ตอนที่ 71

มู่เหลียงนั้นไม่มีอะไรที่ผูกมัดกับที่นี่

อย่างมากสุดก็แค่ขนของของโหย่วเฟ่ยสามถุงและออกเดินทางได้เลย

“เราจะเล็ดลอดจากสายตาพวกมันไปได้ยังไง?”

ลี่เยว่ชี้ออกไปนอกหน้าต่าง พร้อมกับพูดขึ้น

“อันนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แถมน่าสนุกอีกด้วย”

มู่เหลียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับยิ้มอย่างชั่วร้าย

“น่าสนุก?”

ลี่เยว่เอียงหัวด้วยความสงสัย

“งั้นเอาแบบนี้ เมื่อไรที่ออกจากโรงเตี๊ยมเธอจะรู้เอง

มู่เหลียงไม่อธิบายอะไรมาก และเป็นคนนำทุกคนออกจากห้อง

ทั้งสามเดินตามมู่เหลียงด้วยความสงสัยว่าเขาคิดจะทำอะไรอีก

“ออกไปเลย? ไม่กลัวพวกมันจับได้งั้นหรอ”

ลี่เยว่ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน และตอนเข้ามาเธอก็แอบเข้ามาด้วย

จากความคิดของเธอหากว่ายังไม่มีใครออกไปข้างนอก พวกที่เฝ้าอยู่ก็จะไม่รู้ตัว

มู่เหลียงยืนอยู่ตรงหน้าประตูทางออกจากโรงเตี๊ยม ก่อนที่เขาจะเดินออกไปอย่างมั่นใจ

“หือ…ไม่มีใครมางั้นหรอ? หรือว่าการคาดเดาของเราผิดพลาด”

ลี่เยว่ถึงกับสงสัย

“ไม่ใช่ว่าไม่มีใครมาหรอกนะ แต่ตอนนี้พวกมันถูกบางอย่างบังตาอยู่”

มู่เหลียงเดินไปข้างๆ สามสาวและตบลงไปบนอากาศ

มือของมู่เหลียงราวกับสัมผัสกับกำแพงที่มองไม่เห็น และมือของมู่เหลียงก็ถูกบางสิ่งแพร่ใส่ มันวิ่งไปทั่วมือเป็นลายเกล็ดสามสี ก่อนที่มือของมู่เหลียงจะหายไป

“อะไรเนี่ย!”

ทั้งสามสาวนั้นนัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“เดี๋ยวนะ ฉันว่าสิ่งนี้มันคุ้นๆ”

มินโฮรู้สึกคุ้นกับระลอกสีเมื่อครู่ และเห็นว่ามันคล้ายกับเกล็ดของกิ้งก่า

“หรือว่า!! เสี่ยวไก!”

ดวงตาของมินโฮเบิกกว้าง ก่อนที่่เธอจะคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน

มินโฮเข้าไปหลบหลังมู่เหลียงและพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“มู่…มู่เหลียง เสี่ยวไกตัวโตขึ้นอีกแล้วงั้นหรอ?”

“ใช่! มันโตขึ้นอีกแล้ว ไม่แปลกที่เธอจะรู้สึกกดดันเมื่อได้กลิ่นและรู้สึกถึงเสี่ยวไก”

มู่เหลียงอธิบายให้เด็กสาวฟัง

“ฉันเข้าใจแล้ว!”

มินโฮนั้นเริ่มเข้าใจทุกอย่างว่าเหตุใดเธอถึงรู้สึกหวาดกลัวเมื่อสัมผัสถึงเสี่ยวไก

ลี่เยว่ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกัน และชี้ไปตรงหน้าของเธอและถามอย่างไม่มั่นใจ

“จริงงั้นหรอ….เสี่ยวไกจริงๆ งั้นหรอ?!”

“อืม ทุกคนขึ้นไปขี่มันเถอะ”

มู่เหลียงปีนขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวไกด้วยมือเปล่า

ตอนนี้เสี่ยวไกนั้นขนาดตัวไม่ต่างจากรถบรรทุ มันสามารถเอาตัวของมันบังพวกมู่เหลียงได้ทั้งหมด

เพราะแบบนั้นทำให้พวกที่จับตาดูมู่เหลียงอยู่ เห็นแค่หน้าประตูโรงเตี๊ยมเท่านั้น

“ไม่แปลกใจเลยที่จะรู้สึกคุ้นๆ ที่แท้ก็เสี่ยวไก แต่แกดูต่างไปจากเดิมเยอะเลยนะ”

ลี่เยว่ไปสวนของมู่เหลียงหลายครั้ง และเห็นเสี่ยวไกนอนเล่นอยู่ตลอด บางครั้งเธอเองก็เข้าไปใกล้ๆ มัน เพื่อมองดูเกล็ดสามสี

“มาเร็วเถอะ” มู่เหลียงพูดเร่งขึ้น ก่อนที่จะยื่นมือไปรับทุกคน

“รู้แล้ว”

ลี่เยว่ตอบพร้อมกับทำท่าจะกระโดดขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวไกพร้อมกับถุงผ้าในมือ

“อย่ากระโดด!! เดี๋ยวมันเห็น จับมือฉันแล้วปีนขึ้นมา”

มู่เหลียงยื่นมือออกไปหาลี่เยว่

“อือ”

ลี่เยว่ขานรับก่อนที่จะเม้มริมฝีปากอย่างอายๆ และยื่นมือเล็กๆ ไปจับมือมู่เหลียง

ก่อนที่เธอจะทันตั้งตัวก็ถูกมือที่หยาบกร้านนั้นดึงตัวขึ้นไปแล้ว -และตัวของเธอพรางไปกับผิวของเสี่ยวไกอย่างรวดเร็ว

“ยื่นมือมา”

มู่เหลียงส่งมือให้โหย่วเฟ่ย

“เอ่อ…คือฉันว่าฉันปีนขึ้นเองได้”

โหย่วเฟ่ยดูเขินอายผิดปกติ

นั้นเพราะเธอกลัวที่จะต้องเผชิญหน้าตรงๆ กับมู่เหลียง ทำให้เธอยื่นถุงผ้าให้แทน ก่อนที่จะปีนขึ้นมาบนหลังของเสี่ยวไกด้วยตัวเอง

หลังจากนั้นโหย่วเฟ่ยก็ไปนั่งมุดอยู่หลังลี่เยว่

“ฉันคิดไปเองรึป่าว เหมือนว่าเธอกำลังกลัวมู่เหลียง”

ลี่เยว่กระซิบถามโหย่วเฟ่ย

“.....”

เธอไม่ตอบเพียงส่ายหัวเล็กน้อย

มู่เหลียงดึงตัวมินโฮขึ้นมาเป็นคนสุดท้ายและพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“ทุกคนต้องนั่งลงนิ่งๆ และจับให้มั่นคง เราจะออกตัวแล้ว”

“อือ”

หญิงสาวทั้งสามขานรับเบาๆ ด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นและสับสนเล็กน้อย และจับไปที่เงี่ยงบนหลังของเสี่ยวไก

เมื่อเสี่ยวไกได้รับคำสั่งจากมู่เหลียงมันก็มุ่งหน้าไปตามทางที่มู่เหลียงสั่ง และไปยังใจกลางของค่าย

ฟิ้ว

บนถนนที่มืดมิดในยามค่ำคืน มีสายลมกระโชกแรงหลายครั้ง

“ทำไมอยู่ๆ ถึงมีลมกระโชกแรงแบบนี้”

ทหารยามที่เฝ้าอยู่รอบๆ พูดขึ้น

“ลางสังหรณ์ของฉันบอกว่ามีอะไรบ้างอย่างที่น่ากลัวกำลังใกล้เข้ามา และพึ่งผ่านออกไป”

“หยุดพูดจาไร้สาระสักที แค่จับตาดูอย่างให้คลาดก็พอ”

“ครับ!”

แม้ว่าเสี่ยวไกจะตัวใหญ่โตมาก แต่ด้วยการรักษาสมดุลและควบคุมจังหวะน้ำหนักที่ดี ทำให้การเคลื่อนไหวของมันนั้นราวกับสายลมที่พัดผ่านไปเฉยๆ

“ว้าว!! มันสนุกจริงๆ ด้วย”

มินโฮมองซ้ายมองขวาอย่างตื่นเต้น เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เธอออกมาข้างนอกเวลากลางคืน และยังได้ขี่กิ้งก่ายักษ์อีกด้วย

แล้วยิ่งเวลาที่เสี่ยวไกไต่กำแพง เธอยิ่งรู้สึกใจสั่นและตื่นเต้นด้วยความสนุกสนาน

“รู้สึกเหมือนนั่งรถไฟเหาะอยู่เลยแฮะ”

มู่เหลียงยื่นมือออกไปด้านข้างเพื่อรับลม และมองดูวิวของบ้านและอาคารที่เคลื่อนผ่านตัวไปอย่างรวดเร็ว

จนเขาเห็นบ้านหลังใหญ่ที่ดูสะดุดตากว่าหลังอื่น ทำให้เขาคาดเดาได้ว่านั้นคือบ้านของผุ้อาวุโสใหญ่

เสี่ยวไกเดินทางมาถึงส่วนกลางของค่าย สถานที่แห่งนี้จุดไฟเพื่อให้ความสว่างไม่กี่แห่ง

“มู่เหลียงดูนั้น”

ลี่เยว่ชี้ไปยังพื้นที่ใจกลางของค่าย

เมื่อมู่เหลียงหันไปดู ก็เห็นว่าตรงนั้นมีแสงจากคบเพลิงจำนวนมากอยู่ และตรงนั้นคือบ้านของหยู่จู!

“ดูเหมือนว่าพวกมันจะไปถึงกันหมดแล้ว”

มู่เหลียงมองออกไปและเห็นร่างที่คลุมเครืออยู่เต็มไปหมด

“พวกเขากำลังกดดันนายหัวของกลุ่มงั้นหรอ?”

“เหมือนพวกเขาต้องการจะบีบบังคับอะไรสักอย่างจากหยู่จู”

มู่เหลียงตอบ สิ่งนี้ทำให้เขาคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ในโลกของเขา ก่อนที่เขาจะยิ้มเยาะเย้ยออกมา

“สุดท้ายแล้วหยู่จูก็เป็นหัวใจของค่ายนี้ หากว่าเราช่วยเหลือหยู่จูได้ ผลตอบแทนที่จะได้ก็จะมากขึ้นเป็นสองเท่าจากเดิม”

“งั้นเราเข้าไปเอาของเลยไหม?”

ลี่เยว่ถามขึ้นพร้อมกับหันหน้าไปมองทางบ้านหลังใหญ่หลายหลัง ที่น่าจะเป็นที่อยู่ของเหล่าผู้อาวุโส

เธอเองรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยที่จะได้ปล้นของคนอื่นอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านๆ มาเธอได้แต่ลักเล็กขโมยน้อยเท่านั้น

“ไปกันเถอะ ขนเอาเฉพาะสิ่งที่เคลื่อนย้ายได้ง่ายพอ”

มู่เหลียงไม่ได้กลัวเรื่องขนของอีกแล้ว

เพราะในเมื่อเสี่ยวไกตัวใหญ่ขึ้นมันก็ไม่ต่างจากรถบรรทุดีๆ คันหนึ่ง

มู่เหลียงพาทั้งสามสาวเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ และแอบเข้าไปอย่างระมัดระวัง

“เลือกแต่ของมีมูลค่าไปพอ แล้วเก้าอี้อันนั้นเราจะไม่ขนกลับไป”

เขาเห็นมินโฮกำลังทำท่ายกเก้าอี้ จึงได้ห้ามปรามทันที และมองดูด้วยสายตาที่เหนื่อยใจ

“โอ๊ะ!”

มินโฮวางเก้าอี้ลงอย่างอายๆ

นี้เป็นครั้งแรกที่เธอหัดเป็นหัวขโมย ทำให้เธอยังรู้สึกประหม่าเล็กน้อย และรู้สึกแปลกใหม่ไปหมด

“ลี่เยว่ ไปปลุกใครสักคนในบ้าน และรีดเอาข้อมูลที่เก็บผลึกสัตว์อสูร ผ้า และเมล็ดพืชมา”

“เรื่องนี้ฉันจัดการเอง”

ลี่เยว่ขานรับก่อนที่จะลากโหย่วเฟ่ยไปกับเธอด้วย

ไม่นานหลังจากนั้น

สมบัติและของล้ำค่าของผู้อาวุโสถูกมัดติดกับหลังของเสี่ยวไกจนหมด โดยมู่เหลียงใช้ใยแมงมุมเป็นเชือก

หลังจากนั้นเสี่ยวไกก็ล่องหนไปพร้อมกับของทั้งหมด สร้างความตกตะลึงให้ทั้งสามอีกครั้ง

“ไม่คิดว่าเสี่ยวไกจะตัวใหญ่ขนาดนี้”

มินโฮพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“ใช่เสี่ยวไกเวลานี้คงแข็งแกร่งไม่ต่างจากสัตว์อสูรชั้นกลางแล้ว”

ลี่เยว่กล่าวชมเสี่ยวไกอย่างจริงจัง

เธอไม่เคยเห็นพลังของกิ้งก่าสามสีตัวนี้มาก่อน เธอรับรู้จากกลิ่นและสัมผัสแรงกดดันของมันและเอาไปเปรียบเทียบกับสัตว์อสูรที่เธอเคยเห็นมา

“แต่ไม่มีกลิ่นเลือดเลยนะ”

โหย่วเฟ่ยสูดดมกลิ่นเล็กน้อยก่อนที่จะส่ายหัว

มู่เหลียงเข้าใจดีว่าสาวผมทองคนนี้หมายถึงอะไร

เสี่ยวไกไม่เคยผ่านประสบการณ์ต่อสู้นองเลือดเลยสักครั้งเดียว และไม่เคยฆ่าสิ่งใดมาก่อน ทำให้กลิ่นไอและสัมผัสของมันไม่ต่างจากสัตว์อสูรชั้นกลาง แม้แต่สัตว์อสูรในชั้นเดียวกันกับมันก็ยังไม่อาจจะรู้พลังที่แท้จริงของมันได้

“ดูเหมือนว่าหากมีโอกาสเราคงต้องออกไปล่าพวกสัตว์อสูรดูบ้าง”

มู่เหลียงไม่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงของเขาเติบโตจากระบบเพียงอย่างเดียว

สำหรับเต่าทมิฬน้อยนั้น ไม่จำเป็นต้องให้มันฝึกฝนเพิ่มเติมอีกแล้ว ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตของมัน ก็เพียงพอแล้วที่จะไม่มีใครกล้ายุ่งด้วย

“บ้านหลังนี้ใหญ่สุดแล้ว มันน่าจะเป็นบ้านของผู้อาวุโสใหญ่”

ลี่เยว่ชี้ไปยังบ้านที่อยู่ตรงหน้าเธอ

“เข้าไปขนให้เรียบ”

มู่เหลียงชี้และนำทั้งหมดไปยังบ้านหลังนั้น เขายิงใยแมงมุมไปปิดปาก และมัดมือมัดขาของทหารยามที่เฝ้าบ้านหลังนี้เอาไว้

เขาเลียนแบบสิ่งที่เซียวหงแสดงให้เขาดู และเป็นสิ่งที่เขาอยากลองทำมานานแล้ว ไม่คิดว่ามันจะใช้ได้จริง

“ไปขนของกันเลย!!”

มินโฮยกมือขึ้นและพูดอย่างตื่นเต้น