ตอนที่ 31

“จะลองปีนขึ้นไปดีไหมเนี่ย”

คนในชุดคลุมพูดขึ้นอย่างไม่มั่นใจ

ใจหนึ่งก็อยากปีนใยนี้ขึ้นไป แต่ก็กลัวว่าจะมีสัตว์อสูรอยู่ระหว่างทางอีก และการไปห้อยอยู่กลางอากาศแบบนี้ความเป็นความตายแทบจะเท่ากัน

แต่หากไม่ปีน ก็คิดว่าจะเสียโอกาสที่จะได้รับโชคลาภ

“โถ่เอ๊ย!! ปีนก็ได้!!”

สุดท้ายคนในชุดคลุมก็พูดอย่างกัดฟัน แล้วเดินเข้าไปหาใยที่ห้อยลงมา

ยังไงก็ต้องคว้าโอกาสเอาไว้ก่อน เรื่องเป็นตายค่อยว่ากันอีกที

คนในชุดคลุมหายใจเข้าลึกๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะจับใยแมงมุม และปีนไต่ขึ้นไป

เนื่องจากใยนี้อยู่คนละระนาบกับสะพานเชื่อมทำให้ไม่เห็นว่าพวกโจรทำอะไรอยู่ และได้ยินแค่เสียงเท่าั้น

และเช่นเดียวกันพวกโจรก็จะไม่เห็นคนในชุดคลุมด้วย

“ไม่คิดว่าจะมีคนกล้าบุกเข้ามาแบบนี้!”

“ใช่…ไม่รู้หรอกนะว่ามันเป็นใคร แต่ช่างบ้าระห่ำโดยแท้”

“นั้นสิ….เอ๋ หรือว่าอาจจะเป็นคนในกลุ่มของพวกเราก็ได้นะ”

“ไอ้บ้าพูดจาไร้สาระ เดียวก็โดนสงสัยหรอก”

คนในชุดคลุมได้ยินบทสนทนาระหว่างยามเฝ้าทั้งสองคน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ชายที่เจอก่อนหน้านี้ได้แอบเข้าไปแล้ว

แต่น่าเสียดายที่เขาถูกเจอตัวก่อน

“เขาคงคิดไม่ถึงแน่ว่าเราจะใช้ใยของสัตว์อสูรปีนเข้ามา ตอนนี้ของในคลังสมบัติก็เสร็จฉันละ”

คนในชุดคลุมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่พึงพอใจ และรู้สึกสะใจเล็กๆ ที่ผู้ชายคนนั้นปฏิเสธที่จะทำงานร่วมกัน ทำให้ต้องมาแข่งกันเองแบบนี้

“ใกล้จะถึงแล้ว รีบปีนดีกว่า ยังเหลืองานอีกเยอะ”

คนในชุดคลุมรู้สึกเบิกบานใจอย่างมาก ระหว่างปีนเนินเขาขึ้นมา และเริ่มมองเห็นแสงไฟสลัวๆ จากข้างบน

ใช้เวลาปีนอยู่ 10 นาทีคนในชุดคลุมก็มาถึงสุดทาง

แต่เมื่อมาถึงก็ทำให้เขาแปลกใจ

มันมีช่องขนาดใหญ่ราวกับถูกใครสักคนทุบทำลาย และสร้างมันขึ้น

“เดี๋ยวนะ…มีคนกำลังย่างเนื้ออยู่ในนั้นงั้นหรอ?”

คนในชุดคลุมทำท่าสูดดมเล็กน้อย และเผลอกลืนน้ำลายโดยที่ไม่รู้ตัว

เขานั้นแอบซ่อนตัวอยู่รอบๆ หุบเขานี้มาหลายวัน ข้าวปลาก็แทบไม่ได้กิน ไม่แปลกที่จะมีปฏิกิริยาแบบนี้

“หรือว่าจะเป็นลูกชายของเซียฮู?”

คนในชุดคลุมนั้นเอื้อมมือไปด้านหลังและราวกับกำลังหยิบอะไรสักอย่างออกมา

สิ่งที่คนชุดคลุมเอาออกมานั้นคือธนูคันยาวพร้อมกับลูกศรสามดอก ก่อนที่เขาจะง้างธนูอย่างชำนาญและเล็งไปยังคนที่กำลังย่างเนื้อ

ก่อนที่จะค่อยๆ หยองเข้าไปใกล้ๆ

เขาได้คิดสถานการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นหลายรูปแบบเพื่อจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

แต่เมื่อเข้ามาใกล้มากขึ้น ภาพของคนที่ย่างเนื้อก็ดูคุ้นเคยอย่างประหลาดใจ

ด้วยความตกใจเขาถึงกับอุทานออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว

“นี้มัน เรื่องอะไรเนี่ย!!”

“เอ้า? นี้แกก็ขึ้นมาข้างบนนี้ด้วยงั้นหรอ?”

มู่เหลียงได้ยินเสียงก็หันไปมอง และโบกมือที่ถือไม้ย่างเนื้อทักทาย

ด้วยสัมผัสและพลังของมู่เหลียงตอนนี้สามารถรับรู้ได้ดีมาก ตั้งแต่คนในชุดคลุมปีนขึ้นมาถึงยอดเขามู่เหลียงก็รู้ตัวแล้ว

เขาต้องการให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาก่อน และเปิดเผยตัวเอง ไม่คิดว่าอีกฝั่งจะอุทานออกมาเสียงดังขนาดนี้

มุมปากของคนในชุดคลุมนั้นถึงกับกระตุก และทำตัวไม่ถูก เขาลดธนูลงอย่างไม่เต็มใจเท่าไร และเดินเข้าไปในกระโจม

ก่อนที่เขาจะถามขึ้นอย่างไม่เชื่อเท่าไรนัก

“นาย…นายมาทำอะไรที่นี่”

“แล้วแก….มาทำอะไรหล่ะ”

มู่เหลียงไม่ตอบแต่ถามกลับไปแทน

“อย่าบอกนะว่านายก็ปีนใยแมงมุมขึ้นมาเหมือนกัน”

คนในชุดคลุมก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย

ก่อนที่จะถอนหายใจยาวหนึ่งครั้งและพูดต่อ

“ไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมนายถึงไม่ยอมร่วมมือด้วย คงรู้อยู่แล้วสินะ ว่ามันมีใยแมงมุมอยู่ตรงนี้”

“เดี๋ยวนะ….นายปีนขึ้นมาโดยไม่เห็นแมงมุมยักษ์ บ้างเลยงั้นหรอ มันพึ่งจะปีนลงไปเมื่อกี้?!”

คนในชุดคลุมพูดขึ้น ราวกับจับผิดสังเกตอะไรได้สักอย่าง ก่อนที่จะรู้สึกแปลกๆ ที่ด้านหลังจึงหันกลับไปมอง

สิ่งที่เห็นคือแมงมุมตัวใหญ่ขนาดสองเมตรมองอยู่ตรงช่องว่างที่เข้ามา

“ก็อย่างงั้นแหละ เซียวหงเป็นสัตว์เลี้ยงของฉัน”

มู่เหลียงตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“จะบ้าหรอ!!! ก็อย่างงั้นแหละ…..คิดว่าใครมันจะไปยอมรับได้!!!”

คนในชุดคลุมพูดอย่างกลุ้มใจ

เขาไม่แปลกใจแล้ว ในเมื่อผู้ชายคนนี้เลี้ยงสัตว์อสูรที่น่ากลัวแบบนี้ได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับใครทั้งสิ้น

ก่อนที่คนในชุดคลุมจะมองไปยังกองหินที่สั่นสะเทือนตลอดเวลา

แม้แต่เขาก็ยังดูออกว่ากองหินก้อนใหญ่นี้ปิดทางเข้าอยู่

และได้ยินแต่เสียงที่ตะโกนอยู่หลังประตูว่า

“เร็วสิวะ!! รีบทำลายเข้าไป ออกแรงมากกว่านี้อีก!!”

“.......”

คนในชุดคลุมยืนมองด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า และมองไปรอบๆ เห็นว่ามีร่องรอยการขุดดินหลายหลุม

แต่เขาก็ยังไม่กล้าที่จะขยับตัวมาก เพราะยังกลัวว่าชายผู้นี้จะเล่นงาน

“แกช้าไปก้าวหนึ่ง”

มู่เหลียงพลิกไม้เนื้อย่างอย่างสบายอารมณ์

“ฉันเอาปลาอัญมณีไปแล้ว”

“งั้นหรอ เอาเถอะเป้าหมายของฉันก็ไม่ใช่ปลาอัญมณีอยู่แล้ว”

คนในชุดคลุมพูดขึ้น ก่อนที่จะเดินออกไปสำรวจ

“ถ้าแกไม่ได้มาที่นี่เพื่อเอาปลาอัญมณีแล้ว แกมาเอาอะไร?”

มู่เหลียงถามต่อทันที

จากของทั้งหมดที่อยู่ในกระโจมแห่งนี้ปลาอัญมณีถือว่ามีค่ามากที่สุดแล้ว

“นายเห็นดอกไม้ที่มีปีกบ้างไหมหล่ะ?”

คนในชุดคลุมพูดขึ้นราวกับจะบอกอะไรสักอย่าง

“นั้นคือเหตุผลที่ฉันมาที่นี่”

“ดอกไม้ที่มีปีก?”

มู่เหลียงฟังและมองไปยังแปลงปลูกผักด้วยความสงสัย

เขาเห็นว่าต้นพืชที่เหี่ยวเฉาใกล้ตายต้นหนึ่ง มีลักษณะอย่างที่คนชุดคลุมบอก

“หมายถึงเจ้านั้นงั้นหรอ”

“ไหน!!”

คนในชุดคลุมดูร้อนรนขึ้นมาทันที และถามหาอย่างกระวนกระวาย

“มันอยู่ตรงไหน เอามาให้ฉันดูหน่อย”

“ไม่ล่ะ”

มู่เหลียงปฏิเสธอย่างไม่คิด

“ดอกไม้นั้นมันสำคัญกับฉันมาก เราสามารถแลกเปลี่ยนกันได้”

คนในชุดคลุมเก็บอาการไว้ไม่อยู่อีกแล้ว

“ไม่!!.... อย่างแรกเลย แกไม่มีความจริงใจ”

มู่เหลียงมองไปยังคนในชุดคลุมและพูดอย่างเย็นชา

“ถ้าคิดจะแลกเปลี่ยนกันก็เปิดเผยตัวตนออกมาก่อน”

“แล้วนายจะเสียใจกับสิ่งที่ขอ”

คนในชุดคลุมพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

แต่คนในชุดคลุมเองก็กลัวมู่เหลียงจะไม่ยอมแลกเปลี่ยน และพลาดโอกาสนี้ไป

“อย่ามาตัดสินใจว่าฉันจะเสียใจกับอะไร หากว่ามันจริงอย่างที่แกพูดก็ให้ฉันพิจารณาด้วยตาของฉันเอง”

มู่เหลียงกุมมือของเขาก่อนจะตอบกับไป

“เอาเถอะ แล้วอย่าร้องออกมาแล้วกัน”

คนในชุดคลุมพูดขึ้นและไม่ถอยอีกแล้ว

“จริงหรอ? เอาเถอะเริ่มพูดมากจนฉันไม่สนใจแล้ว ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ”

มู่เหลียงเลิกให้ความสนใจและหันไปกินเนื้อย่างทันที

แล้วทุกอย่างก็นิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง

บางทีอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์ที่บีบคั้นนี้ก็ได้

ในที่สุดคนในชุดคลุมก็พูดด้วยน้ำเสียงที่กัดฟัน

“ถ้าเกิดว่าฉันยอมเปิดเผยตัวเองให้ดูแล้ว นายจะเอาดอกไม้นั้นให้ฉันดูไหม!”

“บอกแล้วไงว่าไม่ได้บังคับ อยากทำก็ทำไม่อยากทำก็เรื่องของแก ฉันก็แค่อยากรู้เฉยๆ”

มู่เหลียงตอบพร้อมกับเคี้ยวเนื้อหน้าตาเฉย ก่อนที่จะกลืนเนื้อลงคอไป และพูดต่อ

“แต่อย่างน้อยฉันก็สัญญาว่าหากว่ายอมเปิดเผยหน้าตาให้ฉันเห็น อย่างน้อยฉันก็จะเอาดอกไม้นั้นออกมาให้ดู”

“ได้!! หวังว่าจะรักษาคำพูด”

คนในชุดคลุมพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูแปลกไป

ก่อนที่เขาจะเอามือจับที่หมวกที่คลุมหัวอยู่ และถอดหมวกออกเผยให้เห็นผมยาวสีขาวราวกับหิมะ

“ผมสีขาว…สวยจัง”

มู่เหลียงมองไปและเห็นว่าสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมคือหญิงสาวที่ผมสีขาว แต่เธอก็ยังก้มหน้าอยู่

“เป็นไงล่ะ”

จู่ๆ หญิงสาวก็พูดขึ้นและเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้มู่เหลียงรู้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นคนที่สวยมาก ใบหน้าเรียว มีผิวขาวและเนียนดุจหยก นัยน์ตาสีน้ำเงิน จมูกสันเป็นคม

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดูไม่เข้ากับใบหน้าของเธอที่บริเวณแก้มขวา มีลวดลายสีแดงเหมือนกับวงจรไฟฟ้าอยู่

มันลามลงไปถึงคอ และน่าจะลามไปในจุดที่เสื้อผ้าปกปิดอยู่อีก

“....”

มู่เหลียงถึงกับตกตะลึง เพราะภายใต้ชุดคลุมนั้นซ่อนหญิงสาวที่สวยขนาดนี้ไว้

“ฉันยอมเปิดเผยหน้าตาแล้ว เป็นไงละ คงกลัวมากเลยสินะ”

หญิงสาวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งชะงักไป

เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่เห็นเธอ ทุกคนต่างหวาดกลัวกับลวดลายสีแดงนี้ มันคือผลของการติดเชื้อ

เธอจ้องมองมู่เหลียงก่อนที่จะเม้มริมฝีปาก และรีบเอาหมวกคลุมหัวปิดบังใบหน้าอีกครั้ง

“ผิวของเธอดูแย่กว่าเสี่ยวไกของฉันเล็กน้อย”

มู่เหลียงเมื่อได้สติก็พูดออกมาและเหมือนจะชมเธอ

“แต่รวมๆ แล้วก็ถือว่าเป็นคนสวย”

“? ? ? ?”

หญิงสาวถึงกับเอียงหัวด้วยความมึนงง และจ้องมองมู่เหลียงตาเขม็ง

ผู้ชายคนนี้พูดถึงใคร? มันทำให้เธอมึนงงไปหมด