุ้นเคยอยู่ตรงหน้า และเงยหน้าไปมองสัตว์อสูรยักษ์อย่างหวาดกลัว
“ฮ่าๆๆ ….ว่าแล้วเชียวว่าเธอต้องกลัวมากแน่ๆ!!”
มู่เหลียงหัวเราะชอบใจ
ก่อนที่เขาจะหันไปเห็นฝูงชนที่กำลังหนีตาย และผู้อาวุโสใหญ่ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
“เป็นไง การเอาคืนของฉัน?”
มู่เหลียงยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่จะพูดออกมา และยกนิ้วโป้งให้
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกนะ”
“แล้วใครเขาอยากจะขอบคุณนายกันล่ะ?”
หยู่เฟ่ยหยานทำหน้ามุ้ยก่อนที่จะมองมู่เหลียง
เธอปาดน้ำตาที่ไหลออกมา ก่อนที่จะเอามือเท้าเอวเอาไว้
“รู้ไหม!! ว่าฉันกลัวแค่ไหน ฉันคิดว่าจะตายที่นี่เสียแล้ว”
หยู่เฟ่ยหยานนั้นหวาดกลัวอย่างมาก เมื่อเจอกับสถานการณ์แบบนี้
“ก็ฉันอยากให้ทุกคนคุ้นเคยกับมันเสียก่อน”
มู่เหลียงชี้นิ้วไปยังสัตว์อสูรยักษ์ที่อยู่ด้านหลังของเขาอย่างภาคภูมิใจ
“งั้นขอแนะนำนี้คือ เต่าทมิฬน้อยของฉัน!”
“ห๊า!! สัตว์อสูรที่อันตรายเช่นนี้ เป็นของนายท่านงั้นหรอ?”
หยู่จูนั้นถึงกับนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“ถูกต้อง”
มู่เหลียงตอบหน้าตาเฉย
การปรากฏตัวของมันนั้นเรียกได้ว่าทำให้ทุกคนต้องขวัญผวาไปจนหมด มันยิ่งกว่าสัตว์อสูรร้ายตัวไหนที่พวกเขาเคยเจอมาทั้งชีวิต
“ท่านทำได้อย่างไร?”
หยู่จูถามด้วยความสงสัย
สัตว์อสูรระดับนี้เทียบได้กับมนุษย์ที่มีพลังขั้น 7 และอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ มันสามารถอาศัยอยู่ที่ใดก็ได้ในดินแดนแห่งนี้
“เรื่องนั้น….”
แววตาของมู่เหลียงฉายออกถึงความเจ้าเล่ห์
“เป็นความลับ”
“ชิ!”
หยู่จูนั้นยกมุมปากสูงขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับส่งเสียงออกมา เพราะรู้ว่าเขาคงไม่บอกเธอตรงๆ แน่นอน
“มู่เหลียงแน่ใจหรอ ว่ามันจะไม่ทำร้ายพวกเรา”
หยู่เฟ่ยหยานนั้นถามด้วยความกลัว
เธอยังรู้สึกกลัวอยู่เลยด้วยซ้ำ เพราะขนาดตัวของเต่าทมิฬน้อยนั้น เรียกได้ว่าน่าเกรงขามอย่างมาก การเดินเพียงก้าวเดียวของมันก็พอแล้วที่จะทำลายประตูทางเข้ากลุ่มทะเลสาบพระจันทร์
“ไม่มีทาง”
มู่เหลียงพูดอย่างเป็นกันเองให้หยู่เฟ่ยหยานใจเย็นลง
“เต่าทมิฬน้อย เป็นเด็กดี และน่ารักมาก”
ตุบๆๆ
ในที่สุดกลุ่มของเว่ยกังก็เข้ามาถึง
พวกเขาแสดงอาการเป็นห่วงทันที
“นายท่าน คุณหนูปลอดภัยดีนะครับ!”
“พวกเราสบายดี แค่เรื่องเข้าใจผิดกันเฉยๆ”
หยู่จูตอบพร้อมกับรอยยิ้มเจือนๆ และเช็ดน้ำตาที่ไหลอยู่บนแก้ม
“สัตว์อสูรตัวนนี้ ถูกพามาโดยนายท่านมู่เหลียงงั้นหรอ”
เว่ยกังถามด้วยความสงสัยและเงยหน้าขึ้นไปมองสัตว์อสูรยักษ์ด้วยความหวาดกลัว
“ใช่ รีบไปพาทุกคนมาที่นี่ เราจะกลับไปยังเมืองเต่าทมิฬแล้ว”
มู่เหลียงมองไปยังฝูงชนที่แอบอยู่ไกลๆ
เขาไม่เพียงนำเต่าทมิฬน้อยเข้ามาในพื้นที่ เพื่อจัดการปัญหาทุกอย่าง และไม่ต้องมาฟังคำพูดของใครทั้งสิ้น หากใครมีปัญหาเขาก็ใช้เต่าทมิฬน้อยข่มขู่ได้
“ขอรับ จะรีบพาทุกคนมาเดี๋ยวนี้”
เว่ยกังตอบ ก่อนที่จะรีบไปรวบรวมครอบครัวของทีมนักล่ามา
แล้วหลังจากนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้น
“นายท่านผู้นี้ ต้องการจะพานายหัวของกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ไปด้วยยังงั้นรึ”
ต้าผูและลี่ติงที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนั้นทำให้พวกเขาได้ยินทุกอย่างที่ทุกคนพูด
“ใช่ แล้วมีปัญหาอะไรรึป่าว”
มู่เหลียงหันไปสบตากับต้าผู ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม -และแววตาที่ดุดันราวกับกำลังข่มขู่ต้าผู
ดูเหมือนว่ามีคนกล้าที่จะขัดค้าน และห้ามไม่ให้มู่เหลียงพาคนออกไป
“ป่าวเลย ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้นนายท่าน”
ต้าผูนั้นก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็วพร้อมกับโค้งตัวลง ด้วยสัญชาตญาณที่กำลังกรีดร้องอยู่ในตัว สายตาเมื่อครู่ทำให้หัวใจของต้าผูเต้นเร็วไม่เป็นจังหวะ รู้สึกหนาวไปถึงกระดูกสันหลัง ทุกอย่างภายในร่างของเขากำลังร้องเตือนว่าอย่าได้ไปยุ่งกับคนผู้นี้
พลังของขั้น 7 และไม่รู้ว่าเขาเป็นมนุษย์ที่มีพลังแบบไหนอยู่ แต่อย่างน้อยๆ กลิ่นไอนี้ก็คือขั้น 7 อย่างแน่นอน
“ไม่มีปัญหา….ก็แล้วไป”
มู่เหลียงลดจิตคุกคามลง ก่อนที่จะหันไปมองยังกลุ่มคนที่กำลังเร่งรีบเข้ามาหาเขา
ก่อนที่เขาจะพูดกับหยู่จูและหยู่เฟ่ยหยาน
“เรากำลังจะขึ้นไปแล้วนะ”
“ขึ้น?”
หยู่จูนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความสงสัย และถามทันที
“ขึ้นไป…หมายถึงอะไร อย่าบอกนะว่าไปบนหลังของเต่า…เต่าทมิฬน้อย ของนายท่าน?”
“ใช่ หรือว่าท่านหยู่จูอยากจะปีนขึ้นไปเองล่ะ”
มู่เหลียงพูดด้วยน้ำเสียงติดเล่น
“ไป!! ฉันจะขึ้นไป”
หยู่เฟ่ยหยานนั้นพูดด้วยความตื่นเต้น
“งั้นเราจะไปกันแล้ว”
ตอนนี้กลุ่มนักล่าของเว่ยกังก็ได้มาถึงแล้ว พร้อมกับครอบครัว มู่เหลียงให้ทุกคนไปยืนอยู่ตรงจุดที่เขากำหนด
…….
“ลูกเฟ่ยหยานมาตรงนี้หน่อย”
หยู่จูเรียกลูกสาวอย่างแผ่วเบา
เธอยืนนานเกินไป และเมื่อจะก้าวขาออกไปเธอก็รู้สึกได้ว่าขาของเธอหนักจนก้าวไม่ออก และชาไปทั้งขา
แต่หยู่เฟ่ยหยานนั้นวิ่งตัวปลิวไปทางเต่าทมิฬเรียบร้อย และไปยืนอยู่ตรงจุดที่มู่เหลียงบอก โดยที่ไม่ได้ยินเสียงเรียกของแม่เธอ
“.....”
เมื่อเห็นแบบนั้นหยู่จูได้แต่ขบฟันแน่นด้วยความสุดจะทน
“คือ…นายท่านมู่เหลียง ช่วยฉันอีกหน่อยได้ไหม?”
สีหน้าที่งดงามของหยู่จูนั้นแดงขึ้นมาทันที ด้วยความเขินอาย
“มีอะไรให้ช่วยอีก”
มู่เหลียงหันกลับมาพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ๆ และมองหยู่จูด้วยแววตาสงสัย
“คือว่า..ขาของฉันมันไม่มีแรงเหลืออีกแล้ว และก็ชาไปหมดจนเดินไม่ไหว”
หยู่จูนั้นไม่ได้หลงเหลือความเป็นสตรีสูงส่งอีกแล้ว กลายเป็นเด็กสาวตัวน้อยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
“แล้วทำไมไม่ให้ หยู่….”
มู่เหลียงหันกลับไปก็เห็นว่าหยู่เฟ่ยหยานไปยืนรวมกลุ่มเรียบร้อยแล้ว
เขาจึงหันกลับมาและพูดขึ้น
“ให้ฉันอุ้มไปไหม”
“ต้องขออภัยนายท่านด้วย ทำให้ท่านลำบากใจอีกแล้ว”
หยู่จูนั้นเม้มปากของเธอด้วยความอาย ก่อนที่จะส่งสายตาไปดุด่าลูกสาวของตัวเอง
“....”
หยู่เฟ่ยหยานนั้นรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เธอกำลังตื่นเต้นเหมือนเด็กจนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น และหันไปมองสัตว์อสูรยักษ์ตลอดเวลา
ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว
มู่เหลียงเลยอุ้มหยู่จูแบบเจ้าหญิงอีกครั้ง ทำให้หยู่จูนั้นหน้าแดงไม่หยุด
พอมู่เหลียงเดินเข้ามาในกลุ่ม หยู่จูได้แต่ประชดลูกของเธอเพียงสามคำ
“พอใจยัง”
หยู่เฟ่ยหยานถึงกับหน้าตาซีดเซียวขึ้นมาทันที
“ไม่ มะไม่ หนูไม่ได้พอใจอะไรทั้งนั้น”
หยู่เฟ่ยหยานนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทาและรู้ว่าแม่ของเธอคงมาเอาคืนเธอแน่
“คุณหนู สบายดีรึป่าว”
เว่ยกังถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นสีหน้าที่กำลังเหม่อลอยของหยู่เฟ่ยหยาน
“ไม่เป็นไร….ฉันสบายดี…ท่านลุง”
หยู่เฟ่ยหยานตอบอย่างทันควันด้วยน้ำเสียงเลิกลั่ก
“หนุ่มสาวนี้ดีจริงๆ”
ซูเอ๋อภรรยาของเว่ยกังพูดขึ้น พร้อมกับลูบไปบนใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา
ตอนนี้ทุกคนรวมตัวกันในจุดเดียวกันหมดแล้ว ใกล้ๆ กับขาของสัตว์อสูรยักษ์ และตรวจสอบความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย
“ไปกันเถอะท่าน…เดี๋ยวพวกเขาจะแห่กันมาแล้ว”
เว่ยกังพูดขึ้นและมองไปยังฝูงชนที่หลบอยู่ พร้อมทั้งผู้อาวุโสใหญ่ที่กำลังลุกขึ้นมาจากพื้นด้วยสีหน้าสับสน และหวาดกลัว
มู่เหลียงจึงใช้พลังของเขายกแผ่นดินขึ้นพาทุกคนไปยังบนหลังของเต่าทมิฬน้อยทันที
แล้วตอนนั้นเองที่สัตว์อสูรยักษ์ก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง
ทุกฝีก้าวที่มันก้าวเดินไปนั้น เกิดเสียงดังสนั่นไปหมด
ตอนนี้เต่าทมิฬน้อยได้เดินจากค่ายกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ไปแล้ว และทิ้งให้ผู้คนที่เหลืออยู่ยืนมึนงง และสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“พี่ใหญ่ เราจะทำเช่นไรดี หยู่จูถูกพาตัวไปแล้ว”
ลี่ติงนั้นพูดด้วยน้ำเสียงวิตก
“พาทุกคนที่นี่กลับเผ่าก่อน”
ต้าผูกุมขมับ และมองดูสัตว์อสูรนั้นลับตาไป
“เราทำได้แค่นี้จริงๆ งั้นหรอ?”
ลี่ติงถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ
“เราทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับนายท่านแล้ว ว่าจะเอายังไงต่อ”
ต้าผูนั้นคิดภาพออกเลยว่านายท่านของเขาจะแสดงสีหน้ายังไง เมื่อรู้เรื่องนี้ และคงเกิดเรื่องวุ่นวายอีกแน่
เรื่องที่อยู่ๆ ก็มีชายลึกลับมาชิงตัวหยู่จูตัดหน้าพวกเขาไป
“เดี๋ยว? พี่ใหญ่ มีคนกำลังไล่ตามสัตว์อสูรตัวนั้นไป”
ลี่ติงชี้ไปยังกลุ่มคนเจ็ดถึงแปดคนที่กำลังไล่ตามเต่าทมิฬน้อยอย่างรวดเร็ว
“แปลกตรงไหนกัน? ทุกเผ่าทุกกลุ่มย่อมมีหนูท่อหาข่าวเป็นของตัวเองอยู่แล้ว และพวกมันคงกำลังสืบเรื่องนี้อยู่ด้วย”
ต้าผูเหลือบมองและโบกมืออย่างไม่สนใจ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved