มู่เหลียงเดินจากไป ปล่อยให้หยู่ฉินหลานรับหน้าที่ต่อ
เธอมองไปยังกลุ่มของหนี่จี๋ชา และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าเกรงขาม
“ไปกันเถอะ ฉันจะพาทุกคนไปหาที่พักก่อน”
“ขอความกรุณาด้วย”
หนี่จี๋ชาตอบอย่างสุภาพ
ไม่รู้เพราะอะไร แต่เมื่อหนี่จี๋ชาอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้แล้วรู้สึกเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก
เป็นเพราะความสง่าผ่าเผยของเธอ หรือเป็นเพราะความแข็งแกร่งกันแน่
หยางปิง ลี่เยว่กับคนอื่นๆ ก็ตามไปด้วยเพื่อช่วยเหลือ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นมิตรสหายเก่าของพวกเธอ
แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในหน่วยเดียวกันอีกแล้ว แต่เมื่อสบตากันก็ต่างรู้ใจ กลุ่มกบฏที่มาถึงเองก็รู้ตัวว่าต้องรีบสร้างประโยชน์ให้กับเมืองเต่าทมิฬจะได้ถูกยอมรับอย่างรวดเร็ว
หยู่ฉินหลานได้นำทุกคนผ่านประตูเว่ยฉายเข้าไป และเริ่มแนะสถานที่
“นี้คือประตูเว่ยฉายเป็นปราการที่กั้นระหว่างเขตภายนอกกับเขตชั้นใน และตรงนั้นคือพื้นที่โรงงาน….”
“ว้าว ถนนในเมืองสะอาดมากเลย”
อามันมองดูไปรอบๆ ด้วยแววตาที่ตื่นเต้น และเห็นเสาไม้สูงสามเมตรอยู่ระหว่างสองข้างทางถนนที่มีแสงสว่างที่ยอดไม้
“มันคืออะไร ทำไมมันถึงให้แสงสว่างได้”
เธอไม่เคยเห็นคบไฟหรือโคมไฟที่สว่างแบบนี้ ตอนที่เธอมาถึงใหม่เธอเองก็สงสัยเหมือนกันแต่ยังไม่กล้าที่จะพูดออกมา
“พวกมันคือเต่าทองแสงมันจะให้แสงสว่างกับถนนยามค่ำคืน”
หยู่ฉินหลานตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
“อ๋อ อย่างงี้นี้เอง”
หนี่จี๋ชากับคนอื่นๆ ก็ต่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ
พวกเขามองไปยังเสาไฟที่สว่างไสวไปทั่ว และสังเกตเห็นว่ามีแมลงอยู่บนยอดเสาไฟพวกนี้ แม้ว่าตัวมันเล็กนิดเดียวแต่กลับให้แสงสว่างจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์
มีหลายคนตามท้องถนนที่เห็นกลุ่มของหนี่จี๋ชา ก็ต่างสงสัยเหมือนกันว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้ทำไมถึงมีผ้าปิดหน้าปิดตาทั้งกลุ่ม ดูสะดุดตาอย่างมาก
แต่โชคดีที่ไม่มีใครพูดคุยกันเสียงดังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งทำให้หนี่จี๋ชาและคนอื่นๆ รู้สึกดีไม่น้อย
“สิ่งนั้นสวยจัง”
อามันร้องออกมาอย่างชื่นชม
เพราะเวลานี้ตรงกับช่วงที่ต้นชาเขียวประกายจะปล่อยอาณาเขตแสงดาวพอดี
ต้มชาที่สูงใหญ่ เริ่มส่องแสงระยิบระยับ ทำให้ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
ทุกคนต่างหยุดดูราวกับถูกมนต์สะกดให้หลงไหล
“สิ่งนี้คือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเต่าทมิฬ ชื่อของมันคือต้นชาเขียวประกาย”
หยู่ฉินหลานเริ่มอธิบาย
ตอนนี้ต้นชาเขียวประกายนั้นปล่อยอาณาเขตแสงดาววันละ 8 ครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยเบื่อเลยที่จะมองมัน
“งดงามจริงๆ”
หนี่จี๋ชาเองก็อุทานออกมาเหมือนกัน
“ไปกันเถอะ เอาไว้มาดูใหม่วันหลังก็ยังได้”
หยู่ฉินหลานเรียกเตือนสติทุกคน
“ครับ/ค่ะ”
ทุกคนขานรับก่อนที่จะเดินตามไปด้วยสายตาที่เหม่อลอยเล็กน้อย
ร่างกายของทุกคนก้าวไปข้างหน้า แต่สายตาก็ยังไม่อาจจะละออกไปจากต้นชาเขียวประกายได้
เมื่อมาถึงเนินสูง หยู่ฉินหลานก็พาทุกคนขึ้นไปยังพื้นที่เขตกลางของเนินสูง
ที่นี่มีบ้านขนาดเล็กๆ ตั้งเรียงกันเป็นแถว
“ผู้ชายให้อยู่บ้านฝั่งซ้าย”
ก่อนที่หยู่ฉินหลานจะเริ่มแจกแจง
“ส่วนผู้หญิงให้อยู่ในฝั่งขวา และหนึ่งคนต่อหนึ่งบ้าน”
“จริงหรอพวกเราจะได้บ้านคนละหลังจริงๆ หรอ”
อามันถึงกับอ้าปากค้างด้วยความดีใจ ที่จะได้มีบ้านป็นของตัวเอง
“ใช่เลือกบ้านเอาเลย หลังจากนั้นค่อยมาลงทะเบียนเลขที่บ้านทีหลัง”
หยู่ฉินหลานพยักหน้าเบาๆ
“งั้นฉันขอหลังนี้!”
อามันวิ่งไปอย่างรวดเร็วและเข้าไปยังบ้านที่ใกล้ที่สุด
ประตูถูกล็อคอยู่แต่ก็มีกุญแจไขห้อยอยู่ข้างๆ
เธอใช้กุญแจเปิดไขประตูอย่างรวดเร็ว แสงจากต้นชาเขียวประกายส่องสาดมาถึงในบ้านนี้อย่างพอดีผ่านทางหน้าต่าง
บ้านหลังหนึ่งมีห้องนอน 1 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง ห้องครัว 1 ห้อง และห้องน้ำ 1 ห้องเป็นบ้านที่เตรียมไว้สำหรับกลุ่มของหนี่จี๋ชาโดยเฉพาะ
เป็นบ้านแบบพื้นๆ ของเมืองเต่าทมิฬ และภายในยังมีเครื่องเรือนอย่างเก้าอี้ไม้ 2 ตัว และเตียง และเครื่องครัวอีกสองสามอย่าง
สิ่งเหล่านี้ถูกจัดเตรียมในช่วงสองสามวันก่อนที่กลุ่มของหนี่จี๋ชาจะมาถึง
“ทั้งหมดนี้เพื่อพวกเรางั้นหรอ”
หนี่จี๋ชาลูบไปยังโต๊ะไม้ในบ้าน และไม่อาจจะปกปิดรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้าของเธอได้
“แน่นอนมันเป็นสิทธิ์พิเศษของหน่วยรบพิเศษภูติผี”
ลี่ลี่พูดอย่างภูมิใจ
“ถ้าอยู่ในพื้นที่นอกเนินสูงจะได้บ้านแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่มีเครื่องเรือนอะไรเลย และต้องแลกเปลี่ยนซื้อเครื่องเรือนด้วยแต้มสะสม อีกทั้งต้องจ่ายค่าเช่าด้วย”
ลี่ลี่กล่าวอธิบายพร้อมกับลี่เยว่ที่พูดเสริมขึ้นต่อ
“พวกนี้เป็นของพื้นฐานหากใช้แต้มสะสมแลกก็ใช้อย่างน้อย 60 แต้ม”
เธอต้องการให้รู้ว่ามู่เหลียงนั้นใจดีขนาดไหน
“แต้มสะสมคือะไร? หน่วยรบพิเศษนั้นอีก”
ทุกคนเริ่มที่จะสับสนเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้
“แต้มสะสมเป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยนในเมืองเต่าทมิฬสำหรับประชาชนภายในเมือง และเอาไปแลกเปลี่ยนซื้อของต่างๆ ได้”
ลี่ลี่อธิบายต่อ
พร้อมกับหยางปิงที่พูดเสริมขึ้น
“การเข้าร่วมกับหน่วยรบพิเศษภูติผีจะได้แต้มสะสมต่อเดือน เดือนละ 100 แต้ม”
“หน่วยภูติผีนั้นมีรูปแบบงานเหมือนกับที่พวกเราเคยทำมาก่อน”
ลี่เยว่กล่าวเสริมขึ้น
“เข้าใจแล้ว”
หนี่จี๋ชากับคนอื่นๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ และครุ่นคิด
“ไม่ต้องห่วง พวกเราไม่บังคับให้พวกเธอทำอะไรที่ไม่ต้องการอยู่แล้ว”
หยู่ฉินหลานพูดขึ้นอย่างใจดี ทำให้หลายคนเริ่มโล่งอก
“เอาล่ะ ทุกคนไปเตรียมตัวอาบน้ำ และหยิบเสื้อผ้าใหม่สองสามชุด”
หยู่ฉินหลานปรบมือขึ้นและพูดด้วยท่าทางที่ดูเป็นผู้ใหญ่
“ฉันให้เวลาพวกเธอหนึ่งกองไฟ หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จแล้ว ให้มารวมตัวกันที่นี่อีกครั้ง ฉันจะพาทุกคนไปยังโรงอาหาร”
“โรงอาหาร?”
หนี่จี๋ชาอุทานออกมาเบาๆ
เมื่อได้ยินจากชื่อเธอก็พอจะเดาได้ว่ามันต้องเกี่ยวกับสถานที่ไว้กินอาหารแน่ๆ
“อาบน้ำ??”
ทุกคนต้องมองหน้ากัน และมองกลุ่มของลี่เยว่ด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ ไปอาบน้ำซะ!”
ลี่ลี่พูดพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ
ขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกหดหู่ใจ เมื่อคิดถึงชีวิตในสมัยก่อนของเธอ ที่เหมือนกับกลุ่มคนกลุ่มนี้
“ต่อจากนี้ไปทุกคนสามารถอาบน้ำได้ทุกวัน และมีน้ำใช้อย่างไม่จำกัด”
ลี่เยว่พูดอย่างเย็นชาตามความเคยชิน
“อาบน้ำได้ทุกวันจริงงั้นหรอ!”
หลายคนในกลุ่มเริ่มตะโกนอย่างตื่นเต้น
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ นี้เป็นเสียยิ่งกว่าความฝันเสียอีก
ลี่ลี่พยักหน้า
“ใช่ นี้ก็เป็นข้อดีของการเข้าร่วมกับหน่วยรบพิเศษภูติผีเหมือนกัน”
“นั้นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ”
อามันร้องออกมา
“เวลาไม่เคยรอท่า”
น้ำเสียงของหยู่ฉินหลานพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา เพื่อเตือนสติทุกคนอีกครั้ง
“เข้าใจแล้วค่ะ!”
