ตอนที่ 154

ครืนนนน!!

ประตูป้อมปราการซานไห่ก็เปิดออก

เว่ยกังได้ยืนรออยู่แล้วที่หลังประตู พร้อมกับคนของเขา

ก่อนที่เว่ยกังจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

“ยินดีต้อนรับสู่เมืองเต่าทมิฬ”

“พวกเราเข้าไปได้รึยัง?”

หลี่เอ๋อกู่ถามขึ้นพร้อมกับชูบัตรผ่านเพื่อจะแสดงว่าพวกเขาผ่านด่านตรวจหมดรึยัง

“เชิญทางนี้”

เว่ยกังโบกมือเรียกให้ทุกคนเดินเข้าในป้อมซานไห่

หลังจากผ่านป้อมสองป้อมแรกแล้ว ประตูซานไห่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบอะไรแล้ว แค่ตรวจสอบความเรียบร้อยเท่านั้น

เมื่อผ่านป้อมปราการเข้ามา กลุ่มของหลี่เอ๋อกู่ก็เห็นถนนหนทางที่สะอาดสะอ้านมาก พร้อมกับสองข้างทางที่เต็มไปด้วยอาคารร้านค้า

“กลิ่นอะไรหอมขนาดนี้”

หลี่เอ๋อกู่พูดขึ้นพร้อมกับทำจมูกฟุตฟิต

กลิ่นหอมนั้นมีหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นมีกลิ่นเนื้ออยู่ด้วย

“นอกจากเนื้อย่างแล้ว ยังมีกลิ่นอื่นอีกอยู่ด้วย เป็นกลิ่นที่แปลกใหม่มาก”

หนี่จี๋ชาพูดอย่างแผ่วเบา

“หัวหน้า ดูร้านนั้นสิ มีต้นไม้ด้วย!”

หนึ่งในสมาชิกหน่วยพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น

ทุกคนมองไปยังเถาของต้นอะไรสักอย่าง พร้อมกับกลิ่นหอมอันน่าหลงไหลที่โชยออกมาจากร้าน

“ถนนสายนี้เป็นถนนการค้างั้นหรอ”

หลี่เอ๋อกู่รู้สึกสับสนเล็กน้อย เพราะถนนเส้นนี้ดูเหมือนถนนการค้าแต่กลับมีผู้คนเดินอยู่บางตา

“ทุกคนยินดีต้อนรับสู่ถนนการค้าเต่าทมิฬ”

หยู่ฉินหลานเดินออกมาจากร้านอาหารที่มีถึงสี่ชั้น

“ถนนการค้า?”

หลี่เอ๋อกู่แปลกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“ถนนสายนี้อยู่ในย่านการค้าของเมืองเต่าทมิฬที่เปิดให้กับคนภายนอกได้เข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยน”

หยู่ฉินหลานพูดด้วยท่าทางอันสง่างามและดูใจดี

“ท่านสามารถที่จะซื้อหรือขายเมื่ออยู่ในถนนสายนี้ได้ และภายในร้านค้าเหล่านี้มีสิ่งของมากมายที่น่าสนใจและอาหารเลิศรสหลายอย่างให้ลิ้มลอง”

“แล้วต้องใช้อะไรแลกเปลี่ยน?”

หลี่เอ๋อกู่ถามด้วยความสนใจ

“ผลึกสัตวว์อสูร”

หยู่ฉินหลานพูดเบาๆ

“ที่นี่รับแค่ผลึกสัตว์อสูรเท่านั้นงั้นหรอ?”

หลี่เอ๋อกู่ถึงกับถามด้วยความประหลาดใจ

“ไม่ทุกอย่าง บางสิ่งเราก็รับแลกเปลี่ยน”

หยู่ฉินหลานยิ้มบางๆ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม

“ตัวอย่างเช่นพวกสัตว์อสูร หรือสัตว์หายาก หรือไม่ก็ของล้ำค่าบางอย่างก็เอามาแลกเปลี่ยนได้”

“ถ้าเช่นนั้น ขอลองเดินตลาดแห่งนี้หน่อยแล้วกัน”

หลี่เอ๋อกู่ดูมีความกระตืนรือร้นอย่างมาก และแววตาเองก็แฝงไปด้วยความกระหาย

กลิ่นหอมที่ลอยอยู่ในอากาศนั้นดูน่าสนใจจริงๆ

“ประเดี๋ยวก่อน ท่านเจ้าเมืองของเราต้องการจะเชิญท่านไปพูดคุยด้วย”

หยู่ฉินหหลานยกมือขึ้นห้ามปรามก่อนที่จะชี้ไปยังร้านอาหารที่อยู่ด้านหลังของเธอ

“ช่างเป็นเรื่องที่ใจตรงกันจริงๆ เราเองก็อยากจะไปพบเจอท่านเจ้าเมืองของที่นี่เหมือนกัน”

หลี่เอ๋อกู่พยักหน้าเห็นชอบด้วย

ก่อนจะมองไปยังร้านอาหารที่อยู่หลังหยู่ฉินหหลาน พร้อมกับป้ายร้านที่เขียนว่า หอโภชนาการ

“หอโภชนาการ เป็นชื่อที่ดูเรียบง่าย และตรงไปตรงมาดีจริงๆ”

หลี่เอ๋อกู่เอ่ยปากชมพร้อมกับรอยยิ้ม

“งั้นตาม มาทางนี้เลย”

ปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะอธิบายขึ้นที่มุมปากของหยู่ฉินหลาน

เธอเป็นคนนำทุกคนเข้าไปในหอโภชนาการ และพาไปยังห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ที่ชั้น 4

หอโภชนาการนั้นเป็นร้านอาหารสำคัญของถนนเส้นนี้ และจะเป็นที่ดึงดูดผลึกสัตว์อสูรจากผู้คนภายนอกอย่างดี

เมื่อหลี่เอ๋อกู่เข้าไปในห้องส่วนตัว เขาก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่แล้วในห้อง ตัวของชายผู้นี้ปล่อยรัศมีพลังที่ยากจะหยั่งถึง และมีกลิ่นไอที่แข็งแกร่งมาก ราวกับเขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองเซิงหยาง

เขาเริ่มระมัดระวังตัวขึ้น และแสดงกริยาท่าทางที่ดูผ่อนคลายและมีมารยาทต่อหน้าชายผู้นี้

เวลานี้หลี่เอ๋อกู่รู้สึกแบบเดียวกับเวลาที่ต้องอยู่ต่อหน้าเจ้าเมืองเซิงหยาง ถึงด้านหน้าของเขาจะเป็นเจ้าเมืองเต่าทมิฬก็ตาม

จากที่เขาสัมผัสพลังนั้น ชายหนุ่มตรงนี้เป็นปีศาจที่มีพลังอย่างน้อยขั้น 8 อย่างไม่ต้องสงสัย

“เชิญนั่งก่อน แล้วเราจะเริ่มคุยกัน”

มู่เหลียงพูดด้วยท่าทางสบายๆ

“ได้”

หลี่เอ๋อกู่นั่งลงพร้อมกับสงบสติอารมณ์

“....”

หนี่จี๋ชาและคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปของหลี่เอ๋อกู่เหมือนกัน

กลุ่มของพวกเธอรู้เพียงว่า เจ้าเมืองเต่าทมิฬนั้นไม่ธรรมดาและน่าจะแข็งแกร่งมาก ไม่แปลกที่แม่ทัพหอกกระดูกหลี่เอ๋อกู่จะต้องรักษาท่าที

“ฉินหลาน สั่งให้พนักงานของเรานำอาหารมาจัดวางได้แล้ว….เอาเป็นว่ากินไปคุยไปหวังว่าจะไม่ถือสา”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับยิ้มจางๆ

“แน่นอน”

หลี่เอ๋อกู่พยักหน้าเห็นด้วย

ไม่นานพนักงานของร้านก็ปรากฏตัวในชุดกระโปรงยาว คนหนึ่งถือถาดอาหารอีกคนมีหน้าที่จัดจานอาหารบนโต๊ะ

มีมันทอด ผัดกะหล่ำปลี ซุปมะเขือเทศ และผัดผัก

อาหารทั้งสี่จานไม่มีเนื้อเลยแม้แต่ชิ้นเดียว

หลี่เอ๋อกู่มองด้วยความตกตะลึงไม่อยากจะเชื่อว่าที่แห่งนี้จะเอาผักสีเขียวล้ำค่าออกมาทำอาหาร

“อาหารสี่อย่างนี้เป็นอาหารแนะนำของร้าน ลองชิมดูหวังว่าจะถูกปากทุกคน”

ก่อนที่มู่เหลียงจะเริ่มคีบตักอาหารเป็นคนแรก

ในโลกที่พังพินาศแบบนี้อาหารที่ทำจากผักทั้งสี่จานนั้นถือว่าเป็นอาหารที่หรูหรามากๆ

หลี่เอ๋อกู่ใช้ส้อมทิ่มลงไปบนผัดกะหล่ำปลี ก่อนที่จะส่งมันเข้าปากไป

ผัดกะหล่ำปลีนั้นทั้งกรอบ หวานฉ่ำทุกคำที่เคี้ยว

หลี่เอ๋อกู่แม้จะเป็นหนึ่งในแม่ทัพที่สำคัญของเมืองเซิงหยาง และถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในห้าผู้แข็งแกร่งที่สุดของเมือง

แต่ถึงอย่างงั้นเขาก็ไม่ได้กินอาหารหรูๆ แบบนี้บ่อยๆ หรือได้กินมื้อที่มีอาหารทำจากผักสี่จานแบบนี้

และอาหารแบบนี้จะมีให้เห็นแต่ในงานเลี้ยงฉลองระหว่างเจ้าเมืองเซิงหยางกับแม่ทัพทั้งสามเท่านั้น ซึ่งปีๆ หนึ่งไม่ได้มีบ่อยๆ

“ซุปนี้ก็มีรสชาติที่ดีไม่แพ้กัน”

มู่เหลียงพูดขึ้นด้วยท่าทางที่ดูสง่าผ่าเผย

“ได้ ฉันจะลอง”

หลี่เอ๋อกู่ถือถ้วยน้ำซุปขึ้นมา และค่อยๆ ซดอย่างช้าๆ

เขารู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่กลืนน้ำซุปลงคอ รสเปรี้ยวหวานไปกระตุ้นต่อมรับรสของเขาให้ดีขึ้น อีกทั้งยังรู้สึกอุ่นท้องเมื่อได้ดื่มสิ่งนี้ และสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก

“....”

