ตอนที่ 198

มู่เหลียงเดินจากไป ปล่อยให้หยู่ฉินหลานรับหน้าที่ต่อ

เธอมองไปยังกลุ่มของหนี่จี๋ชา และพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าเกรงขาม

“ไปกันเถอะ ฉันจะพาทุกคนไปหาที่พักก่อน”

“ขอความกรุณาด้วย”

หนี่จี๋ชาตอบอย่างสุภาพ

ไม่รู้เพราะอะไร แต่เมื่อหนี่จี๋ชาอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้แล้วรู้สึกเกรงใจอย่างบอกไม่ถูก

เป็นเพราะความสง่าผ่าเผยของเธอ หรือเป็นเพราะความแข็งแกร่งกันแน่

หยางปิง ลี่เยว่กับคนอื่นๆ ก็ตามไปด้วยเพื่อช่วยเหลือ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนเป็นมิตรสหายเก่าของพวกเธอ

แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในหน่วยเดียวกันอีกแล้ว แต่เมื่อสบตากันก็ต่างรู้ใจ กลุ่มกบฏที่มาถึงเองก็รู้ตัวว่าต้องรีบสร้างประโยชน์ให้กับเมืองเต่าทมิฬจะได้ถูกยอมรับอย่างรวดเร็ว

หยู่ฉินหลานได้นำทุกคนผ่านประตูเว่ยฉายเข้าไป และเริ่มแนะสถานที่

“นี้คือประตูเว่ยฉายเป็นปราการที่กั้นระหว่างเขตภายนอกกับเขตชั้นใน และตรงนั้นคือพื้นที่โรงงาน….”

“ว้าว ถนนในเมืองสะอาดมากเลย”

อามันมองดูไปรอบๆ ด้วยแววตาที่ตื่นเต้น และเห็นเสาไม้สูงสามเมตรอยู่ระหว่างสองข้างทางถนนที่มีแสงสว่างที่ยอดไม้

“มันคืออะไร ทำไมมันถึงให้แสงสว่างได้”

เธอไม่เคยเห็นคบไฟหรือโคมไฟที่สว่างแบบนี้ ตอนที่เธอมาถึงใหม่เธอเองก็สงสัยเหมือนกันแต่ยังไม่กล้าที่จะพูดออกมา

“พวกมันคือเต่าทองแสงมันจะให้แสงสว่างกับถนนยามค่ำคืน”

หยู่ฉินหลานตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

“อ๋อ อย่างงี้นี้เอง”

หนี่จี๋ชากับคนอื่นๆ ก็ต่างพยักหน้าอย่างเข้าใจ

พวกเขามองไปยังเสาไฟที่สว่างไสวไปทั่ว และสังเกตเห็นว่ามีแมลงอยู่บนยอดเสาไฟพวกนี้ แม้ว่าตัวมันเล็กนิดเดียวแต่กลับให้แสงสว่างจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์

มีหลายคนตามท้องถนนที่เห็นกลุ่มของหนี่จี๋ชา ก็ต่างสงสัยเหมือนกันว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้ทำไมถึงมีผ้าปิดหน้าปิดตาทั้งกลุ่ม ดูสะดุดตาอย่างมาก

แต่โชคดีที่ไม่มีใครพูดคุยกันเสียงดังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งทำให้หนี่จี๋ชาและคนอื่นๆ รู้สึกดีไม่น้อย

“สิ่งนั้นสวยจัง”

อามันร้องออกมาอย่างชื่นชม

เพราะเวลานี้ตรงกับช่วงที่ต้นชาเขียวประกายจะปล่อยอาณาเขตแสงดาวพอดี

ต้มชาที่สูงใหญ่ เริ่มส่องแสงระยิบระยับ ทำให้ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์

ทุกคนต่างหยุดดูราวกับถูกมนต์สะกดให้หลงไหล

“สิ่งนี้คือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเต่าทมิฬ ชื่อของมันคือต้นชาเขียวประกาย”

หยู่ฉินหลานเริ่มอธิบาย

ตอนนี้ต้นชาเขียวประกายนั้นปล่อยอาณาเขตแสงดาววันละ 8 ครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยเบื่อเลยที่จะมองมัน

“งดงามจริงๆ”

หนี่จี๋ชาเองก็อุทานออกมาเหมือนกัน

“ไปกันเถอะ เอาไว้มาดูใหม่วันหลังก็ยังได้”

หยู่ฉินหลานเรียกเตือนสติทุกคน

“ครับ/ค่ะ”

ทุกคนขานรับก่อนที่จะเดินตามไปด้วยสายตาที่เหม่อลอยเล็กน้อย

ร่างกายของทุกคนก้าวไปข้างหน้า แต่สายตาก็ยังไม่อาจจะละออกไปจากต้นชาเขียวประกายได้

เมื่อมาถึงเนินสูง หยู่ฉินหลานก็พาทุกคนขึ้นไปยังพื้นที่เขตกลางของเนินสูง

ที่นี่มีบ้านขนาดเล็กๆ ตั้งเรียงกันเป็นแถว

“ผู้ชายให้อยู่บ้านฝั่งซ้าย”

ก่อนที่หยู่ฉินหลานจะเริ่มแจกแจง

“ส่วนผู้หญิงให้อยู่ในฝั่งขวา และหนึ่งคนต่อหนึ่งบ้าน”

“จริงหรอพวกเราจะได้บ้านคนละหลังจริงๆ หรอ”

อามันถึงกับอ้าปากค้างด้วยความดีใจ ที่จะได้มีบ้านป็นของตัวเอง

“ใช่เลือกบ้านเอาเลย หลังจากนั้นค่อยมาลงทะเบียนเลขที่บ้านทีหลัง”

หยู่ฉินหลานพยักหน้าเบาๆ

“งั้นฉันขอหลังนี้!”

อามันวิ่งไปอย่างรวดเร็วและเข้าไปยังบ้านที่ใกล้ที่สุด

ประตูถูกล็อคอยู่แต่ก็มีกุญแจไขห้อยอยู่ข้างๆ

เธอใช้กุญแจเปิดไขประตูอย่างรวดเร็ว แสงจากต้นชาเขียวประกายส่องสาดมาถึงในบ้านนี้อย่างพอดีผ่านทางหน้าต่าง

บ้านหลังหนึ่งมีห้องนอน 1 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง ห้องครัว 1 ห้อง และห้องน้ำ 1 ห้องเป็นบ้านที่เตรียมไว้สำหรับกลุ่มของหนี่จี๋ชาโดยเฉพาะ

เป็นบ้านแบบพื้นๆ ของเมืองเต่าทมิฬ และภายในยังมีเครื่องเรือนอย่างเก้าอี้ไม้ 2 ตัว และเตียง และเครื่องครัวอีกสองสามอย่าง

สิ่งเหล่านี้ถูกจัดเตรียมในช่วงสองสามวันก่อนที่กลุ่มของหนี่จี๋ชาจะมาถึง

“ทั้งหมดนี้เพื่อพวกเรางั้นหรอ”

หนี่จี๋ชาลูบไปยังโต๊ะไม้ในบ้าน และไม่อาจจะปกปิดรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้าของเธอได้

“แน่นอนมันเป็นสิทธิ์พิเศษของหน่วยรบพิเศษภูติผี”

ลี่ลี่พูดอย่างภูมิใจ

“ถ้าอยู่ในพื้นที่นอกเนินสูงจะได้บ้านแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่มีเครื่องเรือนอะไรเลย และต้องแลกเปลี่ยนซื้อเครื่องเรือนด้วยแต้มสะสม อีกทั้งต้องจ่ายค่าเช่าด้วย”

ลี่ลี่กล่าวอธิบายพร้อมกับลี่เยว่ที่พูดเสริมขึ้นต่อ

“พวกนี้เป็นของพื้นฐานหากใช้แต้มสะสมแลกก็ใช้อย่างน้อย 60 แต้ม”

เธอต้องการให้รู้ว่ามู่เหลียงนั้นใจดีขนาดไหน

“แต้มสะสมคือะไร? หน่วยรบพิเศษนั้นอีก”

ทุกคนเริ่มที่จะสับสนเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้

“แต้มสะสมเป็นสกุลเงินแลกเปลี่ยนในเมืองเต่าทมิฬสำหรับประชาชนภายในเมือง และเอาไปแลกเปลี่ยนซื้อของต่างๆ ได้”

ลี่ลี่อธิบายต่อ

พร้อมกับหยางปิงที่พูดเสริมขึ้น

“การเข้าร่วมกับหน่วยรบพิเศษภูติผีจะได้แต้มสะสมต่อเดือน เดือนละ 100 แต้ม”

“หน่วยภูติผีนั้นมีรูปแบบงานเหมือนกับที่พวกเราเคยทำมาก่อน”

ลี่เยว่กล่าวเสริมขึ้น

“เข้าใจแล้ว”

หนี่จี๋ชากับคนอื่นๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ และครุ่นคิด

“ไม่ต้องห่วง พวกเราไม่บังคับให้พวกเธอทำอะไรที่ไม่ต้องการอยู่แล้ว”

หยู่ฉินหลานพูดขึ้นอย่างใจดี ทำให้หลายคนเริ่มโล่งอก

“เอาล่ะ ทุกคนไปเตรียมตัวอาบน้ำ และหยิบเสื้อผ้าใหม่สองสามชุด”

หยู่ฉินหลานปรบมือขึ้นและพูดด้วยท่าทางที่ดูเป็นผู้ใหญ่

“ฉันให้เวลาพวกเธอหนึ่งกองไฟ หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จแล้ว ให้มารวมตัวกันที่นี่อีกครั้ง ฉันจะพาทุกคนไปยังโรงอาหาร”

“โรงอาหาร?”

หนี่จี๋ชาอุทานออกมาเบาๆ

เมื่อได้ยินจากชื่อเธอก็พอจะเดาได้ว่ามันต้องเกี่ยวกับสถานที่ไว้กินอาหารแน่ๆ

“อาบน้ำ??”

ทุกคนต้องมองหน้ากัน และมองกลุ่มของลี่เยว่ด้วยความประหลาดใจ

“ใช่ ไปอาบน้ำซะ!”

ลี่ลี่พูดพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ

ขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกหดหู่ใจ เมื่อคิดถึงชีวิตในสมัยก่อนของเธอ ที่เหมือนกับกลุ่มคนกลุ่มนี้

“ต่อจากนี้ไปทุกคนสามารถอาบน้ำได้ทุกวัน และมีน้ำใช้อย่างไม่จำกัด”

ลี่เยว่พูดอย่างเย็นชาตามความเคยชิน

“อาบน้ำได้ทุกวันจริงงั้นหรอ!”

หลายคนในกลุ่มเริ่มตะโกนอย่างตื่นเต้น

ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ นี้เป็นเสียยิ่งกว่าความฝันเสียอีก

ลี่ลี่พยักหน้า

“ใช่ นี้ก็เป็นข้อดีของการเข้าร่วมกับหน่วยรบพิเศษภูติผีเหมือนกัน”

“นั้นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ”

อามันร้องออกมา

“เวลาไม่เคยรอท่า”

น้ำเสียงของหยู่ฉินหลานพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา เพื่อเตือนสติทุกคนอีกครั้ง

“เข้าใจแล้วค่ะ!”

อามันหน้าแดงขึ้นมา ก่อนที่เธอจะรีบเลือกเสื้อผ้าสองสามชุด และร้องเท้าหนังที่พอดีกับเท้าเธอ

จากนั้นก็วิ่งกลับเข้าไปยังบ้านด้วยท่าทางดีใจ พร้อมกับตรงไปยังห้องน้ำ

คนที่เหลือก็ต่างเลือกเสื้อผ้าด้วยใบหน้าที่ดูมีความสุขและอิ่มเอม

เวลาได้ผ่านจนครบหนึ่งกองไฟอย่างรวดเร็ว

ทั้ง 25 คนได้กลับมารวมตัวกันด้วยท่าทางที่ดูเขินอาย

หลังจากอาบน้ำเสร็จและเปลี่ยนชุดใหม่แล้ว ทุกคนก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนทันที

และทำให้สภาพจิตใจของพวกเขาดีขึ้น

หนี่จี๋ชาจัดแจงชุดของเธอ ใบหน้าที่เคยสีเทาเต็มไปด้วยฝุ่นตอนนี้กลับเป็นสีขาว แต่ก็ยังมีผ้าบิดบังใบหน้าอยู่ทำให้เห็นรูปร่างหน้าตาได้ยาก

“ดูดีขึ้นเยอะ”

หยู่ฉินหลานกล่าวด้วยสีหน้าพึงพอใจ

“เอาล่ะ นี้ก็จะดึกมากแล้ว มารับตั๋วเงินแต้มสะสมล่วงหน้าก่อนที่จะไปที่โรงอาหาร”

หยู่ฉินหลานถือกระดาษอยู่ปึกหนึ่ง ซึ่งทั้งเป็นจะบันทึกข้อมูลของแต่ละคนเอาไว้

“แต้มสะสมหนึ่งร้อยแต้มล่วงหน้า?”

หนี่จี๋ชารับกระดาษมาพร้อมกับมองดูอย่างละเอียด

“ตัวหนังสือพวกนี้ดูสวยจัง และจัดเรียงเป็นระเบียบมาก และยังเขียนได้เหมือนกันหมดไม่ต่างกันเลย ทำได้ยังไงกัน”

“เธอจะรู้เองหลังจากนี้…..ไปโรงอาหารก่อนเถอะ”

หยู่ฉินหลานเพียงบอกแต่เรื่องสำคัญๆ เท่านั้น ที่เหลือทุกคนต้องไปทำความเข้าใจเอง

“ครับ/ค่ะ”

ทุกคนขานรับอย่างรวดเร็ว

“อย่างพึ่งเก็บไปไว้ที่บ้านนะ สิ่งนี้ยังต้องใช้อยู่ในโรงอาหาร”

หยางปิงเตือนทุกคน

“อาหารก็ต้องใช้แต้มสะสมแลกด้วยงั้นหรอ?”

หนี่จี๋ชาถามขึ้น

“ใช่ถึงจะมีที่พักให้ แต่อาหารไม่นับนะ”

หยางปิงหยักหน้าตอบเบาๆ

ก่อนที่จะพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

“แต่บอกเลยว่าอาหารในโรงอาหารนั้นถูกมาก เดี๋ยวเธอจะรู้เอง”

โรงอาหารเปิดทำการเมื่อไม่กี่วันก่อน และหยางปิงเองก็ได้ลองใช้บริการของโรงอาหารแล้ว และเธอก็รู้สึกชอบใจมาก อาหารทั้งอร่อย และมีราคาที่เป็นมิตร

หนี่จี๋ชามเม้มปากเล็กน้อย และคิดว่าหนึ่งร้อยแต้มจะอยู่ได้สักกี่วัน

เพราะหากเทียบกับก่อนหน้านี้ ที่รู้มาคือเครื่องเรือนต่างๆ ยังราคาต้อง 60 แต้ม

จากความคิดของเธออาหารย่อมแพงกว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้แน่ๆ

ทำให้เธออยากรู้แล้วว่าอาหารนั้นต้องใช้แต้มสะสมเท่าไร

“หวังว่าราคาอาหารจะไม่แพงนะ”

หนี่จี๋ชากล่าวอย่างกังวลเล็กน้อย

เธอเตรียมใจที่จะต้องกินวันละมื้อต่อวัน

หากว่าราคาสูงกว่าที่คิด อาหารสองมื้ออาจจะต้องอยู่ให้ได้ถึงสามวัน