อามันหน้าแดงขึ้นมา ก่อนที่เธอจะรีบเลือกเสื้อผ้าสองสามชุด และร้องเท้าหนังที่พอดีกับเท้าเธอ
จากนั้นก็วิ่งกลับเข้าไปยังบ้านด้วยท่าทางดีใจ พร้อมกับตรงไปยังห้องน้ำ
คนที่เหลือก็ต่างเลือกเสื้อผ้าด้วยใบหน้าที่ดูมีความสุขและอิ่มเอม
เวลาได้ผ่านจนครบหนึ่งกองไฟอย่างรวดเร็ว
ทั้ง 25 คนได้กลับมารวมตัวกันด้วยท่าทางที่ดูเขินอาย
หลังจากอาบน้ำเสร็จและเปลี่ยนชุดใหม่แล้ว ทุกคนก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที
และทำให้สภาพจิตใจของพวกเขาดีขึ้น
หนี่จี๋ชาจัดแจงชุดของเธอ ใบหน้าที่เคยสีเทาเต็มไปด้วยฝุ่นตอนนี้กลับเป็นสีขาว แต่ก็ยังมีผ้าบิดบังใบหน้าอยู่ทำให้เห็นรูปร่างหน้าตาได้ยาก
“ดูดีขึ้นเยอะ”
หยู่ฉินหลานกล่าวด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“เอาล่ะ นี้ก็จะดึกมากแล้ว มารับตั๋วเงินแต้มสะสมล่วงหน้าก่อนที่จะไปที่โรงอาหาร”
หยู่ฉินหลานถือกระดาษอยู่ปึกหนึ่ง ซึ่งทั้งเป็นจะบันทึกข้อมูลของแต่ละคนเอาไว้
“แต้มสะสมหนึ่งร้อยแต้มล่วงหน้า?”
หนี่จี๋ชารับกระดาษมาพร้อมกับมองดูอย่างละเอียด
“ตัวหนังสือพวกนี้ดูสวยจัง และจัดเรียงเป็นระเบียบมาก และยังเขียนได้เหมือนกันหมดไม่ต่างกันเลย ทำได้ยังไงกัน”
“เธอจะรู้เองหลังจากนี้…..ไปโรงอาหารก่อนเถอะ”
หยู่ฉินหลานเพียงบอกแต่เรื่องสำคัญๆ เท่านั้น ที่เหลือทุกคนต้องไปทำความเข้าใจเอง
“ครับ/ค่ะ”
ทุกคนขานรับอย่างรวดเร็ว
“อย่างพึ่งเก็บไปไว้ที่บ้านนะ สิ่งนี้ยังต้องใช้อยู่ในโรงอาหาร”
หยางปิงเตือนทุกคน
“อาหารก็ต้องใช้แต้มสะสมแลกด้วยงั้นหรอ?”
หนี่จี๋ชาถามขึ้น
“ใช่ถึงจะมีที่พักให้ แต่อาหารไม่นับนะ”
หยางปิงหยักหน้าตอบเบาๆ
ก่อนที่จะพูดพร้อมกับรอยยิ้ม
“แต่บอกเลยว่าอาหารในโรงอาหารนั้นถูกมาก เดี๋ยวเธอจะรู้เอง”
โรงอาหารเปิดทำการเมื่อไม่กี่วันก่อน และหยางปิงเองก็ได้ลองใช้บริการของโรงอาหารแล้ว และเธอก็รู้สึกชอบใจมาก อาหารทั้งอร่อย และมีราคาที่เป็นมิตร
หนี่จี๋ชามเม้มปากเล็กน้อย และคิดว่าหนึ่งร้อยแต้มจะอยู่ได้สักกี่วัน
เพราะหากเทียบกับก่อนหน้านี้ ที่รู้มาคือเครื่องเรือนต่างๆ ยังราคาต้อง 60 แต้ม
จากความคิดของเธออาหารย่อมแพงกว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้แน่ๆ
ทำให้เธออยากรู้แล้วว่าอาหารนั้นต้องใช้แต้มสะสมเท่าไร
“หวังว่าราคาอาหารจะไม่แพงนะ”
หนี่จี๋ชากล่าวอย่างกังวลเล็กน้อย
เธอเตรียมใจที่จะต้องกินวันละมื้อต่อวัน
หากว่าราคาสูงกว่าที่คิด อาหารสองมื้ออาจจะต้องอยู่ให้ได้ถึงสามวัน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved