ตอนที่ 164

ลี่เยว่กำลังพาทั้งหยางปิงและหนี่จี๋ชาไปหามู่เหลียง ระหว่างทางก็สวนกับเว่ยหยู่หลันและเยี่ยลี่ยี่

“จะไปไหนงั้นหรอ”

ลี่เยว่ถามขึ้น

“ท่านลี่เยว่ ดิฉันจะพาคุณเยี่ยไปทานมื้อเย็น”

เว่ยหยูหลันตอบด้วยท่าทางนอบน้อม

“ไปเถอะ เดี๋ยวสักพักฉันจะตามไป”

ลี่เยว่พยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนที่จะนำทางทั้งสองคนไปต่อ

“ได้เจ้าค่ะ”

เว่ยหยูหลันยิ้มและขานรับ

ตอนนี้เธอมีความสุขมากที่จะได้เห็นอนาคตของเมืองแห่งนี้

ระหว่างทางไปหามู่เหลียง

“เธอเข้ากับเมืองเต่าทมิฬตั้งแต่เมื่อไหร่”

หนี่จี๋ชาถาม

“ฉันเข้าร่วมมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว”

ลี่เยว่ตอบอย่างไม่สนใจอะไร

ส่วนตอนที่เธอเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬนั้น เธอไม่อยากจะเล่ารายละเอียดให้ใครฟังเท่าไร

“ฉันพึ่งจะเข้าร่วมวันนี้”

หยางปิงพูดขึ้น

“ทำไมพวกเธอถึงไม่ได้เข้าร่วมพร้อมกันล่ะ?”

หนี่จี๋ชามองดูทั้งสองด้วยความสงสัย

ทั้งคู่ไม่ใช่กลุ่มเดียวกันงั้นหรอ? แล้วทำไมถึงถยอยเข้าที่ละคนแบบนี้

“....”

หยางปิงหันหน้าหนี และไม่อยากจะตอบคำถามนี้สักเท่าไร เพราะมันทำให้เธอนึกถึงการตัดสินใจอันโง่เขลาของเธอ อย่างการเสียสละในแผนการของหนี่จี๋ชาก่อนหน้านี้

“ไม่ต้องถามเยอะ เดียวเธอก็รู้เองภายหลัง”

ลี่เยว่ตอบพร้อมกับส่ายหัว

เพราะเมืองเต่าทมิฬพึ่งจะก่อตั้งขึ้น และข้อมูลนี้จะบอกหนี่จี๋ชาได้ก็ต่อเมื่อเธอเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬแล้วเท่านั้น

“ก็ได้”

หนี่จี๋ชาพยักหน้าด้วยความรู้สึกช่วยไม่ได้

เธออยากจะถามเกี่ยวกับถนนการค้า เพราะมันเป็นถนนที่น่าหลงไหลอย่างมาก

“ฉันมาแล้ว”

ลี่เยว่เห็นว่าประตูห้องไม่ได้ปิด เลยเคาะไปที่ขอบประตูเบาๆ

“เชิญ”

มู่เหลียงมองไปยังกลุ่มคนที่หน้าประตู

ลี่เยว่เดินนำเข้ามาโดยมีทั้งสองเดินตามมาติดๆ

บางสิ่งในตอนนี้มันอยู่นอกเหนืออำนาจของเธอ เพราะงั้นเธอจึงต้องให้มู่เหลียงตัดสินใจเรื่องหนี่จี๋ชา

“เธอคือหนี่จี๋ชาสินะ”

มู่เหลียงพูดขึ้นเบาๆ

เขามองไปยังหนี่จี๋ชาในชุดคลุมสีดำ แต่ก็เห็นลอนผมสีฟ้ายาวของเธอออกมานอกชุด

“ค่ะ ท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬ เราได้เจอกันอีกแล้ว”

หนี่จี๋ชาพูดอย่างเคารพ

“นั่งลงก่อนแล้วจะได้คุยกัน”

มู่เหลียงยิ้มให้ ก่อนที่จะเชิญทุกคนนั่ง

“ค่ะ”

หนี่จี๋ชานั่งลงบนเก้าอี้เพียงครึ่งตัวเท่านั้น

มู่เหลียงจับถ้วยชาเล่นและถามขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก

“ว่ามาคิดอะไรอยู่”

“ฉันมีคำถามสองสามข้อที่อยากจะให้ท่านเจ้าเมืองตอบ”

หนี่จี๋ชาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ประหม่าเล็กน้อย

“งั้นก็ถามมาเถอะ”

มู่เหลียงยกมือขึ้นเพื่อบ่งบอกให้พูดต่อ

“ท่านเจ้าเมือง หากว่าพวกของฉันเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง”

คำถามนี้ของหนี่จี๋ชาต้องการจะเปิดทางให้กับการพาลูกน้องของเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง

“รับผิดชอบเรื่องข่าวกรอง เฝ้าระวัง และงานลอบสังหาร”

-มู่เหลียงคิดไว้หมดแล้วว่าจะจัดการกับกลุ่มของหนี่จี๋ชายังไง

เนื่องจากตัวตนของหนี่จี๋ชาและกลุ่มของเธอจะถูกเก็บเป็นความลับ ดังนั้นทุกคนจะต้องอยู่ในหน่วยภูติผี

มีหลายอย่างที่ต้องจัดการในเมืองเต่าทมิฬ และลี่เยว่กับเพื่อนของเธอคงรับงานทั้งหมดไม่ไหว

ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่เนินสูง ยังไม่ได้รับการดูแลและป้องกันที่ดีพอ หากมีหน่วยรบพิเศษนี้ช่วยดูแลจะดีมาก

“เข้าใจแล้ว”

หนี่จี๋ชาพยักหน้า

งานแบบนี้เหมาะกับพวกเธอมาก เพราะสุดท้ายแล้วมันคือสิ่งที่พวกเธอทำเป็นประจำและรู้อยู่แล้ว

หนี่จี๋ชาถามต่อทันที

“งั้นคำถามต่อไป ท่านเจ้าเมืองพร้อมที่จะรับพวกเรากี่คน”

คำถามที่สองนี้จะสื่อว่ามู่เหลียงยอมรับพวกเธอในฐานะผู้ติดเชื้อได้กี่คน

“มากที่สุดเท่าที่เธอจะหามาได้”

มู่เหลียงไม่สนใจอยู่แล้วว่าจะมีมากแค่ไหน ขอแค่เป็นคนมีความสามารถก็พอ

ก่อนที่มู่เหลียงจะมองสบตากับหนี่จี๋ชาและพูดขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม

“จริงๆ แล้ว ฉันไม่คิดว่าสิ่งที่อยู่บนใบหน้าของพวกเธอเป็นสิ่งน่ารังเกียจ ในทางกลับกันฉันคิดว่ามันดูทำให้พวกเธอดูมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก”

“นี้ท่าน…พูดจริงงั้นหรอ”

แววตาของหนี่จี๋ชาถึงกับสั่นไหว

เธอเข้าใจสิ่งที่มู่เหลียงพูด แต่ไม่คิดว่าเขาจะมีความคิดแบบนี้

“ดูมีเสน่ห์งั้นหรอ”

หยางปิงถึงกับใช้มืออันเรียวงามลูบไปที่แก้มของเธอเมื่อได้ยิน

“เรื่องนี้อยู่ที่พวกเธอจะยอมรับได้ไหมในอนาคต”

มู่เหลียงยิ้มและพูดออกมา

แคร็ก

“.....”

หยู่ฉินหลานนั้นอยู่ๆ ก็ออกแรงบีบกับถ้วยชามากเกินไปจนถ้วยชานั้นแตกทันที

เธอจ้องเขม็งใส่มู่เหลียง โดยไม่คิดว่าเขาจะกล้าเอ่ยปากชมผู้หญิงที่พึ่งพบเจอออกหน้าออกตาแบบนี้

“ไม่เป็นไรใช่ไหม? โดนบาดตรงไหนรึป่าว”

มู่เหลียงตรวจดูมือของหยู่ฉินหลานพร้อมกับส่งผ้าเช็ดหน้าให้

“ไม่..ฉันไม่เป็นไร”

หยู่ฉินหลานเม้มปากเล็กน้อย พร้อมกับใบหน้าที่ทรงเสน่ห์ของเธอที่ดูแข็งขึ้น

“อย่าคิดมาก”

ดวงตาดำคลับของมู่เหลียงมองไปยังหยู่ฉินหลาน และตบลงบนฝ่ามือของเธอเบาๆ

คำบางคำสามารถเข้าใจได้เพียงแค่คนบางคนเท่านั้น

นอกจากนี้มู่เหลียงยังตัดสินใจแล้วว่า มันถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่เขาจะบอกพวกหยู่ฉินหลานกับหยู่เฟ่ยหยานเรื่องของโรคผีมายา

แต่ก็ยังต้องรอให้ทุกคนสนิทกันมากกว่านี้ก่อน เพื่อในตอนที่รู้ความจริงแล้วทุกคนจะได้ไม่แสดงความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม

“เข้าใจแล้ว”

หน้าของหยู่ฉินหลานแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย

ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล แต่ตอนนี้เธอกลับอายจนทำตัวไม่ถูก

“ฮึ่ม!!!”

มินโฮกระแทกเสียงออกมาเบาๆ

เธอและลี่เยว่มองหน้ากัน ในฐานะผู้ที่รู้ทุกอย่าง เธอเข้าใจดีถึงความหมายแฝงที่มู่เหลียงพูดก่อนหน้านี้

“น่าสนใจ…”

-ดวงตาสีฟ้าของหนี่จี๋ชานั้นเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เธอมองดูสาวงามในห้อง และสังเกตเห็นถึงท่าทางของลี่เยว่กับมินโฮด้วย

หนี่จี๋ชานั้นมีลางสังหรณ์ว่าทั้งสามคนกำลังตกหลุมรักเจ้าเมืองเต่าทมิฬ และอาจจะพูดได้เต็มปากว่ารักเจ้าเมืองไปแล้วก็ได้

“....”

หยางปิงถึงกับตกใจกับสิ่งที่เป็น เพราะบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเร็วมาก

“แล้วคำถามที่สามล่ะ”

มู่เหลียงถามขึ้นเบาๆ

“อะ..เออ ….อะแฮ่มๆ”

หนี่จี๋ชากระแอมเบาๆ

พร้อมกับเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าที่จริงจัง และถามด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มลง

“ถ้าฉันและหน่วยของฉันเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬ ท่านสามารถหยุดการบุกโจมตีของเมืองเซิงหยางได้หรือไม่”

หน่วยนักฆ่าป็นหนึ่งในไม้เด็ดของเมืองเซิงหยาง

หากว่าหนี่จี๋ชาพาทั้งหน่วยออกมาจากเมือง มันจะไปกระตุ้นโทสะของเจ้าเมืองเซิงหยางได้ และคงไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะใหญ่

“ตราบใดที่เธอและพวกของเธอยอมเข้ากับเมืองเต่าทมิฬ จะไม่มีใครหน้าไหนแตะต้องพวกเธอได้”

รัศมีพลังอันรุนแรงถูกปล่อยออกมาจากร่างของมู่เหลียง และปกคลุมไปทั่วห้องทำงานแห่งนี้

“....”

รูม่านตาของหยางปิงนั้นถึงกับหดเล็กลง พร้อมกับใช้มือประคองตัวเองกับเก้าอี้ไม่ให้ก้มลงไปคุกเข่า

ลี่เยว่ มินโฮ และหยู่ฉินหลานถึงกับ ก้มหัวลงเพราะรัศมีพลังของมู่เหลียงกดทับพวกเธอเอาไว้ด้วย

“ฉะ–ฉะฉัน เข้าใจแล้ว”

หนี่จี๋ชาพูดอย่างยากลำบาก พร้อมกับใบหน้าที่ซีดเซียว

ก่อนที่แววตาของเธอจะเป็นประกายด้วยความยินดี นี้คือคำมั่นสัญญาณที่ดีที่สุดสำหรับเธอจากมู่เหลียง

ตราบใดที่มีคนกล้าท้าทายอำนาจของเมืองเซิงหยาง เธอก็กล้าที่จะแปรพักตร์มาเข้ากับเมืองเต่าทมิฬ

ฟิ้ว!!

ม้วนหนังและกระดาษปลิวไปมาแม้ว่าจะไม่มีลม

มู่เหลียงลดรัศมีพลังลงและพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

“ฉันจะให้เวลาเตรียมตัวสองสามวัน แต่เธอสามารถพาใครมาก่อนก็ได้ในช่วงเวลานี้”

ก่อนที่เขาจะมองไปทางลี่เยว่

“เรื่องขัดขวางและรับมือเมืองเซิงหยางให้ฉันเป็นคนจัดการเอง

นี้อาจเป็นความกังวลใจของหลายๆ คนรวมไปถึงลี่เยว่

แต่เพราะมีลี่เยว่อยู่ด้วยทำให้มู่เหลียงนั้นยอมรับปัญหาที่จะตามมาภายหลังทั้งหมด

“เจ้าค่ะ ฉันจะรีบกลับมาเมื่อพร้อม”

หนี่จี๋ชายืนขึ้นพร้อมกับคำนับให้

“ไปได้แล้ว”

มู่เหลียงพยักหน้าเบาๆ

ก่อนที่จะพูดกับลี่เยว่”

“พาทั้งสองไปส่งยังที่เดิมด้วย”

“เข้าใจแล้ว”

ลี่เยว่พยักหน้า

หนี่จี๋ชาโค้งคำนับให้กับมู่เหลียงอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมกับลี่เยว่

“นี้จะเสี่ยงมากเกินไปรึป่าว”

หยู่ฉินหลานถามขึ้นด้วยความเป็นกังวล

“ไม่ช้าก็เร็ว เราก็ต้องเผชิญหน้ากันอยู่แล้ว”

มู่เหลียงส่ายหัวเล็กน้อย

เขายังไม่อยากบอกเรื่องของลี่เยว่ ให้กับหยู่ฉินหลานฟัง

คราวนี้ เขาจะได้มอบสิ่งตอบแทนให้กับเมืองเซิงหยางที่พวกเขาไม่มีทางปฏิเสธ

แต่มู่เหลียงเองก็ลืมอะไรไปบางอย่าง นั้นคือเจ้าเมืองเซิงหยางนั้นตั้งแต่เขามาถึงยังไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลยสักครั้ง…..