หนี่จี๋ชากับคนอื่นๆ ก็ได้แต่แอบกลืนน้ำลายอย่างเงียบๆ และมองดูอาหารที่ทำมาจากพืชผักบนโต๊ะที่ค่อยๆ ลดลง และได้แต่จินตนาการรสชาติของพวกมัน

ตลอดที่หลี่เอ๋อกู่กินนั้น เขาแทบไม่พูดอะไรกับมู่เหลียงเลย

“??”

เมื่อหลี่เอ๋อกู่ซดน้ำซุปจนหมด เขาก็มองเห็นว่าอาหารบนโต๊ะนั้นหมดแล้ว

เขาวางถ้วยน้ำซุปลงอย่างเขินอาย นี้เป็นครั้งแรกที่เขานั้นหมกมุ่นกับการกินโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

“อาหารเป็นเช่นไร”

มู่เหลียงถามพร้อมกับอมยิ้มที่มุมปาก

“มันอร่อยมาก เหมาะสมกับการที่อยู่ในหอโภชนาการ”

หลี่เอ๋อกู่กล่าวชมอย่างจริงใจ

ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงชื่อ หอโภชนาการ เพราะมันเป็นสถานที่มีอาหารดีๆ ให้กินอย่างเอร็ดอร่อย

“ถ้าเช่นนั้น เมื่อไรที่อยากกินอีก ก็แวะมาที่ร้านแห่งนี้ได้ทุกเมื่อ”

มู่เหลียงพูดขึ้นราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

“มาบ่อยๆ ก็ได้งั้นหรอ?”

หลี่เอ๋อกู่อุทานถามด้วยความตกใจ

“แน่นอน พวกเราจะพักอยู่ที่เมืองเซิงหยางสักระยะ เพราะงั้นสามารถแวะมากินของอร่อยๆ ที่นี่ได้เสมอ”

มู่เหลียงพูดเบาๆ

“งั้นก็ดีเลย”

ดวงตาของหลี่เอ๋อกู่เป็นประกาย

เขารู้สึกดีมากที่จะได้กลับมากินอาหารเช่นนี้อีก และทำให้ตัวเองรู้สึกสูงส่งจากการได้กินอาหารหรูหรา

อีกสิ่งที่เขารู้เลยคือเมืองเต่าทมิฬแห่งนี้ไม่ใช่เมืองเล็ก แต่เป็นเมืองที่ทรงอำนาจมาก ถึงขนาดที่ว่าเอาพืชผักออกมาขายได้ทั่วไปแบบนี้

แค่นี้ก็แสดงถึงฐานะความร่ำรวยของเมืองได้อย่างดี เพราะเมืองเซิงหยางเองไม่ทำการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายผักกับใคร

“เมืองเต่าทมิฬของเราไม่ได้มีความคิดร้ายต่อเมืองเซิงหยางแต่อย่างใด”

หยูฉินหลานกล่าวเสริม

“พวกเราจะอยู่ที่นี่สักพักเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายกัน””

“เข้าใจแล้ว”

หลี่เอ๋อกู่พยักหน้าเห็นด้วย

ก่อนหน้านี้เขาไม่อาจเข้าใจเหตุผลของคำพูดของหยู่ฉินหลานได้ แต่ตอนนี้เขาเข้าใจทั้งหมดแล้ว

อีกอย่างเขาเองก็ไม่กล้าทำให้เจ้าเมืองเต่าทมิฬไม่พอใจ ซึ่งเขาเองสงสัยว่าเจ้าเมืองนี้อาจเป็นผู้มีพลังขั้น 8 หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาไม่อาจจะคิดสภาพศพของเขาออกเลยด้วยซ้ำว่าจะตายเช่นไร หากทำให้เจ้าเมืองเต่าทมิฬไม่พอใจ

“ถ้าเช่นนั้น พวกท่านเชิญไปเที่ยวชมตลาดและถนนการค้าของเราจะดีกว่า มีของหลายสิ่งให้ท่านเลือกซื้อแลกเปลี่ยน”

มู่เหลียงพูดพร้อมกับลุกขึ้น

นี้คือเป้าหมายของเขา และตอนนี้เขาได้บรรลุเป้าหมายนั้นแล้ว สำหรับคนที่จะขึ้นมาบนเมืองเต่าทมิฬนั้นขึ้นอยู่กับการกระจายข่าวของคนผู้นี้แล้ว

“ได้”

หลี่เอ๋อกู่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว